<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จับมือหัวเว่ยด้านวิชาการศึกษา5จีเพื่อบริการสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 - ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วย &amp;ldquo;การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare&amp;rdquo; ระหว่าง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายเฉียน เหลียว รองประธานกรรมการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการพัฒนาอย่างมาก สามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบคิว ระบบงานบริการของโรงพยาบาล ระบบส่งต่อ และการเชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพที่เป็น Big Data &amp;nbsp;เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญ และการใช้เทคโนโลยี 5G ระดับโลกจากหัวเว่ย ส่งผลให้บริการสุขภาพผ่านเครือข่ายดิจิทัลมีความเร็วสูง เกิดความครอบคลุมทั้งพื้นที่เขตเมืองและชนบท ลดช่องว่างให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม ทันเวลา และทันต่อเหตุการณ์ ถือเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ยังต้องเข้มเรื่องรักษาระยะห่าง ดังนั้นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาและและวิเคราะห์การใช้ประโยชน์จากระบบ 5G &amp;nbsp;นำมาประยุกต์ใช้ในกิจการทางการแพทย์ และการให้บริการประชาชน โดยต้องขอบคุณความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีจากหัวเว่ย ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์และทีมที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงมาทำงานร่วมกับกระทรวงฯ และกรมการแพทย์ที่สนับสนุนองค์ความรู้ทางการแพทย์ เป็นการให้บริการทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา&amp;rdquo;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare ประกอบด้วย ระบบการแพทย์ทางไกล 5G และรถพยาบาล 5G ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.งานบริการทางการแพทย์ โดยหัวเว่ยสนับสนุนการออกแบบโซลูชั่นด้านสาธารณสุขสำหรับสถาบันทางการแพทย์ ส่งเสริมการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตทางการแพทย์ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแพทย์ทางไกล ส่วนกรมการแพทย์สนับสนุน แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ &amp;nbsp;ให้บริการการแพทย์เคลื่อนที่ และการแพทย์ทางไกล กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่ละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ทำให้ลดภาระการเดินทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น 2.งาน 5G เทคโนโลยี บูรณาการใช้เทคโนโลยี 5G เข้ากับบริการทางการแพทย์ ทำให้สามารถขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลในระยะยาวทั่วประเทศไทย ตัวอย่างเช่น พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ 5G เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางแพทย์ต่อการติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.งานบริการด้านคลาวด์ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI มาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น พัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคโดยใช้ AI เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโควิด 19 ช่วยให้วินิจฉัยโควิด 19 ได้อย่างรวดเร็วภายใน 25 วินาทีต่อเคส ด้วยความปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. งานส่งเสริมองค์ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทักษะใหม่หรือทักษะที่สูงขึ้น ให้กับบุคลากรทั้งสองฝ่าย ผ่านการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และ 5.งานความร่วมมือกับภาครัฐบาล ร่วมกัน เพื่อค้นคว้า วิจัย และร่วมผลักดันระบบ 5G และบริการคลาวด์ในประเทศไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่ (New Normal Medical Services and Public Health) ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (personal-based medical services)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117509</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเฉียน เหลียว, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อธิบดีกรมการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614ac1268675e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์พร้อมจอง‘โมลนูพิราเวียร์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด19 การวินิจตรวจคัดกรองในปัจจุบันนอกจากทำด้วยวิธี PCR ก็มีวิธีเพิ่มเติมคือ Antigen Test Kit หรือ ATK โดยเมื่อวานนี้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้จัดซื้อชุดตรวจ &amp;nbsp;ATK ประมาณ 8 ล้านชุด ได้ราคาที่ต่ำกว่า 100 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีการกระจายไปยังบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าและประชาชน และขณะนี้อย่างที่ทราบว่าผู้ที่ตรวจด้วย ATK หากผลเป็นบวก ไม่ต้องยืนยันผลอีกครั้ง สามารถเข้าสู่ระบบการรักษา Home Isolation(HI) ได้เลย อย่างไรก็ตามหากผู้ติดเชื้อไม่สามารถรักษาแบบ HI ได้ เนื่องจากบ้านไม่เหมาะสม เมื่อต้องการจะเข้าสู่ระบบ Community Isolation(CI) อาจจะต้องมีการแยกการกักตัว พร้อมกับทำการตรวจ PCR ขณะนี้ศูนย์พักคอยในกรุงเทพฯกว่า 10 แห่ง ที่สามารถทำ PCR ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการรักษาผู้ป่วยโควิด19 ก็มีการนำฟ้าทะลายโจรมาประกอบการรักษา รวมไปถึงเกณฑ์การให้ยาฟาวิพิราเวียร์ หรือยาอื่นๆที่ใช้รักษาโควิด19 &amp;nbsp;ในส่วนของยาประเภทใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้รักษา อย่าง ยารีเจนเนอรอน (Regeneron) ชื่อภาษาไทยคือ ยาภูมิต้านทานลบล้างฤทธิ์ ซึ่งนำเข้ามาในไทยแล้ว แต่ด้วยราคาสูง โดยยารีเจนเนอรอน 1 โดสอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาท จึงยังไม่ได้มีการนำไปประกอบเป็นส่วนยาในการรักษาโควิด อีกหนึ่งตัวยาคือ โมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นกลุ่มยาแอนตี้ไวรัส ได้มีการทดลองผ่านเฟส 2 แล้ว และกำลังดำเนินการเฟสที่ 3 ในต่างประเทศ หากมีการเปิดจองประเทศไทยก็จะร่วมเข้าจองด้วยในทันที
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112942</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ยารีเจนเนอรอน, อธิบดีกรมการแพทย์, โมลนูพิราเวียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_61136c90da535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>How To ดูแลตัวเองที่บ้าน..เมื่อติดเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่ขยายเป็นวงกว้างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งอาจทำให้การรองรับของสถานพยาบาลไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ป่วย กรมการแพทย์ จึงได้มีแนวทางปรับการรักษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ สามารถกักตัวรักษาได้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ พยาบาล ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลสนาม สามารถบริหารจัดการเตียงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลุ่มผู้ติดเชื้อที่สามารถกักตัวได้ที่บ้าน(Home Isolation) นั้น ต้องมีอายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่มีอาการ (asymptomatic cases) มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่คนเดียว หรือ มีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน (ภาวะอ้วน หมายถึง ดัชนีมวลกาย &amp;gt; 30 กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัว &amp;gt; 90 กก.) และที่สำคัญที่สุด ไม่ป่วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ และผู้ป่วยยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด โดยระหว่างนั้นให้ปฏิบัติ ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้ามผู้ใดมาเยี่ยมบ้านระหว่างแยกกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าใกล้หรือสัมผัสกับผู้สูงอายุหรือเด็กอย่างเด็ดขาด โดยรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แยกห้องพัก ของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น หากแยกห้องไม่ได้ควรแยกบริเวณที่นอนให้ห่างจากคนอื่นมากที่สุด และควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ควรนอนร่วมกันในห้องปิดที่ใช้เครื่องปรับอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน ควรรับประทานในห้องของตนเอง หรือหากรับประทานอาหารด้วยกันควรแยกรับประทานของตนเองไม่รับประทานอาหารร่วมสำรับเดียวกันหรือใช้ช้อนกลางร่วมกัน และรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้า ตลอดเวลาที่จะออกมาจากห้องที่พักอาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้างมือด้วยสบู่หรือทำความสะอาดมือด้วย Alcohol gel ทุกครั้งที่จำเป็นจะต้องสัมผัสกับผู้อื่นหรือหยิบจับของที่จะต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แยกซักเสื้อผ้า ผ้าขนหนู และเครื่องนอน ด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอก ควรใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่นหากเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้คนสุดท้าย ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำและหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งสำคัญ คือ หมั่นสังเกตอาการตนเอง วัดอุณหภูมิทุกวัน หากมีอาการแย่ลง คือ มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น หอบ เหนื่อย ไข้สูงลอย ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ให้รีบโทรติดต่อโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่และเมื่อต้องเดินทางไปโรงพยาบาลให้ใช้รถยนต์ส่วนตัว ไม่ใช้รถสาธารณะ พร้อมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่เดินทางหากมีผู้ร่วมยานพาหนะมาด้วย ให้เปิดหน้าต่างรถเพื่อเพิ่มการระบายอากาศเพื่อความปลอดภัยแต่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107939</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19, อธิบดีกรมการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9a310d4582.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
