<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ราชทัณฑ์&#039;กลับมาพีค!ยอดติดเชื้อใหม่1,015ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.64 &amp;nbsp;- นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ &amp;nbsp;เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 16.00 น. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,049 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 1,015 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 34 ราย) หายป่วยเพิ่ม 95 ราย รวมยังมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,824 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นวันที่ 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ กล่าวว่า วันนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะหลักพันครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ซึ่งเกิดจากการเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุก เพื่อคัดแยกเรือนจำสีขาวที่ปลอดเชื้อและเรือนจำสีแดงที่แพร่ระบาดให้ชัดเจน อันจะเป็นประโยชน์ในด้านการควบคุมโรค และเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาโดยเร็ว ทั้งนี้ เป้าหมายหลัก คือ ลดความรุนแรงของโรค ลดจำนวนผู้ป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิต โดยพบว่าปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวประมาณ 81.4% เมื่อได้รับการดูแลรักษาและให้ยาฟ้าละลายโจร จะสามารถหายได้ในระยะเวลา 14 วัน ขณะที่กลุ่มสีเหลืองมี 17.9% และสีแดง 0.7% โดยมีผู้ป่วยที่รักษาหายสะสมแล้ว 36,615 ราย หรือ 89.7% ของผู้ติดเชื้อสะสม 40,821 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ เสริมต่อว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อภายนอกที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กรมราชทัณฑ์ ได้ยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างเคร่งครัด นอกจากการตรวจเชื้อก่อนและกักโรคผู้ต้องขังเข้าใหม่ตามระบบแล้ว ยังป้องกันเชื้อที่อาจติดผ่านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงได้จัดการปฏิบัติหน้าที่ออกเป็นชุดๆ เพื่อแต่ละชุดจะได้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา &amp;nbsp;7 วันติดต่อกัน และหมุนเวียนสลับกันตามจำนวนของบุคลากรในเรือนจำแต่ละแห่ง โดยระหว่างการพักเวร ห้ามออกนอกพื้นที่หรือเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงโดยเด็ดขาด ตลอดจนมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาด การปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T และการป้องกันเชื้อโรคจากการสัมผัสสิ่งของโดยต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในทุกขั้นตอนแบบ 100% ซึ่งกรมราชทัณฑ์เชื่อมั่นว่าการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ จะสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนในผู้ต้องขังเพื่อป้องกัน และลดความรุนแรงของโรค โดยได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้ว เข็มที่ 1 จำนวน 53,554 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 51,581 ราย รวม 105,135 โดส ทั้งจากที่ได้รับจากกรมควบคุมโรค วัคซีนพระราชทาน และจากแหล่งอื่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานขอรับวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อเร่งฉีดแก่ผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการระบาดในพื้นที่สีแดง ก่อนจะกระจายจนครบทุกราย ตามแผนการฉีดวัคซีนของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทัณฑสถาน, นายอายุตม์ สินธพพันธุ์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, เรือนจำ, โควิด-19, ไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a795883e5f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!ผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด19ใกล้13,000ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.64 -นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด19 ว่าข้อมูล ณ วันที่ 18 พ.ค.2564 เวลา 11.00 น. มีผู้ต้องขังติดเชื้ออยู่ระหว่างการรักษา 12,767 ราย จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 11 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันนี้ จำนวน 1,117 ราย อีก 2 แห่ง ไม่พบผู้ติดเชื้อแล้ว คือ เรือนจำจังหวัดนราธิวาส และเรือนจำอำเภอแม่สอด ดังนั้นจะพบเรือนจำที่มีผู้ต้องขังติดเชื้อ 1.เรือนจำกลางเชียงใหม่ 2.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 3.ทัณฑสถานหญิงกลาง 4.เรือนจำกลางคลองเปรม 5.เรือนจำพิเศษธนบุรี 6.เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา7ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง 8.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี 9.เรือนจำพิเศษมีนบุรี10.เรือนจำกลางสมุทรปราการ และ 11.เรือนจำกลางบางขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ กล่าวว่าได้สั่งการให้เรือนจำตั้งศูนย์แก้การระบาดโควิดประจำเรือนจำ มอบนโยบายให้ทุกแห่งจัดโรงพยาบาลสนาม ให้ตรวจหาเชื้อโดยเร็วหากพบเชื้อเอ็กเรซย์ ปอดจัดหายารักษาป้องกันไม่ให้เชื้อลงปอด จำกัดวงการแพร่กระจาย ให้เพิ่มคลอรีนที่อาบน้ำเพื่อความสะอาด ให้ตรวจหาเชื้อทุกคนค้นหาผู้ต้องขังที่ไอ มาตรวจก่อน ส่วนกรณีการปล่อยตัวผู้ต้องขัง ทั้งพักการลงโทษ ลดวันต้องโทษ หรือได้รับการประสานงานจากศาลยุติธรรมในการประกันตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งก่อนการปล่อยตัวจะให้เรือนจำประสานงานกับสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อส่งต่อพี่น้องผู้ต้องขังไปยังพื้นที่สาธารณสุขโดยด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนการแพร่ระบาด โควิดที่เข้าสู่เรือนจำ อาจเกิดจากการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเฝ้าระวัง และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ได้สั่งการมาโดยตลอด เกี่ยวกับมาตรการ &amp;ldquo;คนในไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เข้า&amp;rdquo; โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่อาจเป็นพาหะนำเชื้อเข้ามาสู่เรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางคนอาจต้องไปเฝ้าผู้ป่วยที่โรงพยาบาลและติดเชื้อมา ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานข้างนอกเข้าไปยังแดนต่าง ๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในแดน หากเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงและไม่ปฏิบัติตามมาตรการของกรมราชทัณฑ์ จะดำเนินการสอบสวนและลงโทษทางวินัยตามขั้นตอน ทั้งนี้ ได้สั่งการไปยังเรือนจำทั่วประเทศ ให้แจ้งข้อมูลกับญาติผู้ต้องขังเป็นระยะ รวมทั้งความคืบหน้าอาการป่วยของผู้ต้องขัง โดยสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์ หรือช่องทางอื่น ๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103426</URL_LINK>
                <HASHTAG>11 เรือนจำ, นายอายุตม์ สินธพพันธุ์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604f615e3f5c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิบดีราชทัณฑ์&#039;แจงโควิดพุ่งนักโทษล้นคุก ปูพรมตรวจ100% ยันดูแลเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 64 - กรมราชทัณฑ์ แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในเรือนจำ และทัณฑสถาน นำโดย นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่กว่า 3 แสนคน และมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานกว่า 1.3 หมื่นคน ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาด กรมราชทัณฑ์ ได้ใช้นโยบายในการสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะการติดเชื้อในเรือนจำ โดยสั่งห้ามเข้าออก, กักตัวผู้ต้องขังใหม่ กลับมาจากการรักษา หรือกลับมาจากไปศาล 14 วัน ก่อนจะปล่อยกลับเข้าแดนปกติ โดยจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด 2 ครั้ง หากพบเชื้อ จะได้พาไปรักษา ทั้งนี้ในการระบาดรอบแรก ติดไม่มาก แต่ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ ในช่วงของการระบาดรอบที่ 3 ในขณะนี้ ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการติดเชื้อของประชาชนในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ กล่าวว่า เรือนจำทั่วประเทศมีทั้งหมด 143 แห่งนั้น เป็นสถานที่ปิด ไม่มีคนเข้าออก น่าจะควบคุมโรคได้ง่าย แต่แท้จริงแล้ว เรือนจำมีเจ้าหน้าที่ต้องควบคุมผู้ต้องขังไปรักษา หรือขึ้นศาลบ้าง ขณะที่สภาพภายในเรือนจำ ค่อนข้างคับแคบ มีปริมาณนักโทษจำนวนมาก เกือบจะเข้าสู่นักโทษล้นคุก&amp;nbsp; ดังนั้นในเรื่องของสุขภาพอนามัย และการป้องกันโรคติดต่อต่างๆ จึงทำได้อย่างจำกัด ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า จะดูแลผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแลอย่างดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สาเหตุที่มีรายงานผู้ติดเชื้อแบบก้าวกระโดดนั้น เป็นเพราะเมื่อพบเชื้อแล้ว จึงได้มีการตรวจหาเชิงรุก ตามแนวทางการสอบสวนโรค และจากรายงานพบว่า มีเรือนจำประมาณ 15 แห่งทั่วประเทศ ที่พบผู้ต้องขังป่วยโควิด ซึ่งกำลังดำเนินการแก้ไข ส่วนที่เหลือก็ได้ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ ก็จะได้ทำการรักษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวลใจ หลังการติดเชื้อในเรือนจำ ที่มีอัตราการติดเชื้อมากกว่าภายนอกหลายเท่า เพราะเราอยู่กันอย่างแออัด ซึ่งเราจะได้ปูพรมในการตรวจหาเชื้อ ซึ่งคาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่อยากให้มั่นใจว่า ผู้ที่ติดเชื้อ จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของยา ซึ่งมีข้อจำกัดจำนวนมาก ทางกรมราชทัณฑ์ได้รับการสนับสนุนในการจัดซื้อยาเพื่อให้โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และเรือนจำทุกแห่งที่มีผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ที่เป็นส่วนกลางขึ้นมาในการติดตามตัวเลขผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ และรักษาหายแล้ว พร้อมสั่งให้เรือนจำทั่วประเทศ มีการจัดเจลแอลกอฮอล์ สบู่ฆ่าเชื้อโรค ไว้ให้ผู้ต้องขัง ที่สำคัญผู้บัญชาการเรือนจำ จะต้องบริหารงานให้ดีที่สุด ตัดสินใจให้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการคัดกรอง เอกซเรย์ปอดทุกคน และถ้าหากเจอเชื้อจะได้ให้ยาทุกคน และเฝ้าระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ส่วนผู้ที่แข็งแรง แนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเจ้าหน้าที่ ได้มีการสั่งให้&amp;nbsp; SWABตรวจหาเชื้อ 100% ทุก 7 วัน ขณะที่ในเรือนจำที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อนั้น ให้ประสานสาธารณสุขจังหวัด ในการเข้าตรวจหาเชื้อทั้งหมดต่อไป ในส่วนของวัคซีนนั้น จะได้ทำการฉีดในเจ้าหน้าที่กว่าหมื่นคน พร้อมขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรมควบคุมโรค ซึ่งจะฉีดให้ผู้ต้องขังครบทุกคนต่อไป พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อแต่อย่างใด เนื่องจากหลังได้รับผลตรวจหาเชื้อโควิดแล้ว จะต้องคีย์ข้อมูลรายงานไปยังกรมควบคุมโรค สำหรับเรือนจำที่เฝ้าระวังในเขตกรุงเทพฯ มีอยู่ 8 เรือนจำ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103189</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก, นายอายุตม์  สินธพพันธุ์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, เรือนจำ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a20feed656a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;  จี้อธิบดีกรมราชทัณฑ์รับผิดชอบคลัสเตอร์เรือนจำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.2564 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่เรือนจำทั่วประเทศว่า ขอเรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบกรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดคลัสเตอร์เรือนจำ พร้อมเปิดเผยข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามระดับความรุนแรง เพื่อแยกการรักษาให้เป็นไปตามหลักการแพทย์ในการรักษาโรคระบาดในเรือนจำด้วย &amp;nbsp;และขอให้เร่งฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังทั้ง 100% โดยเร็วที่สุดในฐานะประชาชนคนไทยที่ควรมีสิทธิ์ได้รับการดูแลเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดให้ฉีดวัคซีนเป็นการทั่วไปพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมิถุนายนรัฐบาลอาจกำลังตีความข้อเสนอแนะการเปิดฉีดวัคซีนกับคนทุกกลุ่มของพรรคเพื่อไทยและภาคประชาชนตื้นเขินเกินไป จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สีแดงเข้มอยู่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละเกือบ 2,000 คน ขณะที่วัคซีนที่จะได้มาในเดือนมิถุนายนยังมีจำกัดเพียง 6ล้านโดสเท่านั้น ดังนั้นควรเร่งฉีดให้ประชากรที่มีความพร้อมเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มและในเรือนจำก่อน จะเป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หาก ศบค.ยังบ้ายุกระจายวัคซีนล็อตนี้ไปทั่วประเทศแบบไม่มียุทธศาสตร์ วัคซีนจะกระจุกตัวในกลุ่มผู้มีอิทธิพลในแต่ละจังหวัด ไม่มีประโยชน์ในทางควบคุมโรคหรือช่วยให้เปิดเศรษฐกิจได้ในเร็ววัน&amp;rdquo; นายชนินทร์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103059</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, กระตุ้นการระบาดของโควิด-19, ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608e0479284fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชทัณฑ์แจง พักโทษสรยุทธ ตามเกณฑ์กม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีกรมราชทัณฑ์&amp;quot; แจงพักโทษ &amp;quot;สรยุทธ&amp;quot; ถูกต้องตามเกณฑ์และประโยชน์ที่นักโทษพึงได้รับ ระบุการพักโทษมีคณะอนุกรรมการฯ 19 ราย จากหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงยุติธรรมร่วมกันพิจารณา ยันให้ความเท่าเทียมกันทุกคน &amp;quot;นักเล่าข่าวคนดัง&amp;quot; โผล่ช่อง 3 ให้กำลังใจพิธีกรคู่ขวัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมราชทัณฑ์ วันที่ 15 มี.ค. นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข้อสงสัยกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัวพักโทษนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรข่าวชื่อดัง เป็นการได้รับสิทธิพิเศษแตกต่างจากนักโทษคนอื่นและปฏิบัติสองมาตรฐานว่า ตามที่กรมราชทัณฑ์ได้เคยชี้แจงไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2564 เกี่ยวกับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษของนายสรยุทธ เป็นไปตามประโยชน์ของผู้ต้องขัง ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษ และได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ.2562 ข้อ 17 วรรคสอง และข้อ 18 รวมถึงมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ที่ให้ประโยชน์แก่นักโทษเด็ดขาดทุกรายที่แสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น การลดวันต้องโทษจำคุก การพักการลงโทษ ซึ่งกรณีของนายสรยุทธนั้นได้รับประโยชน์ดังกล่าวจากการทำหน้าที่ผลิตสื่อ &amp;ldquo;เรื่องเล่าชาวเรือนจำ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;กำลังใจสู่ชาวเรือนจำ&amp;rdquo; เผยแพร่ให้ผู้ต้องขังทั่วประเทศได้รับรู้ข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างทั่วถึง และเป็นการผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด วิตกกังวล อันเป็นการป้องกันผลกระทบที่อาจส่งผลให้ผู้ต้องขังก่อเหตุจลาจลขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์กล่าวว่า การพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษโครงการพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดซึ่งมีโทษระยะสั้นที่นายสรยุทธได้รับ เป็นโครงการสำหรับนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางขึ้นไป จำคุกครั้งแรกที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ และเหลือโทษที่ต้องได้รับต่อไปอีกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งในขณะพิจารณาการพักการลงโทษนายสรยุทธ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีกำหนดโทษตามคำพิพากษา 6 ปี 24 เดือน ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2563 ทั้ง 2 รอบ คงเหลือโทษจำคุกครั้งหลังสุด 3 ปี 6 เดือน 20 วัน เมื่อหักวันต้องโทษจำคุกมาแล้ว จึงเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 2 ปี 4 เดือน 14 วัน จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์การพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ และได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และต้องประพฤติปฏิบัติตนตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างครบถ้วน ซึ่งนอกจากกรณีของนายสรยุทธ ยังมีนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษในโครงการเดียวกันนี้แล้วกว่า 13,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากประเด็นข้อข้องใจว่าการพักการลงโทษของนายสรยุทธเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐานหรือไม่ กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่าการพิจารณาเพื่อพักการลงโทษในทุกโครงการกรมราชทัณฑ์มีระเบียบและหลักเกณฑ์ในการดำเนินการที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะพิจารณาที่ความประพฤติและการทำประโยชน์ต่อทางราชการเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดความรุนแรงของคดี และการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้วด้วย&amp;quot; นายอายุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวว่า ในกรณีคู่คดีของนายสรยุทธทั้ง 2 รายที่เป็นประเด็นสงสัย กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามระเบียบเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากทั้ง 2 รายมีกำหนดโทษที่แตกต่างกับนายสรยุทธ จึงส่งผลให้ระยะเวลาในการเข้าเกณฑ์พักการลงโทษในโครงการดังกล่าวไม่พร้อมกัน รวมถึงความประพฤติและการทำความชอบแก่ทางราชการตามที่กล่าวมาข้างต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอยืนยันอีกครั้ง การพิจารณาพักการลงโทษไม่ได้เป็นการพิจารณาจากกรมราชทัณฑ์เพียงหน่วยงานเดียว โดยต้องผ่านการพิจารณาอีกชั้นจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ อันประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะ อนุกรรมการฯ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภาย นอกกระทรวงยุติธรรมเป็นคณะอนุกรรมการฯ รวม 19 ท่าน นอกจากนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอีกชั้นหนึ่ง จึงจะถือว่าได้รับการพักการลงโทษ&amp;quot; อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายสรยุทธได้รับการพักโทษและปล่อยตัวออกจากเรือนจำไปช่วงเช้าวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสรยุทธได้เดินทางมาที่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3 โดย ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ&amp;quot; อดีตพิธีกรร่วมรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ได้ออกมาโพสต์ภาพนายสรยุทธ พร้อมข้อความระบุว่า &amp;quot;เมื่อเช้ามีคนมาให้กำลังใจพวกเราถึงห้องส่งเลยค่ะ&amp;quot; เช่นเดียวกัน &amp;quot;หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย&amp;quot; ก็ได้โพสต์ภาพสวมกอดนายสรยุทธลงไอจี พร้อมเขียนข้อความว่า &amp;quot;ได้เจอพี่แล้ว ดีใจมากๆ ครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96155</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, ปล่อยตัวพักโทษ, สรยุทธ สุทัศนะจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604f6151432eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่ง&#039;ยงยุทธ&#039;โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โรคเพียบ หัวใจ เบาหวาน ความดัน ต้อหิน ข้อเข่าเสื่อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.63 -พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ &amp;nbsp;กล่าวถึงการควบคุมตัว นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อายุ 78 ปี อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยในคดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ว่า นายยงยุทธจัด เป็นผู้ต้องขังสูงอายุ เมื่อถูกส่งเข้ามายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครพบว่ามีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ต้อหิน ข้อเข่าเสื่อม และจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นกรมราชทัณฑ์จึงได้ย้ายนายยงยุทธ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากมีแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่พร้อมกว่าแดนพยาบาลในเรือนจำ ซึ่งเป็นการรักษาตามอาการไม่ได้มีอาการอะไรเป็นพิเศษ ในช่วงแรกของการคุมขังจึงยังไม่อนุญาตให้การเยี่ยมญาติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57558</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณรัชต์ เศวตนันทน์, ยงยุทธ วิชัยดิษฐ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, เรือนจำกรุงเทพฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200217/image_big_5e4a6a7e8e5be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบสาเหตุผู้ต้องขังเสียชีวิต &#039;ราชทัณฑ์&#039;เผยพบโรคไทรอยด์เป็นพิษระบาดเรือนจำพิษณุโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 5 ม.ค. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ต้องขังป่วยเสียชีวิตในห้วงปีใหม่ไล่เลี่ยกันถึง 4 ราย ที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก กรมราชทัณฑ์เร่งส่งผู้อำนวยการกองบริการทางการแพทย์ลงพื้นที่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เข้าตรวจสอบสาเหตุที่โรงพยาบาลวังทอง จังหวัดพิษณุโลกว่า หลังเกิดเหตุกรมราชทัณฑ์ได้ประสานกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และทกหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสาเหตุที่โรงพยาบาลวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ได้ข้อสรุปเบื้องต้น น่าจะเกิดจากการกระบาดของโรคไทรอยด์เป็นพิษ จากข้อมูลผู้ต้องขังที่เสียชีวิตทั้ง 4 ราย เป็นผู้ต้องขังชายทั้งหมด มี 2 รายที่สันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ และเส้นเลือดหัวใจตีบ ขณะที่อีก 2 รายอยู่ระหว่างรอผลการชันสูตร สาเหตุของการระบาด น่าจะเกิดจากแหล่งโรคร่วม ซึ่งอาจเกิดจากอาหารที่ปนเปื้อนฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องขังชายอีก 25 ราย เข้ารับรักษาของผู้ต้องขังในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และโรงพยาบาลวังทองด้วย มี 5 ราย ที่มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ร่วมกับมีอาการชา ปวดกล้ามเนื้อและเหนื่อยง่าย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น พบว่าผู้ป่วยมีระดับฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ต่ำกว่าปกติ และระดับฮอร์โมนไทรอยด์อิสระสูงกว่าปกติ ส่วนผู้ต้องขังรูป่วยอีก 20 ราย เป็นผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงและชีพจรเต้นเร็ว อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ&amp;quot; อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ณรัชต์ เผยต่อว่า ขณะนี้มีการเฝ้าระวังอาการของผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด โดยการเจาะระดับฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเสียชีวิต พร้อมวางมาตรการควบคุมป้องกันโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ในการจัดหน่วยแพทย์เข้าคัดกรอง เฝ้าระวังผู้ที่มีอาการสงสัยไทรอยด์เป็นพิษอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนวางมาตรการป้องกันด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตรวจสอบสภาพแวดล้อมและสุขาภิบาลอาหารของเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก พบว่าโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ สะอาด มีการแบ่งโซนการเตรียมอาหารสดและผัก รวมทั้งการจัดเก็บอาหารแห้งและอาหารแช่แข็งเป็นสัดส่วน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อหมูและเนื้อไก่ พบบางส่วนเป็นเนื้อหมูแช่แข็งก้อนใหญ่ และเนื้อไก่แช่แข็งบรรจุในถุง ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นส่วนใด เบื้องต้นให้ทางเรือนจำ ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาวัตถุดิบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีการปนเปื้อน ต่อมไทรอยด์ และเป็นก้อนเนื้อที่ระบุชิ้นส่วนได้ และให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดต่อไป&amp;quot; พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53836</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ต้องขังป่วยเสียชีวิต, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, โรคไทรอยด์เป็นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc03af271718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
