<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.เข้มคัดกรองผู้โดยสารทุกสนามบินแนะเลี่ยงเดินทางพื้นทีเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.63-นายทวี เกศิสำอาง อธิบดีกรมท่าอากาศยาน สั่งการตรวจเข้ม ตามมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัด รวมถึงเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัส COVID &amp;ndash; 19 อย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นการร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลในพื้นที่ หน่วยควบคุมโรค ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เสริมกำลังเจ้าหน้าที่ เพิ่มจุดคัดกรองผู้โดยสาร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานอย่างทั่วถึง โดยการใช้เครื่องเทอร์โมสแกน และเครื่องวัดอุณหภูมิแบบมือถือ (Hand Held Thermometer) รวมถึง เพิ่มความถี่การทำงานของพนักงานทำความสะอาด ในจุดที่โดนสัมผัสบ่อย โดยใช้แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด หลังเสร็จสิ้นภารกิจทุกเที่ยวบินในทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในระบบปรับอากาศภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศของเจ้าหน้าที่ กรมท่าอากาศยาน ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทาง เลื่อน หรืองดการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคแต่กรณีที่มีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือแวะผ่านประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคได้ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเป็นรายกรณีและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนครบ 14 วัน เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว และหลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากท่าอากาศยานเป็นหน่วยงานที่ให้บริการผู้โดยสารและประชาชนผู้รับบริการโดยตรง จึงขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานสวมหน้ากากอนามัยระหว่างปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวี กล่าวต่ออีกว่า การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจการบิน กรมท่าอากาศยานจึงมีมาตรการช่วยเหลือสายการบิน และผู้ประกอบการของกรมท่าอากาศยาน โดยจะเสนอให้ลดค่าเช่าพื้นที่ 50% ภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร ที่กรมท่าอากาศยานได้ขึ้นราคาค่าเช่าไปแล้ว รวมถึงเสนอลดค่าธรรมเนียมการให้บริการขึ้นลงอากาศยาน 50% และเสนอลดค่าธรรมเนียมการจอดอากาศยาน 90% เพื่อช่วยเหลือสายการบินลดค่าใช้จ่าย โดยเปลี่ยนนำอากาศยานมาจอดในท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมท่าอากาศยานตระหนักถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยาน ทุกหน่วยงานที่ลงพื้นที่ปฏิบัติการคัดกรองภายในท่าอากาศยาน ดำเนินการตามแผนการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และพร้อมรับมือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ ขอให้ผู้โดยสารให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจคัดกรอง และไม่ปกปิดข้อมูลการเดินทางของตนเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58858</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดคัดกรอง, ทวี เกศิสำอาง, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5f66ff554cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมระอุ ทอท.-ทย.เปิดศึกแย่งชิงบริหารสนามบินกระบี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22ส.ค.62 O นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)กล่าวว่าตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ออกมาชี้แจงภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ทอท. เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2562 มีมติเห็นชอบปรับแผนการขอรับการโอน 4 สนามบินใหม่ ได้แก่ สนามบินกระบี่ สนามบินบุรีรัมย์ สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี จากเดิมเป็นสนามบินชุมพร สนามบินสกลนคร สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี หรือมีการเปลี่ยน 2 สนามบินที่จะขอรับโอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทย. เห็นว่า หากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติมอบความรับผิดชอบในการบริหารจัดการให้ ทอท. เข้าไปดูแลและบริหารจัดการแทน ทย. โดยมีท่าอากาศยานกระบี่ เป็น 1 ใน 4 นั้น จะทำให้ ทย. ประสบปัญหาการบริหารจัดการและซ่อมแซมบำรุงรักษาในอีก 24 ท่าอากาศยานที่เหลือ เนื่องจาก ในปัจจุบัน ทย. มีรายได้จากการให้บริการท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ในปี 2561 เป็นเงินจำนวนประมาณ 852 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการดำเนินงานของท่าอากาศยานกระบี่ ในปี 2561 เป็นเงินจำนวนประมาณ 469 ล้านบาท คิดเป็น 55.05% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ และรัฐบาลได้ให้งบประมาณลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานกระบี่ไปมากแล้ว เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ เช่น การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และการขยายลานจอดอากาศยานซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ อีกทั้งในปีงบประมาณ 2563 นั้น ทย.ขอรับงบประมาณในการก่อสร้างทางขับขนานด้วย รวมงบประมาณทั้งสิ้นในการพัฒนาท่าอากาศยานกระบี่เป็นจำนวน 6,000 กว่าล้านบาท ซึ่งคาดหวังว่าจะนำรายได้ที่จัดเก็บเข้ากองทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน โดยรัฐบาลมีแนวโน้มจะลดภาระงบประมาณในส่วนนี้ของ ทย.ลง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัมพวัน กล่าวต่ออีกว่า รายได้จากการดำเนินการของ ทย. รวมทั้งรายได้จากการดำเนินงานของท่าอากาศยานกระบี่ ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนดให้ ทย. นำรายได้จากการให้บริการท่าอากาศยานเข้ากองทุนหมุนเวียนกรมท่าอากาศยาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและซ่อมแซมบำรุงรักษาท่าอากาศยาน เช่น จ้างพนักงานให้เพียงพอเนื่องจาก ข้าราชการ และลูกจ้างประจำ มีกรอบอัตรากำลังจำกัด การซ่อมบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลิฟท์ บันไดเลื่อน สายพานลำเลียงซึ่งมีข้อขัดข้องไม่สามารถตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายได้ที่เข้าสู่กองทุนฯ จึงเป็นกลไกในการบริหารจัดการท่าอากาศยานให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันต่อการให้บริการผู้โดยสาร ประกอบกับขณะนี้ ทย อยู่ในระหว่างจัดทำโครงสร้างเงินทุนหมุนเวียนเพื่อปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐปีละ 1,000 ล้านบาท และใช้สำหรับแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของผู้โดยสารในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เพียงพอ การซ่อมบำรุงล่าช้าและการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสนามบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทย. จึงขอสอบถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น อีกทั้งคำขอของพื้นที่ในการสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ เพื่อบริการประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลอาจจะต้องขอทบทวนหรืออาจจะมีขึ้นได้ยาก เนื่องจาก ทย. ไม่สามารถรับภาระในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงท่าอากาศยานที่เหลือทั้ง 24 แห่งได้ ดังนั้น ทย. อาจจะเสนอกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาเรื่อง Management Contract หรือ PPP เพื่อความโปร่งใส โดย ทย. จึงไม่เห็นด้วยในการส่งมอบการบริหารจัดการท่าอากาศยานกระบี่ให้ ทอท. เนื่องจากมีผลกระทบในทางลบต่อประชาชนและผู้ใช้บริการท่าอากาศยานต่าง ๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับท่าอากาศยานกระบี่นั้น มีผู้โดยสารที่ใช้บริการ 4 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญ ตามนโยบายการเชื่อมโลกมาเมืองรอง รองรับนักท่องเที่ยวจากจังหวัดภูเก็ตและมีความแออัด ขณะเดียวกัน ในอนาคตกระบี่ไม่ใช่เมืองรอง และจะกลายเป็นเมืองหลัก เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ พบว่าเป็นอันดับ 5 ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ท่าอากาศยานกระบี่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลชุดที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายลานจอดเครื่องบินจาก 11 ลำ เพิ่มเป็น 14 ลำ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอีก 7-8 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มเป็น 8 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารเพิ่มอีก 1 แห่ง รองรับผู้โดยสารประมาณจาก 3 หมื่นตารางเมตรเป็น 6 หมื่นตารางเมตร และขยายรันเวย์ให้มีระยะทางยาวขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทย., ทอท., ท่าอากาศยานกระบี่, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e3334aed73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.ซ้อมแผนฉุกเฉินสนามบินกะบี่ตามกฎICAO</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62-นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)เปิดเผยถึงโครงการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่เต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency) ประจำปี 2562 ว่าได้มอบหมายให้ท่าอากาศยานกระบี่ &amp;nbsp;ทำการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีต่างๆ ในระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2562 ที่จะถึงนี้ ณ ท่าอากาศยานกระบี่ ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่เต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency) ประจำปี 2562 จะเป็นกรณีเหตุฉุกเฉินในเที่ยวบิน(In-Flight Emergency) และกรณีอากาศยานอุบัติเหตุ (Aircraft Accidents on Airport) โดยจะนำแผนฉุกเฉินของท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติ บูรณาการร่วมกับ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามสภาพพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานกระบี่และหน่วยงานในจังหวัดร่วมประชุมหารือถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะเป็นการจำลองสถานการณ์สมมุติว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดกลุ่มควันภายในห้องโดยสาร และเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้ในขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอดฉุกเฉิน ณ ท่าอากาศยานกระบี่ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานกระบี่ ทั้งเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานกระบี่ และหน่วยงานต่างๆที่เข้าร่วมโครงการได้ฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการ และขั้นตอนการนำแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าใจการสื่อสาร การควบคุมสั่งการ การประสานงาน การเข้าระงับเหตุและช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ และให้มีความเข้าใจ ถึงขั้นตอนการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ประสบเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง การฝึกซ้อมในครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยานกระบี่ให้กับสายการบิน ผู้โดยสารและผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานกระบี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานจะทำการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency Exercise) ในทุกๆ 2 ปี เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่กำหนดให้แต่ละท่าอากาศยานของรัฐภาคีจัดให้มีแผนฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์จริง สามารถนำแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35484</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4f2a44ebfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมพร้อมรับมือพายุปาบึก ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมเตรียมพร้อมรับมือพายุปาบึก &amp;nbsp;ทย.ตั้งศูนย์ปฎิบัติการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;ด้านบางกอกแอร์เวย์ประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบินเข้า-ออกที่ทำการบินบนเกาะสมุยในวันที่ 4 ม.ค.นี้ ขณะที่กรมทางหลวงชนบทได้สั่งการหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้ประเมินสถานการณ์ทุก 2 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ม.ค.62 -&amp;nbsp;นางอัมพวัน&amp;nbsp;วรรณโก&amp;nbsp;&amp;nbsp;อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)เปิดเผยว่าขณะนี้กรมท่าอากาศยานจัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการกลางที่ชั้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อาคารศูนย์เทคโนโลยี่และสารสนเทศ&amp;nbsp;เพื่อติดตามสถานการณ์พายุปาบึก&amp;nbsp;เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างกรมท่าอากาศยาน&amp;nbsp;กรุงเทพ&amp;nbsp;กับ&amp;nbsp;ท่าอากาศยานในภาคใต้โดยแต่งตั้งนายวิทวัส&amp;nbsp;ภักดีสันติสกุล&amp;nbsp;รองอธิบดีฝ่ายเศรษฐกิจ&amp;nbsp;เป็นผู้อำนวยการศูนย์ร่วมกับ&amp;nbsp;ผู้บริหารส่วนกลางสนับสนุนข้อมูลและประสานงานกับท่าอากาศยานภาคใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 3ม.ค.&amp;nbsp;เวลา15.00น&amp;nbsp;ทุกท่าอากาศยาน&amp;nbsp;อากาศยานยังคงขึ้นลงได้ตามปกติ ในส่วยของท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp;เที่ยวบินเต็มและสายการบินไลออนแอร์จะเปลี่ยนแบบอากาศยานให้ใหญ่ขึ้นเป็นA330&amp;nbsp;ความจุ390&amp;nbsp;ที่นั่งเพื่อรับขนผู้โดยสารที่เดินทางจากเกาะมารอขึ้นเครื่องจากท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีออกไปให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ได้แจ้งว่าตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนถึงพายุโซนร้อน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมภาคใต้ของประเทศไทย&amp;nbsp;โดยในช่วงระหว่างวันที่&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;นั้นจะมีคลื่นลมแรงและฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณอ่าวไทย&amp;nbsp;จากสถานการณ์ดังกล่าว&amp;nbsp;ทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ&amp;nbsp;จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบินของสายการบินฯ&amp;nbsp;ที่เข้าและออกจากท่าอากาศยานเกาะสมุย&amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp;ของวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน&amp;nbsp;ของวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;สามารถติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&amp;nbsp;และสามารถตรวจสอบสถานะเที่ยวบินได้ตลอด&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ชั่วโมงที่ศูนย์บริการลูกค้า&amp;nbsp;โทร&amp;nbsp;1771&amp;nbsp;หรือศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp;โทร&amp;nbsp;02-270-6698&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพิศักดิ์&amp;nbsp;จิตวิริยะวศิน&amp;nbsp;อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.)&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบทได้สั่งการหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้&amp;nbsp;รองรับสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก&amp;nbsp;โดยให้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;และประเมินสถานการณ์ทุก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง&amp;nbsp;พร้อมเตรียมเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;เครื่องจักร&amp;nbsp;ป้ายเตือน&amp;nbsp;สะพานเบลีย์&amp;nbsp;และยานพาหนะ&amp;nbsp;พร้อมเข้าดำเนินการช่วยเหลือได้ทันท่วงที&amp;nbsp;รวมถึงบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังให้จัดรถโมบายช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ชั่วคราวก่อนการเคลื่อนตัวของพายุ&amp;nbsp;โดยแบ่งการเตรียมความพร้อมรับมือเป็น&amp;nbsp;3ระยะ&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;ก่อนเกิดเหตุ&amp;nbsp;(Preparation)&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดำเนินการทำความสะอาดช่องทางระบายน้ำ&amp;nbsp;พร้อมทั้งจัดชุดลาดตระเวนเส้นทางที่มีความเสี่ยง&amp;nbsp;กรณีเกิดเหตุการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง&amp;nbsp;และมีต้นไม้ล้มบนเส้นทางหลวงชนบท&amp;nbsp;ให้เข้าดำเนินการเคลียร์เส้นทางโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร&amp;nbsp;และตรวจสอบพื้นที่เพื่อป้องกันทางหลวงชนบทในความรับผิดชอบ&amp;nbsp;(Prevention)&amp;nbsp;โดยเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง/พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;หรือเคยได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติที่ผ่านมา&amp;nbsp;รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของถนนและสะพานเตรียมเครื่องมือ&amp;nbsp;วัสดุ&amp;nbsp;อุปกรณ์&amp;nbsp;เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์เช่น&amp;nbsp;น้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;เครื่องมือ&amp;nbsp;เครื่องจักรกล&amp;nbsp;ป้ายเตือน&amp;nbsp;ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมฯได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าไว้ประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย&amp;nbsp;และสนับสนุนเครื่องมือ&amp;nbsp;เครื่องจักร&amp;nbsp;ยานพาหนะ&amp;nbsp;กรณีมีการร้องขอจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;เมื่อเกิดเหตุ&amp;nbsp;ให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;และรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบอุทกภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์จะดำเนินการดังนี้&amp;nbsp;กรณีน้ำท่วมสูง&amp;nbsp;ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม&amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง&amp;nbsp;ติดตั้งหลักนำทางกำหนดขอบเขตการจราจร&amp;nbsp;กรณีถนน/สะพานขาด&amp;nbsp;เร่งดำเนินการติดตั้งสะพานเบลีย์เชื่อมทาง&amp;nbsp;หรือดำเนินการถมวัสดุเชื่อมเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางในการสัญจรได้โดยเร็ว&amp;nbsp;กรณีดินไหล่เขาข้างทาง&amp;nbsp;Slide&amp;nbsp;ปิดทับเส้นทาง&amp;nbsp;ดำเนินการนำเครื่องจักรเข้าเกลี่ยดินออกจากเส้นทาง&amp;nbsp;ให้สัญจรโดยเร็ว&amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการสัญจรกรณีประชาชนเข้าที่พักอาศัยไม่ได้&amp;nbsp;จะจัดรถบรรทุกไว้ให้บริการรับส่งประชาชนในพื้นที่ประสบภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;หลังน้ำลดหากเส้นทางชำรุดเสียหายจะเข้าซ่อมแซมชั่วคราวให้ประชาชนสัญจรได้ภายใน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;และสำรวจ&amp;nbsp;ออกแบบ&amp;nbsp;เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูฯ&amp;nbsp;ให้เข้าสู่สภาพปกติ&amp;nbsp;ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบท&amp;nbsp;ขอความร่วมมือประชาชน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขับรถช้า&amp;nbsp;เปิดไฟหน้า&amp;nbsp;คาดเข็มขัดนิรภัย&amp;nbsp;และมอเตอร์ไซค์เปิดไฟ&amp;nbsp;ใส่หมวกกันน็อก&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;โปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย&amp;nbsp;และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำหรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง&amp;nbsp;โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่สายด่วนทางหลวงชนบท&amp;nbsp;1146&amp;nbsp;ตลอด&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ชั่วโมง&amp;nbsp;หรือสำนักงานทางหลวงชนบท&amp;nbsp;แขวงทางหลวงชนบท&amp;nbsp;ในพื้นที่&amp;nbsp;ในวันและเวลาราชการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25684</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ปาบึก, พายุปาบึก, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20190103/image_mid_5c2de613a121a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย. ลุยพัฒนาสนามบินเมืองรอง ตั้งเป้าผู้โดยสารขยายโต 4-7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทย. ตั้งเป้าปี 62ผู้โดยสารโต 4-7%เดินหน้าขยายอาคารผู้โดยสาร และลานจอดในจังหวัดรอง รองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว เดินหน้าติดตั้งระบบตรวจค้นสัมภาระอัตโนมัติคาดแล้วเสร็จปี62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยว่าสำหรับปริมาณจราจรทางอากาศยานที่อยู่ในความดูแลทั้ง 28 แห่ง ที่ผ่านมามีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการ 19 ล้าาคนโดยมีอัตราการเติบโต 4%เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าในปี 2562 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณ 4-7% โดยกรมท่าอากาศยานก็ได้มีแผนที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการปรับปรุงในส่วนของอาคารโดยสารโดยปีที่ผ่านมาได้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ 2 แห่ง คือท่าอากาศยานขอนแก่น โดยมีระยะดำเนินการปี ‭61-64‬ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 5ล้านคนต่อปี สามารถจอดรถยนต์ได้ 550 คัน &amp;nbsp;และแผนขยายลานจอดเครื่องระยะเวลาดำเนินการปี ‭63-65‬ สามารถรองรับเครื่องบินขนาด B737 ได้ 11 ลำในเวลาเดียวกัน &amp;nbsp;และท่าอากาศยานกระบี่วงเงินลงทุน 2,923,400,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ปี ‭61-63‬ สามารถรองรับเครื่องบินขนาด B737ได้ 40 ลำในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมท่าอากาศยานก็ได้มีแผนที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับแผนการปรับปรุงในส่วนของอาคารโดยสารโดยปีที่ผ่านมาได้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ 2 แห่ง คือท่าอากาศยานขอนแก่น โดยมีระยะดำเนินการปี ‭61-64‬ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 5ล้านคนต่อปี สามารถจอดรถยนต์ได้ 550 คัน &amp;nbsp;และแผนขยายลานจอดเครื่องระยะเวลาดำเนินการปี ‭63-65‬ สามารถรองรับเครื่องบินขนาด B737 ได้ 11 ลำในเวลาเดียวกัน &amp;nbsp;และท่าอากาศยานกระบี่วงเงินลงทุน 2.92 พันล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ปี ‭61-63‬ สามารถรองรับเครื่องบินขนาด B737ได้ 40 ลำในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่3 พร้อมอาคารจอดรถยนต์ ระยะเวลาดำเนินการปี ‭61-64‬ &amp;nbsp;สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 3,000 คนต่อชั่วโมง &amp;nbsp;หรือ 8 ล้านคนต่อปี และสามารถจอดรถยนต์ได้ 2,000 คัน &amp;nbsp;ซึ่งแผนในปี 62ก็มีแผนที่จะก่อสร้างเพิ่มในส่วนของ ท่าอากาศยานตรัง วงเงินลงทุน 1.2 พันล้านบาท &amp;nbsp;และท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช วงเงินลงทุน 1.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้มีโครงการก่อสร้างทางขับและลานจอดอากาศยานเพื่อให้รองรับประสิทธิภาพได้มากขึ้น ประกอบด้วย สนามบินอุดรธานีวงเงินลงทุน 159 ล้านบาท สนามบินลำปาง วงเงินลงทุน 84 ล้านบาท &amp;nbsp;สนามบินตรังวงเงินลงทุน 600 ล้านบาท สนามบินบุรีรัมย์ วงเงินลงทุน 102.87 ล้านบาท โดยเป็นแผนที่ได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2563 มีแผนต่อเนื่องที่จะขยายอาคารผู้โดยสารสนามบินสุราษฎร์ธานี วงเงินลงทุน 180 ล้านบาท สนามบินบุรีรัมย์ สนามบินเลย วงเงินลงทุน 600 ล้านบาท และสนามบินร้อยเอ็ด &amp;nbsp;วงเงินลงทุน 100 ล้านบาท&amp;quot;นางอัมพวัน กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าการโอนสนามบิน 4 แห่ง ประกอบด้วย สนามบินอุดรธานี ตาก สกลนคร และชุมพร ที่อยู่ในความดูแลกรมท่าอากาศยาน ให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ดูแลบริหารนั้น ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมท่าอากาศยาน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลในเรื่องกฎหมายรองรับ &amp;nbsp;โดยจะต้องถูกต้องตามระเบียงข้อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถาม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อความถูกต้อง โดยในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 จะมีการประชุมอีกครั้งเพื่อสรุปแนวทางการโอนเป็นรูปแบบใดในการบริหาร และจะเสนอต่อรัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคม ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ในส่วนของแผนการลงทุนในปี 62 &amp;nbsp;ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากมีเป้าหมายให้ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานเป็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ผ่านอุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์แล้วมกรมฯจะพัฒนาท่าอากาศยานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมไทย เชื่อมโลก โดยให้ไทยเป็นจุดเชื่อมโยงคมนาคมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกันจะศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสนามบินใหม่ขึ้นที่พื้นที่ที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ยังปรับปรุงมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน ตามองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO )ผ่านโครงการระบบตรวจค้นสัมภาระอัตโนมัติหลังเคาน์เตอร์เช็คอิน EDS in line คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 62 รวมถึงการให้บริการฟรีอินเตอร์เน็ตไรสาย ที่สนามบินทุกแห่งในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22965</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยว, พัฒนาสนามบินภูมิภาค, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe0141b094a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
