<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อน&#039;เหตุการณ์6ตุลา&#039;เตือนสติคนไทย อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีครบรอบ 45 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้วันนี้จะเลยวันที่ 6 ตุลาคมมาแล้ว แต่คงยังไม่ช้าเกินไปที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ช่วงนี้ใครต่อใครทั้งที่เกิดทันและเกิดไม่ทันมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น การ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; กันเกือบทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเกิดทัน หรือเกิดไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่ใช่เป็นประเด็นว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลาได้หรือไม่ แต่การกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าเป็นการ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; นักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์และปราศจากอาวุธ แม้เกิดการสังหารกันจริง แต่ดูจะเป็นการพูดแบบง่ายและรวบรัดเกินไป เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะนิยามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; เพียงเท่านั้น การ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่มีที่มาที่ไป บางอย่างอาจเป็นความลับที่ไม่มีใครทราบ ในที่นี้จึงอยากจะให้ทำความเข้าใจกันว่า การ&amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; ที่ว่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเข้าใจสาเหตุของเหตุการณ์ 6 ตุลา เราจะต้องมองย้อนกลับไปที่สถานการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จนเกิดเหตุการณ์ที่เราเรียกกันว่า &amp;quot;วันมหาวิปโยค&amp;quot; และมองว่ามีการพัฒนาการอย่างไรหลังจากนั้น จนกระทั่งในที่สุดเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่สืบทอดมาจากรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มาจาการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ถนอมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ถึงแก่อสัญญกรรมในปี 2506 ใช้เวลาถึง 5 ปีจึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2512 พรรคสหประชาไทยที่จอมพลถนอม และจอมพลประภาส จารุเสถียร ก่อตั้งขึ้น ชนะการเลือกตั้ง จอมพลถนอม จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่แล้วในปี 2514 จอมพล ถนอมก็ทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง เช่นเดียวกับที่รัฐบาลจอมพล ป. เคยทำ ครั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ค่อยเป็นค่อยไปตามเคย จนมีอาจารย์ นักศึกษา และประชาชน 13 คน ออกแจกใบปลิวเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ ทั้ง 13 คนถูกจับกุมในข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน และอีกหลายข้อหา รวมทั้งข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp; ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้พยายามผลักดัน และสนับสนุนรัฐบาลไทยให้ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่รัฐบาลจอมพล ป. เป็นต้นมา และยิ่งเข้มข้นในยุครัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ และจอมพลถนอม ดังนั้นจึงได้มี พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 และได้มีการพยายามสร้างภาพลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ดูน่ากลัวเกินกว่าความเป็นจริง โดยไม่แยกแยะระหว่าง ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย กับระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์สุดโต่ง เช่นประเทศจีนยุคเหมา เจ๋อ ตุง ให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีอำนาจเผด็จการได้ทำการปราบปรามผู้ที่มีแนวคิด และชักจูงให้คนนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง หนังสือและตำราที่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกห้ามจำหน่าย การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ สร้างความอึดอัดแก่นักวิชาการ และนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างมาก แต่เข้าทำนองยิ่งห้ามยิ่งยุ นิสิต นักศึกษาจึงเริ่มหันไปนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีความรู้สึกว่า ลัทธินี้มิได้เลวร้ายจนน่ากลัวอย่างที่มีการพยายามวาดภาพไว้แต่อย่างใด ตรงข้ามระบอบการปกครองแบบคอมิวนิสต์อาจเป็นคำตอบ ที่จะทำให้ประเทศไทย และประชาชนไทยหลุดพ้นจากความยากจน และสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นิสิต นักศึกษาที่เคยถูกปิดกั้นไว้ จึงเริ่มมีเสรีภาพในการแสดงออก และมีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ต่อผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำนิสิต นักศึกษา ที่รวมกันจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ดูเหมือนจะมีความคิด &amp;quot;เอียงซ้าย&amp;quot; ถึง &amp;quot;ซ้ายจัด&amp;quot; กันเป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลานี้ป็นยุคเฟื่องฟูของขบวนการนักศึกษา เนื่องจากผู้นำนักศึกษา ในนามศูนย์กลางนิสิตนักศึกษามีบทบาทสูงมากทางการเมือง มีการนำการประท้วงของผู้ใช้แรงงาน ชาวนา เกษตรกร และกลุ่มอื่นๆบ่อยครั้ง จนกระทั่งเราเรียกยุคนี้ว่า ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนิสิต นักศึกษา มีบทบาทสูง ทั้งยังมีความโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้ายมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. จะเริ่มมีการจัดตั้งนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่มีความคิดเป็นซ้ายจัด ให้เข้าสังกัดและให้ทำการเผยแพร่ความคิดของฝ่ายซ้ายให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย นี่เป็นเรื่องจริงที่ยอมรับกันเป็นการภายใน ในกลุ่มคนที่อยู่ในวงในจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อฝ่ายซ้ายเริ่มมีกิจกรรมมากขึ้น คนอีกกลุ่มที่จัดได้ว่าเป็นฝ่ายขวา ถึงขวาจัดก็เริ่มรู้สึกว่า กำลังถูกภัยคุกคามจากฝ่ายซ้าย จนไม่สามารถอยู่นิ่งเฉย จึงมีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นต่อต้าน เช่นกลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง และยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เปิดเผยตัว และไม่เปิดเผยตัวอีกมากมายหลายกลุ่ม สถานีวิทยุที่เป็นกระบอกเสียงที่ต่อต้านฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรงและเปิดเผย คือสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งทำหน้่าที่ปั่นกระแสให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังของฝ่ายขวาต่อฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดเพลงปลุกใจกันอย่างกว้างขวาง เช่น เพลงหนักแผ่นดิน เพลงเราสู้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า ผู้ที่แวดล้อมใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ย่อมต้องรู้สึกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกภัยคุกคามเช่นกัน จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า ลูกเสือชาวบ้าน เพื่อสร้างกิจกรรมให้รักชาติ และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ คำว่า &amp;quot;ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์&amp;quot; จึงเริ่มใช้กันมากในช่วงเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ผู้นำนิสิต นักศึกษาที่มีบทบาทสูง และมีแนวโน้มว่าอาจได้รับการจัดตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด ผู้นำนักศึกษาชื่อดังคนหนึ่งเล่าว่า เขาต้องตัดสินใจเข้าป่าไปร่วมกับพคท.ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาเสียด้วยซ้ำ เพราะเริ่มมีความรู้สึกว่าอยู่ในเมืองไม่ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความแตกแยกในสังคมระหว่างซ้ายกับขวา เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความเกลียดชังระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดแตกหักระหว่างซ้ายกับขวากันเกิดขึ้นเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเป็นสามเณร แอบเข้ามาในประเทศอย่างเงียบๆ ในวันที่ 19 กันยายน 2519 แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้นำนิสิต นักศึกษาเมื่อทราบข่าว จึงเรียกร้องยื่นคำขาดให้รัฐบาลนำตัวพระถนอมออกนอกประเทศ แต่รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเพิ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ชี้แจงว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ ศูนย์กลางนิสิตจึงจัดชุมนุมขึ้นที่ท้องสนามหลวง ภายหลังย้ายเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วง ขับไล่จอมพลถนอม ให้ออกไปนอกประเทศโดยทันที
&amp;nbsp;
ก่อนการชุมนุม มีข่าวว่าพนักงานการไฟฟ้าที่จัดหวัดนครปฐม ออกทำการปิดโปสเตอร์เชิญชวนคนให้มาชุมนุม ถูกฆ่า และนำศพมาแขวนคอประจาน ในวันที่ 24 กันยายน ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ฆ่าพนักงานการไฟฟ้าดังกล่าว และถูกดำเนินคดี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเเทศชาติมีความแตกแยกและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายมีความเกลียดชังซึ่งกันและกันมากเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 แกนนำการชุมนุมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลื่อนสอบ เพื่อให้นักศึกษามาร่วมชุมนุมได้มากขึ้น มีการจัดแสดงละครที่ลานโพธิ์ โดยชุมนุมศิลปะและการแสดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจำลองเหตุการณ์ฆ่าแขวนคอที่นครปฐม ตัวละครที่ต้องแสดงการแขวนคอ ต้องใช้หลายคนเพื่อสลับสับเปลี่ยนกัน มีผู้แสดงคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นนักกรีฑา&amp;nbsp; มีโครงหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แต่ตัวเล็กกว่ามาก แต่คนจำนวนมากที่ชมการแสดงสดวันนั้น ไม่มีใครรู้สึกอะไร จนกระทั่งวันที่ 5 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ Bangkok Post นำรูปนี้ ไปลงหน้า 1 ซึ่งดูจากรูปในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับแล้วกลับคล้ายสมเด็จพระบรมฯ มาก&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์ดาวสยาม พาดหัวข่าวว่า &amp;quot;ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เหยียบหัวใจคนไทยทั้งชาติ&amp;quot; สถานีวิทยุยานเกราะก็ยิ่งกระโหมกระพือยุยงเพิ่มความเกลียดชังให้มากขึ้นไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าวันที่ 6 ตุลาคม มีกลุ่มกระทิงแดง และประชาชนประมาณ 2,000 คน มารวมตัวกันที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาชนกลุ่มนี้กำลังโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด เพราะนอกจากจะเห็นว่าศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังถูกป้อนข้อมูลว่ามวลชนที่ประท้วงอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ล้วนเป็นพวกคอมมิวนิสต์ และส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กว้างขวางในจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่งเล่าว่า เช้าวันที่ 6 ตุลาคม มีการระดมบรรดามือปืนที่เพชรบุรี มาขอยืมรถของท่าน บอกว่าจะใช้บรรทุกคนไปยิงพวกคอมมิวนิสต์ ท่านนั้นรีบไปห้ามคนขับรถไม่ให้ไป แต่ในที่สุดก็ไม่ทราบว่าคนกลุ่มนี้ได้ไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนั้น รอบๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีตำรวจท้องที่และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองปราบมาประจำการ ตั้งแต่เช้าเช่นกัน ประชาชนพยายามจะขับรถชนประตูมหาวิทยาลัย แต่ตำรวจห้ามไว้ จากนั้นมีการยิงโต้ตอบกันระหว่างผู้ที่อยู่ด้านในมหาวิทยาลัย กับผู้ที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยรวมทั้งตำรวจ แต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ผู้หนึ่งยืนยันว่า มีการยิงโต้ตอบมาจากทางผู้ร่วมชุมนุม แต่เบาบางกว่าที่ยิงเข้าไปข้างในค่อนข้างมาก ต่อมากำลังตำรวจตระเวนชายแดนจากค่ายนเรศวร ได้เข้ามาสลายการชุมนุม เมื่อประตูพัง กลุ่มคนที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือ ก็บุกเข้าไปกระทำการอันเหี้ยมโหดตามสัญชาติญานดิบ เถื่อน ดังที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมโดยพลังบริสุทธิ์หรือไม่ ก็ขอตอบว่าคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมมาร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่หากถามว่า การชุมนุมครั้งนี้มีจุดหมายเพียงขับไล่จอมพลถนอม และไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เลยจริงหรือไม่ ก็ขอตอบว่า ไม่แน่นัก เพราะเป็นการแน่ชัดว่า การชุมนุม 6 ตุลา ต่างกับการชุมนุม 14 ตุลา ตรงที่หลัง 14 ตุลา 16 เริ่มมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้รับการจัดตั้งโดย พคท.แล้ว ในขณะที่ก่อนการชุมนุม 14 ตุลา ไม่มีการจัดตั้ง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการแสดงละครจำลองเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าการไฟฟ้าถูกฆ่าแขวนคอเล่าว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ Bangkok Post นำรูปการแสดงไปลงหน้า 1 และแกนนำบางคนถูกตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา ได้มีการถกเถียงกันระหว่างแกนนำที่เหลือว่า ควรจะประกาศสลายการชุมนุมหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงว่าจะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม และจะเกิดความรุนแรงขึ้น แกนนำคนหนึ่งกล่าวว่า &amp;quot;หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็อาจต้องยอมให้เกิดการสูญเสียบ้าง&amp;quot;&amp;nbsp; ในที่สุดก็ไม่ได้มีการประกาศสลายการชุมนุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่า ผู้ชุมนุมปราศจากอาวุธจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่จริง เพราะมีรายงานว่ามีการยิงตอบโต้จากด้านผู้ชุมนุม ข่าวบางกระแสว่ามีเสียงปืนกลยิงออกมาจากด้านใน แต่จะอย่างไรอาวุธของผู้ชุมนุมไม่มีทางเทียบได้กับอาวุธของตำรวจกองปราบ และ ตชด. อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือที่มาของเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา สาเหตุมาจากการแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายโจมตีกัน เกลียดชังกัน ทั้งอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องการผลทางการเมือง ดูๆ ไปบรรยากาศในปัจจุบันชักคลับคล้ายกับบรรยากาศก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาเข้าไปทุกที&amp;nbsp; ยิ่งมีกระแสการนำเพลงปลุกใจมาทำใหม่ เผยแพร่ใหม่ ยิ่งรู้สึกว่า บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็หวังว่า ทุกคน ทุกฝ่ายจะอยู่กันอย่างมีสติ ทำอะไรกันอย่างมีสติ มองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นบทเรียน อย่าให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีก ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเล่าถึงเหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อในข้อเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนได้รู้จักบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนตัว และได้รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเองโดยตรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120039</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการมธ., เหตุการณ์6ตุลา, เหตุสังหารหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60938aa10bdf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตรองอธิการมธ.&#039;ยกพรบ.ชุมนุมฯ สอนกม.&#039;อาจารย์3นิ้ว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณพ่อผมจบกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย ตั้งแต่ยังไม่มีคณะนิติศาสตร์ทั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเรียนจบก็เป็นเนติบัณทิตไทยโดยไม่ต้องไปสอบอีก คุณพ่อเป็นนักกฎหมายที่เก่งมาก แต่ไม่ได้เลือกเส้นทางด้านกระบวนการยุติธรรม เลือกไปรับราชการที่กรมสรรพากร คุณพ่ออยากให้ผมเรียนกฎหมาย บอกว่าผมน่าจะเรียนกฎหมายได้ดี และพี่ๆ ไม่มีใครเรียนกฎหมายเลยสักคน คุณพ่อเสียชีวิตก่อนที่ผมจะเข้ามหาวิทยาลัย คงเป็นเพราะไม่มีใครมากระตุ้นเตือน ผมจึงไปเลือกเรียนบริหารธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาวันนี้ นึกเสียดายที่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ เพราะได้อ่านได้ฟังความเห็นอาจารย์สอนกฎหมายบางคนแล้วอดที่จะเห็นแย้งไม่ได้ แต่ก็แย้งไม่ค่อยถนัดเพราะเราไม่ใช่นักกฎหมาย ตั้งแต่ความเห็นที่ว่า การปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ศาลจะต้องอนุญาต เพราะต้องถือว่าผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง บรรดาแกนนำม็อบ 3 นิ้วที่ถูกดำเนินคดี และผู้สนับสนุนล้วนท่องคาถาบทนี้ตั้งแต่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จนอนุญาตโดยมีเงื่อนไข จนถูกถอนประกัน ก็ยังท่องคาถาบทนี้อยู่เช่นเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาช่วงมีการสลายการชุมนุมหรือสลายม็อบ ซึ่งระยะนี้มีทุกวัน อาจารย์สอนกฎหมายก็ย้ำว่า ตำรวจควบคุมฝูงชนจะเข้าสลายการชุมนุมได้ ตามพ.ร.บ.การชุมนุม 2558 จะต้องไปขออนุญาตศาลก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออาจารย์สอนกฎหมายอ้างข้อกฎหมายเช่นนี้ เราก็ต้องเชื่อไว้ก่อน แต่โดยสามัญสำนึกก็อดมีข้อกังขากับข้อกฎหมายไม่ได้ เพราะหากจะต้องขออนุญาตศาลทุกครั้งที่จะสลายการชุมนุม ถ้าเป็นการชุมนุมที่สงบ ไม่มีอาวุธ คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น กว่าตำรวจจะไปขออนุญาตศาลกลับมา ก็คงป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายไม่ทัน ยิ่งช่วงนี้มีการชุมนุมป่วนเมืองด้วยความรุนแรงทุกวัน ตำรวจก็สลายการชุมนุมทุกวัน ไม่เห็นมีข่าวว่ามีการไปขออนุญาตศาลแต่อย่างใด หรือว่าตำรวจกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุม ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดไม่ได้จึงต้องไปเปิดดู พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ซึ่งได้คัดลอกบางตอนมาให้ดูกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรา 21 ในกรณีมีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 หรือกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 หรือมาตรา 18 ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะดำเนินการ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) กรณีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 หรือไม่เลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้งตามมาตรา 18 ให้ประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) กรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 หรือมาตรา 17 ให้ประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมสาธารณะที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนและคุ้มครองการชุมนุมสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมสาธารณะตามวรรคสอง ต้องกำหนดให้เจ้าพนักงานหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนเพียงเท่าที่จำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะตามมาตรานี้ ไม่ตัดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการชุมนุมสาธารณะนั้นที่จะร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 25&amp;nbsp; ในกรณีที่ผู้ชุมนุมกระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะรุนแรงและอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้อื่นจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการกระทำนั้น หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะและผู้ควบคุมสถานการณ์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณ์มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 23 และมาตรา 24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อพิจารณาภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค คำสั่งศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคให้เป็นที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วก็พบว่า มาตรา 21 กำหนดให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมต้องไปร้องศาลจริง เพื่อมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม แต่ระหว่างรอคำสั่งศาล เจ้าพนักงานยังมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแนวทางการดูแลการชุมนุมตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชน และคุ้มครองการชุมนุม ซึ่งแนวทางดังกล่าวต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้กำลังและเครื่องมือการควบคุมฝูงชนเพียงเท่าที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดข้างต้นนี้ อาจารย์สอนกฎหมายไม่ได้กล่าวถึง และที่ไม่ได้กล่าวถึงเลยแม้แต่น้อยคือยังมีมาตรา 25 ซึ่งสรุปได้ว่า (รายละเอียดอ่านได้จากด้านบน) ในกรณีที่ผู้ชุมนุมกระทำการรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้อื่นจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมมีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการกระทำนั้น หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 23 และมาตรา 24 ซึ่งหมายถึงมีอำนาจการดำเนินการให้ยุติการชุมนุมได้โดยไม่ต้องร้องต่อศาล ทั้งนี้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 และมาตรา 24 ด้วย (สามารถอ่านพ.ร.บ. การชุมนุมทั้งหมดได้ตาม link ด้านล่าง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือข้อสรุปของคนที่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์อย่างผม จะถูกต้องหรือไม่ อยากให้นักกฎหมายทั้งหลายที่ได้อ่านข้อเขียนชิ้นนี้ช่วยกันให้ความเห็นด้วยครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114218</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.ชุมนุมสาธารณะ, ม็อบ, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการมธ., อาจารย์3นิ้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60938aa10bdf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตรองอธิการมธ.&#039;ชำแหละระบอบทักษิณตอน6(ต่อ) นิรโทษสุดซอยกำเนิด&#039;กปปส.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตอนที่ 6 (ต่อ) ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง พลพรรคของทักษิณจึงมีความภูมิอกภูมิใจ ไม่ฟังและกระทั่งดูแคลนผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวอันดับต้นๆของประเทศ นั่นคือ ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา ที่แสดงความไม่เห็นด้วย และวิพากษ์วิจารณ์ติติงหลายครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องเพราะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึง 50% ทำให้ชาวนาทุกคนล้วนนำข้าวมาจำนำกับรัฐ ผู้ส่งออกข้าวแทบจะไม่มีข้าวให้ส่งออก นอกจากข้าวที่ปลูกเองแล้วยังมีคนที่ไปซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำเพื่อทำกำไรเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อดำเนินนโยบายนี้ โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แม้ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำในการส่งออกข้าวในตลาดโลก แต่ก็ไม่ได้มีส่วนแบ่งตลาดสูงพอที่จะสร้างผลกระทบต่อราคาข้าวได้ ประเทศที่หายใจรดต้นคอประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลานั้น มีทั้ง เวียดนาม และอินเดีย ทั้งคุณภาพก็ใกล้เคียงกัน ดังนั้นเมื่อไทยกักตุนข้าวอยู่ในโกดัง เวียดนามจึงแซงหน้าเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 แทนที่ประเทศไทย และการกักตุนข้าวไว้ในโกดังของไทย ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกลดลงจนทำให้ราคาสูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่มีชาวนาคนไหนนำข้าวมาจำนำแล้วมาไถ่ถอนแม่แต่รายเดียว เพราะราคาข้าวในตลาดไม่เคยขยับขึ้นสูงกว่าราคารับจำนำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การรับจำนำข้าวต้องมีค่าเก็บรักษาที่สูง รัฐบาลต้องเช่าโกดังของเอกชนเป็นที่เก็บข้าว ทั้งยังต้องมีค่าดูแลรักษา เมื่อไม่สามารถระบายข้าวได้ เพราะต้องขายขาดทุน&amp;nbsp; ค่าเก็บรักษายังคงต้องจ่ายยิ่งเก็บนานยิ่งต้องจ่ายมาก และยิ่งเก็บนานข้าวก็ยิ่งเสื่อมสภาพ ราคาก็ยิ่งต่ำลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มีการทุจริตกันหลายรูปแบบ ทั้งในระดับโรงสีข้าวที่โกงความชื้นกับชาวนา surveyor ที่รับสินบน การนำข้าวจากต่างประเทศมาจำนำ และที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นักการเมือง รวมทั้งยิ่งลักษณ์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์หลายคน รวมทั้งเอกชน ต้องโทษจำคุก ก็คือการระบายข้าวที่แอบแฝงว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าทุน แต่แท้ที่จริงเป็นการขายให้บริษัทของคนไทยซึ่งเป็นพรรคพวกกันเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนโยบายรับจำนำข้าวดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง ป.ป.ช. มีหนังสือไปถึงรัฐบาลขอให้พิจารณาทบทวน เนื่องจากเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ แต่รัฐบาลไม่ฟัง หรือควรจะบอกว่า ทักษิณไม่ฟัง แต่ก็ยังให้มีการตรวจสอบโดยมีข้อสรุปว่า ไม่มีการทุจริตแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชนวนเหตุที่ทำให้มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับไม่ใช่เรื่องการรับจำนำข้าว แต่เป็นเรื่องมีความพยายามที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นร่างของนายวรชัย เหมะ แห่งพรรคเพื่อไทย ต้องการช่วยผู้ที่ต้องโทษในคดีเผาศาลากลางจัดหวัดต่างๆในปี 2553&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อร่างนี้เสนอเข้าสภาฯ ในชั้นกรรมาธิการ ได้มีการใช้เสียงข้างมากแก้ไขให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยให้รวมทั้งผู้ต้องคดีอาญา ในช่วงปี 2549-2554 ได้พ้นผิดไปด้วย นั่นหมายถึงว่า คดีทุจริตต่างๆ ของทักษิณ ก็จะได้นิรโทษกรรมไปด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคณะแรกที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลภายนอกสภา โดยเลือกบริเวณสถานีรถไฟสามเสนเป็นสถานที่ปราศรัยโจมตีรัฐบาล มีคนมาร่วมฟังการปราศรัยเป็นหลักหมื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกนำกลับมาเพื่อลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 3 และผ่านฉลุย เวลา 4.25 น ของวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยคะแนน 307 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 โดยส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดวอล์กเอาท์จากที่ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากมีข่าวว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประชาชนแทบจะทุกกลุ่มต่างออกมาประท้วงกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน บนท้องถนนเป็นจำนวนล้าน เพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ในที่สุดรัฐบาลต้องยอมถอย พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงถูกคว่ำในวุฒิสภาในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยจะตกไปแล้ว แต่การประท้วงยังคงดำเนินต่อไป นำโดยคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งลาออกจาก ส.ส. และจากพรรคประชาธิปัตย์ และมี ส.ส.อีกหลายคนลาออกตามมา เพื่อทำงานการเมืองภาคประชาชนอย่างเต็มที่ และต่อมามีแนวร่วมจากกลุ่มต่างๆมากขึ้น รวมตัวกันเรียกว่า &amp;ldquo;คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; หรือ กปปส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนหลากหลายกลุ่มออกมาร่วมกับ กปปส. มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรือนแสน บางครั้งหลายแสน ทั้งนักการวิชาการ&amp;nbsp; นักการเมืองฝ่ายค้าน นักธุรกิจ ข้าราชการจากเกือบทุกกระทรวง บ้วนมาร่วมชุมนุม และมีตัวแทนมาขึ้นปราศรัยบนเวที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานที่ชุมนุมย้ายจาก สถานีรถไฟสามเสน ไปยังอนุเสารีย์ประชาธิปไตย ไปที่ศูนย์ราชการ จากนั้นไปยัง 4 แยกปทุมวัน สุดท้ายไปอยู่สวนลุมพินี และมีกลุ่มคปท. อยู่ที่สะพานชมัยมรุเชฐ มีการประกาศ Shut Down กรุงเทพฯ มีการพยายามนำมวลชนออกไปยึดหน่วยราชการ และยึดทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายกยิ่งลักษณ์ลาออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่จะลาออก ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา กลายสภาพเป็นรัฐบาลรักษาการและให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยต้องได้รับเลือกกลับมาอีก แต่ฝ่าย กปปส. ไม่ยอมด้วยเหตุผลเดียวกัน จึงยืนยันว่าก่อนการเลือกตั้ง จะต้องมีการปฏิรูปประเทศก่อน กกปส.จึงจัดมวลชนเข้าขัดขวางการเลือกตั้งในเขตต่างๆ ทำให้หลายเขตไม่สามารถจัดให้มีการหย่อนบัตรลงตะแนนได้ และยังจัดให้มีการชุมนุมใหญ่คัดค้านการเลือกตั้ง การชุมนุมในวันเลือกตั้ง มีผู้มาร่วมชุมนุมอย่างล้นหลาม หลายแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ครบทุกเขต ทุกจังหวัดใน 1 วัน การเลือกตั้งจึงไม่สมบูรณ์ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดติดตามตอนจบในโพสต์หน้าครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107907</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, ระบอบทักษิณ, อดีตรองอธิการมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9720e6531f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตรองอธิการฯมธ.&#039;แจงเหตุที่ต้องมี&#039;ม.112&#039; จับไต๋ม็อบทำไมอยากเลิก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค. 63 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติไว้ดังนี้ &amp;ldquo;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองเปรียบเทียบประมวลกฎหมายอาญาทั้ง 2 มาตรา ส่วนที่ต่างกันที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ ก็คืออัตราโทษเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดอัตราโทษที่สูงกว่า สำหรับการหมิ่นประมาท หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นประมาทประมุขสูงสุดของประเทศ เป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะให้ยกเลิกมาตรา 112 แล้วให้พระมหากษัตริย์ใช้มาตรา 326 เช่นเดียวกับคนทั่วไป เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 1 การจะให้พระมหากษัตริย์ทรงดำเนินการฟ้องหมิ่นประมาทเอง และเป็นคู่กรณีกับคนทั่วไป เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิของพระมหากษัตริย์ในการปกป้องพระเกียรติของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 2 การมีกฎหมายปกป้องคุ้มครองประมุขสูงสุดของประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้ไม่ได้มีทุกประเทศ แต่การที่บอกว่า ไม่ยอมรับกฎหมายนี้ เนื่องจากไม่เป็นสากล เพราะประเทศอื่นๆ ไม่มี เป็นการบิดเบือนจากความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลข้อดียวที่ฟังขึ้นในการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยใช้อ้างกัน คือ เปิดโอกาสให้มีการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ด้วยการใช้มาตรานี้แจ้งความดำเนินคดีต่อบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากใครก็สามารถไปร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาข้างต้นน่าจะแก้ได้โดยไม่ต้องยกเลิกมาตรา 112 กล่าวคือ ให้กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสียว่าผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจะเป็นใครได้บ้าง เช่น กำหนดให้ผู้ที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษได้คือ เลขาธิการสำนักพระราชวัง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กลับเป็นการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่อยากจะกล่าวหา โจมตีด้วยคำหยาบคาย ล้อเลียน หรือกระทำการใดๆที่เป็นการหมิ่นพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ กระทำได้อย่างสะดวก เพราะไม่ต้องกลัวถูกดำเนินคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกมาตรา 112 จึงเป็นบุคคลประเภทดังกล่าว ประชาชนทั่วไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย เพราะประชาชนทั่วไป ไม่ได้มีความประสงค์จะทำผิดกฎหมายมาตรานี้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมาตรา 112&amp;nbsp; ยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 133 ที่มีไว้เพื่อปกป้องกษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ผู้ฝ่าฝืนตัองระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี ซึ่งหากยกเลิกมาตรา 112 โดยไม่แตะต้องมาตรานี้ จะหมายความว่าอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องที่เน้นให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ในขณะนี้ จึงดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เป็นการเรียกร้องเพื่อส่วนรวมจริง แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อตัวเองและพรรคพวก ที่กำลังถูกดำเนินคดีกันเป็นระนาว และเพื่อจะได้สามารถจาบจ้วงล่วงละเมิดกันให้สนุกปากได้ต่อไป เสียมากกว่า&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86789</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.112, ม็อบ, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecc8c8e77910.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการฯมธ.อบรม&#039;นักเรียนเลว&#039;ตราบใดที่ยังไม่ยกเลิกกฎไม่ควรที่จะละเมิดกฎโดยอ้างเสรีภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
1 ธ.ค.63-รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่า วันนี้เป็นวันที่กลุ่มภาคีนักเรียนแห่งประเทศไทย นัดให้นักเรียนทั่วประเทศ แต่งตัวชุดไปรเวท งดแต่งเครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นด้วยกับนักเรียน ว่าการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ไม่ได้เป็นการสร้างระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นในชาติแต่อย่างใด เพราะเราแต่งเครื่องแบบนักเรียนกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่ระเบียบวินัยของคนไทยเรา เคยหย่อนยานมาอย่างไร ก็ยังคงหย่อนยานอยู่อย่างนั้น และการแต่งเครื่องแบบก็ไม่ได้ทำให้การเรียนการสอนดีขึ้นแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนแปลงอะไร จะต้องมองสภาพความเป็นจริงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่นักเรียนทุกคนจะตัดสินใจสมัครสอบเข้าเรียนในโรงเรียนที่อยากจะเข้า ทุกคนทราบถึงกฎระเบียบของโรงเรียนแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างดี เมื่อตัดสินใจเข้ามาเป็นนักเรียนแล้ว ก็เท่ากับว่า นักเรียนทุกคนยอมรับที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนนั้นๆทุกประการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎระเบียบบางข้อของโรงเรียนที่ไม่เหมาะสม ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้ และควรทำ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกกฎระเบียบข้อนั้นๆ เราไม่ควรที่จะละเมิดกฎระเบียบโดยอ้างเสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากสังคมใด คนที่อยู่ในสังคม เอาแต่ละเมิดกฎ กติกา หรือข้อตกลงที่รับรู้ร่วมกัน โดยอ้างเสรีภาพอยู่ร่ำไป สังคมนั้นจะอยู่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศที่ถือว่ามีเสรีภาพมาก เช่นสหรัฐอเมริกา โรงเรียนของรัฐซึ่งเรียนฟรี จะไม่ค่อยมีกฎระเบียบ เช่น ไม่มีเครื่องแบบ หรือไม่บังคับเรื่องทรงผม แต่โรงเรียนเอกเชน โดยเฉพาะโรงเรียนที่เรียกว่า preparatory school หรือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นั่นแหละ จะไม่เหมือนโรงเรียนของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนเหล่านี้ มีกฎระเบียบมากมาย บางโรงเรียนบังคับให้แต่งเครื่องแบบ บางโรงเรียน ไม่บังคับ แต่บังคับให้ผูกเน็คไทด์ ใส่เสื้อนอก เวลาเข้าเรียนในห้องเรียน มีช่วงเวลาที่บังคับให้นักเรียนประจำทุกคนต้องดูหนังสือ เรียกว่าเวลา study hall บังคับให้นักเรียนทุกคนเลือกเล่นกีฬา 1 ประเภท เวลาอาหาร หากใครขาด ไม่ไปทานอาหารตามเวลา ก็จะมีการลงโทษ ซึ่งไม่ใช่การตี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนเอกชนเหล่านี้ เก็บค่าเล่าเรียนแพงมาก แต่คนอเมริกันที่มีฐานะที่จะจ่ายได้ ต่างก็อยากให้บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ เพราะเขาเชื่อว่า บุตรหลานของเขาจะได้รับการศึกษาที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครอบครัวที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎระเบียบมากนัก หรือไม่ต้องการจ่ายค่าเล่าเรียนแพงๆ ก็เลือกที่จะให้บุตรหลานเข้าโรงเรียนของรัฐ ซึ่งไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชื่อว่า ในอนาคต ประเทศไทยเราจะมีโรงเรียนทั้ง 2 แบบมากพอให้เลือกได้ แต่ในขณะที่เรายังไม่มีมากพอ และระเบียบการแต่งกายที่บังคับให้นักเรียนแต่เครื่องแบบยังไม่ได้ยกเลิก และหากเรายังต้องการอยู่ในโรงเรียนต่อไป ก็ควรปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเรียกร้องให้ยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมกันต่อไป จนกว่าจะสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องไม่ลืมว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องใช้เวลา การดึงดันฝ่าฝืนกฎ ระเบียบที่ยังบังคับใช้ เป็นการสร้างความลำบากใจให้กับคนที่รักเรา เป็นการทำให้สังคมนี้ เป็นสังคมที่อยู่ยาก เราควรรู้จักการอดทน วันหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการจะเกิดขึ้น อาจไม่เกิดขึ้นในรุ่นเรา แต่จะค่อยๆเกิดขึ้นในรุ่นต่อๆไป แน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85578</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียนแต่งชุดไปรเวท, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecc8c8e77910.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการฯมธ.ชำแหละ&#039;ก้าวหน้า-ก้าวไกล-เพื่อไทย&#039;กำลังผลักไสผู้จงรักภักดีสถาบันเป็นศัตรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;22 พ.ย.63- รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่าไม่ได้แปลกใจที่สมาชิกพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ไม่นำพาต่อพฤติกรรมของม็อบราษฎร ที่กระทำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง อย่างชนิดที่คนทั่วไปไม่อยากเชื่อ และเริ่มทนไม่ได้ เพราะเป็นแนวทางของพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าแปลกใจคือ พรรคฝ่ายค้านใหญ่ ที่อ้อมแอ้มปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่เคยมีใครในพรรคที่มีความคิด &amp;ldquo;ล้มเจ้า&amp;rdquo; ซึ่งประชาชนในระดับรากหญ้าที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เชื่อเช่นนั้น แต่ระยะหลังนี้พรรคนี้ได้ แสดงออกอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับพรรคกัาวไกล และคณะก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากไม่รู้สึกว่าม็อบราษฎรทำอะไรผิดแล้ว ยังมีอดีตสมาชิกพรรคคนสำคัญ ไปคอยช่วยสนับสนุนม็อบอย่างเปิดเผยในการชุมนุมทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น กับผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย ท่าทีของพรรคนี้ก็คือ ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า กำลังผลักให้ผู้เห็นต่างเป็นศัตรู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วาทกรรมเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็น
วาทกรรมเดียวกันกับ แกนนำม็อบ และบรรดาสมาชิกพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ที่ใช้ข้ออ้างว่า แกนนำและผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย พวกเขาเพียงแต่เห็นต่างเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิญญูชนย่อมทราบดีว่า แกนนำและผู้ชุมนุมได้ทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง และยังทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ไม่นำพา ไม่เดือดร้อนกระทั่งสนับสนุนการกระทำของม็อบราษฎร ทั้งยังมองว่า การบังคับใช้กฎหมาย เป็นการทำร้าย และผลักไสให้ผู้เห็นต่างเป็นศัตรู พึงทราบด้วยว่า พวกคุณกำลังผลักไสให้ผู้เห็นต่าง คือผู้ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศัตรูกับพวกคุณด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคงต้องคอยดูกันว่า ท่าทีเช่นนี้ จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอบจ รวมทั้งผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างไร หากมีการยุบสภา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวหน้า-ก้าวไกล, ม็อบ3นิ้ว, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, ล้มเจ้า, อดีตรองอธิการมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0e0c404ca9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการฯมธ.เตือน3นิ้ว กระทำย่ำยีพระมหากษัตริย์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเป็นเหตุผลทำรัฐประหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.63- &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่า วานนี้ นายกรัฐมนตรีแถลงว่า จะใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นกับผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรา ไม่มีการยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การไม่ยกเว้น ย่อมหมายถึงการนำ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ไม่ได้นำมาใช้เป็นเวลาหลายเดือน กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีข่าวเช่นนี้ แกนนำการชุมนุม ต่างก็ออกมาวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังจะใช้กฎหมายมาทำร้ายประชาชน กล่าวหาเลยว่ารัฐบาลจะทำ&amp;rdquo;นิติสงคราม&amp;rdquo; กับประชาชน บางคนแสดงความไม่เกรงกลัว และท้าทายว่า พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งคนทั่วไปเห็นข้อความนี้เข้า ก็ต้องถามว่า คุณยังเห็นตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยได้ยังไง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ทั้งแกนนำ ทั้งผู้ร่วมชุมนุม ได้กระทำย่ำยีองค์พระมหากษัตริย์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่ำยีเกินเลยไปถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง การทำเข่นนี้ ไม่ใช่เป็นการย่ำยีพระองค์ท่านทั้ง 2 พระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นการย่ำยีหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างสาหัสด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ทั้งแกนนำ และผู้ชุมนุมกระทำ รวมทั้งสาวกที่เขียนข้อความใน social media มีความรุนแรงขึ้นทุกวันในระดับที่ ไม่เคยนึกฝันว่า จะมีใครใช้คำพูด ข้อความ และการแสดงออก ต่อองค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ถึงขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชน และขอย้ำว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขารับกันไม่ได้แล้ว รัฐบาลในขณะนี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หากยังไม่ทำอะไรเหมือนที่ผ่านมา ประชาชานอีกฝ่ายจะออกมาจัดการกันเอง และเมื่อถึงวันนั้น จะเป็นเหตุผลอย่างดีสำหรับการทำรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ง่ายนิดเดียวที่จะไม่ต้องถูกกฎหมายทำร้ายอย่างที่อ้าง และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำรัฐประหาร นั่นคือผู้ชุมนุมเพียงแต่หยุดทำผิดกฎหมายเสีย และชุมนุมอย่างสงบ สันติ อย่างแท้จริง หยุดการจาบจ้วง ล่วงละเมิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ องค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ หยุดการใช้กำลังฝ่าแนวกั้น หยุดการทำลายทรัพย์สินของราชการ และของผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าลืมว่า หากต้องการอนาคตที่ดีกว่าเดิม ประเทศที่ดี สังคมที่ดี ต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน ไม่ใช่โทษแต่ผู้อื่น โดยไม่มองดูตัวเอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84448</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, รัฐประหาร, อดีตรองอธิการมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecc8c8e77910.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
