<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 07:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางเล็งรื้อสัญญาเช่าที่ดินรถไฟทั่วประเทศหวังปั้นรายได้เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.2563 นายสรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.)&amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษากำหนดยุทธศาสตร์การบริหารพื้นที่และติดตามกำกับนโยบายการจัดการรายได้จากทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์-อสังหาริมทรัพย์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จากที่ได้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบการจัดการทรัพย์สินเพื่อสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้นนั้นพบว่า&amp;nbsp;ปัจจุบัน&amp;nbsp;รฟท.มีสัญญาที่เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่&amp;nbsp;สังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ&amp;nbsp;ณ.วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;เม.ย.63&amp;nbsp;ในพื้นที่&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;32,000&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;กับ


สำนักบริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;รฟท.กว่า&amp;nbsp;6,042&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;แบ่งเป็นสัญญาเช่าอาคารจำนวน&amp;nbsp;3,106&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;,สัญญาเช่าที่ดินจำนวน2,936&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;ซึ่งจากสัญญาทั้งหมดที่มีทำให้&amp;nbsp;รฟท.มีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่&amp;nbsp;2,858&amp;nbsp;ล้านบาท/ปี&amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้การบริหารทรัพย์สินของรฟท.เกิดประสิทธิภาพแก่&amp;nbsp;รฟท.มากขึ้นทาง&amp;nbsp;คณะทำงานฯจะเข้ามาดำเนินการจัดระเบียบและกำหนดกรอบของการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น&amp;nbsp;โดยมั่นใจว่าหากดำเนินการสำเร็จจะสามารถสร้างรายได้ในส่วนนี้ให้กับรฟท.เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าปีละ&amp;nbsp;10%


นอกจากนั้นได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปรวบรวมสัญญาของพื้นที่&amp;nbsp;บริเวณ&amp;nbsp;อาร์ซีเอ&amp;nbsp;โดยพื้นที่ดังกล่าวให้ทำแผนปฎิบัติการใช้พื้นที่,บริเวณตลาดนัดจตุจักร&amp;nbsp;3แปลง&amp;nbsp;บริเวณ&amp;nbsp;ตลาดขายปลาจำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;,ตลาดศรีสมรักษ์&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;รวมถึงพื้นที่ตรงหัวมุม&amp;nbsp;ตลาดเพื่อองค์การค้าเพื่อเกษตรกร&amp;nbsp;(อตก.)&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;3ไร่&amp;nbsp;,พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;277&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเน่งดำเนินการเพื่อสร้างรายได้&amp;nbsp;,พื้นที่บริเวณรัชดาจำนวน&amp;nbsp;124&amp;nbsp;แปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;


อย่างไรก็ตามดังนั้นในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;นี้&amp;nbsp;นอกจากได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปรวบรวมข้อมูลพื้นที่ในเขตกทม.ดังกล่าวแล้วยังได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปดูรวบรวมพื้นที่&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;สัญญาที่เกี่ยวข้องกับแปลงอสังหาฯทั่วประเทศทั้งหมดด้วยว่ามีจำนวนแปลงที่ใช้ประโยชน์&amp;nbsp;,สถานะของสัญญา&amp;nbsp;,สถานะเวลาของการให้เช่า&amp;nbsp;,การบุกรุกพื้นที่มีที่ไหนบ้าง&amp;nbsp;รวมถึงสถานะที่มีการใช้ประโยชน์โดยไม่มีการจ่ายค่าเช่าแก่&amp;nbsp;รฟท.&amp;nbsp;อย่างไรบ้าง&amp;nbsp;เพื่อมาประกอบในการประชุมครั้งต่อไป&amp;nbsp;เพื่อให้คณะทำงานฯชุดนี้สามารถกำหนดกรอบการดำเนินการให้เกิดความชัดเจน&amp;nbsp;ในการสร้างมูลค่าที่มีการทำสัญญาที่มีอยู่ให้กับ&amp;nbsp;รฟท.เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;เพื่อให้&amp;nbsp;รฟท.สามารถนำรายได้จากพื้นที่ที่สร้างรายได้มาบริหารจัดการรฟท.ให้อยุ่ได้แบบยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp;ในอนาคต&amp;nbsp;และไม่เป็นภาระกับรัฐบาลต่อไป


นายสรพงศ์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ซึ่งจากการประชุมในเบื้องต้นพบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;รฟท.มีข้อจำกัดของระเบียบ&amp;nbsp;ข้อกฎหมาย&amp;nbsp;ในวิธีการเช่าที่ดินและ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของกฎหมายของรฟท.&amp;nbsp;โดยเฉพาะ&amp;nbsp;ฉบับ&amp;nbsp;พ.ศ.2484&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ฉบับ&amp;nbsp;พ.ศ.2544&amp;nbsp;ที่ปฎิบัติมาไม่สอดคล้องกับกฎหมายในปัจจุบัน&amp;nbsp;ซึ่งข้อจำกัดที่เห็นชัดคือจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการที่ยาวนาน&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การเช่าที่ดินแบบไม่ต้องประมูลจะต้องใช้เวลาในการอนุมัติกว่า&amp;nbsp;101&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;


ส่วนประเภทการเช่าแบบประมูล&amp;nbsp;จะมีขั้นตอนระเบียบปฎิบัติการ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ขั้นตอน&amp;nbsp;ใช้เวลา&amp;nbsp;การอนุมัติกว่า&amp;nbsp;146&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;ส่วนประเภทโครงการพัฒนา&amp;nbsp;เชิญชวนประมูลโครงการ&amp;nbsp;มีขั้นตอนกว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ขั้นตอน&amp;nbsp;ใช้เวลาปนุมัติไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;212&amp;nbsp;วันซึ่งจากข้อจำกัดต่างๆนี้ทำให้เห็นว่ากว่าจะอนุมัติ&amp;nbsp;และมีรายได้กลับมาที่&amp;nbsp;รฟท.ต้องใช้ระยะเวลานาน&amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังพบปัญหาอีกว่า&amp;nbsp;หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารทรัพย์สินทั้งที่ดิน&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของ&amp;nbsp;รฟท.มีถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หน่วยงาน&amp;nbsp;ประกอบไปด้วย&amp;nbsp;สำนักบริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;,ฝ่ายการเดินรถ&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นคนดูแลทรัพย์สินตามเขตทางรถไฟทั่วประเทศ&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ฝ่ายการช่างโยธา&amp;nbsp;ดังนั้นทางคณะทำงานฯจึงเห็นว่า&amp;nbsp;ควรที่จะมีการจัดระเบียบหน่วยงานที่จะทำหน้าที่บริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;ให้ศูนย์เดียวเพื่อให้รวบรวมสัญญาที่เอกชนทั้งรายย่อย&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;รายใหญ่&amp;nbsp;ที่ทำสัญญากับ&amp;nbsp;รฟท.อยู่ในที่เดียวกัน&amp;nbsp;เพื่อให้มีการตรวจสอบสัญญา&amp;nbsp;และรายได้ที่เข้ามาเกิดความชัดเจนมากขึ้น

&amp;nbsp;

นอกจากนี้ในส่วนของการประเมินราคาที่ดิน&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของ&amp;nbsp;รฟท.นั้น&amp;nbsp;เห็นควรที่จะให้&amp;nbsp;รฟท.&amp;nbsp;หาวิธีประเมินราคาที่ดิน&amp;nbsp;แม้ว่าแปลงอสังหาฯของรฟท.จะไม่มีโฉนดที่ดิน&amp;nbsp;แต่สามารถนำราคาประเมินที่ดินจากกรมธนารักษ์มาเทียบได้และนำมาเปรียบเทียบกับที่ดิน&amp;nbsp;หรืออสังหาฯข้างเคียงของเอกชน&amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้&amp;nbsp;รฟท.มีความคล่องตัวในการปฎิบัติมากขึ้น&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปจัดทำแผนปฎิบัติการโดยให้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน&amp;nbsp;ขณะเดียวกันหากแปลงอสังหามีสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;ควรจ้างบริษัท&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน&amp;nbsp;เพื่อให้มีความถูกต้องแม่นยำ&amp;nbsp;


&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68707</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, ที่ดินรถไฟมูลค่ามหาศาล, อธิบดีกรมรางคนแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8d5ab25b6c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2019 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2019 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางลุยสรุปลดราคารถไฟฟ้าคาดได้ข้อสรุปเดือนนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.62-นายสราวุธ ทรงศิวิไล&amp;nbsp;อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า การประชุมกำหนดแนวทางลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ขร.ตั้งเป้าหมายจะประชุม 2 ครั้ง คือ ในวันที่ที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา และอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งนี้ หลังจากได้ข้อสรุปแล้วนั้น จะนำเสนอแนวทางให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา โดยเชื่อว่าการปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า จะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ปีนี้

&amp;ldquo;เบื้องต้น ต้องหารือกับผู้ประกอบการถึงรูปแบบในการปรับลดราคา เช่น บีทีเอส ปัจจุบันมีตั๋วเดือนอยู่แล้ว โดยมีรูปแบบการใช้งาน ซื้อภายใน 1 เดือน คิดค่าเดินทางเป็นเที่ยว ถูกสุดเที่ยวละ 26 บาท สูงสุดมากกว่า 45 บาท ส่วนรถไฟฟ้าใต้ดินและแอร์พอร์ตลิงค์ที่ยังไม่มีตั๋วเดือน ซึ่งต้องหารือว่ามีแนวทางปรับลดค่าโดยสาร เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างไร&amp;rdquo;นายสราวุธ กล่าว

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า เตรียมหารือร่วมกับเอกชนว่า จะสามารถปรับลดราคาจากราคาสูงสุดสูงสุด 45 บาท เหลือ 25 บาทได้หรือไม่ โดยในปัจจุบันช่วงนอกเวลาเร่งด่วน (ออฟพีค) หรือมีเวลาประมาณ 13 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการลดค่าโดยสารในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้โดยสารน้อย และจะเป็นการดึงดูดให้มีคนมาเดินทางมากขึ้น ช่วยลดความแออัด ทั้งยังลดการใช้รถส่วนตัวด้วย ในส่วนของช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งเช้า-เย็นอยู่ที่ 5-6 ชั่วโมงนั้น จะเสนอแนวทางลดราคาจากการจัดทำตั๋วเดือนกับลดค่าโดยสารทำเพดานสูงสุดช่วงหลังชั่วโมงเร่งด่วน
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้ จะไม่กระทบกับสัญญาสัมปทานและงบประมาณที่จะใช้ รวมถึงจะหารือว่ามีความพร้อมหรือไม่ และฟังเงื่อนไขของผู้ประกอบการ เนื่องจากรถไฟฟ้าใช้ระบบที่แตกต่างกัน แต่ในเบื้องต้นนั้น ทุกฝ่ายยินดีที่จะเข้าร่วม แต่ถ้าจะทำให้เกิดทั้งระบบ ทั้งสัมปทานและภาครัฐ คาดว่าจะสรุปภายในเดือนนี้ ขณะที่ในส่วนของกรมการขนส่งทางรางที่รับนโยบายจากกระทรวงคมนาคม จะดำเนินการภายใต้กรอบที่ภาครัฐต้องไปรับภาระชดเชยต่างๆ น้อยที่สุด หรือไม่ต้องรับภาระเลย โดยรูปแบบนี้มองว่า หน่วยงานที่ให้บริการอาจจัดเก็บรายได้ต่อเที่ยวลดลง แต่ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น

นายสราวุธ กล่าวว่าสำหรับประเด็นที่รถไฟฟ้าใต้ดินเกิดปัญหาขัดข้องบ่อยนั้น ได้สั่งการให้ผู้ประกอบการปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ประกอบการระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพิ่มขบวนรถ ทำให้อาจเกิดเหตุขัดข้อง แต่พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้กำชับตามนโยบายกระทรวงฯ กล่าวคือ หากเกิดเหตุขัดข้องต้องรายงานให้ผู้โดยสารและกระทรวงคมนาคมรับทราบ อย่าปล่อยให้เกิดปัญหาขาดการสื่อสารจนผู้โดยสารได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ อำนาจลงโทษผู้ประกอบการที่บกพร่องเกี่ยวกับปัญหาการเดินรถนั้น กรมการขนส่งทางรางอยู่ระหว่างรออำนาจตาม พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ที่จะให้กรมฯ กำหนดบทลงโทษ ระหว่างนี้ยังเป็นมาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการในระหว่างที่รอกฎหมายใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45205</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโดยสารรถไฟฟ้า, นายสราวุธ ทรงศิวิไล, อธิบดีกรมรางคนแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190408/image_big_5caab144092c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียว ตั้ง&#039;สราวุธ&#039;นั่งอธิบดีกรมรางคนแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2562 รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ระบุว่าที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางรางคนแรกของประเทศไทย ตามที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2562) จัดตั้งกรมการขนส่งทางราง และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและ จราจร(สนข.) ว่าที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (กรมราง)เปิดเผยว่าการจัดตั้งกรมดังกรมถือเป็นภาระกิจหลักที่รัฐบาลชุดนี้ต้องการผลักดันตั้งแต่ช่วงต้นการเข้ามาบริหารประเทศในช่วงปี 2558 เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนเรื่องระบบรางหลายแสนล้านบาท ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าเมืองหลวงและรถไฟความเร็วสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่ภารกิจหลักของกรมรางที่จะเข้ามายกระดับงานบริการขนส่งสาธารณะที่เห็นภาพชัดๆคือการตั้งค่าประเมิน KPI ในงานบริการรถไฟฟ้า เช่น แต้มตรงต่อเวลาแต้มความแออัดของผู้โดยสารและแต้มความพึงพอใจเป็นต้น นอกจากนี้จะมีการเข้ามาคุมเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเปิดบริการ นอกจากนี้ยังมีตัว พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม (ฉบับที่..)พ.ศ... ว่าด้วยการ จัดตั้งกรมการขนส่งทางราง และร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางราง พ.ศ... ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันบังคับใช้ภายในปีนี้ ทำหน้าที่เป็นกฎหมายให้เอกชนต้องปฎิบัติตาม รวมถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมายเกี่ยวกับระบบราง ดังนั้นจฝภาระกิจงานจะครอบคลุม รถไฟ รถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมกล่าวว่าการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าและบริษัทเอกชนที่สนใจลงทุนโครงการระบบราชในอนาคตจนทำให้บางฝ่ายเกิดความเกรงกลัวถึงขอบเขตอำนาจของกรมดังกล่าว ทั้งการตั้งค่าประเมินประจำปี KPI ซึ่งจะมาพร้อมบทลงโทษหากไม่ทำตาม เช่นการปรับเงิน หรือการชดเชยค่าใช้จ่ายให้ผู้โดยสาร (payback) ในกรณีรถไฟฟ้าขัดข้องหรือมีการล่าช้าเกิดขึ้น(Delay) เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ตลอดจนคุมราคาค่าโดยสารให้มีความเหมาะสม การเร่งรัดโครงการก่อสร้างระบบราง การสร้างกติกาทีมีผลทางกฎหมายให้ปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขในการประมูลโครงการเช่น กำหนดสัดส่วนวัตถุดิบที่ต้องผลิตในประเทศ (local content) เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมทางรางของไทย อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับประวัติการศึกษานายสราวุธ ทรงศิวิไลนั้น ปี 2520 &amp;ndash; 2523 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3&amp;nbsp;โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี),&amp;nbsp;ปี 2523 &amp;ndash; 2524&amp;nbsp;มัธยมศึกษาปีที่ 5&amp;nbsp;โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, ปี 2524 &amp;ndash; 2528&amp;nbsp;วศ.บ. (วิศวกรรมโยธา)&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปี 2530 &amp;ndash; 2532&amp;nbsp;วศ.ม. (ขนส่ง)&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในส่วนประวัติการทำงานนั้น&amp;nbsp;พ.ศ. 2529 &amp;ndash; 2540&amp;nbsp;วิศวกรโยธาฝ่ายแผนงานกองบำรุงกรมทางหลวง พ.ศ. 2540 &amp;ndash; 2545&amp;nbsp;หัวหน้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือสำนักบริหารบำรุงทางกรมทางหลวง พ.ศ. 2545 &amp;ndash; 2547&amp;nbsp;ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานผู้รับจ้าง(งานจดทะเบียนผู้รับเหมา)&amp;nbsp;กรมทางหลวง พ.ศ. 2547 &amp;ndash; 2549&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการสำนักงานบำรุงทางธนบุรี(แขวงการทาง)&amp;nbsp;กรมทางหลวง พ.ศ. 2549 &amp;ndash; 2550&amp;nbsp;ผู้อำนวยการแขวงการทางกรุงเทพ กรมทางหลวง พ.ศ. 2550 &amp;ndash; 2552&amp;nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มกำหนดกลยุทธ์และแผนงานบำรุงทาง สำนักบริหารบำรุงทาง กรมทางหลวง พ.ศ. 2552 &amp;ndash; 2556&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่8 (นครราชสีมา)&amp;nbsp;กรมทางหลวง พ.ศ. 2556 &amp;ndash; 2557&amp;nbsp;รองอธิบดีกรมทางหลวง(ฝ่ายวิชาการ)&amp;nbsp;กรมทางหลวง พ.ศ. 2557 &amp;ndash; 2560&amp;nbsp;รองอธิบดีกรมทางหลวง(ฝ่ายบำรุงทาง)&amp;nbsp;กรมทางหลวง พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2561&amp;nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2561 &amp;ndash;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36391</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.), สราวุธ ทรงศิวิไล, อธิบดีกรมรางคนแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181108/image_big_5be3a9e13fde8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
