<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พณ.จับมือ3ปั๊มยักษ์ใหญ่ เติมน้ำมันสมนาคุณไข่ไก่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย์จับมือ 3 ปั๊มยักษ์ใหญ่ &amp;quot;ปตท.-บางจาก-พีทีจี&amp;quot; เติมน้ำมันสมนาคุณไข่ แก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด ในพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด 790 สาขา พ่วงขายผักช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคตะวันตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคมจะเป็นช่วงที่มีผลผลิตไข่ไก่เริ่มออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในทุกพื้นที่ ประกอบกับปัจจุบันเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เกิดการชะลอตัวของการรับซื้อของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เกษตรกรขาดช่องทางในการกระจายผลผลิต เนื่องจากธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม ร้านอาหารไม่เปิดให้บริการ &amp;nbsp;จึงเกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) จึงได้มอบนโยบายให้กรมการค้าภายในเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาสถานการณ์ไข่ไก่ โดยดำเนินการตามมาตรการดังนี้ 1.เชื่อมโยงการจำหน่ายหรือกระจายไข่ไก่ผ่านช่องทางต่างๆ &amp;nbsp;เช่น งานธงฟ้า, รถจำหน่ายเคลื่อนที่ และสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น 2.กำกับดูแลการค้าปลีก โดยติดตามภาวะการค้าปลีกและราคาขายปลีกในตลาดสด ให้สอดคล้องกับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม รวมทั้งตรวจสอบกำกับดูแลเครื่องชั่ง และการปิดป้ายแสดงราคาขายปลีก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 3 รายใหญ่ &amp;nbsp;ประกอบด้วย บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), &amp;nbsp;บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท &amp;nbsp;ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รับซื้อไข่ไก่ในปริมาณ 1,450,000 ฟอง เพื่อจัดทำโปรโมชันเป็นของสมนาคุณให้ผู้ใช้บริการในสถานีจำหน่ายน้ำมันพีที พีทีที สเตชั่น และบางจาก ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด 790 สาขา โดยกรมการค้าภายในช่วยสนับสนุนค่าบริหารจัดการ เพื่อช่วยขยายช่องทางในการกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเร่งกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ดังที่ได้กล่าวข้างต้น จะสามารถแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด รักษาเสถียรภาพด้านราคาและปรับสมดุลกลไกตลาด อันจะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกผักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี, ราชบุรี และจังหวัดพื้นที่ใกล้เคียง ผลผลิตได้รับความเสียหาย รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคผักในช่วงเทศกาลกินเจมีปริมาณสูง &amp;nbsp;สินค้าผักจึงขาดแคลน ส่งผลให้ราคาสินค้าผักปรับตัวสูงขึ้น &amp;nbsp;กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้ง 3 ราย ในการสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผักให้เกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม และให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าผักในราคาที่เหมาะสมในช่วงเทศกาลกินเจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 6-13 ตุลาคม 2564 ณ สถานีจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ร่วมรายการ จำนวน 100 สาขา โดยผักที่นำมาวางจำหน่าย &amp;nbsp;ได้แก่ ผักคะน้า ราคา 35 บาท กวางตุ้ง 20 บาท ผักบุ้ง 25 &amp;nbsp;บาท ผักกาดขาว 25 บาท และกะหล่ำปลี 20 บาท เป็นต้น &amp;nbsp;โดยกรมการค้าภายในร่วมกับตลาดค้าส่งผัก อาทิ ตลาดไท, &amp;nbsp;ตลาดสี่มุมเมือง นำผักมาจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดกว่าปกติในช่วงเทศกาลกินเจประมาณ 40%.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118774</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, บางจาก, ปตท., พาณิชย์จับมือ 3 ปั๊มยักษ์ใหญ่, พีทีจี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมการค้าภายใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615b07fd2f3dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039; จ่อชง ครม. เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีที่ 3  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ก.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 3 ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ ประกอบด้วยโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 4 รายการ คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบประกันรายได้ยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำลังเร่งจัดเตรียมโครงการอยู่ ทั้งการกำหนดราคาประกันรายได้สินค้าเกษตรแต่ละชนิด รวมถึงมาตรการเสริม ที่จะดำเนินการคู่ขนาน เพื่อรักษาระดับราคาสินค้า หากทำเสร็จแล้ว จะเสนอให้คณะกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแต่ละรายการพิจารณา ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยจะเริ่มต้นดำเนินการให้เร็วที่สุด หรือประมาณเดือนต.ค.2564 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรเริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้ว&amp;rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ขณะนี้โครงการประรายได้เกษตรกร ปี 2 ที่ดำเนินการจบแล้ว คือ ข้าวเปลือก และยางพารา ส่วนที่ยังดำเนินการอยู่ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ซึ่งสินค้าเกษตรแต่ละชนิดราคาปัจจุบันอยู่ในระดับสูง และเกษตรกรอยู่ได้ โดยในส่วนของข้าวเปลือก ล่าสุดราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 8,500-8,600 บาท , ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% กิโลกรัม (กก.) ละ 9.10 บาท , ปาล์มน้ำมัน ทลาย กก.ละ 6.20-7.30 บาท (น้ำมันปาลมดิบ กก.ละ 34-35 บาท) และมันสำปะหลัง กก.ละ 2.50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรปี 2 ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ช่วงราคาผลผลิตต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้ โดยมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 7.67 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.5 ล้านครัวเรือน ยางพารา 1.78 ล้านครัวเรือน มันสำปะหลัง 5.2 แสนครัวเรือน ปาล์มน้ำมัน 3.7 แสนครัวเรือน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.5 แสนครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนราคาประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิดปี 2 มีดังนี้ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ยางแผ่นดิบ กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 23 บาท มันสำปะหลัง กก.ละ 2.50 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 8.50 บาท และปาล์มน้ำมัน กก.ละ 4 บาท โดยหากราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประกันรายได้ รัฐบาลก็จะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111129</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, โครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a5d172790e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วยประชาชน 10 จังหวัด  Lockdown ! จุรินทร์ ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน &quot;จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้&quot; แบบขายถูกและปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น.&amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน Lockdown 10 จังหวัด ณ บริเวณเสาธง(ริมแม่น้ำ) หน้าตึกสำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์&amp;nbsp; เป็นประธาน และ ได้ทำการตรวจสอบรายการสินค้าที่จะนำไปขายถูกให้ประชาชนในการลดค่าของชีพช่วยครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า&amp;nbsp;วันนี้เป็นการเปิดโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน สำหรับ 10 จังหวัดล็อกดาวน์ซึ่งมีกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยวันนี้จะเริ่มต้นปล่อยรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 10 จังหวัดล็อกดาวน์ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจะมีรถโมบายที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกจำนวน 50 คัน ออกจำหน่ายสินค้า 30 วัน สินค้าที่นำไปจำหน่ายประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันโควิด รวม 85 รายการโดยมีสินค้าไฮไลท์สำคัญ 10 รายการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ข้าวหอมไทย 5 กิโลกรัม 120 บาท ตก 24 บาทต่อกิโลกรัม 2.ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง ราคา 89 บาท ตกฟองละ 2.97 บาท 3.น้ำมันพืช 1 ลิตร ขวดละ 42 บาท 4.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท 5.ปลากระป๋องจากกระป๋องละ 15 บาท เหลือกระป๋องละ 8 บาท&amp;nbsp; 6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท 7.หน้ากากอนามัย 50 ชิ้น กล่องละ 55 บาท ตกชิ้นละ 1.10 บาท 8.เจลล้างมือขนาด 30 มิลลิลิตร ขวดละ 10 บาท จากราคาปกติ 15 บาท 9.สเปรย์แอลกอฮอล์ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา30 บาท ลดจากปกติ 45% และ10.ยาลดไข้ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ลดราคา 17-27%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ทิปโก้จากปกติกล่องละ 72 บาท เหลือ 50 บาท โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป จาก 15 บาท เหลือ 10 บาท คนอร์จากกล่องละ 55 บาท เหลือ 44 บาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะตระเวนออกไปจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยทั้ง 10 จังหวัดล็อกดาวน์ จะมีรถโมบายรวมทั้งสิ้น 300 คัน สำหรับอีก 9 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มต้นในวันพุธที่จะถึงนี้ โดยทุกคันที่ออกไปจำหน่ายสินค้าจะปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่น 1.คนขับรถ เจ้าหน้าที่จำหน่ายสินค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจเชื้อว่าปลอดโควิดและมีการตรวจเชื้อซ้ำทุกสัปดาห์&amp;nbsp;2.สินค้าทั้งหมดในรถมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อพนักงานคนขายทั้งหมดต้องสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และน้ำตลอดเวลา รวมทั้งมีการวัดอุณหภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการสั่งซื้อจะไม่เปิดให้ผู้ซื้อไปเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเองแต่จะมีใบสั่งซื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปลอดเชื้อเป็นผู้จัดสินค้าใส่ถุงและส่งให้กับผู้ซื้อทุกคน เป็นมาตรการกำหนดไว้เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้รถนี้กลายเป็นรถที่แพร่เชื้อโควิด คาดว่าจะช่วยเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทตลอดโครงการ และจะมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 900 คน &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าภายใน ระบุว่าสามารถติดตามรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! แบบเรียลไทม์ได้จาก QR Code และที่ LINE@ mobilepanich รวมถึงเว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/&amp;nbsp; ส่วนรานงานกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า นอกจากนี้นายจุรินทร์ยังมีแผนต่อไปที่จะส่งรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ไปยังส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ตั้งเป้าหมายทั่วประเทศ&amp;nbsp; 1,000 คัน ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109531</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lockdown, mobilepanich, กระทรวงพาณิชย์, ขายถูกและปลอดภัย, คาราวานโมบายพาณิชย์, จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้, ช่วยประชาชน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, รถโมบายพาณิชย์ลดราคา, ลดราคา, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อธิบดีกรมการค้าภายใน, โครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed006a30157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์การันตี&#039;ถุงมือยาง&#039; ไม่ขาดตลาดย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเชิญสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทยและโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ มาหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมร้านขายยา และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณ และราคาถุงมือยาง (ผลิตจากยางธรรมชาติ) ตลาดในประเทศ ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ผลิตว่ากำลังผลิตถุงมือยางในประเทศ สามารถผลิตได้กว่า 60,000 ล้านชิ้นต่อปี (30,000 ล้านคู่) ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศประมาณ 3,500 ล้านชิ้นต่อปี แบ่งเป็นถุงมือยางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 2,000 ล้านชิ้นต่อปี และเป็นถุงมือยางที่จำหน่ายทั่วไปประมาณ 1,500 ล้านชิ้นต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โรงงานยืนยันว่าปริมาณถุงมือยางมีเพียงพออย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมร้านขายยาและสมาคมเภสัชกรรมชุมชนที่แจ้งว่าขณะนี้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอและสามารถสั่งซื้อได้ตามปกติ แต่ความต้องการลดลงต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ถุงมือประเภทพลาสติก ซึ่งใช้สะดวกและประหยัดกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับราคาจำหน่ายถุงมือยางที่ปรับสูงขึ้น สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ชี้แจงว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสั่งซื้อถุงมือยางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่เป็นยางธรรมชาติปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งชาวสวนยางและนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น และยืนยันว่าราคาจะไม่มีการปรับสูงขึ้น โดยหากปรับราคา จะปรับตามต้นทุนวัตถุดิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรทางการแพทย์จะมีถุงมือยางไว้ใช้และมีสำรองอย่างเพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงให้โรงงานผู้ผลิตจัดส่งถุงมือยางให้กับองค์การเภสัชกรรมในเดือนพ.ค. และมิ.ย.2564 จำนวน 120 ล้านชิ้น และให้เตรียมสำรองพร้อมส่งมอบอีกเดือนละ 40 ล้านชิ้น โดยในส่วนโรงพยาบาลเอกชนให้จัดส่งถุงมือยางตามปริมาณที่ต้องการอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้กระจายไปยังร้านขายยาและร้านค้าต่างๆ ในประเทศเพิ่มขึ้น และโรงงานผู้ผลิตต้องกำหนดราคา ถุงมือยางให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ และจะได้ตั้งกลุ่มประสานงานระหว่างสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน และกรมการค้าภายใน เพื่อประสานการกระจายถุงมือยางให้มีเพียงพอ และตรวจสอบราคาต้นทางเพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทยและโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากสถานการณ์ปริมาณและราคาจำหน่ายถุงมือยางยังไม่ดีขึ้น ก็ใช้มาตรการเข้มข้นต่อไป และหากพบว่าผู้ค้าส่งค้าปลีกมีการจำหน่ายแพงเกินสมควร อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้พบเห็นการเอารัดเอาเปรียบร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ผลิตถุงมือยางไทย, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, ไม่ขาดตลาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a5d172790e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เอาจริงจัดการร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าช่วงเราชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ.2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวชี้แจงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ ได้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า โดยไม่มีสาเหตุทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนว่า กรมฯได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งออกตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ พร้อมได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ โดยได้เน้นย้ำให้ร้านค้าต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หรือจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควรโดยเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร ก็จะดำเนินคดีตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าห้ามจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร ห้ามรับแลกเงินแทนการซื้อสินค้า และต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน หากตรวจพบพฤติกรรมว่าทำผิดข้อกำหนดจะถูกยกเลิกออกจากโครงการทันที &amp;nbsp;โดยกรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่มีสิทธิเพิกถอนสิทธิ์และจะแจ้งกรมบัญชีกลางพิจารณาการส่งคืนเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้ Application และจะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากประชาชนพบร้านค้าที่ฉวยโอกาสปรับราคาสินค้า หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93852</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, ร้านค้าฉวยโอกาส, ร้านธงฟ้าราคาประหยัด, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f102d224a0c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์สยบข่าวลือเซเว่นขายหน้ากากอนามัยแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏข่าวร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อบางรายจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาที่สูงกว่าที่รัฐบาลกำหนด ว่า กรมฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นหน้ากากที่ใช้สำหรับการป้องกันฝุ่นละออง เกสร ไม่ได้สำแดงเป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แต่อย่างใด จึงไม่อยู่ภายใต้ราคาควบคุมชิ้นละไม่เกิน 2.50 บาท แต่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ใช้สำหรับหน้ากากที่ไม่ใช่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากากนำเข้า ซึ่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนด ไม่เกินราคาต้นทุนหรือราคานำเข้า บวกด้วยร้อยละ 60 ของต้นทุนหรือราคานำเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการตรวจสอบผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าดังกล่าว ได้แจ้งให้กรมฯ ทราบและกำหนดราคาสูงสุดตามวิธีการคำนวณที่ กกร.กำหนดแล้ว และราคาที่ขายก็ไม่เกินกว่าราคาที่กำหนด แต่กรมฯ ไม่ได้ยุติที่จะตรวจสอบข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นเพียงเท่านี้ โดยได้เรียกต้นทุนในการผลิตสินค้าดังกล่าว พร้อมหลักฐานของราคาวัตถุดิบมาตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามที่แจ้งหรือไม่ เนื่องจากมีวัตถุดิบหลายชนิดที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากปรากฏว่า ต้นทุนที่แจ้งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กรมฯ จะดำเนินการตามกฎหมายอาญาในข้อหาแจ้งความเท็จ และอาจมีความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนด้านราคาหรือจำหน่ายราคาสูงเกินสมควร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo;นายวัฒนศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ว่าร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินกว่าราคาควบคุมที่ชิ้นละ 2.50 บาท และส่งสัญญาณถึงกระทรวงพาณิชย์ว่าไม่สามารถควบคุมราคาหน้ากากอนามัยได้ ต่อมาทาง ซีพี ออลล์ ได้ออกมาชี้แจงว่า สินค้าดังกล่าว มีซัปพลายเออร์รายหนึ่งเป็นผู้นำมาจำหน่ายในช่องทางการจำหน่ายของบริษัท และสินค้านั้น อย. มีหนังสือแจ้งว่าไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ มีวัตถุประสงค์ใช้ป้องกันฝุ่นละออง หมอกควัน และเกสร จึงไม่ใช่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และการจำหน่าย จึงไม่ใช่การจำหน่ายเกินกว่าราคาควบคุมแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89117</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, เซเว่นอีเลฟเว่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180813/image_big_5b70fdb48d957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 16:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;จับแก๊งโกงเครื่องชั่งน้ำหนักหมูส่งตำรวจจัดการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ส.ค. 2563 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดในพื้นที่กำกับดูแลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ปลัดอำเภอ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หลังจากได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรว่ามีขบวนการโกงเครื่องชั่งรับซื้อหมู ทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ลพบุรี และร้อยเอ็ด ทำให้ได้รับความเสียหาย โดยพบแก๊งโกงเครื่องชั่งในขณะที่ชั่งน้ำหนักหมูกระทำความผิดจริง โดยแก๊งโกงเครื่องชั่งได้เดินทางมา 6-7 คน รับซื้อหมูอายุ 3 เดือน 14 วัน โดยเกษตรกรคาดว่าต้องได้น้ำหนักไม่น้อยกว่า 90&amp;ndash;100 กิโลกรัมต่อตัว แต่เมื่อผู้รับซื้อชั่งแล้ว ได้น้ำหนักหมูเฉลี่ยได้เพียงตัวละประมาณ 45 กิโลกรัมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การโกงเครื่องชั่ง มีพฤติกรรมใช้เท้างัดเครื่องชั่งในขณะที่ชั่งน้ำหนักหมู ทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหายคิดเป็นน้ำหนักหมูตัวละกว่า 40 กิโลกรัม จำนวนหมูทั้งสิ้น 24 ตัว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงิน 80,000 บาท ซึ่งนายตรวจชั่งตวงวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ได้แจ้งความร่วมกันเป็นพยานเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันกระทำด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ความเที่ยงของเครื่องชั่งผิดเกินอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 75/1 มาตรา 75 และมาตรา 76 (2) แห่งพ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 280,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานานิคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่า หนึ่งในกลุ่มผู้รับซื้อหมูได้เคยถูกนายตรวจชั่งตวงวัดดำเนินคดีไปแล้ว ในข้อหากระทำการใดๆ ที่ทำให้เครื่องชั่งผิดไปจากความจริง ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งผู้กระทำความผิด ก็ยังคงใช้กลวิธีการโกงน้ำหนักหมูแบบเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมการค้าภายในออกตรวจสอบและเคร่งครัดดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมของผู้กระทำผิด ถือว่าเป็นกระบวนการและดำเนินการในหลายพื้นที่ โดยใช้วิธีการแบบเดียวกัน และขอฝากเตือนถึงเกษตรกร โปรดระมัดระวังและสังเกตพฤติกรรมการชั่งน้ำหนักของผู้รับซื้อ ถ้าพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบหรือสงสัยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมให้แจ้งศูนย์ชั่งตวงวัดและสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทั่วประเทศ หรือแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569&amp;rdquo;นายวิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75816</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิชัย โภชนกิจ, อธิบดีกรมการค้าภายใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2773079f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
