<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยหารือผู้นำเข้าฟิลิปปินส์เร่งเจรจาส่งออกข้าวเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา จัดประชุมหารือกับผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและตัวแทน ผู้กระจายสินค้า กว่า 22 ราย ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เป็นครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยกเลิกนโยบายการจำกัดการนำเข้าข้าวเชิงปริมาณและอนุญาตให้ผู้นำเข้าเอกชนสามารถนำเข้าข้าวได้อย่างเสรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยให้แก่ผู้นำเข้า และผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์เพิ่มสูงขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2562 ด้วยปริมาณการนำเข้าข้าวสูงถึง 2.77 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์จะมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมค้าข้าวโลกต่อไปอีกในช่วง 2-3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการประชุมครั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานสถานการณ์การผลิตข้าวไทยให้ผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ทราบว่า ในปีนี้ไทยจะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวไทยลดลงในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น และไทยยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาข้าวขาวพื้นนิ่มพันธุ์ กข 79 และ กข 87 ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกสู่ตลาดได้ภายในระยะเวลา 1&amp;ndash;2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวในประเทศว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการนำเข้าข้าว ส่งผลให้ตลาดข้าวในฟิลิปปินส์มีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่ราคาข้าว ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ซึ่งข้าวไทยมีราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศอื่น เช่น อินเดียและเวียดนาม และกลุ่มผู้นำเข้ายังได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันผู้บริโภคข้าวฟิลิปปินส์ มีความนิยมการบริโภคข้าวขาวพื้นนุ่มที่มีราคาไม่แพง โดยเฉพาะข้าวใหม่ที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากจะมีรสชาติอร่อยและนุ่มกว่าข้าวเก่า และผู้บริโภคฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เห็นว่าข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพที่มีรสชาติดี แต่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับข้าวจากแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กลุ่มผู้นำเข้าได้เสนอให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายข้าวไทยในฟิลิปปินส์ เช่น การจัดกิจกรรม Instore Promotion ในห้างสรรพสินค้าหรือห้างค้าปลีก โดยในช่วงแรกเสนอให้มีการลดราคาข้าวไทย เพื่อให้ผู้บริโภคฟิลิปปินส์ได้ลองชิมรสชาติข้าวไทย และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้น โดยผู้นำเข้าฟิลิปปินส์มีความยินดีที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยในการจัดกิจกรรมดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ในฐานะเซลล์แมนประเทศ มีแผนจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคฟิลิปปินส์ คาดว่าจะสามารถดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3&amp;ndash;4 หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการหารือกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563&amp;ndash;2567 ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เน้นการพัฒนาข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดและปรับบทบาทของทูตพาณิชย์ในฐานะเซลล์แมนประเทศให้ทำงานเชิงรุกและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น และในระยะต่อไป กรมฯ มีแผนหารือกับบังกลาเทศ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ข้าวไทยมีส่วนแบ่งในตลาดเป้าหมายเพิ่มขึ้นต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103430</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ฟิลิปปินส์, ส่งออกข้าวไทย, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4b7976e4f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศออก 6 มาตรการช่วยผู้นำเข้า-ส่งออกช่วงโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ว่า กรมฯ ได้เดินหน้า 6 มาตรการหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ประกอบการ และเป็นการปฏิบัติตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม รวมทั้งลดความเสี่ยง ความแออัด และความจำเป็นในการเดินทางมายังกรมฯ โดยได้ใช้ประโยชน์จากระบบการให้บริการแบบดิจิทัลที่กรมฯ มีอยู่ และยังเป็นบริการที่อยู่ภายใต้ 85 รายการของบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Online One Stop Service) ที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทั้ง 6 มาตรการ ได้แก่ 1.ขยายเวลาวันหมดอายุสำหรับบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าและบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ ที่จะหมดอายุในช่วงระหว่างวันที่ 15 เม.ย.-31 ก.ค.2564 ออกไปอีก 3 เดือน โดยอัตโนมัติ 2.อนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าที่มีมาตรการควบคุมการส่งออก-นำเข้าผ่านทางไปรษณีย์ พร้อมสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาและเลขทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนผู้ประกอบการออนไลน์ของกรมฯ (Registration Database) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3.เชิญชวนให้ผู้ประกอบการเลือกใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) หรือการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (ASEAN Wide Self Certification: AWSC) สำหรับการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนแทนการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบกระดาษ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ระบบการลงลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ (ESS) ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว เพื่อลดการสัมผัสกระดาษและลดระยะเวลาที่ใช้ในการรับบริการ ทั้งนี้ สำหรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไป (C/O ทั่วไป) ให้ผู้ประกอบการประสานผู้นำเข้าปลายทางเพื่อยกเว้นการขอ C/O ทั่วไปสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากรในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เพิ่มการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าแบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยกรมฯ ได้เชื่อมโยงข้อมูลหนังสือสำคัญฯ กับกรมศุลกากรผ่านระบบ National Single Window (NSW) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบพิธีการทางศุลกากร โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารแบบกระดาษอีกต่อไป และ 6.อนุญาตให้ผู้ประกอบการใช้แบบฟอร์มรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองตามที่กรมฯ กำหนดมายื่นประกอบการขอรับหนังสือรับรองแสดงการได้สิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ในช่วงระหว่างวันที่ 15 เม.ย.-31 ก.ค.2564 กรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถนำ C/O จากประเทศต้นทางมาแสดงได้เนื่องจากประเทศต้นทาง Lockdown&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฯ ได้จัดทำระบบ Timeline a Day Report ให้เข้าไปกรอกข้อมูล การเดินทาง และกิจกรรมที่ได้ดำเนินการในแต่ละวัน เช่น สถานที่ที่ไปทำกิจกรรม ช่วงเวลา และรูปแบบ การเดินทาง เป็นต้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามและกำกับดูแลเพื่อลดโอกาสของเจ้าหน้าที่ในการเข้า พื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า กรมฯ ได้คำนึงความปลอดภัยในการให้บริการอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้มีการแบ่งชุดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านบริการเป็นทีม A B C สลับกันมาปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงกรณีมีผู้ติดเชื้อและต้องกักตัว จึงมั่นใจได้ว่างานบริการสำหรับผู้ประกอบการยังดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ติดขัดในช่วงการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการที่มีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4830 และ 0 2547 4838 หรือ เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และสายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, อำนวยความสะดวกทางการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;ยันถูกตัดGSPรอบนี้กระทบสินค้าแค่147รายการเสียภาษีเพิ่ม 600 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ย.2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) รอบใหม่จำนวน 231 รายการ ที่จะมีผลในวันที่ 30 ธ.ค.2563 ว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการประสานกับฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งทราบว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยินดีหากไทยจะหาทางออกร่วมกัน เนื่องจากสิทธิ GSP จะช่วยทำให้ผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถลดภาระภาษี ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากการระงับสิทธิ GSP เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยแล้ว โดยจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ เน้นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสหรัฐฯ และตลาดใหม่ , การจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในงานแสดงสินค้าในสหรัฐฯ และตลาดใหม่ และการส่งเสริมสินค้าไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทาง Cross border e-commerce เข้าสู่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ และตลาดใหม่โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า กรณีที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยเพิ่มเติมอีก 231 รายการ โดยให้สาเหตุจากการเปิดตลาดสินค้าและบริการ เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่าการเปิดตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ของไทยไม่อยู่ในระดับที่เท่าเทียมและสมเหตุสมผล แม้ไทยชี้แจงอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบด้านสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีสินค้าเพียง 147 รายการ จาก 231 รายการ ที่จะได้รับผลกระทบ คือ มีภาษีที่ต้องกลับไปเสียในอัตราปกติมูลค่าประมาณ 19 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 ล้านบาท มิใช่ 25,000 ล้านบาท และมีสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น อุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ พวงมาลัยรถยนต์ กรอบโครงสร้างแว่นตาทำด้วยพลาสติก เคมีภัณฑ์ เกลือฟลูออรีน ที่นอนและฟูกทำด้วยยางหรือพลาสติก หีบกล่องทำจากไม้ ตะปูควงสำหรับใช้กับไม้ อะลูมิเนียมเจือแผ่นบาง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพิจารณาต่ออายุโครงการ GSP ที่สหรัฐฯ ให้สิทธิแก่ทุกประเทศ (119 ประเทศกำลังพัฒนา และพัฒนาน้อยที่สุด) จะสิ้นสุดอายุโครงการในวันที่ 31 ธ.ค.2563 นั้น ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อต่ออายุโครงการ GSP โดยจะต้องออกเป็นกฎหมาย แต่อาจมีความล่าช้าและต่ออายุไม่ทันระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ เพราะโดยปกติ ขั้นตอนการพิจารณาเพื่อต่ออายุโครงการอาจใช้เวลาหลายเดือน และต่ออายุให้หลังจากหมดอายุแทบทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา หากสหรัฐฯ ต่ออายุโครงการไม่ทันกำหนดเวลาสิ้นสุดโครงการ สหรัฐฯ จะให้สิทธิย้อนหลัง เพื่อให้การให้สิทธิ GSP เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีการต่ออายุครั้งล่าสุดเมื่อปี 2561 สหรัฐฯ ได้ประกาศต่ออายุในเดือนมี.ค.2561 โดยให้มีผลใช้บังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันการให้สิทธิฯ GSP ของสหรัฐฯ เป็นการให้ฝ่ายเดียว ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีการทบทวนคุณสมบัติของประเทศที่ได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่อง และในปี 2562 ได้ประกาศระงับสิทธิ GSP ทั้งประเทศกับอินเดียและตุรกี ด้วยเหตุผลด้านการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และด้านเกณฑ์ระดับการพัฒนาประเทศตามลำดับ และได้ระงับสิทธิบางรายการสินค้ากับยูเครน ด้วยเหตุผลด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และยังมีหลายประเทศที่สหรัฐฯ อยู่ในระหว่างการพิจารณาระงับสิทธิ GSP เพิ่มเติม ด้วยเหตุผลการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้ และในประเด็นการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เช่น เอริเทรีย ซิมบับเว คาซัคสถาน และอาเซอร์ไบจาน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82636</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP), อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d22095606c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดวูบ เป้าส่งออกข้าวปี 63 หดเหลือแค่  7.5 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2563 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2562 ที่ส่งออกได้ 7.58 ล้านตัน เพราะคาดว่าผลผลิตข้าวไทยปีนี้จะลดลงมาก จากปัญหาภัยแล้ง และยังมีปัญหาเงินบาทแข็งค่ามากกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม อินเดีย และต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งมาก และผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน อีกทั้งจีน ซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้า แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นผู้ส่งออก เพราะมีสต๊อกข้าวปีนี้มากกว่า 120 ล้านตัน และได้แย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในบางประเทศ โดยเฉพาะแอฟริกา รวมถึงข้าวไทยไม่มีความหลากหลายมากพอ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลายกลุ่ม จึงทำให้ตลาดข้าวบางชนิดกลายเป็นของคู่แข่งแทน โดยเฉพาะข้าวพื้นนิ่ม จึงต้องมีการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออกข้าวของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแผนงานพัฒนาศักยภาพการแข่งขันข้าวไทย โดยจะเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด อย่างปัจจุบัน ผู้ซื้อหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ฮ่องกง หรือแม้แต่จีน ต้องการข้าวพื้นนิ่ม ที่มีความนุ่ม ซึ่งข้าวหอมมะลิไทยก็ใช่ข้าวพื้นนิ่ม แต่มีราคาแพง จึงต้องพัฒนาข้าวพื้นนิ่มสายพันธุ์อื่นเข้ามาทำตลาดแข่งกับข้าวพื้นนิ่มของคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า เช่น ข้าว กข 79 โดยจะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 14 ก.พ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะมีการทบทวนมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการซื้อของลูกค้าให้ได้มากที่สุด และให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากปัจจุบันกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับข้าวหอมมะลิไทย โดยต้องเป็นข้าวพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 มีเนื้อข้าวหอมมะลิไม่น้อยกว่า 92% อีก 8% เป็นข้าวชนิดอื่นผสม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกร ผู้ส่งออก เพื่อทบทวนมาตรฐานดังกล่าววันที่ 13 ก.พ.นี้
สำหรับแผนประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในปี 2563 กรมฯ จะเดินหน้าดำเนินการทั้งในรูปแบบการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปประชาสัมพันธ์ในประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นลูกค้าหลัก อย่างมาเลเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และตลาดที่มีศักยภาพที่จะนำเข้าข้าวไทย เช่น แอฟริกา รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการส่งออกข้าวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าวได้เป็นดับ 2 ของโลก ที่ปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลง 32.50% จากปี 2561 ที่ส่งออกได้ 11.23 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 4,206 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 25% โดยอินเดียส่งออกได้มากเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 10.6 ล้านตัน ส่วนอันดับ 3 เวียดนาม 6.85 ล้านตัน อันดับ 4 ปากีสถาน 4.6 ล้านตัน และอันดับ 5 สหรัฐฯ 3.05 ล้านตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-6 ก.พ.2563 ไทยส่งออกข้าวแล้ว 699,000 ตัน ลดลง 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 399 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 28% หรือคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 11,963 ล้านบาท ลดลง 33%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56963</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, เป้าหมายการส่งออกข้าวปริมาณ 7.5 ล้านตัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171230/5a4724b42840b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”ออกโรงพร้อมช่วยเหลือเอกชนที่ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหากรณีที่สหรัฐฯ เตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทยกว่า 500 รายการตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 เป็นต้นไป ว่า การถูกตัดจีเอสพี หมายความว่า สหรัฐฯ จะกลับมาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราภาษีปกติ หรือเฉลี่ยจะถูกเก็บภาษีที่ 4-5% จากเดิมที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หรือเสียในอัตราต่ำกว่าปกติ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ส่งแบบสอบถามไปยังภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อให้ช่วยสอบถามสมาชิกว่าสมาชิกซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าใดที่คาดจะได้รับผลกระทบบ้าง และต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้การช่วยเหลือถูกจุด และมีประสิทธิภาพในการบรรเทาผลกระทบมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ ได้ส่งแบบสอบถามออกไปแล้ว รอให้ภาคเอกชนตอบกลับมา แต่จากการหารือเบื้องต้น ส่วนใหญ่บอกว่าได้รับผลกระทบน้อย เพราะเสียภาษีเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยอาจมีบางสินค้าที่ถูกเก็บภาษีมากขึ้น และอาจได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างเซรามิก รวมถึงผู้ส่งออกรายเล็ก รายน้อย ที่ไม่เคยให้ข้อมูลภาครัฐเลย ซึ่งกรมฯ กำลังรอฟังคำตอบว่าต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบอย่างไรบ้าง เพราะอยากให้มาตรการที่ภาครัฐออกไป มีประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่ออกมาตรการช่วยเหลือไปแล้ว เอกชนไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์กับภาคเอกชนน้อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการบางส่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบอยู่แล้ว เช่น การเดินหน้าหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ จะตัดจีเอสพี การให้ความรู้กับผู้ส่งออกในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ต่างๆ ของไทย ในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอ เพื่อสร้างแต้มต่อเหนือประเทศคู่แข่งที่ไม่ได้ทำเอฟทีเอ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรติกล่าวว่า ส่วนการหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ผ่านวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อต้นเดือนธ.ค.2562 ที่ผ่านมา ยูเอสทีอาร์ได้ยืนยันว่าสาเหตุของการจะตัดสิทธิครั้งนี้ มาจากกรณีที่ไทยไม่ให้สิทธิแรงงานต่างด้าวตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ และขอให้ไทยแก้ไขกฎหมายแรงงานตามประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้อง ซึ่งในเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานได้ชี้แจงไปแล้วว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เสร็จแล้ว และได้ส่งให้ไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว หากผ่านการพิจารณา จะแจ้งให้ยูเอสทีอาร์ทราบ หากสหรัฐฯ ต้องการให้แก้ไขอย่างไรอีกหรือไม่ และไทยจะทำตามได้หรือไม่ อยู่ที่กระทรวงแรงงานจะเป็นผู้ตอบสหรัฐฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาตัดจีเอสพีสินค้าไทยเพิ่มเติมในรอบการทบทวนรายประเทศ ภายหลังจากที่สมาพันธ์ผู้ส่งออกสุกรแห่งสหรัฐฯ ร้องเรียนให้ยูเอสทีอาร์พิจารณาตัดจีเอสพีไทยมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่เปิดตลาดให้กับเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนนั้น ในเรื่องจีเอสพี ทราบว่า ยูเอสทีอาร์อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนเรื่องการนำเข้าหมูเนื้อแดง ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือกันภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (ทิฟ่า) อย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างการหาผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าการบริโภคหมูที่มีสารแรคโตพามีนตกค้างในระดับที่โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเดกซ์) อนุญาตนั้น จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่ อย่างไร คาดว่า น่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55004</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี), อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de0805a7de1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ย้ำหลัง 9 ธ.ค. ห้ามนำเข้า &#039;รถมือสอง&#039; จับได้ถูกยึดทำลาย ปรับ 5 เท่าของราคารถ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย. 2562 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง กำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร จะมีผลใช้บังคับวันที่ 10 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วหลายชนิด โดยรถยนต์นั่งใช้แล้วส่วนตัว ได้กำหนดชัดเจนว่าห้ามนำเข้า ทำให้ใบอนุญาตนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วที่ออกตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายฉบับเดิม จะมีอายุไม่เกินวันที่ 9 ธ.ค.2562 ซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตแล้ว จะต้องนำเข้ารถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในอายุใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากมีการนำเข้าหลังวันที่ 10 ธ.ค.2562 รถจะถูกยึดและทำลาย และยังต้องเสียค่าปรับ 5 เท่าของมูลค่ารถยนต์ใช้แล้ว จะไม่มีการนำมาเปิดประมูลแบบเดิมอีกต่อไป เพราะก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ให้ระยะเวลาในการปรับตัวมาแล้ว ไม่ใช่จะมาทำเอาช่วงนี้ แล้วมาเสี่ยงว่าจะทำไม่ทัน ซึ่งปกติ แต่ละปีจะมีการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วประมาณ 200 คัน แต่ช่วงนี้เพิ่มขึ้นมากเป็นประมาณ 300 คัน ซึ่งถือเป็นปกติ เพราะต่อไปจะไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าแล้ว&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า สำหรับการนำเข้ารถยนต์ลักษณะพิเศษใช้แล้ว เช่น รถหัวลาก รถเครนและปั่นจั่น และการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วที่ได้รับบริจาคของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การสาธารณกุศล เช่น รถพยาบาลและรถดับเพลิง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ยังคงสามารถขออนุญาตนำเข้าได้ ส่วนการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วประเภทอื่น เช่น รถยนต์ที่มีเอกสิทธิ์ทางการทูต รถยนต์ชั่วคราว รถยนต์ต้นแบบเพื่อวิจัยและทดสอบ รถยนต์เพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก รถยนต์เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และรถยนต์ที่เป็นยุทธภัณฑ์ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่ต้องการนำเข้า จะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใด เพราะกรมฯ ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาออกใบอนุญาตแล้ว เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรณีการนำเข้ารถยนต์เพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป ผู้ประกอบอุตสาหกรรมปรับสภาพรถยนต์ หากประสงค์จะนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อปรับปรุงหรือซ่อมด้วยวิธีการใดๆ ให้มีสภาพใช้งานได้ในเขตประกอบการเสรี หรือเขตปลอดอากร แล้วส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมศุลกากรและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ไม่ต้องมาติดต่อที่กรมฯ แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, รถยนต์มือสอง, ห้ามนำเข้า, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de0805a7de1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์หวั่นเทรดวอร์ทำสินค้าจีนทะลักทั่วโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 2562 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มทำสงครามการค้ากับจีน โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนตั้งแต่รอบแรก จนถึงการขึ้นภาษีล่าสุดเมื่อเดือนพ.ค.62 นั้น กรมได้ติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหลายฝ่ายเกรงกันว่า อาจมีสินค้าจากจีนจำนวนมากส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยแทนการส่งออกไปสหรัฐฯ แล้วอาจทำให้ผู้ผลิตของไทยได้รับผลกระทบ โดยหากพบว่า มีการส่งออกมาไทยมากจนผิดปกติ หรือทำให้ผู้ผลิตของไทยที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้รับผลกระทบ เช่น มียอดขายตกต่ำ ส่วนแบ่งตลาดลดลง กรมสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายต่างๆ ที่กรมดูแล เพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหา และเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ผลิตของไทยที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบว่า สินค้าจีนส่งออกมาไทยแล้วแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าว่าผลิตจากไทยแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุ (เอดี/ซีวีดี) และมาตรการเซฟการ์ด กรมสามารถใช้มาตรการตอบโต้การหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางการค้าได้ &amp;nbsp;(Anti Circumvention หรือเอซี) ซึ่งเป็นมาตรการภายใต้พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;กรณีเอซี ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมมือกับศุลกากรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบอย่างเข้มงวด หลังศุลกากรสหรัฐฯได้ชี้เบาะแสว่า อาจมีสินค้าหลายชนิดจากจีน เช่น สินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากเหล็ก ที่สหรัฐฯใช้มาตรการทางการค้า อาจแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าไทยแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ โดยได้ร่วมกันลงพื้นที่ไปตรวจสอบถึงโรงงานผลิตสินค้าที่เป็นของจีนในไทย ทั้งโรงงานผลิตตะปู และไม้แขวนเสื้อจากเหล็ก และพบมีการแอบอ้างแหล่งกำเนิดไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งกรมได้ระงับการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากพบว่า มีการส่งออกมาไทยมากจนผิดปกติ กรมสามารถใช้มาตรการเซฟการ์ด ภายใต้พ.ร.บ.การปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อสกัดการนำเข้าได้ แต่กรณีนี้จะเป็นการป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของสินค้าจากทั่วโลก ไม่ได้เฉพะเจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากพบว่า มีการส่งออกมาไทยแบบดัมพ์ตลาด โดยตั้งราคาขายในไทยต่ำกว่าที่ขายในจีน หรือต่ำกว่าต้นทุน จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของไทยได้รับผลกระทบ กรมสามารถเปิดไต่สวนเพื่อใช้มารการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนได้ ซึ่งหากผลการไต่สวนชั้นที่สุดพบว่า มีการทุ่มตลาดจริง และผู้ผลิตของไทยได้รับความเสียหายจริง ก็จะประกาศเก็บภาษีเอดีกับสินค้าที่ส่งออกจากจีน หรือประเทศอื่นๆ ที่ทุ่มตลาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ผลของสงครามการค้า นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัวลงแล้ว ยังส่งผลให้ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนสินค้าของจีนในตลาดสหรัฐฯ และทดแทนสินค้าสหรัฐฯในตลาดจีนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และอาหารบางรายการ ที่จีนไม่นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น หมู ซึ่งไทยต้องเจรจากับจีน เพื่อส่งออกเนื้อหมูไปจีนให้ได้ นอกจากนี้ ไทยควรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน ส่งออกสินค้าไปจีนให้มากขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ไทยได้แต้มต่อเหนือคู่แข่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36473</URL_LINK>
                <HASHTAG>สินค้าจีนทะลัก, อดุลย์ โชตินิสากรณ์, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8ffd6335f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
