<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมบัญชีกลางเปิดแนวทางเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้รับข้อร้องเรียนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยเฉพาะกรณีที่เข้ารับการตรวจและรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลของเอกชน กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม จึงได้ร่วมบูรณาการเพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นและเหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน และได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง สิทธิผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทราบถึงสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียด ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิดังกล่าว โดยที่ สปสช. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้งในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 วันที่ 21 เมษายน 2563 และวันที่ 27 เมษายน 2564 เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกำหนดค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (Covid 19)) ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกขน ซึ่งหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว ได้กำหนดขึ้น เพื่อรองรับสิทธิของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนได้ทุกแห่ง และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยที่สถานพยาบาลของเอกชนจะต้องดำเนินการส่งข้อมูลเพื่อขอเบิกเงินตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมายัง สปสช. ก่อนที่จะส่งเรื่องไปยัง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม เพื่อจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลของเอกชนโดยตรงต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ฯ ข้างต้น ให้แก่สถานพยาบาลต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 รวมถึงการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทั้ง 3 หน่วยงานเห็นพ้องกันที่จะร่วมกันคุ้มครองสิทธิของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามสิทธิของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 49 วรรค 3 ซึ่งกำหนดให้บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call center กรมบัญชีกลาง 02 270 6400 ในวัน เวลาราชการ&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103277</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19, ประภาศ คงเอียด, อธิบดีกรมบัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081512fecfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” ดีเดย์ 1 ก.ค. จ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ดีเดย์ 1 ก.ค. เตรียมจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญตามกฎกระทรวงฉบับใหม่ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ และพัฒนาระบบจ่ายเงินให้รองรับหลักเกณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;27 พ.ค. 62 - นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้กับผู้รับบำนาญที่มีสิทธิ หลังจากกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว หากผู้รับบำนาญที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ ในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปีไปแล้ว และยังไม่ครบตามสิทธิซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ให้ผู้รับบำนาญที่มีสิทธิขอรับเพิ่มได้ในจำนวนเงินที่ยังไม่ครบตามสิทธิ โดยสามารถยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ทั้งแบบไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันและแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ สำหรับผู้รับบำนาญ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป พ.ศ.2562 เพื่อให้ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ และผู้รับบำนาญได้ทราบและนำไปปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญให้สามารถรองรับการจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และพัฒนาระบบ Pensions&amp;rsquo; Electronic Filing ให้ผู้รับบำนาญสามารถตรวจสอบคำนวณบำเหน็จดำรงชีพที่จะได้รับ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประมาณการตัดสินใจในเบื้องต้นด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้รับบำนาญได้รับความสะดวกที่สุด ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้หารือร่วมกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการดำเนินโครงการกู้เงินกับสถาบันการเงิน สำหรับผู้รับบำนาญที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน (เพิ่มเติม) แนบท้ายข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้กับธนาคารต่าง ๆ อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับผู้รับบำนาญที่มีอายุ 60 ปี และ 65 ปี การยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่เคยปฏิบัติ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเอง หรือโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ที่กรมบัญชีกลาง หมายเลข 02-1277000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212 ในวันและเวลาราชการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36938</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีกลาง, รับบำนาญ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เงินบำเหน็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5cebc672280bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” เปิดตัวเลขงบอัดฉีดบัตรคนจนพุ่งแตะ 7.68 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 2562 นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การใช้สิทธิสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีสิทธิ จำนวน 14.5 ล้านราย (ผู้ที่ลงทะเบียนในปี 2560 และลงทะเบียนเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 &amp;ndash; 28 ก.พ. 2562 รวมทั้งสิ้น 7.68 หมื่นล้านบาท โดยมีการใช้สิทธิผ่านวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งเป็น ใช้จ่ายที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ/ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง/ร้านถุงเงินประชารัฐ 5.53 หมื่นล้านบาท, ร้านก๊าซหุงต้ม 127.43 ล้านบาท, รถไฟฟ้า (รฟม.) 31.72 ล้านบาท, รถ บขส. 202.77 ล้านบาท, รถไฟ 358.84 ล้านบาท และรถ ขสมก. 0.23 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นเงิน 5.05 พันล้านบาท รวมถึงการปรับการเติมเงินรายเดือนวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นเงิน 4.89 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ถือบัตรสามารถมีระยะเวลาในการใช้จ่ายสอดคล้องกับความต้องการ และสามารถสะสมเงิน (e-Money) ไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น หรือสะสมไว้เป็นเงินออมในบัตรได้ รวมทั้งยังสามารถนำไปซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมมาตรการชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรับเงินคืน 5% ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 มาตรการ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ของผู้มีสิทธิ ประกอบด้วย มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปี 7.14 พันล้านบาท, มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาระค่าเช่าบ้านและไม่มีที่อยู่อาศัย 247.11 ล้านบาท, มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุ 3.17 พันล้านบาท รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา 146.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระแบ่งเป็น 5% โอนเข้ากระเป๋า e-Money เป็นเงิน 20.02 ล้านบาท และ 1% เพื่อการออม โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน (ผู้มีสิทธิอาชีพอื่นนอกเหนือจากเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 3.37 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. (ผู้มีสิทธิอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 0.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างรากฐานการออมในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเก็บสำหรับการใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว&amp;rdquo; นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32488</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้สิทธิสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, ใช้งบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8971c5d8cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงบฯเติมเงิน 3 หมื่นล้านอัดฉีดบัตรคนจน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค 2562 &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ประเทศกัมพูชาว่า ภายในเดือนมี.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท เข้าในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อนำไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่ม หลังจากเงินในกองทุนฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะใช้หมดภายในเดือนนี้ และเมื่อเติมเงินแล้ว กองทุนฯจะมีงบใช้ได้จน ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2562 หรือเดือนก.ย.2562 และมีเงินเพียงพอดูแลผู้ถือบัตรทั้ง 14.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สาเหตุที่สำนักงบฯ ต้องจัดสรรงบเพิ่มเนื่องจาก ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมหลายโครงการ จนทำให้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากงบประจำปีไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการให้เงินสวัสดิการช่วงปีใหม่คนละ 500 บาท การช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุคนละ 1 พันบาท การช่วยเหลือค่าเช่าบ้านแก่ผู้สูงอายุคนละ 400 บาท การช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟฟ้า รวมถึงยังมีการขยายโครงการบัตรสวัสดิการ ภายใต้ไทยนิยมยั่งยืนให้กับประชาชนอีก 3.1 ล้านราย และการขยายมาตรการพัฒนาคุณภาพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการระยะสองอีก 6 เดือนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะภาครัฐมีการคาดการณ์ไว้แล้ว และที่ผ่านมาได้มีการจัดทำกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมพ.ศ.2562 &amp;nbsp;เพื่อรองรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยผ่านการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปลายปีก่อน และขณะนี้ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีผลบังคับใช้ ทำให้สำนักงบประมาณสามารถ จัดสรรนำงบประมาณที่เหลือค้างจ่ายจากส่วนต่างๆ มาจัดสรรใส่ในกองทุนฯ แทน&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบฯ ครั้งนี้ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีการตั้งกองทุนประชารัฐฯ ตลอดเวลา 2 ปี กระทรวงการคลังได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ในการ ช่วยเหลือผู้มรายได้น้อยให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 14.5 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็มีหลายล้านคนที่พ้นเส้นความยากจน นอกจากนี้ในปีงบประมาณหน้า กรมฯ ยังได้เสนอขอจัดทำงบประมาณปี 2563 วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า สำหรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพิ่งประกาศในราชกิจจานุกเบกษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมตลอดจนยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีปัจจัยที่เพียงพอและสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการจัดสวัสดิการเป็นไป ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31014</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 หมื่นล้านบาท, กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8971c5d8cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “บัญชีกลาง” ไฟเขียวจ่ายเงินช่วย จ.อ. สมาน กุนันฮีโร่ถ้ำหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ไฟเขียวจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยให้ทายาท จ.อ. สมาน กุนัน วงเงิน 4.95 แสนบาท จากกรณีการเสียชีวิตขณะเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ที่ถ้ำหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 61 - น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ครั้งที่ 4/2561ซึ่งมีนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของ จ.อ.สมาน กุนัน ซึ่งเสียชีวิตจากการเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจลำเลียงวางขวดอากาศในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ณ วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 61 เป็นเงิน 495,000 บาท แบ่งเป็น เงินชดเชย 450,000 บาท และค่าจัดการศพ 45,000 บาท ซึ่งเป็นการพิจารณาช่วยเหลือตามพ.ร.บ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัย เนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลาง ประสานการเบิกจ่ายเงินให้ทายาทโดยเร็วโดยกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้มีคนดีในสังคมมากขึ้น โดยพลเมืองดีได้รับอันตรายจากการกระทำความดี ควรได้รับความช่วยเหลือจากราชการ ทั้งนี้ หากท่านพบเห็นพลเมืองดีได้รับอันตรายจากการกระทำความดี สามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ท้องที่เกิดเหตุ หากเกิดในกรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ สำนักงานเขต สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ติดต่อได้ที่ ที่ว่าการอำเภอ&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13211</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อ. สมาน กุนัน ว, ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน, บัญชีกลาง, ผู้ประสบภัย, หมูป่า อะคาเดมี่, อ.แม่สาย, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” กดปุ่ม 1 พ.ค. โอนเงินสงเคราะห์เข้าบัญชีผู้มีสิทธิโดยตรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; กดปุ่ม 1 พ.ค. โอนเงินสงเคราะห์เข้าบัญชีผู้มีสิทธิโดยตรง

&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; กดปุ่ม 1 พ.ค. เป็นต้นไปโอนเงินเงินสงเคราะห์ที่เคยได้รับจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิโดยตรง หวังเพิ่มความโปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน

2 พ.ค. 61 - นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป ส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเริ่มจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้มีสิทธิเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับจ่ายเงินภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment ภาครัฐ) ตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment อีกด้วย

สำหรับเงินสงเคราะห์ที่จะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิ ประกอบด้วย เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน ของสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง&amp;nbsp; ค่าใช้จ่ายโครงการรณรงค์เพื่อป้องกันเอดส์&amp;nbsp; เงินทุนประกอบอาชีพ&amp;nbsp; ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับตัวชาวเขา และเงินอุดหนุนช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินตามหลักมนุษยธรรมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

เงินช่วยเหลือสตรีหรือครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, เงินอุดหนุนสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, เงินสงเคราะห์เด็กครอบครัวยากจน/ขาดแคลน/ฝากเลี้ยงตามบ้าน ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน และเงินที่จ่ายให้แก่ผู้สูงอายุตามความจำเป็น ของกรมกิจการผู้สูงอายุ

&amp;ldquo;การเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินแบบเดิมเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิโดยตรง ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการดูแลผู้ประสบปัญหาทางสังคมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดความโปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ประสบปัญหาทางสังคมได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และคาดว่าจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง&amp;rdquo; นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8336</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เงินสงเคราะห์คนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2018 23:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บัญชีกลางปลดล็อก 11 รัฐวิสาหกิจใช้จ่ายลื่นปรื๊ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีกลางแจงคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐปลดล็อกร่างระเบียบเกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงของ 11รัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ได้พิจารณาร่างกฎหรือระเบียบของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จำนวน 12 แห่ง เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหรือระเบียบของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นไปตามกรอบข้างต้น จำนวน 11 แห่ง ประกอบด้วย 1. การไฟฟ้านครหลวง 2. บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 3. บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 4. บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 5. องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 6. องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 7. บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ (บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด และบริษัท กรุงไทยธุรกิจลิสซิ่ง จำกัด) 9. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 10. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ11. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยกรมบัญชีกลางจะแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้รัฐวิสาหกิจข้างต้น ดำเนินการให้ผู้มีอำนาจพิจารณาออกกฎหรือระเบียบตามที่คณะกรรมการนโยบายฯ เห็นชอบเพื่อประกาศใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหรือระเบียบของรัฐวิสาหกิจฯ อีก 8 แห่ง ที่ยังเหลือจะพิจารณาในครั้งถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาผ่อนผันการเบิกจ่าตามประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.เป็นไปตามหลักการมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ. 2560 ในเรื่องของความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ และ 2. สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งหากมีความแตกต่างในประเด็นใดจะต้องมีเหตุผลประกอบการพิจารณา เช่น จำเป็นต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และลักษณะของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งมีกลไกในการกำกับดูแลและกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5118</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อ, จัดซื้อจัดจ้าง, บัญชีกลาง, พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560, รัฐวิสาหกิจ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
