<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สมหมาย’เขียนบทความเค้าลางความล้มเหลวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2564 &amp;ndash; นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เค้าลางความล้มเหลวของ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo;&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ก่อนที่จะเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ใช้เวลาเตรียมงานเตรียมการไม่น้อยกว่าสามเดือน ต่างก็ได้ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมคิด เพื่อทำให้โครงการนี้เกิดให้ได้ การปั้นโครงการนี้ขึ้นมาทุกภาคส่วนล้วนเข้าใจดีว่าไม่ใช่การทดลอง แต่เป็นการส่งเสริมและผลักดันร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นโครงการนำร่องในการพลิกผันการท่องเที่ยวให้ฟื้นกลับมา เพื่อจะได้นำไปทำในจุดเป้าหมายการท่องเที่ยวอื่นอีก &amp;nbsp;ซึ่งผ่านไปแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ทางฝั่งเกาะสมุยก็เริ่มรับลูกที่จะเปิดโครงการสมุยพลัสโมเดล (Samui Plus) ในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้ ซึ่งจะรวมพื้นที่ของเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่าที่สวยงามทางฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากมีการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมาแล้ว ผมได้รับคำถามจากเพื่อนๆ หลายคนว่า ภูเก็ตจะฟื้นแล้วใช่ไหม น่าอิจฉาจังที่ภูเก็ตมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงาม สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ก่อนใครอื่น เมื่อผมถามเพื่อนกลับไปว่ารู้ได้อย่างไรว่าโครงการนี้จะดี ก็ได้รับคำตอบว่าก็ฟังข่าวจากสื่อส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจากข่าวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ขยันออกข่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าโครงการนี้จะได้ผลดีจริงอย่างที่เพื่อนผมเข้าใจ และถ้าโครงการนี้จะดีจริงตามที่การท่องเที่ยวได้ออกข่าว ผมคงจะไม่เขียนบทความชิ้นนี้ออกมาแน่ โดยที่ผมเองเป็นคนภูเก็ตที่ได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตมาไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว จึงได้กลิ่นของความไม่น่าจะผลิดอกออกผลอย่างที่ภาครัฐได้วาดฝันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงกันข้ามสิ่งที่ผมได้มองลึกลงไปแม้ว่ายังเป็นขั้นเพิ่งเริ่มต้นของโครงการก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จที่ผู้นั่งอยู่ในหอคอยงาช้างคาดคิด และที่นักธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาดหวัง จะไม่เป็นไปตามนั้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุใดหรือ โปรดติดตามผมไปอีกหน่อยครับ
ประการแรก หน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวมีแนวความคิดที่เป็นลบต่อการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือได้วางกรอบความคิดที่จะป้องกันการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวอย่างรัดกุมมากเกินไป โดยได้กำหนดให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาตให้เข้าภูเก็ตที่เรียกว่า Certificate of Entry หรือ COE แล้ว และได้เข้าพักที่โรงแรมแล้ว จะต้องผ่านระบบตรวจสอบและการติดตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเช่นระบบ Daily Scan Sandbox ที่ต้อง Scan QR Code รายวันกับโรงแรมที่พักเพื่อส่งข้อมูลเข้าระบบของหน่วยงานการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากทำให้นักท่องเที่ยวรำคาญแล้ว นักท่องเที่ยวสูงวัยสองคนตายายที่มาเที่ยวกันแต่ละปีจำนวนมากก็จะทำไม่ได้หรือรับไม่ได้ คนธรรมดาอย่างผมจึงไม่เข้าใจว่า โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นี้ ประเทศไทยต้องการที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอยากมาเที่ยวไทยเหมือนเดิม หรือว่าเราต้องการให้นักท่องเที่ยวเขามาอ้อนวอนขอมาเที่ยวบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่แนวคิดที่เป็นลบเท่านั้น การกระทำที่เป็นลบก็มีออกมาที่สำคัญคือการกำหนดโดย ศบค.ให้มีการตรวจการติดเชื้อที่เรียกกว่า RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction) กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาภูเก็ตถึง 3 ครั้ง ในช่วงที่ต้องอยู่ที่ภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน ครั้งแรกตรวจเมื่อเข้าสนามบินภูเก็ตซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าตรวจ 2,400 บาท ครั้งที่สองหลังอยู่มา 5 - 6 คืน ตรวจที่ศูนย์ของโรงพยาบาลใกล้โรงแรมที่พัก ต้องจ่าย 2,800 บาท ครั้งที่สามหลังอยู่มา 12 - 13 คืน ตรวจที่เดียวกับครั้งที่สอง ต้องจ่าย 2,800 บาท รวมที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายสำหรับการตรวจ 3 ครั้ง 8,000 บาทต่อคน ถ้าศบค. เข้าใจนักท่องเที่ยวดี การตรวจเช็ค 2 ครั้งหลังนี้น่าจะทำเพียงครั้งเดียวก็พอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวเจอแบบนี้ส่วนหนึ่งต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง เพราะเขาผ่านการฉีดวัคซีนมาแล้ว 2 โดส ทำไมต้องตรวจมากครั้งอย่างนี้ และค่าตรวจก็แพงเกินเหตุ ไม่ทราบว่าผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทราบไหมว่า ค่าเครื่องบินจากเมือง Perth ประเทศออสเตรเลียมาภูเก็ต ราคาไม่เกิน 11,000 บาท และทราบไหมว่าช่วงนี้โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ภูเก็ตคิดค่าห้องพักไม่ถึง 2,800 บาทต่อคืน ทุกอย่างราคาถูกหมด แล้วทำไมมากำหนดให้การตรวจเช็คโควิดของโรงพยาบาลโก่งราคาสูงเกินเหตุกว่าเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง นักท่องเที่ยวที่ชอบมาเที่ยวเมืองไทยนอกจากจีน ซึ่งประเทศเขายังไม่ยอมให้คนของเขาออกมาเที่ยวในช่วงนี้ จะมีที่สำคัญคือจากประเทศแถบยุโรปและออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นหลัก ซึ่งประเทศเหล่านี้ขณะนี้เขาแทบเลิกใส่แมสกันแล้ว เขากำลังผ่านขั้นตอนของการอยู่ร่วมกับโควิดได้แล้ว แต่สำหรับประเทศไทยทุกคนยังต้องใส่แมส โดยยังมีคนติดเชื้อโควิดรายวันและคนตายเพราะโควิดสูงอยู่ ขณะนี้ประเทศไทยมีคนติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ในอันดับที่ 60 ของโลก และตัวเลขคนติดเชื้อรายวันยิ่งสูงติดอันดับต้นๆของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเห็นตัวเลขนี้เขาก็จะฝ่อ ผู้บริหารประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวคิดได้ยังไงว่านักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยวเมืองไทยกันนักกันหนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเหตุที่กล่าวข้างต้น เมื่อมาดูตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตในช่วง 14 วัน ตั้งแต่เปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามตัวเลขทางการมีแค่ประมาณ 5,400 คน ใช้ห้องพักประมาณ 37,800 คืน (Room night) (คิดจากจำนวนคนหาร 2 คูณด้วย 14 คืน) แต่จากยอดจองห้องพักในเดือนกรกฎาคมทั้งเดือนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดเผยจะมีถึง 149,096 คืน ยอดจองห้องพักที่ขายได้จริงในครึ่งเดือนจึงมีแค่ 25.4 % ของยอดเป้าหมายทั้งเดือน อย่างนี้จะเปิดประเทศใน 120 วัน ไหวหรือลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่อยากจะสรุปว่า ได้เกิดเค้าลางของความล้มเหลวของโครงการนำร่องที่ชื่อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นี้เลย ถ้าโครงการนี้ไม่ได้ผลก็จงอย่าคิดถึงเรื่องการพลิกฟื้นของการท่องเที่ยวในปลายปีนี้ให้เสียเวลา ใคร่ขอเตือนด้วยความรักต่อสมาคมท่องเที่ยวที่ดูแลเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า ที่ได้เตรียมพร้อมจะเปิดโครงการสมุยพลัสโมเดล ในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้ ขอให้ไตร่ตรองกันให้ดีก่อนทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งมวลขอให้อดทนไว้และทำใจให้ได้ อย่างน้อยควรดูกันให้ครบ 120 วันเสียก่อนอย่าผลีผลาม เพราะการแก้ไขการระบาดของโควิด-19 จะไม่ดีขึ้นในเร็ววัน เพราะความไม่โปร่งใสและเพี้ยนๆในการจัดหาวัคซีนโดยรัฐบาลตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้กำลังถูกตีแผ่ว่ามีเรื่องความไม่ชอบมาพากลเข้ามาเกี่ยวข้อง จนกระทั่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้เขียนบทความออกมาชัดเจนเร็วนี้ๆ ระบุว่ารัฐบาลบริหารโควิดผิดพลาด รวมทั้งละเลยและล้มเหลว ต้องตั้งกรรมการอิสระระดับชาติสอบหาผู้รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยังไร้ผลและประชาชนทั่วไปรับไม่ได้ การผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจของการจ้างงานก็จะไม่ได้ผลดังที่ได้ชี้ให้เห็นแล้ว ขณะที่การก่อม็อบเพื่อขับไล่ผู้นำของรัฐบาลก็มีทีท่าว่าจะมีแต่รุนแรงขึ้นจนเอาไม่อยู่ สรุปแล้วเหตุการณ์ทุกเรื่องได้ผูกปมให้เห็นว่ารัฐบาลถึงขั้นล้มเหลวแล้ว (Failed Government) อีกไม่นานประชาชนคงได้เห็นความไม่ชอบธรรมทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109652</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมหมาย ภาษี, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee6c1e84283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;บี้รัฐบาลคุยเอกชนลดราคาสินค้าทำให้เงินแจก5พันมีมูลค่าสูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 เม.ย.2563 - นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;รัฐต้องเร่งเจรจาเอกชน &amp;quot;ลดราคาสินค้า&amp;quot; ทำให้เงินสด 5,000 ของ ปชช.มีค่าสูงสุด&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า สังคมมีคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงเลือกที่จะขยายสิทธิ 5,000 บาทเป็น 6 เดือน แทนที่จะขยายจำนวนผู้ได้รับสิทธิจาก 9 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนเพื่อให้ทั่วถึงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้จะเป็นวันแรกที่เงินช่วยเหลือ 5,000 บาทล็อตแรกถึงมือประชาชน และหลายคนจำเป็นต้องใช้ให้พอในครอบครัวตลอดทั้งเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประกาศแผนออก พ.ร.ก. เพื่อเพิ่มวงเงินเยียวยาประชาชน 600,000 ล้านเมื่อวานนี้ ความหมายอีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลกำลังจะอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย ซึ่งก็จะต้องซื้อของในห้างร้านที่ยังมีสิทธิเปิดได้อยู่ (หรือยังอยู่รอดขายได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายถึง ผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงอยากให้รัฐบาลเชิญผู้ประกอบการทั้งหมดนี้ หารือร่วมกัน &amp;quot;ลดราคาสินค้า&amp;quot; โดยเฉพาะหมวดหมู่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เงิน 5,000 ดังกล่าวเกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์ที่ทุกธุรกิจต่างก็เดือดร้อนกันไปหมด สิ่งที่จะทำให้ประเทศเราก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกันได้นั้น คือ &amp;#39;น้ำใจ&amp;#39; ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการจำนวนมาก พร้อมที่จะหยิบยื่นน้ำใจดังกล่าวให้กับผู้ที่กำลังลำบาก วันนี้ควรประกาศลดราคาสินค้าจำเป็นลงทันที จะ 20% 50% หรือเท่าไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าคุยกันได้ครับ แฟร์และเป็นประโยชน์แน่นอนกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากไม่มีมาตรการในการปรับราคาสินค้าต่างๆ ลง ในขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ต้องหยุดนิ่ง &amp;nbsp;ความสามารถในการอยู่รอดไปจนถึงวันที่การระบาดสิ้นสุด คงจะเป็นไปได้ยากลำบากมากสำหรับคนหลายล้านคน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62463</URL_LINK>
                <HASHTAG>000, กรณ์ จาติกวณิช, หัวหน้าพรรคกล้า, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cabcf4d191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039;กระตุกขาแบงก์ชาติระวังซ้ำรอยปรส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในรูปแบบจดหมายถึงนายเข้ม เย็นยิ่ง ฉบับที่ 3 มีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;ตามที่กระผมได้เรียนให้ท่านทราบเกี่ยวกับกรณีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกพระราชกำหนดเพื่อให้ ธปท. ทำการซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนดออกใหม่ นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ออกพระราชกำหนดดังกล่าวแล้ว กระผมขอเรียนความคืบหน้า ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลที่กระผมใช้วิเคราะห์นั้น พระราชกำหนดดังกล่าวเปิดให้ ธปท. ซื้อตราสารหนี้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยจัดตั้งกองทุน BSF มีอายุไม่เกิน 5 ปี และรัฐบาลจะชดเชยถ้า ธปท. เกิดความเสียหายไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท กองทุนฯ จะบริหารโดยคณะกรรมการสองชั้น ชั้นบนพิจารณานโยบาย ส่วนชั้นปฏิบัติการที่ตัดสินใจเลือกรายตราสารนั้น มีรองผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธาน และมีตัวแทนจากกระทรวงการคลังพร้อมภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระผมขอกราบเรียนให้ท่านทราบความเห็นของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ และอดีตประธาน ธปท. ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ ธปท. จะเข้าไปจัดสรรเครดิตรับความเสี่ยงจากบริษัทเอกชนโดยตรง(ซึ่งจะเป็นครั้งแรก) โดยเห็นว่ามาตรฐานการบริหารของเอกชนไทยยังไม่สูงเท่าประเทศตะวันตกที่มีการดำเนินการทำนองนี้ ประกอบกับในระบบไทยปัจจุบัน ธปท. สามารถดูแลตลาดตราสารหนี้ได้อยู่แล้วผ่านแบงค์พาณิชย์ บริษัทประกันภัย หรือธนาคารรัฐ ให้เป็นผู้ซื้อ แล้ว ธปท. ก็ค่อยรับเป็นหลักประกันเพื่อให้สภาพคล่อง โดยให้เงินในสัดส่วนที่สูง เช่น ให้ถึงร้อยละ 90 ของราคาที่รับซื้อไว้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระผมขอเรียนว่าในการดำเนินนโยบายการเงินนั้น วิธีที่ธนาคารกลางจะดูดเงินหรือปล่อยเงินเข้าระบบทางหนึ่งคือการขายหรือซื้อตราสารหนี้ ซึ่งโดยปกติจะซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจในตลาดรองเท่านั้น (ที่เรียกว่า Open market operation) ไม่มีการซื้อในตลาดแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงมหาวิกฤต 1930s สหรัฐเป็นประเทศแรกที่เสริมการอัดเงินเข้าระบบ โดยวิธีกำหนดเป็นปริมาณ ซึ่งหลายประเทศได้นำกลับมาใช้ในช่วงสิบกว่าปีนี้ และเรียกวิธีนี้ว่า Quantitative Easing (QE) โดยบางประเทศได้ขยายไปซื้อขายตราสารหนี้เอกชนชั้นดีอีกด้วย แต่ก็ซื้อในตลาดรองตามราคาตลาดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น โครงการที่ ธปท. จะซื้อตราสารหนี้เอกชนครบกำหนดออกใหม่ ซึ่งเป็นการซื้อในตลาดแรก มิใช่ซื้อตามราคาตลาด จึงมิใช่การดำเนินนโยบายการเงิน มิใช่ QE&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เป็นการดัดแปลงบทบาทของ ธปท. จากการทำหน้าที่ธนาคารกลาง ซึ่งเป็นเรื่องนโยบายสาธารณะ แบบMacro policy ไปทำหน้าที่จัดสรรเครดิต ซึ่งเป็นเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ในสังคม แบบ Micro operation&amp;nbsp;
บทบาทที่สองข้างต้น สังคมพึงจะต้องระวัง และกันไว้มิให้เป็นบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง แต่ให้เป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินเท่านั้น และที่น่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือ เมื่อมีการออกพระราชกำหนดที่บิดเบือนบทบาทหน้าที่ ธปท. ได้ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นอันตรายมาก ก็ย่อมเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต และต่อไปจะขยายไปกว้างขวางเละเทะได้อีกขนาดไหน ก็เกินที่จะประมาณได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลที่กระผมคัดค้านอีกประการหนึ่ง ก็คือ ธปท. มีหน้าที่เป็น banker ให้แก่รัฐบาล ให้แก่หน่วยงานด้านรัฐ และให้แก่สถาบันการเงินเท่านั้น แต่ ธปท. ไม่มีหน้าที่เป็น banker ให้แก่บริษัทเอกชน ไม่ควรทำหน้าที่จัดสรรเครดิต ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าบริษัทไหนควรได้ บริษัทไหนไม่ควรได้ เพราะ ธปท. จะต้องเป็นเกาะกลางมหาสมุทรที่เป็นหลักของประเทศที่ไม่มีความเสี่ยง แม้ท่ามกลางพายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถึงแม้ในการจัดสรรเครดิต จะเอาข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตมาช่วยประกอบได้ก็ตาม แต่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เตือนไว้ถูกต้องว่า ในสภาวะมหาวิกฤตระดับโลกเช่นปัจจุบันนี้ อันดับเครดิตสามารถลดต่ำลงได้อย่างรวดเร็ว วันนี้อาจจะจัดเป็น Investment grade แต่อีกสามเดือน ก็อาจจะหลุดไปเป็น Junk bond ก็ได้
นอกจากนี้ สถาบันการเงินที่หากำไรจากการจัดสรรเครดิตเป็นระดับอาชีพนั้น จะต้องมีผู้ถือหุ้นควบคุมผู้บริหาร ซึ่งจะถูกบังคับโดยกฎหมายหลายฉบับ และได้รับผลตอบแทนขึ้นกับความสำเร็จ แต่คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่มีรองผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธาน มีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง และผู้แทนจากภาคเอกชน นั้น นอกจากจะไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีความเสี่ยงการแทรกแซงชี้นำจากนักการเมือง และการหาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะในระยะหลังนี้ ธนาคารกลางของบางประเทศได้เกิดแพ้ภัยตัวเอง จากเดิมที่รักษาความเป็นอิสระของตนเองอย่างเด็ดขาด ได้เปลี่ยนเป็นยอมให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณี ธปท. ถ้าหากเกิดข้อครหา ชื่อเสียงที่สะสมมาช้านาน ก็อาจจะสั่นคลอน และถ้าสากลขาดความเชื่อมั่นใน ธปท. เศรษฐกิจโดยรวมก็มีแต่จะยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง กระผมมีความเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้อยู่เกินขอบเขตหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ธปท. และได้แจ้งให้เลขาธิการกฤษฎีการับทราบแล้ว แต่รัฐบาลนี้มีความชำนาญพิเศษด้านตีความ จึงอาจจะผ่านก็ได้
กรณีเช่นนี้ มีข้อมูลจากนายกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีคลัง ซึ่งกล่าวถึงมาตรการที่ ธปท. สามารถจะลดความเสี่ยงได้หลายอย่าง เช่น 1. บริษัทที่ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ จะต้องชำระอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราตลาด 2. ต้องระดมทุนส่วนใหญ่ได้จากแหล่งเงินทุนอื่น เช่น การกู้เงินธนาคารพาณิชย์หรือการเพิ่มทุน 3. ต้องมีแผนการจัดหาทุนในระยะยาวที่ชัดเจน รวมทั้งต้องผ่านเกณฑ์และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำกับกองทุนกำหนด 4. หากผู้ออกตราสารหนี้เสนอขายตราสารหนี้ต่อนักลงทุนทั่วไปและมีการให้หลักประกันแก่ผู้ถือ ตราสารหนี้ที่กองทุน BFS จะลงทุนในคราวเดียวกันต้องมีหลักประกันไม่ด้อยกว่าหลักประกันที่ให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียนท่านว่า มาตรการลดความเสี่ยงถือเป็นทางเลี่ยงไม่ให้ลงเหว แต่ดีที่สุด คืออย่าไม่เสนอรัฐบาลเพื่อขอ ไปเดินตามถนนที่อยู่ติดไหล่เขาตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเราควรยึดหลักการที่ถูกต้อง ไม่เข้าไปในคาสิโนตั้งแต่ต้น มิใช่ไปนั่งโต๊ะเล่นไพ่ โดยพยายามใช้มาตรการลดความเสี่ยง หรือการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวิกฤตเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ ธปท. หลายระดับคงอยากจะได้แนวทางชี้นำจากท่าน ในฐานะผู้ที่เคยต่อสู้กับแรงกดดันจากผู้นำรัฐบาลที่เป็นทหารได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระผมเองเป็นผู้ด้อยความสามารถ แต่เห็นปรากฏการณ์ดังต่อไปนี้ 1. สหรัฐแก้ปัญหาด้วยนโยบายการคลังได้ระดับหนึ่งเพราะต้องอาศัยการสนับสนุนของทั้งสองพรรค จึงเน้นนโยบายการเงินด้วยการปั๊มเงินเข้าระบบแบบไม่อั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นปีเลือกตั้ง แต่หลังการเลือกตั้ง ในปีหน้าก็จำเป็นต้องเริ่มคิดแผนถอยกลับ ดังนั้น การฟื้นตัวกำลังซื้อในระยะปานกลางจึงยังไม่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ในยุโรป ประเทศแข็งแรงเช่นเยอรมันจะยังไม่ยอมช่วยด้านการคลังแก่ประเทศอ่อนแอเช่นอิตาลีอยู่เช่นเดิม ดอกเบี้ยระยะยาวหลายประเทศจะติดลบไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงจะย่ำอยู่กับที่เป็นเวลาถึงสองปี 3. ส่วนญี่ปุ่นก็ยังไม่อาจหวังให้เป็นหัวรถจักรฟื้นโลก และในอนาคตจะมีปัญหาในการวางตัวอีกอย่างหนึ่ง เพราะตกอยู่ระหว่างเขาควายในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน 4. ถึงแม้จีนจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในเมื่อกำลังซื้อจากตะวันตกและญี่ปุ่นยังไม่เต็มที่ การผลิตสินค้าย่อมไม่อาจเกินคำสั่งซื้อ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่ขายวัตถุดิบให้จีนนั้น ก็ต้องรอจีนฟื้นเต็มที่เสียก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ดังนั้น ในไทย คอนโดเพื่อขายคนจีนและบ้านตากอากาศเพื่อขายคนยุโรป จะไม่กลับไปเหมือนเดิม ประกอบกับนิสัย work from home และ e-commerce จะลดความต้องการพื้นที่ออฟฟิศและค้าปลีก รวมทั้งครอบครัวที่เดิมวางแผนการซื้อสินค้ารายการใหญ่ เช่น ซื้อบ้านและรถยนต์ อาจจะถูกชะลอ ส่วนโอกาสที่คนจีนจะกลับมาท่องเที่ยวก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวเป็นภาษาชาวบ้าน สำหรับบางธุรกิจ ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่กลับไปเหมือนเดิม กระผมจึงเห็นว่า ธปท. ควรจะปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้ปรับตัวกันเองตามสภาพตลาดเป็นหลัก โดย ธปท. ควรเน้นแค่ ring fence ระบบสถาบันการเงินให้มั่นคงไว้ก็พอ แต่ควรเน้นสรรพกำลังด้านการเงิน ไปช่วยเหลือรากหญ้าให้ฝ่าฟันวิกฤต และอาจต้องช่วยเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่อีกด้วย ทำเช่นนี้น่าจะดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งผู้ออก และทั้งผู้ลงทุน ไม่ว่าคนไทย หรือคนต่างชาติ ล้วนมีขนาดใหญ่พอที่จะช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้น ภายในความรู้ที่จำกัด กระผมขอเสนอให้ผู้บริหารกองทุน BSF ระมัดระวังไว้ก่อน เพราะถึงแม้กระทรวงคลังจะชดเชยขาดทุนให้จำนวนหนึ่ง แต่ท่านต้องไม่ลืมกรณี ปรส. ที่ถูกสอบสวนและตัดสินว่ากระทำผิดในภายหลัง จึงขอให้ท่านโปรดให้กำลังใจและชี้นำผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62460</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ปรส., อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca46d1d8773e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไม่มีผมชี้เศรษฐกิจไทยเสื่อถอยอาจถึงยุคไปเป็นจับกังประเทศเพื่อนบ้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเวทีสภาในประเด็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายธีระชัย กล่าวว่า เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นเวทีที่ประชานให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมันร้างมานาน ซึ่งประชาชนตั้งความหวังให้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมันครอบคลุมทุกด้าน &amp;nbsp;จากเดิมที่มีการเรียกร้องว่า ควรต้องมีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง จนนำไปสู่การรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ 6 ปีที่ผ่านมา เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ มากพอหรือไม่ และอย่างไร นี่คือสิ่งที่ตนคิดว่าควรนำมาเป็นเรื่องถกแถลงกันในการอภิปรายครั้งนี้ ขณะที่การปฏิรูปที่คืบหน้าจริงๆ อาจเป็นแค่เรื่องการทหารเท่านั้น ทีเราเห็นข่าวที่ผบ.ทบ.ออกมาพูดเรื่องบ้านพัก และธุรกิจของทหาร ทั้งที่หลายธุรกิจ พบว่า ผู้บัญชาการทหารบกนั้นเป็นประธาน โดยตำแหน่งด้วยซ้ำ การทีท่านออกมาชี้เรื่องผลประโยชน์สีเทาที่ต้องมีการรื้อ มีการเซ็น MOU ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนนึกไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็น ผบ.ทบ.ผ่านมาหลายคนมาก แต่ไม่เคยมีใครหยิบประเด็นนี้มาพูดเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพบกควรจะได้เครดิต เพราฉะนั้นเราจึงต้องกลับไปถามรัฐบาลว่ามีเรื่องอื่นนอกจากการทหารที่คืบหน้าบ้างหรือไม่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพ และชี้จุดที่ยังขาด โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบด้านทุจริต สำคัญมากกว่ากรตรวจสอบว่าทำงานครบถ้วนหรือไม่ แต่การทุจริตเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เป็นสิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า สิ่งที่ผมกังวลคือ เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอย และจะทุกไปเรื่อยๆ แล้วมันไม่ฟื้นจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญจีดีพีไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมาโตเพียง 1.6 ต่ำที่สุดในรอบ 21 ปี ทำให้ทั้งปีได้ 2.4 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นี่ขนาดยังไม่มีไวรัส โควิค -19 เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านเศรษฐกิจ พึ่งการท่องเที่ยวและการส่งออก พอมีไวรัสเข้ามา ก็อาจจะเกิดปัญหาเข้าไปอีก ขณะที่การลงทุนช่วงปี 2555 2556 มีงบส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วง 4 ปีผ่านมามีการส่งเสริมการลงทุนเพียงประมาณ 600,000 ล้านบาท แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิม มีแต่เจ้าสัวที่รวยขึ้น ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแทนที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็เอามาแจกเงินแบบซี้ซั้ว ขณะที่ ดร.สมคิด เคยพูดอยู่ว่าประเทศเรากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระตุ้น กระตุ้นแต่ไม่พัฒนา และทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังทำแบบนั้นอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ตอนนี้มันทรุดหนัจริงๆแล้ว แบบไม่เห็นว่าจะกลับมาอย่างไร พอไวรัสผ่านแล้ว กว่านักท่องเที่ยวจะมาก็ต้องใช้เวลา ส่งออกก็แย่ การลงทุนก็ไม่มี แบบที่บอก ขนาดตอนไม่มีไวรัสจีดีพียังเหลือ 1.6% ประเทศไทยอาจเป็นแบบพม่า ในอนาคตลูกจ้างเราต้องไปเป็นกรรมกรในประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ต้องไปรับจ้างอุ้มบุญ มันใช่หรือ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวว่า รัฐต้องเร่งเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส หากต้องการเร่งปรับอะไรในประเทศ โดยขอเสนอ 1.ดูแลเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ย เงินฝากและเงินกู้ 2.การปรับลดราคาพลังงาน 3.การปรับปรุงโครงสร้างภาษี ที่ทุกวันนี้คนจนก็ยิ่งจน คนรวยก็ยิ่งรวยกว่าเดิม &amp;nbsp;4.การลดงบทางการทหารของกองทัพออกมาใช้ทางเศรษฐกิจ 5.รัฐบาลต้องตั้งหน่วยงาน กรณีการยิงกราดที่อาจเกิดการเลียนแบบขึ้น เพราะตอนนี้เศรษฐกิจแย่ คนก็เครียดขึ้นเรื่อยๆ 6.ให้ผู้นำเจรจาของภาคการผลิตที่กำลังจะออกนอกประเทศ 7.แก้ปัญหาฝุ่นควัน 8.แก้ปัญหาเงินบาทอ่อนตัว 9.หารายได้โดยการพิจารณาพื้นที่ดินแดนไทย-กัมพูชา มาใช้ ซึ่งการเจรจากับกัมพูชาแล้วเอาแก๊สมาแบ่งกัน แต่ไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกดินแดน 10.สนับสนุนและปรับปรุงสิทธิประโยชน์ขงบริษัทเทคโนโลยีของประเทศไทย &amp;nbsp;11.สังคายนาปัญหาการใช้อำนาจรัฐและที่ดินของรัฐ &amp;nbsp;และ 12.การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ไม่ใช่การเอาเงินไปแจกฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศรีสุววรณ กล่าวว่า &amp;nbsp;ผมผิดหวังฝ่ายค้านชุดนี้กล้าเปิดอภิปรายฯ เพราะเห็นว่าฝ่ายค้านคิดว่าตัวเองเป็นเทวดา และไม่สนใจการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคประชาชน คิดว่า ส.ส.มีข้อมูลที่จะเอาไปอภิปรายผู้มีอำนาจ ที่สำคัญคือ ข้อมูลเหล่านี้มีเยอะ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายค้านทั้งหมด รวมทั้งหน่วยงานราชการกันเอง &amp;nbsp;อย่าลืมว่าบวกก็มีลบ ที่พร้อมจะสนอบตอบข้อมูลให้ ตนก็ยังเงียบรอฟังว่า เมื่อไรจะมีฝ่ายค้านเปิดตู้ ปณ.รับเรื่อง ซึ่งก็เห็นแต่เขานั่งแถลงโวว่า จะล้มอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะล้มอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรณกล่าวอีกว่า การบริหารของรัฐบาลประยุทธ์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวมากมายไปหมด อย่างเรื่องเมเกะโปรเจกต์ ก็เป็นเรื่องที่ควรถูกนำมาตีแผ่ให้สังคมรับทราบ ล่าสุดเห็นว่ามี ส.ส.ท่านหนึ่งเปิดเผยเรื่องการให้เช่าศูนย์ประชมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากเห็นและคิดว่าเป็นข้อมูลที่น็อครัฐบาลได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57606</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรรคไทยรักษาชาติ, พิชัย นริพทะพันธุ์, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4cbd3f9ea9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีระชัยชี้เห่อ&#039;อนาคตใหม่&#039;เหมือนครั้ง&#039;จำลองฟีเวอร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2562 - &amp;nbsp;นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ปรากฏการณ์อนาคตใหม่&amp;rdquo; ระบุว่า เดอะแม๊ทเทอร์ เป็นสื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ลูกสาววัยทีนของผมเป็นผู้แนะนำว่า ถ้าผมมีไอเดียดีๆ ที่ต้องการจะสื่อสารให้คนรุ่นใหม่ ให้พิจารณาสื่อนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สื่อนี้สัมภาษณ์ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งน่าสนใจ &amp;nbsp;เป็นการมองปรากฏการณ์อนาคตใหม่ และความนิยมที่พรรคนี้กำลังได้จากคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับการถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสำหรับขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเป็นมุมมองที่ได้จากลูกศิษย์ จึงเป็นข้อมูลชั้นต้นที่ไม่มีการแต่งเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้คอการเมืองบางคน ถึงขั้นเปรียบเทียบปรากฏการณ์อนาคตใหม่ กับปรากฏการณ์ลุงจำลอง ศรีเมืองทีเดียว เช่นเดียวกับพรรคทั้งหลาย อนาคตใหม่มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย อ.ชัยวัฒน์ ชี้ประเด็นจุดเด่นหนึ่งว่า เกิดจากมีการนำเอาหลายเรื่องที่เดิมซ่อนอยู่ ออกมาให้เป็นประเด็น เช่น การทลายเศรษฐกิจผูกขาด การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นแบบเร่งรัด เป็นต้น แต่จุดด้อยบางจุดของอนาคตใหม่ ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า ทำไมคนรุ่นใหม่ จึงมองอนาคตใหม่เป็นทางเลือก? ผมได้เห็นบางบทสัมภาษณ์ในทีวี ที่คนรุ่นใหม่แสดงความผิดหวังต่อคนรุ่นเก่า ที่ไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ เป็นการเปิดประตูสู่การปฏิวัติครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่า คนรุ่นเก่าชาชินกับปัญหาเดิมๆ ปล่อยให้ค้างคาโดยไม่แก้ไข จึงต้องอาศัยคนรุ่นใหม่เข้ามาในการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ทุกพรรคจะมีการฟีเจอร์คนรุ่นใหม่อยู่เสมอ แต่ครั้งนี้ มากเป็นพิเศษ เพราะ First time voter มีจำนวนมากถึง 6-7 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 51 ล้านคน ทุกพรรคจึงฟีเจอร์และโปรโมตคนรุ่นใหม่ และในหลายพรรคยังเป็นคนหน้าตาดีที่โปรโมตง่ายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทำไมคนรุ่นใหม่ของพรรคอื่น จึงไม่เป็นทางเลือก เหมือนกับอนาคตใหม่? น่าจะเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ในพรรคอื่น ถึงแม้เป็นคนใหม่ แต่ก็ถูกตีกรอบโดยคนเก่า จึงไม่สามารถเปล่งเสียงไปให้ถึงหูของคนรุ่นใหม่ได้มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คอการเมืองรุ่นเก่า ใช้ Google Trends เปรียบเทียบจำนวนการค้นหาชื่อพรรคต่างๆ พบว่า ภายหลังการยุบพรรคไทยรักษาชาติ จำนวนค้นชื่อพรรคอนาคตใหม่พุ่งขึ้นอย่างมาก แต่ล่าสุด จำนวนค้นหาชื่อพรรคพลังประชารัฐก็กระโดดขึ้นเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่า กลยุทธ์ของลุงตู่ที่ออกภาพถ่ายแบบเก๋ สบายอารมณ์ นั้น ก่อให้เกิดผลนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเลือกตั้งครั้งก่อนในสหรัฐนั้น Google Trends นี่แหละ เป็นแหล่งสำคัญ ที่ชี้แนวโน้มทรัมป์มาแรงกว่าฮิลารีอย่างชัดเจน ขัดกับความรู้สึกของคอการเมืองทั่วไป จึงต้องติดตามว่ากระแสการต่อสู้ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย ผลจะเป็นอย่างไร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30939</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำลอง ศรีเมือง, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อนาคตใหม่, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af01239223f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2019 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีระชัยอึ้ง!รัฐบาลกล้าเดินหน้า&#039;เอราวัณ/บงกช&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2562 - นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala ระบุว่า ไม่น่าเชื่อว่า รมว.พลังงานจะเดินหน้าเซ็นสัญญาเอราวัณ/บงกชในระหว่างที่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ ทั้งที่มีการละทิ้งสิทธิของรัฐในการร่วมลงทุน 25% อันทำให้รัฐเสียหาย และมีข้อผิดกฎหมายอื่นอีกหลายข้อ ซึ่ง คปพ.ได้มีหนังสือเตือนท่านนายกฯไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พลังงานคงต้องหวังว่า ลุงตู่จะกลับมากุมบังเหียนในรัฐบาลหน้า เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ดีลนี้จะต้องถูกตรวจสอบ และผู้ที่ดำเนินการใดที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ก็ย่อมเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29800</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล, รมว.พลังงาน, สัญญา, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, เอราวัณ/บงกช, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190224/image_big_5c71ffe028029.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2019 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีระชัยวิเคราะห์150วันกกต.เสี่ยงสุด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.2562 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ
&amp;quot;กกต.จะทำให้ผู้เสียภาษีเป็นผู้รับความเสี่ยงหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ&amp;quot; ระบุว่า ตามที่เฟซบุ๊กของคุณสมชาย แสวงการ เผยแพร่หนังสือของคุณมีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธาน กรธ. ถึงประธาน กกต. ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.2550 ตาม รธน.2550 ซึ่งมีการประกาศผล 11 ครั้ง (ขณะนั้นกำหนดเวลา 90 วัน) พบว่า กกต.ประกาศผลภายใน 90 วัน 2 ครั้ง แต่ประกาศเลย 90 วัน 9 ครั้ง โดยใช้เวลาระหว่าง 88 วันจนถึงสูงสุด 115 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้อ่านตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากในปี 2550 ไม่มีการลงโทษ อาจแสดงว่าถ้าเกิน 150 วันตาม รธน. 2560 ก็ไม่เป็นไร? ผมไม่ทราบว่า กรณีปี 2550 นั้น การประกาศ 2 ครั้งที่อยู่ภายใน 90 วันเป็นประกาศใหญ่ที่ครอบคลุมจำนวน 95% หรือไม่ เพราะถ้าครอบคลุม และประกาศที่เกินเวลาเป็นการเลือกตั้งซ่อมบางเขตไม่กี่คน ก็ไม่เป็นไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปี 2550 ไม่มีผู้ใดฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดังนั้น กกต.ก็ปลอดภัย แต่การเลือกตั้งตาม รธน. 2560 มีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งจะทำให้มีการต่อสู้กันอย่างหนัก ไม่เฉพาะจากฝั่งผู้แพ้ แต่จะมีจากฝั่งผู้ชนะด้วย
จึงจะมีคนที่ไม่พอใจการชี้ขาดของ กกต.ทั้งสองฝั่ง ดังที่รองนายกวิษณุให้สัมภาษณ์เมื่อ 4 ม.ค. ว่า &amp;quot;ผู้สื่อข่าวถามว่า ... กกต.จะสามารถประกาศรับรองผลให้เร็วขึ้นภายในเวลา 30 วันได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ... การเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ ผู้ที่แพ้มักจะร้องเรียน แต่เลือกตั้งครั้งนี้ใช้ระบบใหม่นับทุกคะแนนเสียง ซึ่งจะได้เห็นคนชนะร้องเรียน เพื่อทำลายคะแนนที่จะเสียไปให้กับฝั่งตรงข้ามที่จะได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น จะเห็นการร้องเรียนอุตลุดวุ่นวาย แม้หลายคนบอก กกต.สามารถแจกใบแดง ใบเหลืองไปก่อนได้ แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสุดท้ายคะแนนในการจัดตั้งรัฐบาลจะเรรวน คนที่ถูกเลือกเข้ามาแล้ว อาจถูกสอยภายหลัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นอันว่า รธน. 2560 จะกระตุ้นการฟ้องร้องกันมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน และถ้ามีใครร้องว่าการประกาศผล 95% หลัง 150 วันทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ...ใครจะรับประกันได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะหยิบยกเจตนารมณ์ของ กรธ.ขึ้นมาประกอบการพิจารณาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ทุกคนต้องตระหนักคือ ในเมื่อ รธน. 2560 ขยายเวลาจาก 90 วันไปเป็น 150 วัน และในเมื่อปี 2550 การประกาศผลเลือกตั้งที่ล่าช้าที่สุดก็เกิดขึ้นใน 115 วัน ดังนั้น การวางปฏิทินให้ประกาศผลภายใน 150 วันย่อมปลอดภัยไร้กังวล เพราะกรณีถ้าหากการเลือกตั้งเกิดเป็นโมฆะ นอกจาก กกต.จะมีความผิดอาญาและต้องหารยาวรับชดใช้ค่าใช้จ่ายเลือกตั้งหลายพันล้านบาทเองแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีทั้งมวล และสร้างปัญหาต่อการจัดตั้งรัฐบาลอีกด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26436</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ภาษี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af01239223f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
