<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุก &#039;ธาริต-3 พงส.ดีเอสไอ&#039; 2 ปี คดีแจ้งข้อหา &#039;มาร์ค-เทือก&#039; ฆ่าประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63&amp;nbsp;- เมื่อเวลา 9.00 น. ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานเป็นร่วมกันเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า กรณีเมื่อเดือน ก.ค.54 - 13 ธ.ค. 2555 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ. ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่ชุมนุมเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ ซึ่งโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดย นปช.ก่อความไม่สงบ ก่อการร้าย โจทก์ได้มอบนโยบายชัดเจนว่าให้สลายการชุมนุมโดยหลีกเลี่ยงความสูญเสีย เพื่อระงับความเสียหายของบ้านเมือง โจทก์ไม่ต้องรับผิด เมื่อการชุมนุมยุติลง ดีเอสไอก็ได้สอบสวนดำเนินคดีแกนนำและชายชุดดำข้อหาก่อการร้ายด้วย ต่อมานายธาริต จำเลยที่ 1 ยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จำเลยทั้งสี่จึงร่วมกันแจ้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน กลั่นแกล้งโจทก์สนองความต้องการของรัฐบาล ซึ่งดีเอสไอไม่มีอำนาจ เพราะโจทก์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ โดยเห็นว่าพยานที่โจทก์ที่นำสืบมานั้น ไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไรในการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทำในรูปของคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ มีจำเลยที่ 2-4 และอัยการเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน โดยแต่งตั้งขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง คณะกรรมการไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อ จำเลยทั้งสี่เป็นพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกับอัยการที่ร่วมสอบ จึงไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนหลักฐานอื่นเป็นเพียงพยานแวดล้อมและความเห็นทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นายธาริต อดีตอธิบดีดีเอสไอ และกลุ่มพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จำเลยทั้งสี่ ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ก่อนหน้าที่จะมีความเห็นควรแจ้งข้อหาโจทก์ที่ 1-2 ในความผิดฐานฆ่าเล็งเห็นผลจากเหตุการสลายการชุมนุมปี 2553 จำเลยทั้งสี่เคยมีความเห็นว่าการชุมนุม นปช.เป็นความผิดกฎหมาย จึงแจ้งข้อหาก่อการร้าย แสดงว่าจำเลยที่ 1-4 เห็นว่าโจทก์ที่ 1-2 กระทำไปตามหน้าที่ แม้ภายหลังการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง ศาลอาญาจะชี้ว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิด จากการพิจารณาพฤติการณ์ประกอบกัน ฟังได้ว่า การที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นต่างจากเดิม เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง เพื่อเอาใจรัฐบาล มีผลในการต่ออายุตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การที่จำเลยทั้งสี่สืบสวนสอบสวนโจทก์ทั้งสอง พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลทั้งที่เป็นอำนาจ ป.ป.ช. การกระทำจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 200 วรรคสอง จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี คำเบิกความเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้นายธาริตกับพวกก็เตรียมยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58927</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ดีเอสไอ, ธาริต, มาร์ค, สลายบม็อบเสื้อแดง, สุเทพ, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e607023126e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯเรียกคืนเครื่องราชฯ &#039;ธาริต เพ็งดิษฐ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค.62 - เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือกประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญจักรพรรดิมาลา ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทและคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการรวม ๒ คดี และถูกลงโทษไล่ออกและปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น โดยคำสั่งอันถึงที่สุด อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๒) และ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ประกาศณ วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, เรียกคืนเครื่องราชฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฏฐ์&#039; เผย &#039;ธาริต&#039; เคยรำพึงแบบน้อยใจว่าไม่มีใครเห็นใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.61 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ต้องขอแสดงความเห็นใจ คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ เสียหน่อย ผมติดตามเส้นทางชีวิตของท่านมาโดยตลอด มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับท่าน ตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลท่านก็ทำหน้าที่ได้ดี ตอนนั้นคนเสื้อแดงก็ก่นด่าท่าน ท่านรำพึงแบบน้อยใจว่าไม่มีใครเห็นใจท่าน ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ก็เขียนจดหมายด้วยลายมือส่งไปให้ท่าน ให้กำลังใจท่าน คดีก่อการร้ายเท่าที่ผมติดตามท่านตั้งใจและทำสำนวนได้ดี จนสามารถฟ้องกลุ่มคนเสื้อแดงในคดีก่อการร้ายได้ 20 กว่าคน ท่านยืนอยู่ท่ามกลางพายุ ยามพายุมาทางทิศใต้ท่านก็โดนพายุจากทิศใต้ ยามพายุกระหน่ำมาทางเหนือท่านก็โดนพายุที่กระหน่ำมาทางเหนือ สุดท้ายท่านก็หักโค่นลง ท่านเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกเท่านั้นผมมองในด้านดีของท่าน ก็ขอให้ท่านมีกำลังกายกำลังใจเข้มแข็ง รอวันออกมาใช้ชีวิตใหม่(ข้อเขียนของผมอาจทำให้หลายคนโกรธ/เกลียด แต่ผมเลยความรู้สึกโกรธ/เกลียด นั้นมาแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24308</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเอสไอ, ธาริต เพ็งดิษฐ์, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, ศาลฎีกาจำคุกธาริต, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180128/image_big_5a6d93818e52e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมายจับเลขาหญิงอ้อ-ผัว หนีฟอกเงินแบงก์กรุงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โธ่! &amp;ldquo;กาญจนาภา-วันชัย&amp;rdquo; บินไปฮ่องกงตั้งแต่ 5 ต.ค. ดีเอสไอเพิ่งตื่นขอศาลคดีทุจริตออกหมายจับล่าตัวแก๊งฟอกเงินคดีกรุงไทย โอ่อายุความไม่มีขาดเพราะหนี อธิบดีอัยการเผยขอเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต้องรู้พิกัดแบบชัดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 16 พ.ย. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุมัติหมายจับนางกาญจนาภา หงษ์เหิน &amp;nbsp;เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวันชัย หงษ์เหิน สามี สองผู้ต้องหาคดีความผิดฐานฟอกเงินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร หลังสองผู้ต้องหาไม่เดินทางเข้ารับฟังคำสั่งฟ้องของอัยการตามนัดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.&amp;nbsp;
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบของดีเอสไอ พบว่าหลังจากมีการส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาให้อัยการไปเมื่อวันที่ 25 ก.ค. และอัยการได้ปล่อยตัวโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขประกันตัว ต่อมาในเดือน ต.ค. ก็พบว่าบุคคลทั้งสองได้เดินทางออกนอกประเทศ &amp;nbsp; ปลายทางคือเกาะฮ่องกง ซึ่งถือเป็นการเดินทางออกนอกประเทศก่อนกำหนดนัดที่อัยการนัดมาฟังคำสั่งฟ้อง โดยหลังจากนี้ดีเอสไอจะเร่งตรวจสอบประเทศปลายทางว่าหลังจากฮ่องกงแล้วได้เดินทางยังประเทศใดอีก เพื่อให้ทราบถิ่นที่อยู่และส่งเรื่องอัยการสูงสุด (อสส.) ประสานเพื่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในไทย &amp;nbsp;
&amp;ldquo;อายุความคดีจะไม่ขาดลงในเดือน ม.ค.2562 เนื่องจากอัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทำให้คดีไม่มีอายุความ แม้ผู้ต้องหาหลบหนี&amp;rdquo; พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว
สำหรับคดีดังกล่าว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับนางเกศินี จิปิภพ, นางกาญจนาภา, นายวันชัย และนายพานทองแท้ ชินวัตร ในความผิดฐานฟอกเงินและโดยดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการ ซึ่งมีการนัดฟังคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ต.ค. แต่ปรากฏว่านางกาญจนาภา และนายวันชัยไม่เดินทางมาตามกำหนดนัด โดยไม่มีเหตุอันควร พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 จึงขอให้ดีเอสไอดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาทั้งสองโดยเร็ว จนต่อมาพบว่าบุคคลทั้งสองได้เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และเนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อมีพฤติการณ์หลบหนี ดีเอสไอจึงยื่นคำขอต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อให้ออกหมายจับ กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับเลขที่ จ.115/2561 ลงวันที่ 12 พ.ย. ให้จับตัวนางกาญจนาภา และหมายจับเลขที่ จ.116/2561 ลงวันที่ 12 พ.ย. ให้จับนายวันชัย มาดำเนินคดีตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป
นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงการประสานขอส่งตัวนางกาญจนาภาและนายวันชัยตามหมายจับเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ว่าต้องมีการประสานงานมาขอให้ อสส.ในฐานะผู้ประสานงานกลางส่งเรื่องไปที่ฮ่องกง เพื่อจับกุมผู้ต้องหาและผ่านกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมายังไทย แต่ยังไม่เห็นหนังสือจากพนักงานสอบสวนส่งไปถึง อสส.แต่อย่างใด ปกติแล้วหนังสือจะส่งไปที่ อสส.ก่อนส่งมายังสำนักงานต่างประเทศเพื่อดำเนินการต่อไป
&amp;ldquo;ในคำร้องขอผู้ร้ายข้ามแดนที่จะประสานไปนั้นต้องระบุถิ่นที่อยู่ของผู้ต้องหามากพอสมควร เช่น อยู่ในที่พักเลขที่เท่าไหร่ ตำบล อำเภอ หรือถนนเส้นไหน เพราะถ้าเราไม่ได้ระบุไป ก็ต้องใช้วิธีการร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสืบหาบุคคลทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ก่อนจะใช้ขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งตรงนี้ทางพนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือดีเอสไอต้องรู้จุดพิกัด ก่อนส่งเรื่องมายังอัยการได้&amp;rdquo; นายชัชชมระบุ
เมื่อถามว่า ระหว่างไทยกับฮ่องกงมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ นายชัชชมกล่าวว่า เดิมไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน ซึ่งครอบครองพื้นที่เกาะฮ่องกงอยู่ หากว่ามีการระบุถิ่นที่อยู่และส่งเรื่องมายัง อสส. เราก็จะประสานงานตามขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อขอตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22131</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางกาญจนาภา หงษ์เหิน, นายวันชัย หงษ์เหิน, ผู้ต้องหาคดีความผิดฐานฟอกเงิน, หนังสือพิมพ์, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อนุมัติหมายจับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181116/image_big_5beec3440b60a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกคดี!ศาลประทับฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26&amp;nbsp;ก.ค.61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งในคดี อท.(ผ)61/2559&amp;nbsp;ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี ได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า นายธาริตซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก ได้มีคำสั่งให้มีการนำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน&amp;nbsp;ey402&amp;nbsp;ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยดังกล่าวนั้น เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าเชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้ แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายธาริตกับพวกได้ร่วมมือกับนางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากจำเลยกับพวกร่วมกันนำพยานเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไว้ก่อน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับไปแจ้งเท็จต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบตามคำร้องของอัยการโจทก์ ส่วนกรณีที่คัดค้านว่าพยานปากดังกล่าวไปต่างประเทศจากกระทำของพวกจำเลยนั้น ให้ไปว่ากล่าวในอีกคดี&amp;nbsp;ต่อมานายธาริตกับพวกยังได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันข่มขู่คุกคามพยานให้หวาดกลัว ซึ่งศาลได้ไต่สวนคำร้องและยกคำร้องไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการและผู้สนับสนุนร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งความเท็จต่อศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้มีการยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;มีการไต่สวนมูลฟ้องจนนัดฟังคำสั่งในวันนี้&amp;nbsp;โดยในวันนี้โจทก์และทนายความเดินทางมาศาล ส่วนฝ่ายจำเลยไม่เดินทางมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด เปิดเผยหลังฟังคำสั่งในวันนี้ว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและแจ้งความเท็จต่อศาล ส่วนข้อหาอื่นเช่น หลักฐานการคุ้มครองพยานอันเป็นเท็จจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่จะต้องนำสืบต่อไป ซึ่งข้อหาสร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษอันเป็นเท็จที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะจะเป็นการลึกลงไปในชั้นพิจารณาคดี ที่ผ่านมาเป็นแค่การไต่สวนมูลฟ้องให้เห็นว่าที่นายธาริตยื่นคำร้องต่อศาลให้ถอนประกันตนเป็นการแจ้งความเท็จต่อศาล เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ต.ค.นี้ โดยในวันนัดสอบคำให้การดังกล่าว นายธาริตกับพวกต้องให้การต่อศาลว่าจะสารภาพหรือปฏิเสธ หากปฏิเสธก็ต้องเตรียมประกันตัวไปสู้คดีในนัดสอบคำให้การที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด ยังกล่าวถึงคดีที่ตกเป็นจำเลยคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้นว่า ขณะนี้อยู่รอฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่ ความจริงแล้วคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก็มีอัยการสูงสุดในขณะนั้นลงนามรับรองฎีกาให้ ซึ่งก็น่าตรวจสอบว่าเมื่อเป็นคดีต้องห้ามฎีกา อัยการสูงสุดในขณะนั้นใช้หลักอะไรรับรองฎีกา เพราะก่อนหน้านี้ตนก็โดนกระบวนการกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลข่มขู่พยานจนมีการร้องศาลให้ถอนประกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและอัยการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องถอนประกันตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.ต.ท.สมคิด อดีตจเรตำรวจ และ พ.ต.ท.สุรเดช เป็นจำเลยในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14161</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อดีตอธิบดีดีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9d08178bfaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
