<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการฯมธ.งัดกฎหมายแนะ&#039;กวิ้น&#039;อยากได้ประกันตัวให้ดู&#039;หมอลำแบงค์&#039;เป็นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.64- &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่านาย กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ ของเพนกวิน ทนายความคณะก้าวหน้าและทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เพนกวินขอปฏิเสธที่จะร่วมอยู่ในขบวนการพิจารณาคดี และขอถอนทนายความออกจากการพิจารณาคดี ด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้รับโอกาสตามสิทธิที่จะหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มารดาของเพนกวินก็ยังคงยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้ง ให้เหตุผลว่าเพนกวินสุขภาพไม่ดี เป็นโรคหอบหืด เมื่ออดอาหาร ร่างกายอ่อนแอ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และได้ยื่นเงื่อนไขว่าหากได้รับการปล่อยตัว จะนำเพนกวินเข้ารักษาตัวในโรงพยายาลที่เพนกวินมีความสบายใจ และสามารถจำกัดบริเวณไม่ให้ออกไปนอกเขตโรงพยาบาล เมื่อสุขภาพดีเหมือนเดิมแล้ว ศาลจะสั่งให้กลับมาจำคุกต่อก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญายังคงยกคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายพริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือเพนกวิน ด้วยเหตุผลเดิมคือ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ เพจของราษฎร วานนี้ได้โพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีข้อความตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo; ช่วยกันเตือนศาลให้ทำตามกฎหมาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประหนึ่งว่า การที่ศาลยกคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพนกวิน เป็นการไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่ยอมเข้าใจเสียทีว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่า ระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งยังไม่สิ้นสุด ศาลต้องอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในทุกกรณี โดยไม่ต้องมีการวินิจฉัยใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงข้าม กฎหมายได้ระบุหลักเกณฑ์ให้ศาลวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยไว้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่นี้ จึงต้องขอนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 และ 108/1 มาให้ดูกันอีกครั้งดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; มาตรา ๑๐๘ ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ
(๑) ความหนักเบาแห่งข้อหา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
(๒) พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด
(๓) พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร
(๔) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด
(๕) ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
(๖) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่
(๗) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๐๘/๑ การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
(๑) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
(๒) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(๓) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
(๔) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
(๕) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย ศาลจะต้องวินิจฉัยตามกรอบนี้ นั่นคือตามมาตรา 108 และ 108/1 เช่นมีพยานหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างชัด และเชื่อว่าอาจจะหลบหนี หรือจะไปก่อเหตุอันตรายประเภทอื่น ซึ่งก็คือการไปทำผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีก ตามที่ทนายความให้สัมภาษณ์ เพนกวินมีคดีเฉพาะตามมาตรา 112 ร่วม 20 คดีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 108 และ 108/1 ด้งกล่าว ไม่ใช่ไม่ทำตามกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริง เมื่อนึกถึงหลักมนุษยธรรม ก็ยอมรับว่าอยากให้ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพนกวินเหมือนกัน แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวิธีอดอาหารประท้วง แต่ต้องด้วยวิธีใดก็ตามที่จะทำให้ศาลเชื่อว่า จำเลยจะไม่ออกไปทำผิดอีก และจะไม่หลบหนี เช่นเดียวกับที่หมอลำ แบงค์ที่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างกรณีของหมอลำแบงค์ แสดงว่าการขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวไม่ใช่เรื่องยาก เพียงอย่ามุ่งแต่จะเอาชนะคะคาน ลดทิฐิลง อย่าทำตามความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม บางคน เพราะเขาไม่ได้มาร่วมติดคุกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้เพื่อให้ประเทศดีขึ้น สังคมดีขึ้น ไม่ต้องใช้วิธี หมิ่น ล้อเลียน และย่ำยีองค์พระมหากษัตริย์ และไม่จำเป็นต้องยกเลิกประมาลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่มีเรื่องอื่นๆที่ทำได้มากมาย หากมีความหวังดีต่อประเทศชาติจริง
อย่าได้ลืมว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แสดงเจตนาชัดว่า จะไม่ยืนอยู่ข้างฝ่ายที่ต้องการล้ม หรือจะเรียกว่าปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม ดังนั้นถ้าเปลี่ยนภารกิจมาเป็นการค้นหาความบกพร่องในการทำงานของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมไปถึงการขุดคุ้ยหาข้อมูล การทุจริตคอรัปชั่น(หากมี) รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา โดยไม่ต้องรอให้บทเฉพาะกาลหมดอายุลง รับประกันว่า จะได้แนวร่วมเพิ่มขึ้นมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นความเห็นที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และอยู่บนพื้นฐานของความไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิด และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกิดด้วยประการทั้งปวง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันตัว, หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการฯมธ., เพนกวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d0df27aebb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อดีตรองอธิการฯมธ.เตือน&#039;บิ๊กตู่&#039;รอดจาก3นิ้วมาได้ระวังสะดุดขาตัวเองเพราะความเกรงใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย.64 - &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่า เคยแสดงความเห็นหลายครั้งว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่ใช่คนโง่อย่างที่คนจำนวนมากเชื่อ เธอเพียงถูกยัดเยียดให้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างกระทันหันในสภาพที่ไม่มีความพร้อมด้วยประการทั้งปวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกัน ก็ไม่เคยคิดว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนโง่ อย่างที่ม็อบ 3 นิ้วกล่าวหา ตรงกันข้าม ดูประวัติการเรียนแล้วน่าจะเป็นคนฉลาดด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าคิดว่าการสอบได้ที่ 1 ระดับมัธยม สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร และเรียนจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นเรื่องง่าย อยากถามคนที่ยืนชูป้ายว่านายกโง่เหมือนกันว่า เรียนอยู่ที่ไหน หรือจบอะไรมา และที่ว่านายกไม่มีวิสัยทัศน์ คนที่พูดรู้หรือไม่ว่าวิสัยทัศน์ที่แท้จริงคืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าถามว่าพลเอกประยุทธ์ เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก็ต้องขอบอกตรงๆว่าด้วยบุคลิก ด้วยวิธีการพูดจาในที่สาธารณะ ด้วยอาการหลุดที่เกิดบ่อยครั้ง ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด ฉุนเฉียว พลเอกประยุทธ์เหมาะที่จะเป็นผบ.ทบ.มากกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทำไมพลเอกประยุทธ์เมื่อเป็นหัวหน้า คสช ที่ทำรัฐประหารแล้ว ทำไมต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่า ทั้งบุคลิกและการพูดจา ไม่มีทางที่จะเข้าตาเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคที่ตัวเองยึดอำนาจกลับมาเป็นรัฐบาลอีกหากมีการเลือกตั้ง ทำให้ คสช ต้องพยายามประวิงเวลา และผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บรรจุบทเฉพาะกาลให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัญมนตรี ใน 5 ปีแรก ยังดีที่มีการทำประชามติและผ่านมาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใกล้เวลาที่จะต้องให้มีการเลือกตั้งจึงได้ตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นอย่างค่อนข้างกระทันหัน อาจเป็นเพราะเห็นว่า ไม่อาจฝากความหวังไว้ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งเหล่านี้จึงเป็นจุดอ่อนที่ต้องถูกฝ่ายที่แพ้ ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลโจมตีซ้ำซาก ว่าพยายามสืบทอดอำนาจ และเป็นรัฐบาลเผด็จการแม้จะมาจากการเลือกตั้งก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงโจมตี แต่ยังเกิดม็อบ 3 นิ้วขับไล่&amp;rdquo;เผด็จการ&amp;rdquo; ซึ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมด้วยเป็นจำนานมาก เหตุผลหนึ่งก็เพราะความที่ไม่ชอบบุคลิกและการพูดจาของพลเอกประยุทธ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์น่าจะตกที่นั่งลำบาก หากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ไม่เล็งผลเลิศ ถือโอกาสเมื่อม็อบเริ่มจุดติด นำประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเป็นเรื่องหลัก และหากม็อบ 3 นิ้ว ไม่มีพฤติกรรมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ของพวกก้าวหน้า ก้าวไกล ด้วยเพิ่งประจักษ์ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พวกตนชอบใช้อ้าง เขายังจงรักภักดี และไม่เอาด้วยกับการไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเริ่มที่จะต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชัดเจนมากเมื่อทราบผลการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง ม็อบในระยะหลังจึงเริ่มซาลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงทำท่าจะได้อยู่ต่อไปได้จนครบวาระ และดีไม่ดีอาจได้อยู่ต่อไปอีกสมัย หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า หากฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญโดยตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สิ่งที่จะสั่นคลอนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้จึงไม่ใช่ม็อบ แต่เป็นความขัดแย้งกันเองภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเกิดจากการรวบรวมนักการเมือง หลากหลายประเภท หลากหลายอุดมการณ์เข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกประการที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ การแพร่ระบาดของโควิด ระลอกใหม่ ที่เกิดขึ้นทั้งจากความหละหลวมของการจัดการของรัฐ และจากการไม่ระมัดระวังของตัวประชาชนเอง การระบาดระลอกใหม่ครั้งนี้ ดูน่ากลัวกว่าการระบาดระลอกแรกเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่มีรัฐมนตรีและส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลติดโควิด ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ชัดว่า ไปติดเชื้อจากการไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ หรือตามที่อ้างว่าติดจากหน้าห้อง ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นใคร หรือไปติดเชื้อจากสถานบันเทิงตามข่าวลือกันแน่ กลายเป็นจุดอ่อนที่โดนโจมตีกันอย่างมากมาย ทั้งในสื่อกระแสหลัก และ social media&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์ไม่ใช้ความรวดเร็วเด็ดขาดจัดการกับเรื่องนี้ โดยทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็ว แล้วจัดการตามความเหมาะสมอย่างไม่ต้องไว้หน้าผู้ใด รับรองว่า แม้อาจจะทำให้มีผู้ไม่พอใจจนกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลได้ แต่เชื่อเถิดว่า ประชาชนจะอยู่ข้างพลเอกประยุทธ์แน่นอน แต่หากพลเอกประยุทธ์ยังปล่อยให้มีความอึมครึมไม่ทำอะไรให้ชัดเจนอยู่อย่างนี้ รัฐบาลอาจจะมีปัญหายิ่งกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอดพ้นจากการชุมนุมขับไล่ของม็อบ 3 นิ้วมาได้ แต่จะมาสะดุดขาตัวเองเพราะความเกรงใจ ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99232</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการฯมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_60739e8eea922.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลเหตุแท้จริงที่&#039;ร.7&#039;ทรงสละราชสมบัติ! &#039;อดีตผู้บริหารมธ.&#039;สอน&#039;ปิยบุตร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ข้อเขียนชิ้นนี้ยาวมาก และต้องใช้เวลาค้นคว้านาน จึงอยากให้อ่านจนจบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ในหัวข้อ &amp;ldquo;สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย 64&amp;ldquo; ผู้รับเชิญมาสนทนากับคุณจอมขวัญมี 2 คน คือ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ปิยบุตร เริ่มต้นด้วยความเห็นว่าประเด็นปัญหาเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในในวงวิชาการ ทั้งในการรณรงค์ แต่มาหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2557 ต้องให้เครดิตผู้ชุมนุม ที่มีความกล้าหาญที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น ดังนั้นจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เรื่องนี้ได้ถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการสนทนาตอนหนึ่ง นพ.ตุลย์ ได้พูดถึงการหยิบยกเอาเหตุการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาเกี่ยวข้อง น.พ.ตุลย์ เห็นว่า ควรจะต้องพูดด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขา ในการสละราชสมบัติความตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะนั่นคือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากความเห็นของ นพ.ตุลย์ อ.ปิยบุตร ได้แสดงความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งจะขอถอดคำพูดทุกคำมาให้อ่านกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอพูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ สิ่งที่จะต้องมาคู่กับประวัติศาสตร์คือเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp; ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายมีเท่าเทียมกัน มันก็จะมาถกเถียงกันว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง อย่างเช่นถ้าผมไปพูดกับฝ่ายที่สนับสนุนว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระบิดาแห่งประชาธิปไตย ยังไงเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็จะหยิบยกคำพูด เหมือนกับที่คุณหมอพูดเมื่อสักครู่นี้มาโดยตลอด&amp;nbsp; แต่ถ้าเราลองไปสืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มันก็ชัดว่าประโยคที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านพูดว่า ท่านทรงสละราชสมบัติในปี 2477 เนี่ย จุดเริ่มต้นเนี่ย มันมาจากการที่ว่า ในหลวงรัชการที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกครั้งหนึ่ง ในท้ายที่สุดก็ทำความเข้าใจกันได้ ผู้สำเร็จราชการก็ไปลงนามแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกครั้งหนึ่งก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 พูดกันตรงๆ ก็คือ เสียงข้างมากในเวลานั้นน่ะ เขาเอาไปตั้งกันหมด ในหลวงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงบอกว่า ท่านไม่ได้มีโอกาสได้ตั้งเลยหรือ&amp;nbsp;
ทีนี้ปัญหามันเป็นยังงี้ครับ นี่คือการต่อสู้กันเป็นเรื่องปกติครับ คุณจอมขวัญ เวลามันมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิฯ มาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ มันจะมีการตกลงกันอยู่ แล้วตกลงพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ตรงไหน ขอบเขตพระราชอำนาจจะมีแค่ไหนเพียงใด มันจะมีการสู้กันทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันจะค่อยๆขยับๆจนชัดเจนขึ้น มันก็เหมือนอังกฤษ กว่าจะชัดเจนกันแบบนี้ก็ผ่านกันเป็น 100 ปี ฉะนั้นเวลาเราพูดประวัติศาสตร์เนี่ย ถ้าพูดกันในมิตินี้ นั่นก็คือว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านก็ทรงตัดสินใจ ซึ่งผมก็นับถือในแง่ของการต่อสู้ทางการเมืองนะ คือเมื่อสู้กับฝ่ายการเมืองแล้ว สู้ไม่ได้ ทางออกนั่นก็คือ สละราชสมบัติ ไม่ขอเป็นพระมหากษัตริย์ต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ว่า ข้อความที่บอกว่าอะไรต่างๆในพระราชหัถเลขานั้นเนี่ย ต้องสืบสาวราวเรื่องต่อครับว่า มูลเหตุที่แท้จริง คือเรื่องพระราชอำนาจในการวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดก มูลเหตุที่ 2 คือ พระราชอำนาจในการเข้าไปแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทที่ 2 นี่คือมูลเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคณะราษฎร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า อ.ปิยบุตร พยายามโต้แย้งว่า การสละราชสมบัติของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น มูลเหตุที่แท้จริงไม่ได้มาจากข้อความในพระราชหัตถเลขา ตามที่ นพ.ตุลย์ นำมากล่าว&amp;nbsp; แต่เป็นเพราะทรงมีความขัดแย้งกับรัฐบาลคณะราษฎร ซึ่งมาจากมูลเหตุ 2 ประการดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ อ.ปิยบุตรเห็นว่า &amp;ldquo;ชัด&amp;rdquo; ที่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจากมูลเหตุหลัก 2 ประการข้างต้น น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อความกระจ่าง จึงจะขอนำข้อมูลจากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo; เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ที่คุณวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย เป็นผู้เขียนมาเล่าสู่กันให้ทราบ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มาจากการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดเล่มหนึ่ง&amp;nbsp;
ประเด็นแรก มูลเหตุของความแย้งเรื่องแรก ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกนั้น ต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งจริง โดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ขณะเสด็จไปประทับอยู่ที่เมือง เซอร์เร่ ประเทศอังกฤษ ทรงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติอากรมรดก จึงทรงยับยั้ง ในวันที่ 8 สิงหาคม 2477 แล้วส่งคืนกลับให้สภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาใหม่ โดยขอให้มีการบัญญัติให้ชัดเจนว่า มรดกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมรดก ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์แผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ซึ่งทรงยินยอมให้เสียภาษีอากรตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติยืนยันตามร่างเดิม ทำให้พระองค์ต้องจำยอมลงพระปรมาภิไธยในเวลาต่อมามิใช่สามารถทำความเข้าใจกันได้อย่างที่ อ.ปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก แม้เป็นความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์และคณะราษฎร แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องหลักที่ทรงสละราชสมบัติ เพราะนี่ไม่ใช่พระราชบัญญัติฉบับเดียวที่ทรงขอให้แก้ไข แต่สภาผู้แทนราษฎรกลับมีมติยืนยันตามร่างเดิม ยังมีฉบับอื่นอีกเช่น พระราชบัญญัติกฎหมายลักษณะอาญา ที่ทรงยับยั้งในวันที่ 29 กันยายน 2477 เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการบัญญัติในประเด็นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษการประหารชีวิต แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงมีมติยืนยันตามร่างเดิม โดยไม่ฟังคำทักท้วงแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ขณะประทับอยู่ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชบันทึกถึงความไม่เห็นด้วยต่อรัฐบาลในประเด็นต่างๆ เช่น ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักเสรีภาพของประชาชน เรื่องการอภัยโทษหรือลดโทษทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีกฏบวรเดช ที่มีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีโดยไม่ให้ผู้ต้องหามีทนายแก้ต่าง เรื่องรัฐบาลตัดงบประมาณและกำลังทหารรักษาวัง รวมทั้งเรื่องให้บุคคลต่างๆในรัฐบาลเลิกกล่าวร้าย ทับถมการงานของพระบรมราชจักรีวงศ์ และของรัฐบาลเก่า อีกทั้งให้ปราบปรามผู้ซึ่งดูถูกพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังทรงขอร้องให้เลิกจับกุมราษฎรโดยหาว่า &amp;ldquo;กล่าวร้ายรัฐบาล&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายยังทรงระบุด้วยว่าจะต้องได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทุกเรื่อง&amp;nbsp; มิฉะนั้นจะไม่เสด็จกลับประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 31 มกราคม 2477 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดอภิปรายข้อเสนอตามพระราชบันทึกแต่ละประเด็น ต่อมารัฐบาลได้ถวายคำตอบกลับไปยังประเทศอังกฤษ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์ทุกประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความขัดแย้งเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ดูจะเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเรื่องแรกมาก แต่ไม่ใช่เป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้ทรงมีบทบาทในการแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทนี้ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่ 2 ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องสมาชิสภาผู้แทนแทนราษฎรประเภทที่ 2 ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คืออะไร ในรัฐธรรมนูญฉบับของคณะราษฎร ได้จำแนกประเภทของส.ส.ออกเป็น 3 ยุค 3 สมัย ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 1 ให้คณะราษฎรจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน เป็นสมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 2 ภายใน 6 เดือน หรือจนกว่าจะจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะมีบุคคล 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประเภทที่ 2 ให้ผู้ที่เป็นสมาชิกสมัยที่ 1 ที่คณะราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 โดยปริยาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 3 เมื่อราษฎรได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จะมาจากการแต่งตั้งโดยคณะราษฎร ไปอีก 10 ปี นอกจากจะมีราษฎรสอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เกินกว่าครึ่งก่อนครบกำหนดเวลา 10 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความบางตอนในพระราชบันทึกที่ได้พระราชทานแก่รัฐบาล แสดงให้เห็นถึงพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ครั้นต่อมาในระหว่างที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอยู่ ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและโต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลาว่า ควรถือหลัก Democracy อันแท้จริงจึงจะถูก ถ้ามิฉะนั้นจะเกิดทำให้มีความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชน ซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ Democracy อันแท้.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชบันทึกฉบับเดียวกัน ได้ทรงแสดงความเห็นเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข้าพเจ้าเห็นว่าสมาชิกประเภทที่ 2 นี้ ยังควรมีอยู่จริง แต่ควรกำหนดให้เป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และเป็นผู้ที่เคยชินกับการงานมาแล้ว....การเลือกตั้งนั้น อย่าให้เป็นบุคคลใดคนหนึ่งเลือกได้ก็จะดี เพราะจะป้องกันไม่ให้มีเสียงได้ว่าเลือกพวกพ้อง เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือก หรือให้บุคคลที่เรียกว่ามีความรู้ Intelligentsia เลือก....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชหัถเลขา ประกาศสละราชสมบัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;.....การที่ข้าพเจ้ายินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ที่ข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน .....ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้สมาชิกที่ราษฎรตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ.......&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยก......
.......... และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้มีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราขสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจารณาด้วยความเป็นธรรม จะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงสละราชสมบัติเพราะความขัดแย้งเรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก หรือแม้แต่เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า เป็นเพราะพระองค์ไม่มีบทบาทในการเลือก เป็นมูลเหตุหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความจริงว่า นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับพระองค์ท่าน เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะ เพราะอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวคือคณะราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุของการสละราชสมบัติจึงเป็นเรื่องต่างๆ ที่สะสมกันมาตั้งแต่มีทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยคณะราษฎร จนถึงวันที่ทรงประกาศสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโอนอ่อนยอมตามคณะราษฎรเมื่อถูกยึดอำนาจ โดยไม่ให้มีการใช้กำลังต่อสู้ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประขาธิปไตยอยู่แล้ว ดังที่พระองค์ทรงมอบหมายให้พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาชาวอเมริกัน นาย เรมอนด์ บี สตีเวนสัน ไปจัดการร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ เตรียมที่จะพระราชทานในวันที่ 6 เมษายน 2475 อันเป็นวันครบรอบ 150 ปีของพระบรมราชจักรีวงศ์ แต่ด้วยมีการคัดค้านกันมากว่า ประชาชนยังไม่พร้อม เรื่องนี้จึงได้ชะลอออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็ทราบดี ดังพระราชบันทึกทรงเล่าของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้ทรงกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระยาศรีวิสารฯนั่นแหละรู้ดี เพราะเป็นคนติดต่อเอาคนอเมริกัน ดูเหมือนจะชื่อ สตีเวนสัน มาเป็นที่ปรึกษา หลวงประดิษฐ์เองก็รู้ว่า ในหลวงทรงมีร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะมีการพระราชทานแน่ แต่คงไม่ทันใจกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร และแนวทางการปกครอง ไม่สอดคล้องกับของพระองค์ การทักท้วง ขอให้แก้ไข ไม่ว่าจะทรงทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล และไม่มีโอกาสจะเป็นผล อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า จะมีการบีบบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติ ดังปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขาปรับทุกข์ไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม ความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข่าวลือหลังนี้ที่น่าเชื่อถือก็มีมากและที่เหลวก็มี ......นอกจากนี้ก็ว่า จะให้ฉันยกพระคลังข้างที่ให้แก่ชาติทั้งหมด แล้วให้ abdicate (บีบให้สละราชสมบัติ) เขาจะประกาศเป็น republic และจะจับพวกเจ้าและตัวฉันขังไว้เป็นตัวประกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เนื่องจากพระองค์มีความอึดอัดพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลไม่เคยสนใจฟังคำทักท้วงของพระองค์เลย ทรงเห็นว่ายิ่งนานไปก็ยิ่งจะมีแต่ความ &amp;ldquo;ขึ้งเคียดแก่กัน&amp;rdquo; จึงทรงเปิดโอกาสให้มีจัดตั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ โดยไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาทขึ้น เพื่อให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจัดเลือกขึ้นเองได้ตามความพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ คือมูลเหตุที่แท้จริงของการสละราชสมบัติของพระองค์&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89203</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมขวัญ, ปิยบุตร, ร.7, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, สถาบัน, สละราชสมบัติ, หมอตุลย์, อดีตรองอธิการฯมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
