<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปตท. รับมือด่วนเร่งจัดหาแอลเอ็นจี รองรับโรงไฟฟ้าถ่านหินหยุดผลิตนอกแผน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ตามสัญญาระยะยาวที่มีอยู่ เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯ ที่เพิ่มมากขึ้น จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและเหตุการณ์หยุดผลิตที่ไม่เป็นไปตามแผนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งในและต่างประเทศซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 4 โรง กำลังการผลิตรวม 2,750 เมกะวัตต์ ทยอยหยุดผลิตนอกแผนตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าทดแทน ประมาณ 450 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ประกอบกับความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศอยู่ในระดับสูงเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปตท. จึงได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงแผนการใช้ก๊าซฯ และเรียกรับก๊าซฯ เพิ่มเติมตามศักยภาพจากผู้ผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยและเมียนมา พร้อมทั้งบริหารจัดการแอลเอ็นจี เพิ่มเติมจากสัญญาระยะยาวที่มีอยู่ เพื่อให้ปริมาณก๊าซฯ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อประเทศ เนื่องด้วยราคาแอลเอ็นจี ในสัญญาระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 6.5 - 7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในขณะที่ราคาตลาดจร(สปอต) ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 8.5 &amp;ndash; 10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท. ยังคงยึดมั่นหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ให้มีผลกระทบต่อพลังงานด้านการผลิตไฟฟ้า ด้วยราคาที่เหมาะสม&amp;rdquo; นายอธิคม กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103531</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), อธิคม เติบศิริ, เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a5d3ae131ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์รับมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส ประจำปี 2561</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คุณอธิคม เติบศิริ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รับมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส ประจำปี 2561 จาก พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ในพิธีมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส NACC Integrity Award ครั้งที่ 8 โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่องค์กรที่ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ต่อต้านการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องนนทบุรี1 สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รางวัลองค์กรโปร่งใส มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศไทยให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ตลอดจนสร้างค่านิยมแก่สังคมในการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; (Good Governance) บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มีจรรยาบรรณทางการค้า (Code of Conduct) และรับผิดชอบสังคมส่วนรวม (Corporate Social Responsibility : CSR) ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32511</URL_LINK>
                <HASHTAG>องค์กรโปร่งใส, อธิคม เติบศิริ, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dbf289eff5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2019 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2019 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ขานรับนโยบายภาครัฐเร่งผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่กระทรวงพลังงานได้มีการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เพื่อหารือมาตรการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) โดยทางกระทรวงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงกลั่นในประเทศในการผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพยูโร 5 &amp;nbsp;นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันกำลังการผลิตสูงสุดของประเทศ ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า &amp;ldquo; ไทยออยล์มีแผนงานพร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยการดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด ( Clean Fuel Project หรือ CFP ) ซึ่งบริษัทฯ ได้ออกแบบให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลตามมาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่ขั้นตอนที่เริ่มพัฒนาโครงการ เนื่องจากไทยออยล์ได้ให้ความสำคัญต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่จะมุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโครงการฯ มีความคืบหน้าไปเป็นอย่างดีตามแผนงานที่วางไว้ โดยอยู่ในระหว่างการออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม และจะเริ่มลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการในปีนี้ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาจัดจ้างผู้รับเหมา(Engineering Procurement and Construction หรือ EPC) แล้ว ภายหลังจากที่ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติโครงการฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; นอกจากนี้ไทยออยล์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐานยูโร 5 ให้เร็วขึ้น โดยการปรับปรุงหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นไทยออยล์สามารถผลิตน้ำมันดีเซลยูโร 5 บางส่วนได้ภายในปี 2565 &amp;nbsp;และเมื่อโครงการ CFP แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2566 ไทยออยล์ก็จะสามารถผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ได้เพิ่มขึ้นอีกโดยเป็นมาตรฐานยูโร 5 ทั้งหมด &amp;rdquo; นายอธิคมฯ กล่าวเสริม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29552</URL_LINK>
                <HASHTAG>( Clean Fuel Project หรือ CFP ), การลงทุนภาครัฐ, ผลิตน้ำมันดีเซล, พลังงานสะอาด, อธิคม เติบศิริ, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6cfc41d9d27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันครึ่งปีหลังสดใส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยออยล์เผยแนวโน้มรายได้เพิ่มจากปีก่อน จากการขยายการลงทุนหลายโครงการ ด้านไออาร์พีซี มองครึ่งปีหลังดีกว่า ครึ่งปีแรก แต่จับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือใกล้เคียงครึ่งปีแรก หลังจากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมากำไรของธุรกิจโรงกลั่นและผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ลดลงจากไตรมาสแรกของปีนี้ โดยในปัจจุบันกำไรของทั้งโรงกลั่นและอะโรเมติกส์เริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ส่วนทิศทางราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังคาดการณ์จะอยู่ที่ระดับ 70-75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ค่าการกลั่น (จีอาร์เอ็ม) ดีขึ้นค่อนข้างมาก จากสต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลของโลกอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นมาก ด้านผลิตภัณฑ์พาราไซลีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์นั้น มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (สเปรด) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 500 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากปีที่แล้วที่อยู่ระดับ 300 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เป็นผลจากความต้องการใช้พาราไซลีนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตใหม่ของตลาดโลกไม่ได้เข้ามาตามแผนทำให้ราคาปรับขึ้นมาและส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต้องติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงขึ้น และต้องจับตา สเปรดโรงกลั่นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่สเปรดปิโตรเคมีทรงตัว ประกอบกับค่าการกลั่นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำไรสูงขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จึงมองภาพรวมธุรกิจของบริษัทจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ว่า กำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไออาร์พีซีตั้งเป้าหมายสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (อีบิทดา)เพิ่ม 100 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 3 ปี และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีมีอีบิทดาเพิ่มเป็น 29,000 ล้านบาทในปี 2563&amp;rdquo;สุกฤตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงกลั่น, ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์, สุกฤตย์ สุรบถโสภณ, อธิคม เติบศิริ, ไทยออยล์, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80c3d4a1eec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
