<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์หวั่นเทรดวอร์ทำสินค้าจีนทะลักทั่วโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 2562 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มทำสงครามการค้ากับจีน โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนตั้งแต่รอบแรก จนถึงการขึ้นภาษีล่าสุดเมื่อเดือนพ.ค.62 นั้น กรมได้ติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหลายฝ่ายเกรงกันว่า อาจมีสินค้าจากจีนจำนวนมากส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยแทนการส่งออกไปสหรัฐฯ แล้วอาจทำให้ผู้ผลิตของไทยได้รับผลกระทบ โดยหากพบว่า มีการส่งออกมาไทยมากจนผิดปกติ หรือทำให้ผู้ผลิตของไทยที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้รับผลกระทบ เช่น มียอดขายตกต่ำ ส่วนแบ่งตลาดลดลง กรมสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายต่างๆ ที่กรมดูแล เพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหา และเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ผลิตของไทยที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบว่า สินค้าจีนส่งออกมาไทยแล้วแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าว่าผลิตจากไทยแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุ (เอดี/ซีวีดี) และมาตรการเซฟการ์ด กรมสามารถใช้มาตรการตอบโต้การหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางการค้าได้ &amp;nbsp;(Anti Circumvention หรือเอซี) ซึ่งเป็นมาตรการภายใต้พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;กรณีเอซี ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมมือกับศุลกากรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบอย่างเข้มงวด หลังศุลกากรสหรัฐฯได้ชี้เบาะแสว่า อาจมีสินค้าหลายชนิดจากจีน เช่น สินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากเหล็ก ที่สหรัฐฯใช้มาตรการทางการค้า อาจแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าไทยแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ โดยได้ร่วมกันลงพื้นที่ไปตรวจสอบถึงโรงงานผลิตสินค้าที่เป็นของจีนในไทย ทั้งโรงงานผลิตตะปู และไม้แขวนเสื้อจากเหล็ก และพบมีการแอบอ้างแหล่งกำเนิดไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งกรมได้ระงับการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากพบว่า มีการส่งออกมาไทยมากจนผิดปกติ กรมสามารถใช้มาตรการเซฟการ์ด ภายใต้พ.ร.บ.การปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อสกัดการนำเข้าได้ แต่กรณีนี้จะเป็นการป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของสินค้าจากทั่วโลก ไม่ได้เฉพะเจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากพบว่า มีการส่งออกมาไทยแบบดัมพ์ตลาด โดยตั้งราคาขายในไทยต่ำกว่าที่ขายในจีน หรือต่ำกว่าต้นทุน จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของไทยได้รับผลกระทบ กรมสามารถเปิดไต่สวนเพื่อใช้มารการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนได้ ซึ่งหากผลการไต่สวนชั้นที่สุดพบว่า มีการทุ่มตลาดจริง และผู้ผลิตของไทยได้รับความเสียหายจริง ก็จะประกาศเก็บภาษีเอดีกับสินค้าที่ส่งออกจากจีน หรือประเทศอื่นๆ ที่ทุ่มตลาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ผลของสงครามการค้า นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัวลงแล้ว ยังส่งผลให้ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนสินค้าของจีนในตลาดสหรัฐฯ และทดแทนสินค้าสหรัฐฯในตลาดจีนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และอาหารบางรายการ ที่จีนไม่นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น หมู ซึ่งไทยต้องเจรจากับจีน เพื่อส่งออกเนื้อหมูไปจีนให้ได้ นอกจากนี้ ไทยควรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน ส่งออกสินค้าไปจีนให้มากขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ไทยได้แต้มต่อเหนือคู่แข่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36473</URL_LINK>
                <HASHTAG>สินค้าจีนทะลัก, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8ffd6335f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชน 44 รายยื่นซองประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลล็อตสุดท้าย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.2562 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ เปิดเผยถึงผลการเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมยื่นซองเอกสารคุณสมบัติผู้เสนอซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐ ครั้งที่ 1/2562 ประมาณรวม 41,000 ตัน ว่า มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ายื่นซองเอกสารคุณสมบัติ เพื่อเข้าร่วมประมูลข้าวรวมทั้งสิ้น 44 ราย ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เพราะข้าวที่นำออกมาเปิดประมูลทั้ง 3 กลุ่ม มีผู้ยื่นแสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลครบทุกกลุ่ม
โดยข้าวกลุ่ม 1 เป็นการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป ปริมาณ 13,000 ตัน มีผู้สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ จำนวน 17 ราย ข้าวกลุ่ม 2 เป็นการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ปริมาณ 15,000 ตัน มีผู้สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ จำนวน 17 ราย และกลุ่ม 3 เป็นการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ปริมาณ 13,000 ตัน มีผู้สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ จำนวน 10 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะทำงานรับซองเสนอราคาซื้อ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะร่วมกันตรวจสอบเอกสารหลักฐานและคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เสนอซื้อทุกรายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศ โดยหากปรากฏภายหลังว่าผู้เสนอซื้อรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่ประกาศกำหนด จะถือว่าผู้เสนอซื้อรายนั้นขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น และไม่สามารถยื่นเสนอซื้อข้าวในสต็อกของรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์กล่าวว่า กรมฯ จะประกาศรายชื่อผู้เสนอซื้อที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับการซื้อข้าวกลุ่ม 1 ในวันที่ 10 พ.ค.2562 เวลา 09.00 น. และข้าวกลุ่ม 2 และ 3 วันที่ 14 พ.ค.2562 เวลา 09.00 น. หรือทางเว็บไซต์ของกรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th โดยผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นสามารถยื่นซองเสนอราคาซื้อได้ในวันเดียวกันกับวันประกาศรายชื่อของข้าวแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. จากนั้นตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป กรมฯ จะเปิดซองเสนอราคาซื้อต่อหน้าสาธารณชนและสื่อมวลชน และจะรวบรวมผลการยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐดังกล่าว เข้าที่ประชุมคณะทำงานฯ และคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวพิจารณาก่อนนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการรับมอบข้าวกลุ่ม 2 นบข. ได้ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลการนำข้าวในสต็อกของรัฐไปใช้ในอุตสาหกรรม โดยกำชับให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) กำหนดมาตรการและกำกับดูแลให้ผู้ชนะการประมูลนำข้าวที่ซื้อจากสต็อกของรัฐไปใช้ในอุตสาหกรรมตามที่ได้รับรองตนเองไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการรั่วไหลเข้าสู่ระบบการค้าปกติ ซึ่งหากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และนำข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35282</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, ข้าวสารในสต็อกของรัฐ, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, เปิดประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34912</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดน Q1 โตแบบแผ่วๆไม่ถึง2% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เมษายน 2562 -&amp;nbsp;นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 342,631.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.86% เป็นการส่งออก 192,295.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.49% และการนำเข้า 150,336.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.66% เกินดุลการค้า 41,958.66 ล้านบาท โดยแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ มูลค่า 279,538.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.18% เป็นการส่งออก 159,887.11 ล้านบาท ลดลง 1.95% นำเข้า 119,650.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.17% เกินดุลการค้า 40,236.20 ล้านบาท และการค้าผ่านแดนกับ 3 ประเทศ มูลค่า 63,093.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.03% เป็นการส่งออก 32,408.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.57% นำเข้า 30,685.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.61% เกินดุลการค้า 1,722.47 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในด้านการค้าชายแดน พบว่า มาเลเซียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 139,631.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.39% เป็นการส่งออก 67,482.39 ล้านบาท ลดลง 6.16% นำเข้า 72,149.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.39% รองลงมา คือ เมียนมา มูลค่า 49,647.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.07% เป็นการส่งออกมูลค่า 28,065 ล้านบาท ลดลง 0.61% นำเข้า 21,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.85% สปป.ลาว มูลค่า 48,219.51 ล้านบาท ลดลง 12.12% เป็นการส่งออก 29,494 ล้านบาท ลดลง 13.36% นำเข้า 18,725 ล้านบาท ลดลง 10.07% และกัมพูชา มูลค่า 42,039.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.47% เป็นการส่งออก 34,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.68% นำเข้า 7,194 ล้านบาท ลดลง 15.41%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การค้าผ่านแดน จีนตอนใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 27,172.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.51% เป็นการส่งออก 9,749.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.58% นำเข้า 17,422.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.35% รองลงมา คือ เวียดนาม มูลค่า 18,723.59 ล้านบาท ลดลง 6.07% เป็นการส่งออก 14,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.69% นำเข้า 3,781 ล้านบาท ลดลง 43.35% และสิงคโปร์ มูลค่า 17,197.67 ล้านบาท ลดลง 11.14% เป็นการส่งออก 7,715 ล้านบาท ลดลง 5.78% นำเข้า 9,482 ล้านบาท ลดลง 15.08%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้การค้าชายแดนและผ่านแดนขยายตัว มาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น และมีความต้องการสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น และยังได้รับผลบวกจากการที่กรมฯ ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การผลักดันการเปิดด่าน 24 ชั่วโมงกับมาเลเซีย เริ่มที่ด่านสะเดา การผลักดันให้เมียนมายอมรับการออก Form D ที่ด่านศุลกากร และการผลักดันให้มีการยกระดับด่านการค้าตามแนวชายแดนเป็นด่านถาวรเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2562 ไว้ที่ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ซึ่งดูสถานการณ์ขณะนี้ คงต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพราะปัจจุบัน เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมาก ทำให้กระทบต่อการค้าขาย แต่กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันและเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การจัดโครงการ YEN-D เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ การจัดมหกรรมการค้าชายแดน 4 ภาค การจัดเวทีจับคู่เจรจาธุรกิจ และการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในการทำการค้าชายแดนและผ่านแดน&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34912</URL_LINK>
                <HASHTAG>มูลค่าการค้าชายแดน, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8ffd6335f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศจัด มหกรรมการค้าชายแดนใต้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าต่างประเทศ นำสินค้าจากผู้ประกอบการไทยและมาเลเซียมาจัดแสดง เน้นจากพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และภาคเหนือเป็นพิเศษ คาดเกิดการจับคู่ธุรกิจซื้อขายทันทีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท และภายใน 1 ปี 30 ล้านบาท เผยจะมีการหารือ 2 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคทางการค้า และทำแผนร่วมมือขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 เม.ย. 62 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดนราธิวาส และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย รวมถึงหน่วยงานราชการของประเทศมาเลเซีย จัดงานมหกรรมการค้าชายแดนใต้ ระหว่างวันที่ 26-28 เม.ย.2562 ณ สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียขยายตัวได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ในการจัดงานครั้งนี้ ได้จัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพของทั้ง 2 ประเทศ โดยเป็นคูหาฝ่ายไทย 80 คูหา มีสินค้าจากผู้ประกอบการภาคใต้ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มากสุด และยังมีสินค้าจากภาคเหนือของไทยมาร่วมจำหน่ายด้วย และที่เหลือเป็นสินค้าจากผู้ประกอบการมาเลเซีย 40 คูหา รวมทั้งสิ้น 120 คูหา โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจทันทีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท และภายใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท&amp;rdquo;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับในช่วงการจัดงาน จะจัดให้มีการประชุมร่วมภาครัฐ-เอกชนระดับท้องถิ่นไทย-มาเลเซีย เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา อุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ เพื่อช่วยผลักดันให้การค้ามีความคล่องตัว และยังจะสร้างความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ รวมถึงการจัดคลินิกการค้าชายแดน เพื่อให้คำแนะนำผู้ประกอบการ การให้ความรู้ในการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน Form D เพื่อส่งออกไปยังมาเลเซีย และการเชิญผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการบุกเจาะตลาดมาเลเซียมาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33907</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, นราธิวาส, มาเลเซีย, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, แฟชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศ MOU ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า 9 รายการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าต่างประเทศลงนาม MOU กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า 9 รายการได้ทั้ง 2 หน่วยงาน หวังช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการไทย ดีเดย์ใช้งานตั้งแต่ 15 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 มี.ค. 62 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการจัดงาน &amp;quot;คต.ยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าไทย&amp;hellip;ก้าวสู่ Thailand 4.0&amp;quot; ว่า กรมฯ ได้ลงนามบันทึกความตกลง (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า โดยกรมฯ และสภาหอการค้าฯ ได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Real Time ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 9 รายการ ได้ทั้ง 2 หน่วยงาน โดยสามารถเริ่มขอรับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย แป้งมันสำปะหลัง และปุยนุ่น ส่วนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และปลาป่น ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการ อีกทั้งสอดรับกับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล&amp;rdquo;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้ามาตรฐานในปี 2561 มีมูลค่าส่งออก 145,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.44% โดยสินค้ามาตรฐานสำคัญที่มีมูลค่าส่งออกสูงที่สุด คือ แป้งมันสำปะหลัง มีมูลค่า 59,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.40% รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย มีมูลค่า 51,269 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.20%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, มาตรฐาน, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สินค้าไทย, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2019 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2019 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดนยังพุ่งแรง ตัวเลขแตะ 1.4 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค. 2562 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ปี 2561 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,392,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.58% เป็นการส่งออก 778,292 ล้านบาท ลดลง 0.76% และการนำเข้า 614,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.87% เกินดุลการค้า 163,954 ล้านบาท และหากแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ มีมูลค่า 1,124,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% เป็นการส่งออก 650,909 ล้านบาท ลดลง 0.54% นำเข้า 473,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.99% เกินดุลการค้า 177,145 ล้านบาท และการค้าผ่านแดนกับ 3 ประเทศ มูลค่า 267,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.68% เป็นการส่งออก 127,383 ล้านบาท ลดลง 1.91% นำเข้า 140,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.24% ขาดดุลการค้า 13,191 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การค้าชายแดนแยกเป็นรายประเทศ พบว่า มาเลเซียยังครองความเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 571,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.29% เป็นการส่งออก 293,808 ล้านบาท ลดลง 5.97% นำเข้า 278,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.29% ตามมาด้วย สปป.ลาว มูลค่า 213,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.17% เป็นการส่งออก 128,867 ล้านบาท ลดลง 1.83% นำเข้า 84,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.83% เมียนมา มูลค่า 193,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.88% เป็นการส่งออก 105,212 ล้านบาท ลดลง 3.45% นำเข้ามูลค่า 88,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.92% และกัมพูชา มูลค่า 145,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.39% เป็นการส่งออก 123,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.93% นำเข้า 22,778 ล้านบาท ลดลง 3.24%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการค้าผ่านแดน จีนตอนใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 103,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.74% เป็นการส่งออก 32,922 ล้านบาท ลดลง 11.61% นำเข้า 70,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.40% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 86,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.29% เป็นการส่งออก 36,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.88% นำเข้า 49,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.60% และเวียดนาม มูลค่า 78,310 ล้านบาท ลดลง 1.63% เป็นการส่งออก 57,672 ล้านบาท ลดลง 7.25% นำเข้า 20,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.43%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 2562 แม้ต้องรับมือกับปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามการค้า ที่ใช้มาตรการทางภาษีโต้ตอบกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ความผันผวนของค่าเงิน โดยเฉพาะเมียนมาที่อ่อนค่าลงมาก ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งของไทย สปป.ลาว และเมียนมา แต่การค้าชายแดนก็ยังคงขยายตัวได้&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2562 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ซึ่งถือเป็นเป้าที่ท้าทายอีกปีหนึ่ง โดยกรมฯ มองเห็นปัญหาและอุปสรรคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินของแต่ละประเทศ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น กรมฯ จึงได้จัดกิจกรรมเพิ่มเข้าไปมากขึ้น เพื่อผลักดันการค้าให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, ปี2561, มูลค่าการค้าชายแดน, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8ffd6335f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”ไล่เช็ค 11บริษัทนำเข้ามะพร้าว ป้องกันลักลอบเอาไปใช้ผิตวัตถุประสงค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;ลุยตรวจ 11 บริษัทนำเข้ามะพร้าวภายใต้ AFTA เพื่อป้องกันนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนกระทบราคามะพร้าวในประเทศ หลังขอข้อมูลไปแล้วไม่ยอมแจ้งและแจ้งข้อมูลไม่ครบ ลั่นหากพบนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดำเนินการตามกฎหมายทันที เผยเตรียมออกประกาศป้องกันการลักลอบนำเข้า ให้เข้าได้แค่ 2 ด่าน และรื้อเกณฑ์นำเข้ามะพร้าวใหม่ หวังดูแลการนำเข้าไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบบริษัทที่ขออนุญาตนำเข้ามะพร้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยมีกำหนดตรวจสอบภายในสิ้นปีนี้จำนวน 11 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้ามะพร้าว แต่ไม่ยอมแจ้งข้อมูลกับกรมฯ 9 ราย และแจ้งข้อมูลไม่ครบถ้วน 2 ราย จากที่กรมฯ ได้ขอความร่วมมือให้แจ้งข้อมูลการใช้มะพร้าวจากผู้ประกอบการทั้งหมด 32 ราย โดยกรมฯ ได้เริ่มตรวจสอบไปแล้ว 7 บริษัท ในจังหวัดราชบุรี กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี และมีกำหนดจะตรวจสอบอีก 4 บริษัทในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และกระบี่ภายในเดือนธ.ค.2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า โรงงานในพื้นที่จังหวัดราชบุรี กรุงเทพฯ และปทุมธานี มี 2 ใน 4 บริษัท มีโรงงานพร้อมเครื่องจักรผลิตกะทิ และมะพร้าวเกร็ดอบแห้งตามลำดับ แต่ในช่วงเวลานี้ยังไม่มีการผลิต เนื่องจากรอคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ส่วนโรงงานย่านจอมทอง แจ้งว่าได้เลิกกิจการไปแล้ว ส่วนโรงงานแถวคลอง 11 ได้ย้ายเครื่องจักรไปผลิตในอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งกรมฯ จะประสานกรมโรงงานให้ช่วยตรวจสอบสถานะใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) อีกครั้งว่าได้ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการตรวจสอบโรงงานที่ขออนุญาตนำเข้ามะพร้าวภายใต้ AFTA ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทที่ขอนำเข้ามะพร้าว โดยให้ไปดูว่ามีการนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้ามาแล้วส่งไปขายต่อหรือเอาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ตรงตามที่ได้ขออนุญาตนำเข้า เพราะจะกระทบต่อราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้ ซึ่งกรมฯ ยืนยันว่าหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิด ก็จะดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์กล่าวว่า ส่วนการดูแลการลักลอบนำเข้า กรมฯ อยู่ระหว่างการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้มะพร้าวเป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ... โดยจะกำหนดให้นำเข้ามะพร้าวได้เพียง 2 ด่าน คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบังเท่านั้น และยังได้ออกประกาศกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าใหม่ เพื่อบริหารจัดการการนำเข้ามะพร้าวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรายละเอียดของประกาศ เช่น เพิ่มเงื่อนไขการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสินค้ามะพร้าวทั้งกะลา มะพร้าวอ่อน และมะพร้าวฝอย ต้องได้รับอนุญาตจากคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ที่ตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชก่อน กำหนดให้ผู้ได้รับหนังสือรับรองต้องให้คำรับรองว่าจะไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปจำหน่าย จ่าย โอน ให้นิติบุคคลหรือบุคคลทั่วไปแปรสภาพโดยการกะเทาะภายนอกโรงงานของตนเอง และแก้ไขบทลงโทษ โดยให้พักหรือเพิกถอนการขึ้นทะเบียน ซึ่งหากเป็นการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า จะไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้จากเดิม 2 ปี เป็น 5 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23880</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ตรวจสอบบริษัทนำเข้ามะพร้าว, หวั่นแอบลักลอบใช้ผิดวัตถุประสงค์, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
