<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลฎีกาฯนัดชี้ชะตาคดีพาสปอร์ต&#039;แม้ว&#039;-จับตา&#039;สุรพงษ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) ได้กำหนดนัดพิจารณาคดีประจำเดือนตุลาคม 2562 โดยพบหนึ่งคดีที่น่าสนใจ คือการนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) โดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่10 ต.ค.นี้หากพิพากษายืนหมายความว่าต้องเข้าเรือนจำทันที หรือจะพิพากษาแก้ไขอย่างไร และที่สำคัญคือตัวนายสุรพงษ์ จะเดินทางมาศาลหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47353</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, พาสปอร์ต, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d97ea334ce70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;โผล่ชงการบ้าน5ข้อให้&#039;บิ๊กตู่&#039;ช่วงโค้งสุดท้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.2561- นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;กล่าวว่า เมื่อปักหมุดการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. ซึ่งเหลือเวลา 8 เดือน ประเทศควรต้องมีเป้าหมายร่วมกันและช่วยกันคิดว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไรบ้างเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น เราต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง ต้องสร้างความชัดเจนและแน่นอนให้เป็นฉันทามติร่วมกัน ผู้มีอำนาจต้องป้องกันไม่ให้ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งเป็น 8 เดือนที่คลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้ประเทศและคนไทยเสียโอกาส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดลยังได้เสนอเสนอ 5 ทางออกว่า 1.เร่งทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติเพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า 2.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำหน้าที่ของตนได้ เช่น ทำนโยบาย ประชุมพรรค ทำไพรมารี 3.ยกเลิกคำสั่งที่ 3/58 ให้คนมีเสรีภาพชุมนุมทางการเมืองได้ เนื่องจากมาตรการนี้ใช้บังคับนานเกินไปแล้วและ คสช. พูดเองว่าประเทศมีความสงบแล้ว 4. ยกเลิกคำสั่งที่ 53/60 เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่และดำเนินการต่างๆตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ และ 5.สร้างฉันทามติว่าการเลือกตั้งต้นปีหน้าจะต้องเสรี เป็นธรรม มีความน่าเชื่อถือ ต้องไม่มีการเอาเปรียบทางการเมือง และสร้างความเสียเปรียบให้ฝ่ายใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ควรมีการประกาศว่าจะไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่จะกระทบการเลือกตั้ง เราต้องเอาประเทศและคนไทยเป็นตัวตั้ง ผู้มีอำนาจควรเร่งสร้างความชัดเจนของขั้นตอนให้เร็วเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้เร็วกว่านี้ ทีแผนยุทธศาสตร์ชาติอุตส่าห์กำหนดให้คนทำตาม 20 ปี แต่ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งทำไมไม่รีบทำให้ชัดเจน&amp;rdquo;นายนพดลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11508</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ., การเลือกตั้ง, นพดล ปัทมะ, พท., พรรคเพื่อไทย, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abc6ddbb6835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
