<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2019 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2019 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตอธิการบดีเอไอทีชี้อภินิหารของ&#039;นิติคณิตบริกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากไทยรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.62 - ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิตและอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที)โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อภินิหารของ &amp;ldquo;นิติคณิตบริกร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรากำลังจะเห็นผลการเลือกตั้ง ที่จะได้พรรคเล็กที่มี สส บัญชีรายชื่อ 1 คน เป็นจำนวนมาก เพราะกติกาในการคำนวน เขาออกแบบไว้อย่างนั้น ถือเป็น &amp;ldquo;อภินิหารของนิติคณิตกรรม&amp;rdquo; ได้ครับ ทำไมหรือ ผมจะอธิบายเป็นข้อๆดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) รูปแบบของการเลือกตั้งในปี 2562 จะแปลกจากเดิม โดยนอกจากพรรคจะได้ &amp;ldquo;สส เขต&amp;rdquo; จาก สส เขต 350 เขตแล้ว คะแนนพรรคที่พลาดจาก สส เขต เมื่อรวมๆกันทั้งประเทศ ยังถูกนำมาคำนวณเป็น &amp;ldquo;สส บัญชีรายชื่อ&amp;rdquo; จำนวน 150 สส ซึ่งเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจแก่พรรคที่แพ้ในเขตอย่างเฉียดฉิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) รูปแบบนี้ ว่าไปแล้ว ดูเหมือนออกแบบมา ให้พรรคที่ไม่มี &amp;ldquo;ดารา&amp;rdquo; ในระดับเขต แต่ป๊อปปูลาทั้งประเทศ (เช่น พรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ windfall นี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) คะแนนทั้งหมด เมื่อมาหารด้วยจำนวน 500 สส จะได้คะแนนที่ Qualify สำหรับ &amp;ldquo;สส พึงมี&amp;rdquo; 1 คน (เรียกว่า &amp;ldquo;อัตราคะแนนต่อ 1 สส&amp;rdquo;) ดังนั้น จากคะแนนเสียงที่ได้ ทุกพรรคจะสามารถคำนวณเป็น &amp;ldquo;สส พึงมี&amp;rdquo; ได้ทุกพรรค แต่เป็นตัวเลขที่มีทศนิยม [Column 4 ในตาราง]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) เนื่องจากจำนวน สส ต้องเป็นตัวกลมๆไม่มีเศษ จึงเกิดกติกาการปัดเศษขึ้นหรือลง เพื่อให้ผลรวมที่ได้เท่ากับ 500 พอดี กกต. จึงใช้กติกาที่บัญญัติขึ้นต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข้อความจากเอกสารการขี้แจงของ กกต 17 พย 2561)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การหาจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ให้นำผลลัพธ์จากข้อ 1 ไปหารด้วยคะแนนที่ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น พรรคก.มีคะแนนเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ 13.1 ล้านเสียง เมื่อหารกับ 59,000 เสียง จะได้ผลลัพธ์ 222.03 ดังนั้นจำนวนที่พรรคก.พึงมีส.ส. คือ 222 คน เศษทศนิยมของแต่ละพรรคที่เหลือให้เก็บไว้คิดหาเศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี เช่น เศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี มี 7 คน ให้กระจายจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีไปอีกพรรคละ 1 คน สำหรับ 7 พรรค ที่มีเศษทศนิยมสูงสุด 7 ลำดับแรก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) ประเด็นที่น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีคนรู้มาก่อน คือ จะไม่มีการตัดพรรคที่มี สส พึงมี น้อยกว่า 1 ออกไปก่อน ดังนั้น ขบวนการปัดเศษอาจช่วยให้พรรคที่มีคะแนนดิบน้อยกว่า &amp;ldquo;อัตราคะแนนต่อ 1 สส&amp;rdquo; ได้ สส กลับได้ สส พึงมี 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(6) วิธีการปัดเศษ คือ การเอาทศนิยมหลังจุดทุกพรรคมารวมกัน [column 5] จะได้เลขเต็ม (คือ 23 ด้านล่างของ column 5 ในตาราง) ดังนั้น พรรคที่มีทศนิยมสูงสุด 23 พรรค จะได้จำนวน สส ปัดขึ้นอีก 1 สส ที่เหลือปัดลง กรณีนี้ จะมีพรรคจำนวนมากที่มี สส พึงมี ต่ำกว่า 1 (แต่สูงกว่า 0.44 ในกรณีนี้) ได้ สส 1 คนจากอภินิหารนิติคณิตศาสตร์ ทั้งที่คะแนนดิบต่ำกว่า &amp;ldquo;อัตราคะแนนต่อ 1 สส&amp;rdquo; มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(7) กติกาที่สำคัญต่อมา คือ พรรคที่มี &amp;ldquo;ดารา&amp;rdquo;ในเขตมาก อาจได้ สส เขต มากกว่าจำนวน สส พึงมี นิติคณิตบริกร จึงวางกติกาให้คง สส เขตเหล่านั้นไว้ ผลคือ สส พึงมี ลบ สส เขต (ไม่นับพรรคเพื่อไทยที่ติดลบ) รวมแล้วจะมีมากกว่า 150 คน (ตามตารางคอลัมน์ 8 จะได้ สส พึงมีก่อนปรับ 175 คน) การปรับกติกาให้ใช้บัญญัติไตรยางค์ (คูณด้วย 150/175) เพื่อให้ได้ สส บัญชีรายชื่อเท่ากับ 150 คนพอดี [column 9]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(8) ไม่ใช่แค่นั้น สส บัญชีรายชื่อที่ปรับแล้ว จะมีทศนิยม ก็ต้องใช้วิธีการตามข้อ 4 (เหนื่อยไหมครับ?) แต่ถึงทำแล้วก็ยังมีปัญหา เพราะจะมี 3 พรรค บังเอิญมีทศนิยมสูงเท่ากัน (0.71) แต่มีพรรคเดียวในโควต้า ที่สามารถปรับเศษเป็น 1 ได้ (ไม่ทราบ นิติคณิตบริกร จะใช้วิธีจับฉลากหรืออย่างไร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(9) สุดท้าย จึงนำ สส เขต + สส บัญชีรายชื่อ(ที่ปรับแล้ว) มารวมเป็นจำนวณ สส ต่อไป หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพรรคใหญ่ที่จะไปรวบรวมจำนวน สส ให้มากกว่า 250 เสียงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป กับดักของ นิติคณิตบริกร ที่เรานึกไม่ถึง คือ การสร้างกลไกให้สภามีพรรคเล็กๆจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ จะคิดว่า ต้องตัดพรรคที่ได้ &amp;ldquo;สส พึงมี&amp;rdquo; ต่ำกว่า 1 ทิ้งไปก่อน (เพราะไม่ Qualified แล้ว) แล้วถึงนำพรรคที่มี สส พึงมีมากกว่า 1 ทั้งหมด มาปรับทศนิยมให้เป็นตัวเลขกลมๆ แบบนี้ ก็จะไม่มีการ&amp;rdquo;เบียดบัง&amp;rdquo; เสียงไปให้กับพรรคที่คะแนนดิบไม่พอสำหรับ 1 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องช่วยกันเข้าใจ และดูท่าทีของ กกต ว่าจะประกาศออกมาอย่างไร ให้ประขาชนเข้าใจและยอมรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย&amp;nbsp;
(ไม่สังกัดพรรค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32567</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ผลการนับคะแนน, ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย, อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190330/image_big_5c9eda5d6268e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
