<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาจำคุก&#039;ธาริต&#039;1ปีไม่รอลงอาญา!คดีย้ายผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯไม่เป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 62 - ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&amp;nbsp; ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีระหว่างวันที่ 30 มี.ค. 2555 &amp;ndash; 8 ต.ค. 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี และให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายธาริต ซึ่งถูกจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างโรงพัก 396 แห่ง ส่วนนายชาญเชาว์เดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่านายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริง จึงพิพากษาแก้ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายืน ยกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสอบสวนคดีพิเศษ, จำคุกธาริต, ธาริต, อดีตอธิบดีดีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9d08178bfaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกคดี!ศาลประทับฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26&amp;nbsp;ก.ค.61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งในคดี อท.(ผ)61/2559&amp;nbsp;ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี ได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า นายธาริตซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก ได้มีคำสั่งให้มีการนำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน&amp;nbsp;ey402&amp;nbsp;ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยดังกล่าวนั้น เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าเชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้ แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายธาริตกับพวกได้ร่วมมือกับนางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากจำเลยกับพวกร่วมกันนำพยานเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไว้ก่อน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับไปแจ้งเท็จต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบตามคำร้องของอัยการโจทก์ ส่วนกรณีที่คัดค้านว่าพยานปากดังกล่าวไปต่างประเทศจากกระทำของพวกจำเลยนั้น ให้ไปว่ากล่าวในอีกคดี&amp;nbsp;ต่อมานายธาริตกับพวกยังได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันข่มขู่คุกคามพยานให้หวาดกลัว ซึ่งศาลได้ไต่สวนคำร้องและยกคำร้องไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการและผู้สนับสนุนร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งความเท็จต่อศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้มีการยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;มีการไต่สวนมูลฟ้องจนนัดฟังคำสั่งในวันนี้&amp;nbsp;โดยในวันนี้โจทก์และทนายความเดินทางมาศาล ส่วนฝ่ายจำเลยไม่เดินทางมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด เปิดเผยหลังฟังคำสั่งในวันนี้ว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและแจ้งความเท็จต่อศาล ส่วนข้อหาอื่นเช่น หลักฐานการคุ้มครองพยานอันเป็นเท็จจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่จะต้องนำสืบต่อไป ซึ่งข้อหาสร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษอันเป็นเท็จที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะจะเป็นการลึกลงไปในชั้นพิจารณาคดี ที่ผ่านมาเป็นแค่การไต่สวนมูลฟ้องให้เห็นว่าที่นายธาริตยื่นคำร้องต่อศาลให้ถอนประกันตนเป็นการแจ้งความเท็จต่อศาล เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ต.ค.นี้ โดยในวันนัดสอบคำให้การดังกล่าว นายธาริตกับพวกต้องให้การต่อศาลว่าจะสารภาพหรือปฏิเสธ หากปฏิเสธก็ต้องเตรียมประกันตัวไปสู้คดีในนัดสอบคำให้การที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สมคิด ยังกล่าวถึงคดีที่ตกเป็นจำเลยคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้นว่า ขณะนี้อยู่รอฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่ ความจริงแล้วคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก็มีอัยการสูงสุดในขณะนั้นลงนามรับรองฎีกาให้ ซึ่งก็น่าตรวจสอบว่าเมื่อเป็นคดีต้องห้ามฎีกา อัยการสูงสุดในขณะนั้นใช้หลักอะไรรับรองฎีกา เพราะก่อนหน้านี้ตนก็โดนกระบวนการกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลข่มขู่พยานจนมีการร้องศาลให้ถอนประกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและอัยการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องถอนประกันตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.ต.ท.สมคิด อดีตจเรตำรวจ และ พ.ต.ท.สุรเดช เป็นจำเลยในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี ซึ่งภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14161</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อดีตอธิบดีดีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9d08178bfaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้อง &#039;ธาริต-เครือมติชน&#039; หมิ่น &#039;สุเทพ&#039; กรณีสร้างโรงพักตำรวจ 396 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 61 - &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1940/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), บริษัท&amp;nbsp;มติชน จำกัด, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการ นสพ.มติชน, บริษัท&amp;nbsp;ข่าวสด จำกัด และนายสุริวงศ์ เอื้อปฏิภาณ บรรณาธิการ นสพ.ข่าวสด เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 27 ก.พ. &amp;ndash; 5 มี.ค. 2556 นายธาริต จำเลยที่ 1 แถลงข่าวกล่าวหาโจทก์ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีว่า ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนจำนวน 396 โรงพัก จากรายภาครวมเป็นรายเดียว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อันเป็นข้อความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2558 ให้ยกฟ้องก่อนชั้นพิจารณาคดี ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2559 ให้ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยทั้งห้าเดินทางมาศาล ขณะที่โจทก์มีผู้รับมอบอำนาจจากนายสุเทพมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะนั้นโจทก์ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง&amp;nbsp;กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;2-5&amp;nbsp;เป็นสื่อมวลชน&amp;nbsp;เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด&amp;nbsp;ตีพิมพ์ข่าวสารเผยแพร่จัดจำหน่ายทั่วประเทศ&amp;nbsp;ซึ่งในโครงการก่อสร้างโรงพัก&amp;nbsp;396 แห่งทางสำนักงบประมาณเคยมีความเห็นว่าการคำนวนทำสัญญาการก่อสร้างโรงพักทดแทน&amp;nbsp;396 แห่ง&amp;nbsp;เป็นภาระผูกพันงบประมาณรัฐบาล&amp;nbsp;ควรมีการทบทวนการลงทุนภาครัฐ สำนักงบประมาณมีหนังสือทำความเห็นถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp;ในการทำสัญญาก่อสร้างที่บริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประมูลรับเหมาก่อสร้างในโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศ ที่นายสุเทพโจทก์ได้พิจารณาเห็นชอบรับเหมาโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งต่อมาได้มีบริษัทเอกชนที่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ประมูลรับเหมา&amp;nbsp;ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการรับเหมาทำสัญญาเกี่ยวกับบริษัทพีซีซี&amp;nbsp;ต่อผู้รักษาการปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้น อีกทั้ง&amp;nbsp;ครม.ได้พิจารณาเห็นชอบให้ สตช.ปฏิบัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่ สตช.ไม่ได้ดำเนินการตามที่ ครม.กำหนดไว้ การก่อสร้างสถานีตำรวจทั้ง 396 แห่ง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ยากแก่การบริหารงาน จึงไม่เป็นการปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งโจทก์ได้มีการเปลี่ยนสัญญาแก้ไขการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง เป็นสัญญาเดียวจากที่สำนักงบประมาณเคยทำความเห็นเสนอ ครม.เป็นรายภาค ซึ่งต่อมาบริษัทพีซีซี ก็ก่อสร้างโรงพักทดแทนไม่แล้วเสร็จตามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น&amp;nbsp;ได้ยื่นเรื่องต่อนายธาริต จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีดีเอสไอให้ตรวจสอบการก่อสร้างโรงพักทดแทนดังกล่าว โดยนายธาริตจำเลยที่ 1 ได้รับเรื่องไว้ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำความเห็น แล้วส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนและวินิจฉัย หลัง ป.ป.ช.รับไว้ไต่สวน จำเลยที่ 1 นายธาริตได้แถลงข่าวให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าว ต่อสื่อมวลชนที่เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;2-5 ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่า การกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการนำความอันเป็นเท็จใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ให้ได้รับการถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ไม่ใช่การแสดงความเห็นโดยสุจริตหรือการกระทำตามหน้าที่ หรือติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การก่อสร้างโรงพักทดแทน&amp;nbsp;396 แห่งนั้นในทางนำสืบได้ความว่า ครม.ให้ สตช.รับความเห็นของสำนักงบประมาณไปดำเนินการ แต่ไม่ปรากฏว่า สตช.ดำเนินการตามมติ ครม. เเละระเบียบสำนักนายกฯ จึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การก่อสร้างไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน อีกทั้งทางนำสืบโจทก์ยังเบิกความรับว่าให้ สตช.รวมทำสัญญาเดียวกันและให้ยกเลิกการประมูลราคาแยกรายภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นว่าเมื่อการที่นายสุเทพ&amp;nbsp;โจทก์มีคำสั่งรวมสัญญาเดียวกันและยกเลิกสัญญารายภาคนั้น&amp;nbsp;การกระทำจึงมีเหตุเชื่อว่าโจทก์ไม่ได้ทำตามมติ ครม.และระเบียบสำนักนายกฯ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใส่ความโจทก์ ซึ่งจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;นั้นมองว่าการกระทำของโจทก์อาจเป็นการกระทำความผิดฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ&amp;nbsp;การแถลงข่าวของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่จะแถลงข่าว&amp;nbsp;เนื่องจากโครงการก่อสร้างโรงพักเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจถือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ&amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่&amp;nbsp;2-5&amp;nbsp;เป็นสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวไปตามที่จำเลยที่ 1 แถลง เป็นการติชมโดยสุจริตด้วยความเป็นธรรม เป็นสิ่งที่บุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของวิญญูชนพึงกระทำ โดยที่จำเลยที่ 2-5&amp;nbsp;ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการแถลงข่าวในช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 กับพวกต้องการทำลายฐานคะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แข่งขันกับพรรคเพื่อไทยนั้น&amp;nbsp;เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ส่วนที่อ้างว่าศาลเคยประทับรับฟ้องจำเลยที่ 1&amp;nbsp;ในคดีหมิ่นประมาทอีกสำนวนจากเรื่องการก่อสร้างโรงพักเช่นกันนั้น&amp;nbsp;ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีย่อมมีความแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การใส่ความ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2-5 นำไปตีพิมพ์ข่าวเสนอข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 แถลงข่าว เป็นการกระทำโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของวิญญชนพึงกระทำ จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังฟังคำพิพากษา นายธาริตได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6049</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโรงพัก396แห่ง, ธาริต, ยกฟ้อง, สุเทพ เทือกสุบรรณ, อดีตอธิบดีดีเอสไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abc5d02971fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉ &#039;ธาริต&#039; ส่งทนายขอเป็นเพื่อน &#039;วัชระ&#039; อย่าอุทธรณ์คดีตกเป็นจำเลยพร้อม &#039;เรืองไกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 61 - &amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์ &amp;nbsp;ถึงคำพิพากษาศาลแขวงดอนเมือง ในคดีที่นายวัชระ &amp;nbsp;เป็นโจทก์ฟ้องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ จำเลยที่ 1 และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จำเลยที่ 2 ในข้อหาแจ้งความเท็จ ให้พนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาท โดยล่าสุดศาลสั่งจำคุกนายเรืองไกร 8 เดือน ส่วนนายธาริต ยกฟ้องศาลสั่งคุก8เดือน &amp;#39;เรืองไกร&amp;#39; แจ้งเท็จกล่าวหา &amp;#39;แจ็ค วัชระ&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ &amp;nbsp;กล่าวว่านายธาริต ได้ขอให้ทนายความบอกตนว่า &amp;quot;คนอื่นชั่วกว่าตั้งเยอะแยะ คุณวัชระยังปล่อยไป เอาผมไว้เป็นเพื่อนสักคน และขอว่าอย่าอุทธรณ์ได้ไหม&amp;quot; &amp;nbsp;ตนไม่แน่ใจว่าหากรับนายธาริตไว้เป็นเพื่อนแล้วจะมีอะไรจะตามมาบ้าง &amp;nbsp;จึงขอดูความประพฤติของนายธาริตก่อน เพราะตามหลักกฎหมายตนต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และมูลเหตุในการฟ้องคดี ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับอำนาจของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วไปให้การเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อหวังให้คณะกรรมการเลือกตั้งส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตนทำผิดรัฐธรรมนูญต้องให้ขาดสมาชิกภาพไม่ได้เป็นส.ส.ต่อไป ซึ่งโชคดีที่กกต.ยกคำร้อง ไม่เห็นด้วยกับการร้องเรียนของนายเรืองไกร &amp;nbsp; ลีกิจวัฒนะ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อกกต.เหมือนกันทุกประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญาจำเลยที่ 1 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และยกฟ้องจำเลยที่ 2 นายธาริต เพ็งดิษฐ โดยสามัญสำนึกแล้วโจทก์ย่อมอุทธรณ์ต่อศาลสูงเพื่อให้คลายข้อสงสัยตามหลักวิชาการ &amp;nbsp;เมื่อมีคำพิพากษา ผมจึงต้องขอหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ก่อน&amp;quot;นายวัชระ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5982</URL_LINK>
                <HASHTAG>DSI, คุกเรืองไกร8เดือน, ดีเอสไอ, ธาริต เพ็งดิษฐ์, วัชระ เพชรทอง, อดีตอธิบดีดีเอสไอ, แจ็ค วัชระ, แจ้งความเท็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a816cadc5ac4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
