<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติสุดนับแต่สงครามโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ใกล้หลักล้านเข้าไปทุกที ยอดติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกพุ่งเกิน 870,000 ราย เสียชีวิตกว่า 43,000 คน สเปนติดเชื้อทะลุหลักแสน สหรัฐ-ฝรั่งเศสตายมากกว่าจีนแล้ว เลขาธิการยูเอ็นชี้วิกฤติโลกครั้งนี้หนักสุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หวั่นจุดชนวนความขัดแย้งทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คำกล่าวของอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐเมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2563 มีออกมาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกาและหลายชาติยุโรปรุนแรงมากขึ้น โดยในส่วนของสหรัฐนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเตือนในวันเดียวกันว่า สหรัฐจะต้องเผชิญกับสองสัปดาห์ที่ทุกข์ทรมานมากๆ หลังจากจำนวนผู้เสียชีวิตในสหรัฐเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันพุธที่ 1 เมษายนของไทย ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสะสมที่ยืนยันแล้วจาก 180 ประเทศและดินแดน อยู่ที่ 874,081 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 43,291 ราย หายแล้ว 185,194 ราย สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 189,633 ราย เสียชีวิต 4,081 ราย เมืองนิวยอร์กซิตีของมลรัฐนิวยอร์กมีคนเสียชีวิตแล้ว 1,096 ราย มากที่สุดในสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิตาลีซึ่งมีผู้เสียชีวิตรายแรกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12,428 ราย มากที่สุดในโลก จากผู้ติดเชื้อสะสม 105,792 ราย สเปนเป็นประเทศที่ 3 ที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 100,000 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันพุธ ยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อ 102,136 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มถึง 864 คนภายใน 24 ชั่วโมง ยอดรวมเป็น 9,053 ศพ ฝรั่งเศสก็มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจีนแล้วเช่นกัน หลังจากวันอังคารมีคนเสียชีวิตเพิ่มถึง 499 คน มากที่สุดใน 1 วัน ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,523 คน จากผู้ติดเชื้อ 52,836 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพุธว่า จีนแผ่นดินใหญ่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 36 คนเมื่อวันอังคาร เสียชีวิตอีก 7 คน ยอดรวมผู้เสียชีวิต 3,312 คน จากผู้ติดเชื้อ 81,554 คน แต่หายแล้ว 76,238 คน วันเดียวกันนี้ทางการจีนยังประกาศด้วยว่า มีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการมากกว่า 1,300 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จีนเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวหลังจากมีความกังวลว่าผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการสามารถแพร่เชื้อไวรัสได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิหร่านก็ยังสถานการณ์หนักเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันพุธว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 138 คนในเวลา 24 ชั่วโมง ยอดเสียชีวิตในประเทศเพิ่มเป็น 3,036 คน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,987 คน ยอดรวมเป็น 47,593 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้มีประชากรโลกราวครึ่งหนึ่งแล้วที่ตกอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ จำกัดการเคลื่อนย้ายและการทำกิจกรรม เอเอฟพีอ้างผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารไซแอนซ์เมื่อวันอังคารว่า การตัดสินใจของรัฐบาลจีนที่ปิดเมืองอู่ฮั่น ซึ่งพบการแพร่เชื้อครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ช่วยป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อภายนอกเมืองนี้ได้หลายแสนราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสโตเฟอร์ ดาย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดหนึ่งในผู้จัดทำรายงานนี้กล่าวว่า การวิเคราะห์บ่งชี้ว่าหากอู่ฮั่นไม่จำกัดการเดินทางและไม่มีการใช้มาตรการฉุกเฉินระดับประเทศเพื่อควบคุมการระบาด จะมีผู้ติดเชื้อนอกเมืองอู่ฮั่นอีกมากกว่า 700,000 คนภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ยอมรับว่าโรคระบาดครั้งนี้เป็นวิกฤติครั้งเลวร้ายที่สุดของโลกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นผลจากโควิด-19 เสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โรคติดต่อนี้เป็นภัยคุกคามต่อคนทุกคนบนโลกนี้ และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะนำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจไม่ได้เกิดควบคู่กันในอดีต&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;การผสมผสานของข้อเท็จจริงทั้งสอง และความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพมากขึ้น, ความไม่สงบยิ่งขึ้น และความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่า วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติที่ท้าทายที่สุดที่โลกเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การโลกบาลแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2488 และปัจจุบันมีสมาชิก 193 ประเทศ กูเตอร์เรสกล่าวว่า การตอบสนองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อทุกฝ่ายลืมเรื่องการเล่นเกมการเมืองและเข้าใจว่ามนุษยชาติอยู่ในภาวะเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง องค์การนาโตกำลังจะจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศชาติสมาชิก 30 ประเทศผ่านระบบวิดีโอลิงค์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 70 ปีของนาโตในวันพฤหัสบดีนี้ เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต แถลงที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวันพุธว่า นาโตต้องหยุดยั้งไม่ให้การระบาดของไวรัสโคโรนากลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคง พร้อมกับเตือนว่า รัสเซียหรือกลุ่มก่อการร้ายอาจฉวยความได้เปรียบจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งคร่าชีวิตชาวยุโรปแล้วมากกว่า 30,000 คน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61746</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทั่วโลก, ยอดติดเชื้อไวรัสโคโรนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตเลขาธิการยูเอ็น, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e84a26b9cdf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โคฟี อันนัน&#039;อดีตเลขาธิการยูเอ็น เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 80 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.61 -&amp;nbsp;มูลนิธิโคฟี อันนันและครอบครัวของนายอันนันออกแถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์ว่า นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 80 ปี วันนี้ หลังมีอาการป่วยไม่นาน ซึ่งเมื่อวันก่อนนางนาเน่ ภริยา และบุตรทั้งสามคนเพิ่งให้การดูแลอยู่เคียงข้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุด้วยว่า นายโคฟี อันนัน เป็นรัฐบุรุษระดับโลก และนักการระหว่างประเทศที่ทุมเททั้งชีวิตเพื่อความสงบสุขของโลก ในระหว่างที่เคยเป็นผู้นำของสหประชาชาติ มีบทบาทนำทั้งในด้านการสร้างสันติภาพ การพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ทางครอบครัวของนายอันนันขอร้องว่าจะดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยนี้ ส่วนการจัดพิธีอย่างเป็นทางการจะประกาศให้ทราบต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอันนันเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2481 เป็นนักการทูตชาวกานา และเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 7 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2540 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 นับเป็นเลขาธิการยูเอ็นผิวสีคนแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขามีบทบาทเป็นสื่อกลางในการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Good Office) ทั้งกรณีอิรัก ปี ค.ศ. 1998 กรณีไนจีเรีย ปี ค.ศ. 1999 กรณีอิสราเอล - เลบานอน ปี ค.ศ. 2000 รวมไปถึงการรักษาสันติภาพในลิเบียและติมอร์ตะวันออก ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติมีบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในการสร้างสันติภาพให้แก่โลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากผลงานด้านสันติภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ส่งผลให้ในปี 2001 คณะกรรมการรางวัลโนเบลมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่นายอันนัน และองค์การสหประชาชาติในฐานะที่ทุ่มเทการทำงานเพื่อสันติภาพและการยกระดับองค์การสหประชาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2002 รัฐสมาชิกสหประชาชาติได้มีมติให้นายอันนัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ต่อเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งนายอันนันยังคงเดินหน้าเสริมสร้างสันติภาพและมนุษยธรรมในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องจวบจนครบวาระในปี ค.ศ. 2006&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพ้นตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็น เขามาเป็นทูตพิเศษของยูเอ็นด้านกิจการซีเรีย ทำหน้าที่ประสานงานหาแนวทางสันติภาพและลดความขัดแย้งในซีเรีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15657</URL_LINK>
                <HASHTAG>สหประชาชาติ, อดีตเลขาธิการยูเอ็น, โคฟี  อันนัน, โคฟี อันนันเสียชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180818/image_big_5b77f9b9f3f15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
