<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุทธิพงษ์’ผงาดปลัดมท. โยกผู้ว่าฯหมูป่าไปปทุมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุทธิพงษ์&amp;quot; อธิบดีหมื่นล้าน สามีนักธุรกิจบิ๊กพลังงาน-ศิษย์เอกสมเด็จพระสังฆราชฯ แรงปลายเข้าวินเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่ &amp;quot;ผู้ว่าฯ หมูป่า&amp;quot; ขยับใกล้เข้าเมืองกรุง โยกจากลำปางมาอยู่ปทุมธานี ส่วน &amp;quot;ชัยวัฒน์-ผวจ.ปทุมฯ&amp;quot; สายตรงบิ๊กป๊อก เข้าไลน์รอคั่วปลัด มท. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ส.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงประจำปีของกระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 28 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ได้แก่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายสุทธิพงษ์จะมาเป็นปลัด มท.คนใหม่ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เพื่อมาแทนนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัด มท.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์เหลืออายุราชการอีก 3 ปี และเป็นแกนนำกลุ่มสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในกระทรวงมหาดไทย โดยก่อนหน้านี้นายสุทธิพงษ์ถูกจับตามองว่าเป็นแคนดิเดตคั่วเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่กับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมรุ่นสิงห์ดำ ที่มีกระแสข่าวว่า พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายฉัตรชัยจะผลักดันให้ข้ามห้วยกลับถิ่นเดิมมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ต่อมามีกระแสคัดค้านจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วยกับสูตรดังกล่าว จนทำให้การตั้งปลัด มท.รอบนี้ ฝุ่นตลบ เกิดความไม่ลงตัวในกระทรวงมหาดไทยมาร่วม 3 สัปดาห์กว่าถึงจะหาข้อยุติได้ จนในที่สุดพลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัย สุดท้ายก็ยอมเสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์ก่อนหน้านี้เคยสร้างความฮือฮา เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุทธิพงษ์และภรรยา ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยพบว่าแม้นายสุทธิพงษ์จะมีทรัพย์สินแค่ 15,724,125 บาท แต่ภรรยาคือ น.ส.วันดี กุญชรยาคง คู่สมรส มีทรัพย์สิน 10,209,774,199 บาท โดยรวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 10,225,498,325 บาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่ง น.ส.วันดีก็คือนักธุรกิจด้านพลังงานทดแทนรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจพลังงาน อีกทั้งยังเป็น ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่รู้กันดีสำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยว่า นายสุทธิพงษ์ถือเป็นศิษย์เอกคนสำคัญของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมายาวนานหลายปี จนเมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงษ์ได้รับประทานตราตั้งพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรวัดราชบพิธมาแล้ว จึงทำให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยมองว่า แม้ก่อนหน้านี้พลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัยพยายามเลี่ยงจะไม่เสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่ แต่ข้าราชการมหาดไทยก็ยังเชื่อว่านายสุทธิพงษ์จะแรงปลาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายให้เป็นปลัดมหาดไทย จนสุดท้าย ครม.จึงเห็นชอบให้เป็นปลัด มท.คนใหม่ ตามที่พลเอกอนุพงษ์เสนอชื่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าว นอกจากจะมีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงอีกหลายตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 28 ชื่อ ซึ่งชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น การโยกนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก ผวจ. ปทุมธานี มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายชัยวัฒน์ถือเป็นสายตรงพลเอกอนุพงษ์ เพราะเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานพลเอกอนุพงษ์มาก่อนสมัยยังไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งนายชัยวัฒน์ที่เป็นผู้ว่าฯ ที่โด่งดังในโซเชียลมีเดีย เพราะปรากฏภาพและข่าวต่างๆ ให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือการประกาศไม่รับเงินเดือน ผวจ.ปทุมธานี เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัด จะได้นำงบประมาณไปแก้ปัญหาโควิด โดยนายชัยวัฒน์ที่เหลืออายุราชการอีกร่วม 5-6 ปี ทำให้เริ่มถูกจับตามองว่า มีสิทธิ์ลุ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ในอนาคต ในฐานะเครือข่ายสิงห์ดำเช่นกัน นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้มีการย้ายนายสมคิด จันทมฤก จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนแทนนายสุทธิพงษ์ หลังนายสมคิดทำงานเข้าตาพลเอกอนุพงษ์หลายเรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในตำแหน่งพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายหลายจังหวัด แต่ที่หลายคนสนใจก็คือ การย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หรือผู้ว่าฯ หมูป่า อดีต ผวจ. เชียงราย ที่ตอนนี้เป็น ผวจ.ลำปาง ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ได้ถูกเสนอชื่อให้ย้ายมาเป็น ผวจ.ปทุมธานี ที่เป็นจังหวัดใหญ่กว่า และเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มโควิด โดยก่อนหน้านี้นายณรงค์ศักดิ์ตกเป็นที่พูดถึงกันมากกับการเป็น ผวจ.ลำปาง โดยเฉพาะช่วงโควิด เพราะทำให้เป็นจังหวัดที่มียอดประชาชนลงทะเบียนฉีดวัคซีนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ว่าฯ คนแรกที่ออกนโยบายพาคนในจังหวัดคือลำปางที่ติดโควิดในกรุงเทพฯ แล้วไม่มีที่รักษาให้กลับไปรักษาตัวที่ลำปาง หรือโครงการรับคนลำปางกลับบ้าน จนต่อมาหลายจังหวัดเลยทำตาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112124</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ปทุมธานี, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ลำปาง, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, อธิบดีหมื่นล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049db0fb01bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช.เปิดเวทีเฟ้นหาผ้าถิ่นล้านนา ลายพระราชทาน &quot;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&quot; กระแสดี ทั่วภาคเหนือร่วมส่งผลงานเข้าประชันกว่า 400 ผืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 17 มิถุนายน 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานในการประกวดผ้าลายพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ระดับภาค โดยมี นางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมด้วยคณะกรรมการประกวดระดับภาค และผู้อำนวยการโรงเรียน OTOP จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นย้ำมาตรการป้องการเว้นระยะห่างระหว่างกัน สวมหน้ากากอนามัย ตรวจวัดอุณหภูมิอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นการต่อยอดการพัฒนาผ้าลายพระราชทาน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน ได้ส่งมอบต่อให้กับกลุ่มทอผ้าในทุกจังหวัด เพื่อนำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามพระดำริ &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค และส่งเสริม กระตุ้น ผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัยและทุกโอกาส ตลอดทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้จัดประกวดผ้าลายพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ระดับภาค ภายใต้โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ซึ่งเป็นตัวแทนระดับภาค ในการจัดประกวดระดับภาคผ่านมาแล้ว 2 ภาค คือ ภาคกลาง จังหวัดอยุธยา ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคเหนือ เป็นภาคที่ 3 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกวดมากกว่า 400 ผืน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp; ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 นำไปแข่งขันในระดับประเทศต่อไป เพื่อนำไปสู่สายพระเนตรแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2564 และในงาน OTOP City ที่ผ่านมา ถือเป็นประวัติศาสตร์ของกรมการพัฒนาชุมชน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน ด้วยพระบารมีของพระองค์ครั้งนั้น นำความปลาบปลื้มใจมาสู่พี่น้องผู้ประกอบการ OTOP เป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้แก่พี่น้องผู้ประกอบการ OTOP ให้ผ่านลุล่วงไปได้ จากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และในวันนั้นเองพระองค์ท่านทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; แก่พสกนิกรชาวไทย ผ่านกรมการพัฒนาชุมชน อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย ทำให้พี่น้องทั้งหลาย กล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั่งเดิม ไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย สมดังคำพระราชดำรัส เมื่อยามไปเยี่ยมหัวเมืองต่างๆ เช่น สกลนคร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ได้มีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชทรัพย์&amp;nbsp; ในการอุ้มชูนำเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาเป็นเครื่องมือให้กับเกษตรกรที่ยากไร้ ให้มีอาชีพเสริมตามมา ส่งเสริมหัตถกรรมต่างๆ ก่อให้เกิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตามมา รวมถึงการส่งเสริมอัตลักษณ์ของความเป็นไทยไม่ให้สูญหายไป โดยเฉพาะ เสื้อผ้า ที่สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อพสกนิกรของพระองค์มาอย่างยาวนาน ด้วยทรงมีพระราชดำริในการอนุรักษ์ สืบสานผ้าไทยมากกว่า 60 ปี ทรงชุบชีวิตผ้าไทยขึ้นมา และนับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน และต่อยอดงานของพระองค์ท่าน โดยได้มีการพระราชทาน ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ แก่พสกนิกรชาวไทย ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบดีขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะ เดิมเสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นถักทอด้วยลวดลายแบบเดิม ไม่เกิดการพัฒนา แต่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการดีขึ้น มีผู้สั่งจองเป็นจำนวนมาก ด้วยพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หนุนให้พี่น้องช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์พระราชทานว่า &amp;ldquo;เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย&amp;rdquo; และด้วยพระวิริยอุตสาหะของพระองค์ที่เสด็จฯ ไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ให้กลับกลายเป็นความหวังและต่อยอดในการสร้างงาน สร้างรายได้ อย่างทั่วถึง ซึ่งตอบย้ำในการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาที่มุ่งมั่น ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้เกิดการสร้างรายได้ และทรงพระราชทานแนวคิด รณรงค์ให้คนไทยสวมใสผ้าไทย ภายใต้แนวคิด ผ้าไทยใส่ให้สนุก และดีไซน์เนอร์ช่วยในการออกแบบตัดเย็บ ให้เป็นที่ถูกใจแก่ผู้สวมใส่เป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้มีการประกวดหาช่างฝีมือทอผ้าสุดยอดในแต่ละภูมิภาค และไปแข่งในระดับประเทศต่อไป โดยผ้าที่ชนะเลิศจะได้รับเหรียญรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และจะเป็นชุดฉลองพระองค์ในโอกาสต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ซึ่งสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ มีสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงาน พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา ในการพลิกฟื้นผ้าไทย จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายให้กลับมาเป็นอาภรณ์ที่สวมใส่ให้คนทั่วโลกยอมรับถึงคุณค่าและความงดงามอันประเมินค่ามิได้ ทำให้สตรีไทยเกิดอาชีพเสริม จนปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลัก โดยการสืบสานต่อยอดในพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อปวงชนชาวไทย สืบสานมายังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระเมตตาในการที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมสิ่งที่สำคัญที่สุดของความเป็นไทย เรื่องหนึ่งคือ เรื่องของวัฒนธรรมการแต่งกาย สนับสนุน ส่งเสริม รื้อฟื้น ชีวิตผ้าไทย ทำให้วงการทอผ้าไทย มีความคึกคักเป็นอย่างมาก เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยลมหายใจของช่างทอ ซึ่งผ้าทุกผืนเกิดจากการถักทอด้วยลมหายใจของสตรี หากคนไทยพร้อมใจกันสวมใส่ผ้าไทยทุกวันทั้งประเทศ จะช่วยเป็นการส่งเสริมการทอผ้าในชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน ก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มสตรี การจัดการประกวดครั้งนี้จะเป็นการรักษา สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ทำให้ผ้าทอไทยทุกผืนเกิดจากการถักทอด้วยลมหายใจของพี่น้องประชาชน เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจครัวเรือน และเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไปยังลูกหลานเพื่อรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ จึงขอเชิญชวนทุกท่านสวมใส่ผ้าไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้ยั่งยืนสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติม ขอขอบคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการประกวดทุกท่านและประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย รณรงค์ส่งเสริมคนไทยสวมใส่ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของภาคเหนือได้มีการส่งผ้าเข้าร่วมประกวด จำนวน 416 ผืน ประกอบด้วย ผ้าปักมือ จำนวน 77 ผืน, ผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ จำนวน 64, ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ จำนวน 60 ผืน, ผ้ายกดอก จำนวน 57 ผืน, ผ้าตีนจก (ตีนซิ่น) จำนวน 32 ผืน,ผ้าจกทั้งผืน จำนวน 28 ผืน, ผ้าขิด จำนวน 18 ผืน, ผ้าบาติก/มัดย้อม จำนวน 18 ผืน,ผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอขึ้นไป จำนวน 16 ผืน, ผ้ายกเล็ก จำนวน 15 ผืน, ผ้าเทคนิคผสมลาย จำนวน 12 ผืน, ผ้าลายน้ำไหล จำนวน 9 ผืน, ผ้ายกใหญ่ จำนวน 7 ผืน และ ผ้าพิมพ์ลาย จำนวน 3 ผืน รวมผ้าที่ส่งเข้าประกวด จำนวน 416 ผืน&amp;nbsp; จึงเป็นดั่งดอกผลของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานแก่พี่น้องคนไทยที่ได้นำลายผ้าพระราชทาน ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ไปรังสรรค์แสดงผลงานเข้าประกวดกันในครั้งนี้ ทำให้วงการผ้าไทยเกิดความคึกคัก ปลุกกระแสผ้าไทยสู่สากล สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107227</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP CITY, กระทรวงมหาดไทย, การต่อยอดการพัฒนาผ้าลายพระราชทาน, การประกวดผ้าลายพระราชทาน, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, นางรชตภร โตดิลกเวชช์, นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, ผ้าไทยใส่ให้สนุก, รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, วงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d19b9199423.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนภาคใต้ ปลื้มปีติ ส่งประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กว่า 200 ผืน ยกระดับความร่วมสมัย ก้าวไกลสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันที่ 14 มิถุนายน 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานในการประกวดผ้าลายพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ระดับภาค ร่วมด้วย นายไกรสร วิศิษฏ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผศ.ดร.วิชิต สุขทร รองอธิการบดีรักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ทีมคณะกรรมการ นำโดย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ และคณะ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย เพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย ทำให้พี่น้องทั้งหลาย กล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั่งเดิม ในวันนี้คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย ด้วยพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หนุนให้พี่น้องช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ทรงพระราชทานว่า &amp;ldquo;เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย&amp;rdquo; และด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ทรงเสด็จไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนา ยกระดับ ให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 203 ผืนในส่วนของภาคใต้ และ 3,215 ผืนจากทั่วประเทศ จึงเป็นดั่งดอกผล ของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกวดผ้าลายพระราชทาน&amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค ในวันนี้เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชน ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำเอาแนวพระราชดำริในวิถีของการการวิจัยและพัฒนา หรือ R&amp;amp;D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับ และคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้พี่น้องกลุ่มทอผ้าทั้งหลาย ได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้น เหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ คือการการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง สำหรับการประกวดในวันนี้ เป็นการประกวดผ้าลายพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo;ระดับภาคใต้ โดยในพื้นที่ภาคใต้มีจังหวัดที่เข้าร่วม 14 จังหวัด เพื่อคัดเลือกผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เหลือเพียง 75 ผืน เข้าตัดสินในระดับประเทศ ซึ่งสำหรับการประกวดผ้าของจุดดำเนินการภาคใต้ จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีจำนวนผ้าที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 203 ผืน แยกเป็น 10 ประเภท ส่วนใหญ่เป็นผ้าบาติก/ผ้ามัดย้อม จำนวน 105 ผืน รองลงมา คือ ผ้ายกดอก 21 ผืน, ผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ 20 ผืน, ผ้าพิมพ์ลาย 16 ผืน, ผ้าปักมือ 16 ผืน, ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ 11 ผืน, ผ้ายกเล็ก 8 ผืน, ผ้าเทคนิคผสม 4 ผืน, ผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอขึ้นไป 1 ผืน และผ้าจกทั้งผืน 1 ผืน ตามลำดับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาค ไปสู่ระดับประเทศ โดยจุดแรกในพื้นที่ภาคกลาง ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564, จุดที่ 2 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 13 &amp;ndash; 14 มิถุนายน 2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช, จุดที่ 3 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17 &amp;ndash; 18 มิถุนายน 2564 จังหวัดเชียงใหม่ และจุดที่ 4 จุดสุดท้าย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 24 &amp;ndash; 26 มิถุนายน 2564 จังหวัดอุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินรางวัล ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 27 &amp;ndash; 29 กรกฎาคม 2564 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม โดยกรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระราชินูปถัมน์ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในการตัดสิน นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งกับพี่น้องวงการผ้าไทย ปลุกกระแสวงการผ้าไหม ให้เกิดการสืบสาน รักษาและต่อยอดภูมิปัญญาให้ดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างสมบูรณ์งดงาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106434</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, กระทรวงมหาดไทย, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายศิริชัย ทหรานนท์, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, นายไกรสร วิศิษฏ์วงศ์, ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ผศ.ดร.วิชิต สุขทร, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช, ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, ภูมิปัญญาไทย, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, สืบสานพระราชปณิธาน, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, อนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน, เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c845eb2e097.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง “อธิบดี พช.” ขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลบุกตลาดค้าขายออนไลน์ยุค NEW NORMALจับมือไปรษณีย์ไทย ลดค่าขนส่งพิเศษช่วยผลิตภัณฑ์โอทอปมากกว่า 2 แสนรายการ หนุนชุมชนท้องถิ่นนับล้านคนเชื่อมขนส่งสินค้า OTOP ก้าวไกลทั่วไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่เศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา” อย่างมั่นคงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยนายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีนายสุรศักดิ์&amp;nbsp; อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหาร ข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล นิลบน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และคณะกรรมการผู้จัดการฯ นางสาวนารีรัช&amp;nbsp; อุทัยแสงสกุล  ประธานเครือข่าย OTOP&amp;nbsp;สระบุรี ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี (พุแค) ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในครั้งนี้ เป็นนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ค้าขายออนไลน์ และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการกระจายสินค้า ที่นโยบายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่งแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ผู้บริโภค ให้ได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สู่ครัวเรือน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ปรับตัวฝ่าวิกฤติและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมก้าวสู่การเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการจับมือร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ทำมาหากินประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทยแท้ๆ ทำให้มีมูลค่า อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตเหล่านี้กลายเป็นชื่อเสียง สัญลักษณ์ในหลายจังหวัด หรือประจำภูมิภาค ด้วยภูมิปัญญา ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น ยังได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปไปในรูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เขาได้มีโอกาสได้ส่งสินค้า และมีช่องทางในการกระจายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กระจายออกไปอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างประหยัด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากรมการพัฒนาชุมชนในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองเองได้ มีหน้าที่ในการสนับสนุนดูแลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากการประกอบอาชีพที่มั่นคง และมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ในการกระจายสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP ที่โดยมากเป็นกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอทำให้เอื้อมไม่ถึงกระบวนการขนส่งที่ครบวงจร เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จึงเป็นการเติมเต็ม ปิดจุดอ่อนดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP สามารถลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่ง ในอัตราราคาที่พิเศษ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญาชุมชน กระจายไปถึงมือคนไทยทั่วประเทศ และในระดับโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP มาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน จนมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จำนวน 93,214 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ จำนวน 208,267 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านคน เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการก็จะมีภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งเกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา &amp;rdquo; ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่จะใช้พื้นที่ดินของตัวเองในการที่ทำ โคก หนอง นา ในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในอนาคตผลผลิตจากพื้นที่โคกหนอง นา ก็จะเพิ่มมากขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ ผัก เป็นต้น ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นออกมาจากใจของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุด การที่ไปรษณีย์ไทยได้มาช่วยในการกระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการกระจายสินค้า และยังได้ช่วยให้คนที่อยู่พื้นที่ไกลได้บริโภคผลผลิตภัณฑ์ที่อร่อยๆ และมีคุณภาพ ในราคายุติธรรม และรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตร สามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยที่ยังคงคุณภาพของผลผลิต ตอบโจทย์ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุด จะทำให้เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้บริโภคจะได้สินค้าในราคาไม่แพง สินค้ามีคุณภาพ สร้างความยั่งยืน อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ที่ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทางกลุ่มบริษัทไปรษณีย์ไทย เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP ในเรื่องของการทำเว็บไซต์การขายออนไลน์ เรื่องของการขนส่ง หรือ Logicode ซึ่งในส่วนของไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นถือว่าเป็น HUB หรือจุดกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการแต่ละภูมิภาค ผู้ทั้งประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และรายทาง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยในส่วนของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นการบูรณาการผสานความร่วมมือพัฒนาชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ OTOP และที่สำคัญคือการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างโอกาสให้การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP มีความสะดวกและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าบริการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว และขานรับในนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ที่เข้าถึงชีวิตคนไทย สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105145</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, MOU, NEW NORMAL, กรมการพัฒนาชุมชน, กระจายรายได้สู่ชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, ตลาดค้าขายออนไลน์, นางสาวนารีรัช  อุทัยแสงสกุล, นายพีระ อุดมกิจสกุล, นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ, นายสุรพล นิลบน, นายสุรศักดิ์  อักษรกุล, บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, ประธานเครือข่าย OTOP สระบุรี, ผลิตภัณฑ์โอทอป, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ลงนามบันทึกข้อตกลง, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, โคก หนอง นา, ไปรษณีย์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b87282e6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2018 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กพช.นำทีมสัญจร “เพชรบุรี-ประจวบ” ดูชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ปั้น “แอ่งเล็ก เช็กอิน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนจัด นำทีมผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ตามโครงการ&amp;ldquo;พช.สัมพันธ์สัญจร ครั้งที่ 2&amp;rdquo;ดูความคืบหน้า &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี&amp;rdquo;ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แอ่งเล็ก เช็คอิน&amp;rdquo; ที่เน้นการเสริมสร้างชุมชนระดับหมู่บ้านให้มีความเข้มแข็ง เกิดการกระจายรายได้ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผย ระหว่างการนำทีมผู้บริหารและสื่อมวลชนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ระหว่างวันที่&amp;nbsp; 25-27 พฤษภาคม 2561 ตามโครงการ &amp;ldquo;พช.สัมพันธ์สัญจร&amp;rdquo;ครั้งที่ 2 เพื่อดูความคืบหน้างาน &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถี&amp;rdquo; ที่ผ่านมาว่า &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี&amp;rdquo; ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพช.ในการปลุกการท่องเที่ยวระดับชุมชน ที่เรียกว่า &amp;ldquo;แอ่งเล็ก&amp;rdquo;ให้เกิดการรวมตัวขึ้นมาสร้างอาชีพที่ยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง โดยใช้นวัตกรรมบวกกับวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ผสมผสานเข้ากับประเพณี วัฒนธรรม อาหารการกิน สร้างความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พช.กำลังแพร่แนวคิด &amp;ldquo;แอ่งเล็ก เช็กอิน&amp;rdquo;ในกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียให้แพร่หลาย เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังหมู่บ้านท่องเที่ยว แล้วพบว่ามีเสน่ห์ มีความน่าสนใจ ทำการเช็กอินเพื่อเชิญชวนเพื่อนฝูงหรือบุคคลทั่วไปให้เดินทางมาท่องเที่ยวต่อไปอีก ซึ่งประโยชน์จากการท่องเที่ยวแบบ &amp;ldquo;แอ่งเล็ก เช็กิน&amp;rdquo;ที่เกิดขึ้นจะกระจายไปสู่ชุมชนเองอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่นำรถสามล้อมารับนักท่องเที่ยวในหมู่บ้าน ร้านขายน้ำ ขอายอาหาร ผู้จำหน่ายสินค้าชุมชน ที่พัก และส่วนอื่นๆ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเพชรบุรีของดูงานการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี คือ พื้นที่ บ้านดอนใน ตำบลแหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในหมู่บ้านและฃุมชน ในหลายมิติ เช่นด้านอาชีพมีการพัฒนาจากการทำอาชีพประมงเพียงอย่างเดียวมาสู่กิจการวิสาหกิจแพปลาชุมชนและธนาคารปูม้า &amp;nbsp;ด้านหัตถรรมมีกลุ่มจักสานผลิตภัณฑ์ชุมชนเครื่องจักสานจากก้านธูปฤาษี และการนำต้นชะคราม พืชประจำถิ่นที่เกิดในพื้นที่ดินเค็มมาประกอบอาหาร เช่นแกงส้ม,ต้มจืดลวกกับน้ำพริก นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปเป็นขนมชะคราม ชะครามหยี สบู่ชะคราม แชมพูชะคราม ฯลฯ ส่วนการพัฒนาอาชีพยังมีกลุ่มประชาชนที่หันมาเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นแทนการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งสามารถเลี้ยงได้ทุกฤดูกาล ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจเดินทางมาเยือนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการไปดูงานที่บ้านโคนมพัฒนา หมู่ที่6&amp;nbsp; ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ &amp;nbsp;อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นชุมชนท่องเที่ยวซึ่งเริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เพราะมีธรรมชาติที่งดงามของป่าละอู รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นเช่นทุเรียนป่าละอู ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือเม็ดลีบเล็ก เนื้อมาก รสหวาน หอม อร่อย เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งมีกิจการโฮมเสตย์และกิจกรรมการเลี้ยงโคนม อาหารพื้นบ้านของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง การทอผ้าพื้นเมือง ฯลฯ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท และได้ทุ่มงบกลางปี 61 กว่า 8,344 ล้านบาท เป็นการนำร่องแผนการท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมฃน ในพื้นที่ 3,273 หมู่บ้าน/ชุมชนและพัฒนาสินค้าอยู่ดีกินดีอัก 64,570 ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและสามารถจำหน่ายได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า ตามแผนนี้จะทำให้ช่วยปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทั่วไปไทยได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้จากโครงการพัฒนาชุมชนโอท็อป นวัตวิถีมีหลายประการคือ ส่วนแรกชุมชนเกิดความเข้มแข็งขึ้น ทุกหมู่บ้านต้องลุกขึ้นมาพัฒนาพื้นที่ให้สะอาด น่าอยู่ ดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยว ส่วนที่สอง คือรายได้ในชุมชนหมู่บ้านจะเริ่มเปลี่ยนไป จะมีการกระจายไปสู่ทุกคนในชุมชน ส่วนข้อแตกต่างของความเป็นโอท็อปชุมชน แบบดั้งเดิมกับ &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว &amp;nbsp;OTOPนวัตวิถีคือ ชุมชนโอท็อปแบบดั้งเดิมนั้นรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยชุมชนในทุกๆ ด้าน&amp;nbsp; แต่ถ้าเป็นแบบนวัตวิถี คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาทำงานร่วมกัน ช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี นำภูมิปัญญา เสน่ห์พื้นบ้านมาหลอมรวมสร้างสรรค์จุดขายให้แก่นักท่องเที่ยว และร่วมกันหาวิธีสร้างความประทับใจเพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับไปเที่ยวซ้ำๆ และเป็นการกระจายรายได้ให้คนทุกอาชีพในชุมชนได้อย่างทั่วถึง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมคณะ เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมมอบทุนอุปการะเด็ก ตามโครงการกองทุนพัฒนาเด็กชนบทเคลื่อนที่ แก่เด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส โดยมีนายพัลลภ สิงหเสนีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนายอำเภอหัวหิน ครู อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี”ภายใต้แนวคิด, พช, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์, แอ่งเล็ก เช็คอิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e158caa33a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
