<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการ สนับสนุนนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก พร้อมเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ถึงวันที่ 15 ก.ค. 64</HEADLINE>
                <CONTENT>



&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศสู่ภาคบริการมากขึ้น สนับสนุนนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก สร้างฐานการผลิตอาหารโลกเป็นที่หนึ่ง คำนึงมาตรฐานสากลเป็นหลัก มีคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้ธุรกิจอาหารไทย พร้อมจับมือ 6 เดลิเวอรี และเพจรีวิวอาหารชื่อดังช่วยผู้ประกอบการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง ดีเดย์!!! เปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ตั้งแต่บัดนี้ - 15 กรกฎาคม 2564 นี้ ทาง www.dbd.go.th และ Facebook : Thai select thailand&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ภาคบริการมากขึ้น รวมทั้ง ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกมาอย่างต่อเนื่องโดยส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารอันดับ 1 ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่คำนึงถึงมาตรฐานสากลเป็นหลักไม่ว่าจะอยู่ต่างประเทศหรือในประเทศไทยก็สามารถหาอาหารไทยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานรับประทานได้ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยให้ใส่ใจด้านการบริการ รสชาติ และความมีคุณภาพ จึงได้กำหนดให้มีตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อสร้างการจดจำและเป็นสัญลักษณ์ที่การันตีถึงคุณภาพมาตรฐานของอาหารไทย โดยอาหารไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งใช้รับรองมาตรฐานคุณภาพร้านอาหารไทยในต่างประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในต่างประเทศยาวนานกว่า 20 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ต่อยอดตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศมาดำเนินการต่อในประเทศไทย จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 ที่ได้ใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศ โดยมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ฯ แล้วจำนวน 940 ร้าน กระจายอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจอาหารไทยให้มีความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับแก่สาธารณชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารของไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งจำต้องปิดกิจการไป อีกส่วนหนึ่งแม้จะสามารถประคับประคองให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และกลับมาเปิดร้านได้อีกครั้ง แต่ก็จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการร้านค้าตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ร้านค้าให้กลับมามียอดขายที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี 6 ราย ประกอบด้วย LINEMAN, Foodpanda, Grab, Gojek, True ID และ Robinhood รวมทั้ง เพจรีวิวอาหารชื่อดังที่ได้รับความนิยม มียอดผู้ติดตามกว่า 1,000,000 คน ช่วยประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจัดแคมเปญพิเศษในการกระตุ้นยอดขายให้แก่ร้านอาหารด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศ มีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1) Thai SELECT SIGNATURE มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม จำหน่ายอาหารไทยแท้ ตกแต่งร้านสวยงาม และมีการบริการที่เป็นเลิศ โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินมากกว่า 90 คะแนน 2) Thai SELECT CLASSIC มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และจำหน่ายอาหารไทยต้นตำรับคุณภาพดี โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินระหว่าง 75 - 89 คะแนน 3) Thai SELECT UNIQUE มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพดีเยี่ยม จำหน่ายอาหารไทยต้นตำรับคุณภาพดี และมีรายการอาหารที่อนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยต้องได้รับคะแนนการประเมินระหว่าง 75 - 89 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ กรมฯ กำลังเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยรายใหม่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2564 โดยคุณสมบัติร้านอาหารไทยที่จะเข้ารับการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประกอบด้วย 1) เปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน 2) เป็นร้านอาหารที่มีจำนวนที่นั่งภายในร้านไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่งและมีพนักงานให้บริการ 3) มีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายการอาหารทั้งหมด โดยร้านอาหารไทยในประเทศที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้ว จะมีอายุการใช้ตราสัญลักษณ์เป็นเวลา 3 ปี และสามารถสมัครต่ออายุตราสัญลักษณ์ได้อีกคราวละ 3 ปี โดยหากร้านอาหารมีมากกว่า 1 สาขา แต่ละสาขาต้องแยกยื่นขอเข้ารับการประเมินฯ เพื่อรับตราสัญลักษณ์ฯ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยสมัครเข้ารับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ทาง www.dbd.go.th และ Facebook :Thai select Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 5158 และ e-Mail : Thaiselectdbd@gmail.com อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108698</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai SELECT CLASSIC, Thai SELECT SIGNATURE, Thai SELECT UNIQUE, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กระทรวงพาณิชย์, ครัวไทยสู่ครัวโลก, จับมือ 6 เดลิเวอรี, ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT, ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายทศพล ทังสุบุตร, มาตรฐานสากล, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2dae272bda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว&amp;nbsp; &amp;ldquo;ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้ชุมชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีผู้แทนจาก สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ&amp;nbsp; ผู้แทนจากบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารเข้าร่วม วานนี้&amp;nbsp; ณ ห้องฉลาดลบเลอสรรค์ ชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108201</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้ชุมชน, นายทศพล ทังสุบุตร, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc5d03b9c2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒน์ฯ‘หนุน’ ธุรกิจโลจิสติกส์ยกระดับมาตรฐานบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในช่วงที่ผ่านมาของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเกื้อหนุนการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความต้องการด้านใช้บริการโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรง บริษัทผู้ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการให้มีความสอดคล้องกันแต่ละพื้นที่ และให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการร่วมงานกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ไทยให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล จึงจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 9001 เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับ ข้อกำหนดมาตรฐานระบบงานคุณภาพ ISO 9001 และแนวทางการนำระบบมาตรฐาน ISO 9001 ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานภายในองค์กร รวมถึงสร้างความเป็นเลิศในด้านคุณภาพ จากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมาตรฐาน ISO 9001 นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจด้านการให้บริการโลจิสติกส์ เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้มีระบบการบริหารจัดการและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า โลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้นทุกปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีผู้ประกอบการหลายรายที่มองเห็นช่องทางและต้องการแย่งชิงพื้นที่การตลาด ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจไทยมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล จะช่วยส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีธุรกิจที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จำนวน 643 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95467</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6046e3f984dc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เดือนพ.ย.วูบ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 4,479 ราย เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 17% และเทียบเดือนพ.ย.2562 ลดลง 10% มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 15,559 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 ลดลง 64% เทียบกับพ.ย.2562 ลดลง 27% เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการจัดตั้งทำธุรกิจใหม่ เพราะเป็นช่วงปลายปี ไม่ต้องการที่จะทำบัญชีและจัดส่งงบการเงินของปีบัญชี 2563 และคาดว่าการจดทะเบียนตั้งใหม่ในเดือนธ.ค.2563 ที่เหลืออีกเดือนเดียวของปีนี้ ก็จะลดลงเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกของเดือนพ.ย.2563 ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคารและร้านอาหาร โดยธุรกิจบริการด้านอาหาร ถือว่ากำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล โครงการคนละครึ่ง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวได้ดี พอมาเจอโควิด-19 ระบาดซ้ำ ก็เกิดการชะงัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 2,457 ราย เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 19% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,442 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 150% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 162% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรกสอดคล้องกับธุรกิจที่ตั้งใหม่ เพราะตั้งมากก็เลิกมาก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 11 เดือนปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 60,053 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียนรวม 207,688 ล้านบาท ลดลง 32% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 14,907 ราย ลดลง 9% ทุนจดทะเบียน 75,133 ล้านบาท ลดลง 17% โดยคาดว่าทั้งปี 2563 จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 63,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 71,485 ราย เพราะปี 2563 ประสบปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2564 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 64,000-66,000 ราย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีปัจจัยบวกและลบเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะจริงๆ แล้ว แนวโน้มการจดทะเบียนตั้งใหม่ กำลังมีทิศทางดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่พอมาเจอโควิด-19 ระบาดรอบนี้ ก็ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 พ.ย.2563) มีจำนวน 772,068 ราย มูลค่าทุน 18.67 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,811 ราย คิดเป็น 24.33% บริษัทจำกัด จำนวน 582,979 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,278 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87950</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563, ธุรกิจตั้งใหม่, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากางแผนปี64ลุยช่วย SMEs โชวห่วย โอทอป เกษตรกร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค. 2563 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ได้กำหนดแผนการทำงานเชิงรุกในปี 2564 โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งร้านโชวห่วย ซึ่งเป็นร้านค้าที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ผู้ประกอบการสินค้าชุมชน โอทอป สินค้าเกษตร และผู้ประกอบการธุรกิจบริการ และธุรกิจแฟรนไชส์ ให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการพัฒนาโชวห่วย จะมีการยกระดับร้านค้าโชวห่วยเป็นสมาร์ทโชวห่วยให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันได้พัฒนาไปแล้วกว่า 3 หมื่นร้านค้า โดยจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการร้านค้าปลีก ผลักดันให้มีการนำระบบบริหารจัดการหน้าร้าน (POS) มาใช้ ช่วยลดทุนการซื้อสินค้าเข้าร้านด้วยการประสานผู้ผลิตและซัปพลายเออร์ และจะผลักดันให้เป็นช่องทางการกระจายสินค้าโอทอป สินค้าชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าโอทอป สินค้าเกษตร และสินค้าชุมชน จะเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านการจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้าส่งค้าปลีกชุมชนทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเชื่อมโยงผ่านเครือข่าย MOC Biz Club ทั่วประเทศ ส่วนธุรกิจบริการ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจบริการที่มีแนวโน้มเติมโต เช่น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ร้านอาหาร แฟรนไชส์ โลจิสติกส์ สำนักงานบัญชี และเชื่อมโยงธุรกิจ Startup กับ SMEs เพื่อส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งจะผลักดันให้ธุรกิจมีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยการใช้หลักประกันทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพลกล่าวว่า กรมฯ ยังจะเดินหน้าพัฒนางานบริการด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการจองชื่อนิติบุคคล ทำให้สามารถรู้ผลได้ภายใน 2 นาที พัฒนาระบบการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกนักลงทุนต่างชาติ และจะผลักดันการใช้ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) โดยจะลดอัตราค่าธรรมเนียมลงมาจากเดิม 30% ของ 5,100 บาท ลดเพิ่มเป็น 50% ซึ่งกำลังเตรียมออกกฎกระทรวงรองรับอยู่ และจะผลักดันเพิ่มผู้แทนรับจดทะเบียน เช่น ทนายความ ให้สามารถดำเนินการแทนกรรมการนิติบุคคลได้ ซึ่งจะทำให้มีผู้ใช้บริการผ่านระบบเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มประสิทธิภาพของฐานข้อมูลของกรมฯ ให้เป็นบิ๊กดาต้า เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้อมูลในการทำธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะผลักดันให้ธุรกิจมีธรรมาภิบาล โดยยกระดับการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผลักดันให้ใช้ระบบบัญชีมาตรฐาน โดยให้ทำบัญชีผ่านทางแอปพลิเคชัน หรือทางออนไลน์ และสามารถนำส่งงบการเงินประจำปีได้โดยอัตโนมัติ และจะผลักดันให้มีการนำ AI มาใช้สนับสนุนการตรวจสอบบัญชีธุรกิจว่าบริษัทใดทำผิดเงื่อนไขมาตรฐานบัญชี มีการตกแต่งบัญชีหรือไม่ เช่น บริษัทไม่มีเงินสด แต่ลงบัญชีเป็นเงินกู้ยืมจากกรรมการ ทั้งที่ไม่มีเงินจริง หรือบริษัทมีการชำระเงินทุนจดทะเบียนเต็มจำนวนหรือไม่ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82022</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, แผนปี 64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f61cb232aac4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดบริษัทตั้งใหม่เดือนก.ย.63ลดวูบ19% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค. 2563 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนก.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,636 ราย เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 2% และเทียบเดือนก.ย.2562 ลดลง 19% โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 12,782 ล้านบาท เทียบกับส.ค.2563 ลดลง 11% เทียบกับก.ย.2562 ลดลง 55% เนื่องจากผู้ประกอบการยังกังวลสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจดตั้งบริษัทใหม่ลดลง แต่แนวโน้มเริ่มดีขึ้น ตามมาตรการของรัฐบาลที่ออกมากระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค และเร่งรัดการลงทุน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดือนก.ย.2563 มีธุรกิจที่น่าจับตา ก็คือ ภัตตาคารและร้านอาหาร มีการตั้งใหม่เพิ่มขึ้น จนกลับมาติดอันดับ 3 ของธุรกิจตั้งใหม่สูงสุด โดยก่อสร้างอาคารทั่วไปยังคงเป็นอันดับ 1 อสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 เพราะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล คนมีการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ภัตตาคารและร้านอาหาร กลับมาฟื้นตัว หลังจากที่ตกอันดับ 3 ไปตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 และยังมีธุรกิจทำความสะอาดและธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีแนวโน้มดี มีการจดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,568 ราย เทียบกับส.ค.2563 เพิ่มขึ้น 17% และเทียบกับก.ย.2562 ลดลง 19% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 8,480 ล้านบาท เทียบกับส.ค.2563 เพิ่มขึ้น 57% และเทียบกับก.ย.2562 ลดลง 45% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 9 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 50,178 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนรวม 148,383 ล้านบาท ลดลง 20% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 10,393 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียน 47,903 ล้านบาท ลดลง 36% โดยคาดว่าปี 2563 ทั้งปี จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 60,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 72,000 ราย เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีการล็อกดาวน์ คนชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ก.ย.2563) มีจำนวน 774,012 ราย มูลค่าทุน 18.62 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,912 ราย คิดเป็น 24.28% บริษัทจำกัด จำนวน 584,818 ราย คิดเป็น 75.55% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,282 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81945</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจตั้งใหม่, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7931172093.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์”ขึงขังตรวจสอบบริษัทนอมินีต่างชาติแฝงหากินในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.2562 &amp;nbsp;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า &amp;ldquo;กรมฯ ได้ร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่อาจมีความเชื่อมโยงกับชาวต่างชาติในการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) โดยในปี 2562 ได้บูรณาการข้อมูลและกำหนดกลุ่มธุรกิจเป้าหมายเชิงลึกก่อนลงตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งได้กำหนดไว้จำนวน 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยว 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร 4.ธุรกิจขนส่งสินค้า และ 5.ธุรกิจโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบตามแผนข้างต้น ได้ดำเนินการตั้งแต่เดือนพ.ย.2561 ถึงปัจจุบัน ตรวจสอบไปแล้ว 4 จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีชาวต่างชาตินิยมลงทุนประกอบธุรกิจ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) และกระบี่ โดยจังหวัดภูเก็ต ได้ตรวจสอบธุรกิจ จำนวน 69 ราย และออกหนังสือให้จัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการลงทุน จำนวน 91 ราย จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบธุรกิจ จำนวน 39 ราย และออกหนังสือให้จัดส่งเอกสารฯ จำนวน 52 ราย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ตรวจสอบธุรกิจ จำนวน 44 ราย และออกหนังสือให้จัดส่งเอกสารฯ จำนวน 70 ราย จังหวัดกระบี่ ตรวจสอบธุรกิจ จำนวน 30 ราย และออกหนังสือให้จัดส่งเอกสารฯ จำนวน 36 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการตรวจสอบเบื้องต้น ที่จังหวัดภูเก็ตและเชียงใหม่ ยังไม่พบการกระทำผิดที่เข้าข่ายนอมินี แต่มีนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกให้จัดส่งเอกสารฯ จำนวน 24 ราย จึงได้ดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนไม่ส่งเอกสารตามที่เรียกตรวจสอบตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้ทำการหมายเหตุในหนังสือรับรองว่า &amp;ldquo;นิติบุคคลนี้ไม่จัดส่งบัญชี และหรือไม่ชี้แจงการจัดทำบัญชีรอบปีบัญชี 2560 โปรดใช้ความระมัดระวังในการทำนิติกรรม&amp;rdquo; ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) และกระบี่ เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบเอกสารเชิงลึกอยู่ และคาดว่าจะได้ผลการตรวจสอบในเร็วๆ นี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรกำลังอยู่ในระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีเพื่อตรวจสอบนอมินี และมีแผนที่จะลงตรวจสอบอีก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด (เกาะช้าง) กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ซึ่งหากตรวจสอบพบการกระทำผิดจะส่งดำเนินคดีให้ถึงที่สุดทุกราย เพื่อปราบปรามไม่ให้มีการใช้ตัวแทนอำพรางและอาจลงพื้นที่เดิมซ้ำหรือพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม หากพบว่ามีข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นนอมินี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาเรื่องนอมินี เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศในวงกว้าง หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ จะทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและสูญเสียรายได้เป็นอย่างมาก ดังนั้น กรมฯ จึงขอเตือนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยคนต่างด้าวที่ให้คนไทยถือหุ้นแทน รวมทั้งกรรมการบริษัทก็ต้องรับผิดด้วย ซึ่งจะมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32868</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดท่องเที่ยว, ตรวจสอบนอมินี, ยวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
