<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานกมธ.งบฯ ขึงขัง เรียกสอบกราวรูดอนุฯ รีดเงินอธิบดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.63 - &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2564 กล่าวถึงกรณีอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุมีบางคนในอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 เรียกเงิน 5 ล้านบาท ว่า เรื่องที่เกิดขึ้น กมธ.งบฯ จะเรียกอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนพิจารณาว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือไม่ แต่ส่วนตัวขอชี้แจงว่า คณะอนุกรรมาธิการฯไม่มีอำนาจตัดลดงบประมาณ และไม่ใช่แหล่งผลประโยชน์ มีเพียงหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเสนอ กมธ.งบฯชุดใหญ่เท่านั้น ดังนั้น อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจึงอยู่ที่ กมธ.งบฯชุดใหญ่เท่านั้น และจะเริ่มปรับลดงบประมาณในช่วงปลายเดือนส.ค.นี้ ทั้งนี้ ในการพิจารณาของ กมธ.งบฯชุดใหญ่ จึงไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่หน่วยงานต้องเอาใจอนุกรรมาธิการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จะสามารถให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ใน กมธ.งบฯชุดใหญ่ นายสันติ กล่าวยืนยันว่า การพิจารณาในชั้นกมธ.งบฯชุดใหญ่ มีการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสดงความคิดเห็น และมีการถ่ายทอดสดการประชุมทุกครั้ง ตั้งแต่มีการประชุมมายังไม่เคยมีการประชุมลับ จึงมั่นใจว่าการพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นภาษีของประชาชน กมธ.ฯต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าไม่ได้มีแค่คณะอนุกรรมาธิการฯชุดนี้แค่ชุดเดียวที่มีการเรียกเงินนั้น นายสันติ กล่าวว่า จะเชิญอนุกมธ.ฯทุกคณะมาสอบเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73990</URL_LINK>
                <HASHTAG>รีดเงิน, ส.ส., สันติ พร้อมพัฒน์, อธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f31063f0b230.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เละ! &#039;เรืองไกร&#039; แฉผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลตั้งแก๊งรีดเงินอธิบดีแลกผ่านงบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.63 -&amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะ อนุกรรมาธิการแผนบรูณาการ 1 ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า ในช่วงเช้า วันที่ 10 สค. ได้ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ 2 กรณี คือ 1.เรื่องค่าค้างตั๋วเครื่องบินของอดีต ส.ส. 113 คน และ 2.ตรวจสอบกรณีมี ส.ส.เรียกรับเงินจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ตรวจสอบ เพราะตนไม่เห็นด้วยที่ กมธ.ชุดใหญ่จะเป็นผู้ตรวจสอบกันเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเรียกรับเงินจากอธิบดีกรมฯบาดาล &amp;nbsp;ซึ่งตนได้เห็นคาตาว่าประเด็นดังกล่าวมีการโต้แย้งกันในห้องประชุม 418 &amp;nbsp;และยืนฟังอยู่ รวมทั้งมี ส.ส.ที่เป็นกมธ.ยืนอยู่หลายคน &amp;nbsp;ซึ่งตนในฐานะที่เป็นนักตรวจสอบเชื่อว่าเรื่องนี้มีมูล แต่สุดท้ายก็อยากให้อธิบดีกรมฯ บาดาล มาเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่ากระบวนการนี้ต้องมี ส.ส.ในอนุ กมธ.เกี่ยวข้องเกินกึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 10 คน ถึงจะดำเนินการใดๆ ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า นอกจากนี้ภายหลังเกิดเรื่องยังมี ส.ส.พูดกับตนว่าอย่ายุ่งเรื่องนี้ได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันภายหลังที่ตนยื่นเรื่องให้นายชวน ก็ปรากฎในไลน์กลุ่ม ส.ส.ว่ามีการเขียนระบุเลยว่า &amp;ldquo;ปวดตับ&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีคนส่งมาให้ตน ซึ่งตนก็ถามว่าทำไมต้องปวดตับ ถ้าเป็นความจริงก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง &amp;nbsp;โดยเรื่องเงิน 5 ล้านบาท ตนได้ยินว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีฝ่ายรัฐบาล 2 คน รวมทั้งอดีต ส.ส.ที่ไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาล และอาจจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายค้านด้วย ซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่าตนหยุดไม่ได้เพราะประชาชนอยากรู้ นอกจากนี้ในการทำงานยังมีหนังสือจาก กมธ.ชุดใหญ่ ลงมาแทรกแซงคณะอนุมธ.ให้ดำเนินการตาม ซึ่งตนเรียกเอกสารมาดูก็เป็นเช่นนั้น และเป็นเรื่องที่ชุดใหญ่จะต้องชี้แจงด้วย ตนถามไปหลายครั้งก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่พอมาวันนี้จะมาเต้นแร้งเต้นกาเร่งตรวจสอบเฉพาะคณะอนุกมธ.บูรณการชุด 2 เท่านั้น ตนว่าไม่ใช่ ดังนั้นนายชวนจึงควรลงมาดูด้วยตนเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขบวนการที่เกิดขึ้น ส.ส.มีการฮั้วกันทั้งหมดใช่หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า ได้ยินมานานแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องงบประมาณมีความผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2563 แล้ว เพราะที่ผ่านมามีการตั้งอนุ กมธ.เพียง 5 คณะ แต่ปีนี้แปลกมากที่มีการตั้งอนุกมธ.ถึง 8 คณะ มีผู้ใหญ่จากพรรคร่วมรัฐบาลบ่นกับตนว่าจะเอากันขนาดนี้เลยหรือ และมีการแย่งตำแหน่งประธาน อนุกมธ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากล และมีความพยายามจะปิดให้จบ และพยายามจะทำงบให้จับภายในวันที่ 11 ก.ย. เพราะสภาจะปิดสมัยประชุมวันที่ 20 ก.ย. แล้วก็ทำกันอย่างนี้ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เข้าสู่คณะอนุกมธ.น้อยมาก แล้วห้องใหญ่ก็ดูงานกัน มีข้อคำสั่งสั่งการมายังคณะอนุกมธ. ผมได้บันทึกการประชุมไว้แล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมนำเสนอมานั้นเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ไม่มีความเห็นผสมเลย&amp;rdquo;นายเรืองไกร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องสอบข้อเท็จจริงต่อไป รวมทั้งประเด็นใหม่เรื่องเรือยางของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ที่มีกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ไม่ใช่คณะอนุ กมธ.คุรุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ที่มีนายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน พยายามล็อบบี้ใม่ให้มีการตัดงบ รวมทั้งให้ตรวจสอบ 6 คณะอนุ กมธ.อื่นๆ ว่ามีเรื่องทำนองเดียวกันหรือไม่ เพราะตอนนี้สภาพของสภาคือ &amp;ldquo;กิจการโรงงานสภา&amp;rdquo; รวมทั้งตนเห็นว่า สตง.ควรมาร่วมสอบด้วย เพราะว่าประเด็นนี้เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73985</URL_LINK>
                <HASHTAG>รีดเงิน, ส.ส., สภา, อธิบดี, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f30fee5147cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉียด100%ต้านร่างกฎหมาย&#039;พลตรี&#039;เทียบเคียง&#039;อธิบดี&#039;หวั่นทหารแทรกแซงองค์กรอิสระ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 61 - พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะรองประธานกมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน สนช. กล่าวถึงกรณีส่วนราชการเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน ที่มีสาระสำคัญกำหนดให้ข้าราชการทหารระดับพล.ต.มีสถานะเทียบเคียงกับตำแหน่งอธิบดี เพื่อให้มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยเตรียมนำเสนอเข้าสู่ครม.ว่า นอกจากร่างพ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือนที่ส่วนราชการเสนอมาแล้ว ในส่วนของสมาชิกสนช.ยังได้เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเทียบเคียงมาด้วยเช่นกัน โดยได้นำมาสอบถามความเห็นในที่ประชุมกมธ.บริหารราชการแผ่นดินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายละเอียดคล้ายกับร่างที่ส่วนราชการเสนอมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตามแต่ร่างฉบับที่สนช.เสนอมาจะมีรายละเอียดกำหนดเพิ่มเติมว่า นอกจากต้องเป็นข้าราชการทหารระดับพล.ต.แล้ว ยังต้องดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยอีกด้วย ไม่ได้หมายความว่า ใครที่เป็นพล.ต.จะได้รับการเทียบเท่าเป็นอธิบดีทุกคน ซึ่งระดับพล.ต.ที่เป็นหัวหน้าหน่วยด้วย มีจำนวนไม่เยอะ ยิ่งถ้ามีเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ผู้จะดำรงตำแหน่งเป็นองค์กรอิสระจะต้องดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการไม่ต่ำกว่า 5ปีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พล.ต.ที่จะไปเป็นองค์กรอิสระได้ไม่ได้มีมากมายเลย จึงไม่เกี่ยวกับการมีเจตนาให้ทหารเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมากขึ้น แต่ต้องการให้การตีความมีความชัดเจน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการทหาร อย่างไรก็ตามร่างฉบับที่สนช.เสนอมานี้ เพิ่งอยู่ในชั้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่ได้เสนอเข้าสู่ครม.แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนร่างพ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือนพ.ศ.... ที่ส่วนราชการเป็นผู้นำเสนอนั้น ได้มีการนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปสอบถามความเห็นจากประชาชนผ่านทางเว็ปไซต์www.senate.go.th ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ระหว่างวันที่1-15 พ.ค. 2561 มีผู้เข้ามาตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น จำนวน 231&amp;nbsp;คน ปรากฏว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 225&amp;nbsp;คนหรือ 97 % ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ส่วนใหญ่มองว่า เกรงว่าจะเป็นการให้ทหารเข้าแฝงตัวเข้ามาก้าวก่ายองค์กรอิสระ ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ถ้าให้พล.ต.เทียบเท่าอธิบดีได้เท่ากับกองทัพมีอธิบดีนับพันคน เกรงจะเป็นการแทรกแซงของทหารในองค์กรต่างๆ และบางส่วนเห็นว่าข้าราชการทหารระดับหัวหน้าส่วนราชการน่าจะมีเพียงผบ.ทหารสูงสุด และผบ.เหล่าทัพ ไม่ควรหมายความรวมถึง กรมกองต่างๆในสังกัดกระทรวงกลาโหม หากจะให้ทหารยศพล.ต.เทียบเคียงกับระดับอธิบดีได้ ควรกำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการอื่นๆ เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล รัฐวิสาหกิจ เทียบเคียงกันได้ด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9448</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, พลตรี, ร่างพ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน, สนช., องค์กรอิสระ, อธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe4031b36f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ตรวจเข้มราคาสินค้าพบขายแพงคุก7ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เดินสายตรวจราคาสินค้าและค่าบริการที่สถานีขนส่งหมอชิต พบไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า &amp;nbsp;ค่าบริการ และอาหารปรุงสำเร็จ &amp;nbsp;เตือนผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัด เผยหากประชาชนโดนเอาเปรียบ ขายของแพง คุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท ไม่ปิดป้ายราคาปรับ 1 หมื่นบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
10 เม.ย. 61- นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 61 ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้า ค่าบริการ และการปฏิบัติตามกฎหมาย ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 พบราคาจำหน่ายทรงตัว ไม่มีการปรับขึ้นราคา เช่นเดียวกับ อาหารจำหน่ายปรุงสำเร็จ ก็มีการปรับขึ้นราคาเช่นกัน &amp;nbsp;โดยข้าวแกงอยู่ที่จานละ 30-45 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 30-40 บาท น้ำดื่มขวดละ 7-10 บาท เป็นต้น ขณะที่ปริมาณก็มีเพียงพอกับความต้องการประชาชนที่จะใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบและรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าและให้บริการ บริเวณสถานีขนส่งและสถานีรถไฟทั่วประเทศ ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจนแล้ว ทั้งที่สถานีขนส่งหมอชิต สถานีขนส่งเอกมัย สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ สถานีขนส่งย่อยนครชัยแอร์ สถานีขนส่งย่อยสมบัติทัวร์ สถานีขนส่งย่อยสยามเฟิสท์ทัวร์ และสถานีรถไฟหัวลำโพง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ&amp;rdquo; นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้จัดทำแผนการตรวจสอบมาตรวัดตามสถานีบริการในเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังต่างจังหวัด โดยได้ทำการตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการน้ำมัน มาตรวัดก๊าซ LPG , NGV เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบความถูกต้องมาตรวัด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะได้รับความเป็นธรรมไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นการกระทำผิด สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับ 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่ายต้องโทษจำคุก &amp;nbsp;7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท &amp;nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6845</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ขนส่ง, ขนส่งหมอชิต, ตรวจสินค้า, พาณิชย์, หมอชิต, อธิบดี, แสดงป้ายราคาสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5acc81c61d720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2018 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2018 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พพ.ยันเชื้อเพลิงชีวมวล 3 จังหวัดภาคใต้ เพียงพอทำโรงไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พพ.เผยผลศึกษา ยันวัตถุดิบป้อนผลิตไฟฟ้าชีวมวล 3 ชายแดนใต้ 300 เมกฯเพียงพอ เน้นรูปแบบประชารัฐ ดึงชุมชนมีส่วนร่วม ชี้ชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มจากการขายเชื้อเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.2561 - นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งเสริมโรงไฟฟ้า &amp;nbsp; ชีวมวล 300 เมกะวัตต์ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;nbsp;จ.ปัตตานี จ.ยะลา และจ.นราธิวาส ตามนโยบายของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า พพ.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาศักยภาพโรงไฟฟ้าชีวมวลและเชื้อเพลิงในพื้นที่ได้ผลสรุปเบื้องต้นว่ามีสถานที่ตั้งที่เหมาะสม และปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอที่สามารถป้อนโรงไฟฟ้าให้ได้ตามสัดส่วนของการผลิตไฟ ซึ่งพพ. จะเร่งพิจารณาในรายละเอียด เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงพลังงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเบื้องต้น พพ.จะใช้แนวทางส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะ โรงไฟฟ้าประชารัฐ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้มีเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงไฟฟ้า และชุมชนได้รับผลประโยชน์จากเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนของ 10% ของผลกำไร อีกทั้งยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายเชื้อเพลิงเข้าโรงไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าแนวทางโรงไฟฟ้าประชารัฐ จะมีส่วนสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หันมาสนใจในโครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวลมากขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5255</URL_LINK>
                <HASHTAG>3จังหวัดชายแดนภาคใต้, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, นราธิวาส, ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ, ปัตตานี, พพ., ภาคใต้, ยะลา, อธิบดี, โรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae1b911c785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่กฎหมายเก่า &quot;ศุลกากร &quot;โร่แจง ไม่ได้เข้มงวดตรวจสินค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศุลกากรเต้นแจงประกาศใหม่ แค่กฎหมายเก่านำมาใช้ไหม่ &amp;nbsp;ย้ำไม่ได้เข้มงวดกว่าเดิม ยกเว้นการเก็บอากร คนที่ขนสินค้าติดตัวมาเกิน 20,000 บาท และนำสินค้าปลอดภาษีเข้ามาในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.2561 นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจงกรณีที่กรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร 2 ฉบับ เกี่บวกับ &amp;nbsp;หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปฏิบัติการศุลกากรในการตรวจปล่อยผู้โดยสารและหีบห่อสัมภาระระหว่างสนามบินภายในประเทศ โดยวิธีการ Check Through ซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือโดยเที่ยวบินเดิม ระหว่างสนามบินในประเทศ &amp;nbsp;และ ประกาศที่ 60/2561 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางอากาศยาน &amp;nbsp;โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า ประกาศ 2 ฉบับดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการนำกฎหมายฉบับเดิมที่มีการยกเลิกไปก่อนหน้านี้ กลับมาประกาศให้มีผลบังคับใช้อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กรมศุลฯ มีการปฏิรูปกฎหมายศุลกากรครั้งใหญ่ โดยเริ่มใช้พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ทำให้ประกาศที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายเดิมต้องถูกยกเลิกไปด้วย ส่งผลให้ขณะนี้กรมฯต้องทยอยนำประกาศกฎหมายเดิมออกมาประกาศใช้ ให้สอดรับพ.ร.บ.ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือกรมจะไปตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิมเลย เช่น การยกเว้นการเสียภาษีให้กับของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาไม่เกินคนละ 20,000 บาท &amp;nbsp;สินค้าปลอดภาษี ที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง จะต้องนำออกไปใช้นอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาก็ต้องเสียภาษี ก็เป็นเรื่องปกติที่เคยทำมากันอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ กล่าวอีกว่า ยืนยันประกาศที่ออกมาเป็นกฎหมายฉบับเดิมที่เคยใช้ โดยกรมไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ หรือเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบของติดตัวผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ดังนั้นขอให้ผู้โดยสารสบายใจว่าการเดินทางออกและเข้าในประเทศยังปฏิบัติได้เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา และไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาถูกตรวจสอบในการเข้าออกสนามบินเพิ่มขึ้น เพราะปกติเวลาขาออกเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็แทบไม่เคยตรวจสอบอยู่แล้ว ยกเว้นขาเข้าก็อาจมีการสุ่มตรวจบ้าง รวมถึงถ้าใครไม่แน่ใจว่าของที่นำติดตัวมาเป็นประเภทใด เข้าข่ายเสียภาษีหรือไม่ก็ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดงก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ระบุว่า การเดินทางออกนอกประเทศ หากนำของมีค่าออกไป เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ซึ่งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากรก่อนนั้น เป็นการอำนวยความสะดวกในกรณีผู้โดยสารที่ต้องนำของที่มีมูลค่ามากๆติดตัวออกไปต่างประเทศ ก็ให้ทำหลักฐานแจ้งไว้ก่อนเดินทางออก เพื่อเขากลับมาแล้วจะได้ไม่ต้องตรวจซ้ำ หรือถ้าหากถูกสุ่มตรวจจะได้มีหลักฐานยืนยันไว้ว่าเป็นของใช้ตัวเอง ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่เคยมีอยู่ ซึ่งผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องไปแจ้งทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่กรมฯ ต้องการให้ประชาชนสำแดงสินค้านั้น เพื่อป้องกันกรณีที่หากเกิดการเรียกสุ่มตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ในการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จะได้มีหลักฐานอ้างอิงสินค้าเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ยืนยันว่า ประชาชนทุกรายจะยื่นสำแดงสินค้าหรือไม่ยื่นก็ได้ เพราะไม่ได้มีความผิด แต่เป็นเพียงการแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของสินค้าเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งการสำแดงสินค้าสามารถยื่นได้ที่กรมศุลกากรเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4479</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กุลิศ สมบัติศิริ, ภาษี, ศุลกากร, สำแดง, สินค้าปลิอดภาษี, อธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
