<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารเดินหน้าตรวจสุขภาพฟรีให้คนขับแท็กซี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.63-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกิจกรรมการให้บริการตรวจสุขภาพผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการของผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะ เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้ผู้โดยสาร โดยให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด ทดสอบการมองเห็นระยะไกล แก่ผู้ขับรถโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะในวันนี้ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้ขับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท กรมการขนส่งทางบกจึงได้จัดกิจกรรมตรวจสุขภาพแก่ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะผู้ขับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทต่อยอดเพิ่มกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมการให้บริการ จากเดิมที่เป็นการตรวจสุขภาพแก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ กรมควบคุมโรคจัดกิจกรรมให้บริการตรวจสุขภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ ประสานบุคลากรทางการแพทย์ให้บริการตรวจสุขภาพและประเมินความพร้อมด้านร่างกายของผู้ขับรถก่อนการขับขี่ (Fitness to Drive) ด้วยการคัดกรองโรค ให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด ทดสอบการมองเห็นระยะไกล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;ณ บริเวณอาคาร 4 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะและผู้โดยสารรถสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ให้บริการรถแท็กซี่ที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;ตรวจสุขภาพผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไปแล้ว จำนวน 565 คน ซึ่งผลการตรวจสุขภาพและใบรับรองแพทย์ที่ได้รับจะสามารถนำไปประกอบการดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะได้อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวว่า กรมฯมีความห่วงใยและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้ขับรถโดยสารสาธารณะที่อาจขาดโอกาสในการดูแลสุขภาพด้วยความจำเป็นในการประกอบอาชีพ แต่มีความเสี่ยงเป็นโรคระบบทางเดินหายใจจากมลพิษบนท้องถนน โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงอาการผิดปกติของร่างกายต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกาย ให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ จึงเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยในการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงการเกิดโรคด้วยการให้ความรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ &amp;nbsp;สร้างความตระหนักในการป้องกัน ควบคุมโรค และลดความเสี่ยงการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจควบคู่กันด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58140</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรุตม์ วิศาลจิตร, ตรวจสุุขภาพ, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54d15ac1eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มรถบรรทุกไม่ติดทวิสล็อกส่งดำเนินการตามกฎหมายทุกราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ค.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกเพิ่มความเข้มข้นมาตรการควบคุม กำกับ ดูแล ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ประจำรถให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการบรรทุกสินค้า การควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการใช้อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) เพื่อยึดตู้คอนเทนเนอร์กับตัวรถให้มั่นคงปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามกรมฯได้กำชับให้สำนักการขนส่งสินค้า กองตรวจการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง เข้มงวดตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทุกคัน ตั้งแต่ที่สถานประกอบการของผู้ประกอบการ ที่สถานีขนส่งสินค้าในการกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่มีรถบรรทุกสินค้าเข้าออกพื้นที่เพื่อรับ &amp;ndash; ส่งสินค้า และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำการขนส่งผ่านเส้นทางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดให้ลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด โดยผลการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน - 12 กรกฎาคม 2562 ตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 13,172 คัน พบรถที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 202 คัน เป็นความผิดตามมาตรา 102 (4) ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 (ไม่ล็อกตู้คอนเทนเนอร์) จำนวน 130 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท &amp;nbsp;และมาตรา 71 ฐานนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้งานบนท้องถนน (Twist-Lock ชำรุด) จำนวน 72 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ดำเนินการตามกฎหมายทุกราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จดทะเบียนใหม่ทุกคัน ต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) ให้มั่นคงแข็งแรงกับตัวรถและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยไม่เกิดความเสียหาย ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณลักษณะ สมรรถนะ และการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้าและการให้ความเห็นชอบอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า สำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ พ.ศ. 2561 ติดตั้งไม่น้อยกว่า 4 จุด ต่อ 1 ตู้บรรทุกสินค้า และต้องอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้การกระจายน้ำหนักบรรทุกมีความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องติดแผ่นสะท้อนแสงสีเหลือง/ขาว และสีแดงที่ตัวอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งการล็อก ต้องปรากฏสัญลักษณ์สีเหลืองหรือสีขาวตามแนวยาวของตัวรถ หากอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งไม่ล็อก จะปรากฏสัญลักษณ์สีแดงตามแนวยาวของตัวรถอย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทางมองเห็นได้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ต้องติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร และหากเป็นรถบรรทุก ทุกลักษณะ ที่มีจำนวนเพลาล้อ กงล้อและยาง ตั้งแต่ 2 เพลา 4 ล้อ ยาง 6 เส้น ขึ้นไป (ยกเว้นรถลากจูง) ต้องติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงควบคู่กับอุปกรณ์สะท้อนแสงด้วย โดยแผ่นสะท้อนแสงต้องมีความกว้างอย่างน้อย 0.50 - 0.60 เซนติเมตร ติดตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 25 - 150 เซนติเมตร ด้านท้ายรถต้องติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านโดยใช้แผ่นสะท้อนแสงสีแดงหรือสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนด้านข้างติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงสีขาวหรือสีเหลืองเป็นแนวยาวเฉพาะขอบด้านล่าง และติดตั้งเพิ่มเติมเฉพาะที่มุมด้านบนเพื่อแสดงระยะความสูงของรถ หรืออาจติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านได้เช่นเดียวกัน รถที่ติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงแล้วแต่ใช้วัสดุหรือมีสีไม่เป็นไปตามกำหนดต้องแก้ไขให้ให้ถูกต้องภายในปี 2562
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41196</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบ., พีระพล ถาวรสุภเจริญ, รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2e9ebeb6faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯจัดรถเชื่อม31สนามบินหนุนคนใช้ระบบรถสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 2562 นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการให้บริการรถโดยสารสาธารณะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและนโยบาย One Transport ของกระทรวงคมนาคม เพื่อการเชื่อมต่อทุกโหมดการเดินทางที่หลากหลาย โดยพัฒนารูปแบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะเชื่อมต่อสนามบินกับชุมชนและสถานีขนส่งของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นได้เปิดเส้นทางรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อสนามบินแล้ว 31 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างตัวเมืองและสนามบิน และเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ปัจจุบันมีรถโดยสารประจำทางให้บริการในสนามบิน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, หาดใหญ่ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อการรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปิดบริการรถโดยสารในสนามบินในจังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย,ภูเก็ต, ตราด, ตาก, สุโขทัย สุราษฎร์ธานี,กระบี่, ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ระนอง ประจวบคีรีขันธ์,พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน, อำเภอปาย จังหวัดลำปาง น่าน, แพร่, นครพนม, เลย, สกลนคร, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, สมุย และจังหวัดนครราชสีมา ส่วนอีก 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี และสนามบินจังหวัดร้อยเอ็ด มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปีนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางถนน นอกจากการพัฒนาเส้นทางรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อสนามบินแล้ว ด้านระบบการขนส่งทางรางได้เปิดเส้นทางเดินรถสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์-โรงพยาบาลรามาธิบดี(ทางด่วน) เชื่อมต่อการเดินทางจากจุดจอดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จังหวัดสมุทรปราการ มายังรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์สถานีหัวหมาก และเส้นทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (ทางด่วน) เชื่อมต่อการเดินทางจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จังหวัดนครปฐม มายังสถานีรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้า MRT โดยใช้รถโดยสารมาตรฐานใหม่ ที่เอื้อต่อผู้พิการหรือผู้สูงอายุ รองรับระบบบัตร e-Ticket อีกทั้งรองรับการใช้บริการของคนทุกกลุ่มได้อย่างเท่าเทียมทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเข็นรถวีลแชร์ ปุ่มกดที่เอื้อต่อผู้พิการ และเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อความปลอดภัย ติดตามพฤติกรรมคนขับรถผ่านระบบ GPS Tracking จอแสดงความเร็ว Speed Monitor ติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV มาให้บริการ และในอนาคตเตรียมผลักดันการนำระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้มากขึ้น อาทิ รถใช้ก๊าซธรรมชาติ รถไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29099</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดรถเชื่อมสนามบิน, พีระพล ถาวรสุภเจริญ, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a6f537199c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯตรวจรถโดยสารพบควันดำ412 คันสั่งหยุดวิ่งทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ขนส่งฯเปิดผลการตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บนถนนสายหลักและจุดสำคัญต่างรอบกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-10 ก.พ.62 พบควันดำเกินมาตรฐาน 412 คัน พ่นสีห้ามใช้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.พ.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามมาตรการ &amp;ldquo;One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5&amp;rdquo; ของกระทรวงคมนาคม เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาทิ การลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบรถโดยสารประจำทางในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองสูงและสุ่มตรวจสอบ ณ อู่รถโดยสารทั้งของ ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. และการตั้งจุดตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสาร บนถนนสายหลักโดยรอบกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีจุดสำคัญต่างๆ เช่น สถานีขนส่งสินค้าชานเมือง ท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จนถึงปัจจุบัน และดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จะคลี่คลาย สำหรับผลการตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารระหว่างวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2562 เรียกรถเข้าตรวจจำนวนทั้งสิ้น 14,663 คัน พบรถที่มีค่าควันดำเกิน 45 %จำนวน 412 คัน เป็นรถบรรทุก จำนวน 357 คัน และเป็นรถโดยสาร จำนวน 55 คัน เปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท และพ่น &amp;ldquo;ห้ามใช้&amp;rdquo; ทันที โดยจะไม่สามารถใช้งานรถได้จนกว่าจะแก้ไขปัญหาเรียบร้อยและนำรถเข้าตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง และออกใบเตือนรถที่มีค่าควันดำระหว่าง 30-45%จำนวน 481 คัน เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขให้ค่าควันดำลดลง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำรถเข้าตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดและสำนักงานขนส่งสาขาทั่วประเทศได้ทุกวันทำการ เพื่อป้องกันสาเหตุการเกิดควันดำและก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งดำเนินการตามมาตรการ &amp;ldquo;One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5&amp;rdquo; ของกระทรวงคมนาคม อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และได้มีการขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องหลากหลายภาคส่วนในการร่วมกันบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนส่งทั้งรถบรรทุกและรถโดยสารที่ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ขอให้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพก่อนถึงกำหนดรอบชำระภาษีรถ ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรณีที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพตามเกณฑ์ให้ดำเนินการแก้ไขและนำกลับเข้ามารับการตรวจสภาพใหม่ พร้อมกำชับห้ามใช้รถที่มีควันดำโดยเด็ดขาด รวมถึงสุ่มตรวจสอบการดำเนินการของสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) หากพบสถานตรวจสภาพรถใด ละเลยไม่ทำการตรวจสภาพรถให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด พิจารณาสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28825</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, ขนส่ง, ควันดำ, ฝุ่นละอองขนาดPM2.5, รถโดยสาร, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อู่รถโดยสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190211/image_big_5c611d53dc749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
