<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายพันธุ์อินเดียบุกกทม.  สัปดาห์เดียวเพิ่ม331ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64 - ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวสถานการณ์เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ในประเทศไทย ว่า การเก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.2564 พบสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวลต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยจะเห็นว่าสัดส่วนสายพันธุ์เริ่มเปลี่ยนแปลง สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) สัปดาห์วันที่ 13 มิ.ย. พบ 9.76% สัปดาห์วันที่ 13-20 มิ.ย. เพิ่มเป็น 10.43% และสัปดาห์ที่ 20-27 มิ.ย. เป็น 12.30% ขณะที่ สายพันธุ์เบตา(แอฟริกาใต้) เพิ่มขึ้นช้าๆ จาก 0.61% เป็น 1.39% ที่ส่วนใหญ่พบใน จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แยกพื้นที่ระหว่างกรุงเทพมหานคร และภูมิภาค พบว่า ภาพรวมของ กทม. สายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นจาก 23.67% เป็น 25.66% ขณะที่ในภูมิภาคเพิ่มจาก 2.58% เป็น 5.05% นั่นหมายความว่าสายพันธุ์เดลตามีสัดส่วนมากขึ้น&amp;nbsp; ทำให้เราเข้าใจว่าในต่างจังหวัด กว่า 90% ยังเป็นสายพันธุ์อัลฟา(อังกฤษ) ส่วนพันธุ์เดลตาพบบ้าง แต่พบชุกชุมในกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า จากภาพรวมทั้งประเทศ สายพันธุ์เดลตา มีอัตราเฉลี่ยสะสม 12.30% แต่ข้อมูลเฉพาะในสัปดาห์นี้ สัดส่วนของสายพันธุ์เดลตา ขยับมาอยู่ที่ 16.59% และเพิ่มมากที่สุดคือ กทม. คิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด ส่วนภูมิภาคเดลตาขยับเพิ่มเป็น 7.34% อย่างไรก็ตามหากอัตรายังเป็นแบบนี้ คาดว่าอีก 2-3 เดือน สายพันธุ์เดลตา ในกทม. อาจจะมากกว่าสายพันธุ์อัลฟาเดิม ทั้งนี้ข้อมูลในสัปดาห์นี้ พบสายพันธุ์เดลตาเพิ่ม 459 ราย รวมเป็น 1,020 ราย สายพันธุ์เบต้า เพิ่มอีก 89 ราย สะสม 127 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ล่าสุด (21-27 มิถุนายน 2564) สายพันธุ์เดลตาจากเดิม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;661 ราย พบเพิ่มอีก 459 ราย ในเขตสุขภาพที่ 1, 2, 3, 4, 6, 7, 8, 12 และมากที่สุดในเขตสุขภาพที่ 13 (กรุงเทพฯ)&amp;nbsp; จำนวน 331 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงระหว่าง เมษายน-20 มิถุนายน พบสายพันธุ์เดลต้าแล้ว 491 ราย เมื่อรวมกับยอดที่พบใหม่ อีก 331 ราย &amp;nbsp;ทำให้เฉพาะกทม. มีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจำนวน 822 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบใน นครสวรรค์ 11 ราย , อยุธยา 7 ราย , กาฬสินธุ์ 6 ราย , อุดรธานี 23 ราย , สกลนคร 22 ราย , เลย 20 ราย , หนองบัวลำภู 12 ราย , พะเยา เพชรบูรณ์ ชลบุรี มหาสารคาม จังหวัดละ 1 ราย , อุทัยธานี หนองคาย จังหวัดละ 2 ราย , ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม 3 ราย และ อุตรดิตถ์ บึงกาฬ จังหวัดละ 4 ราย โดยสังเกตได้ว่าเขตสุขภาพที่ 8 มีเกือบครบทุกจังหวัด ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่พบว่า คนจากกทม. เช่น แคมป์คนงาน เดินทางกลับบ้าน ซึ่งขณะนี้รัฐพยายามเข้าไปควบคุมดูแล เพราะข้อมูลทำให้เห็นว่ามีการกระจายนอกจากสายพันธุ์อัลฟ่า ยังมีสายพันธุ์เดลตาไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเดิมภาคใต้ไม่มีสายพันธุ์เดลตา แต่วันนี้เราพบที่ นราธิวาส 2 ราย จากการสอบสวนโรคพบว่า เป็นผู้ที่เข้ามาจากรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ขณะที่สายพันธุ์เบต้าเพิ่มขึ้นมา 89 รายในสัปดาห์นี้ เป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 1 ราย ยังมีรอผลตรวจอีก 3 ราย นราธิวาส 84 ราย ส่วน ยะลา 2 ราย พัทลุง 1 ราย เชื่อมโยงคลัสเตอร์โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคใต้ และ กทม. 1 ราย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจของประชาชน แต่ย้ำว่าไม่ได้เป็นการเจอจากในพื้นที่กทม. จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ติดเชื้อในกทม. เป็นลูกจ้างในตลาดแห่งหนึ่ง โดยลูกชายจากนราธิวาส เดินทางมาเยี่ยม ในขณะที่เดินทางมาถึงยังไม่มีอาการ แต่เมื่อกลับไปที่นราธิวาสเริ่มไม่สบายแล้วไปตรวจพบเชื้อ จะมีการสอบสวนโรคมาที่ครอบครัวใน กทม. พบว่า พ่อติดเชื้อเช่นกัน ในขณะที่ญาติก็ติดเชื้อเช่นกันและอยู่ในระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเพื่อนร่วมงานอีก 6-7 ราย ไม่พบเชื้อ จึงสันนิษฐานได้ว่าผู้ป่วย 1 ราย ในกทม. ติดเชื้อมาจากลูกชายที่มาเยี่ยม แม้ขณะที่ไม่มีอาการแต่ก็สามารถแพร่เชื้อได้ โดยขณะนี้พบ 1 รายเรายังล็อกได้อยู่ ซึ่งก็อาจจะหายไป ไม่พบเพิ่มในสัปดาห์หน้า ดังนั้นเราจึงกังวลคือสายพันธุ์เดลตา ที่กำลังคืบคลาน และมีสัดส่วนมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107897</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, สธ., สายพันธุ์อินเดีย, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d96441762ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯชี้หลอดเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนโอกาส1ในล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564 &amp;ndash; นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงกรณีมีข่าวการเกิดหลอดเลือดอุดตัน (ภาวะ VITT) หลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ในต่างประเทศเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ &amp;nbsp;อาจทำให้ประชาชนรู้สึกวิตกกังวล &amp;nbsp;ไม่กล้าฉีดวัคซีนนั้น ว่าภาวะ VITT หรือที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Vaccine-induced immune thrombotic thrombocytopenia เป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่มีอาการหลอดเลือดอุดตันร่วมด้วย &amp;nbsp;เกิดภายหลังได้รับวัคซีน &amp;nbsp;โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 ชนิด Viral vector vaccine เช่น AstraZeneca และ Johnson &amp;amp; Johnson/Janssen &amp;nbsp; แม้จะเป็นภาวะที่อาจเกิดอาการรุนแรง &amp;nbsp;แต่อุบัติการณ์การเกิดภาวะไม่พึงประสงค์จากวัคซีนดังกล่าวคาดการณ์ว่าน่าจะต่ำมากคืออยู่ระหว่าง 1:125,000 &amp;ndash; 1:1,000,000 &amp;nbsp;โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุต่ำกว่า 60 ปี &amp;nbsp;และส่วนมากเป็นเพศหญิง &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะแสดงอาการหลังได้รับวัคซีนประมาณ 4 - 30 วัน &amp;nbsp;โดยจะมีอาการบ่งชี้ว่าอาจมีหลอดเลือดอุดตัน เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดหลังรุนแรง ขาบวม เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น &amp;nbsp;โดยจะพบร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจกล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้ได้รับวัคซีนคนใดมีอาการบ่งชี้ว่าอาจมีหลอดเลือดอุดตันหลังได้รับวัคซีนภายใน 30 วันให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที &amp;nbsp;หากแพทย์ตรวจพบว่ามีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ &amp;nbsp;ร่วมกับค่า D-dimer ที่ผิดปกติในผู้ป่วยหลอดเลือดอุดตัน &amp;nbsp;จะพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการอย่างน้อย 81 แห่งทั่วประเทศที่มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะส่งตัวอย่างเลือดเพื่อยืนยันอีกครั้งด้วยวิธีที่เรียกว่า Anti PF4/heparin antibody และ Platelet activation assay ตามแนวทางของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล &amp;nbsp;และขอเชิญชวนให้ทุกคนไปรับการฉีดวัคซีนตามที่ได้นัดหมายไว้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107342</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ภาวะ VITT, วัคซีน, หลอดเลือดอุดตัน, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1b7b8115cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 19:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายพันธุ์อินเดียพุ่ง 36 ราย จากแคมป์คนงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 64 - นพ.ศุภกิจ &amp;nbsp;ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส Covid-19 #กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจรหัสพันธุกรรมจากตัวอย่างที่ส่งมาจากแคมป์คนงานก่อสร้าง และบริเวณใกล้เคียง จำนวน 80 ตัวอย่าง พบว่าเป็นสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.2) จำนวน 36 ราย เป็นคนไทย 21 ราย คนงานชาวพม่า 10 ราย และกัมพูชา 5 ราย ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7) และยังมีตัวอย่างจากการค้นหาเชิงรุก จากพื้นที่อื่นใน กทม.อีก 2 แห่ง แต่พบเป็นสายพันธุ์อังกฤษทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทย เชื้อที่พบจะเป็นสายพันธุ์อังกฤษ 87% เพิ่งตรวจพบสายพันธุ์อินเดีย และจะได้ขยายการนำตัวอย่างจากคลัสเตอร์อื่นๆ มาตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อดูการกระจายตัวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103728</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, โควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600808bd53409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุกพื้นที่ชุมชน กทม.-ภูเก็ต-สมุทรสาคร ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยน้ำลาย จันทร์นี้(27เม.ย.)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;26 เม.ย.63 - นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึง การตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากทางน้ำลายว่า ในการตรวจในห้องปฏิบัติการ โดยดูจากระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ 0-7 วัน ซึ่งเป็นระยะฝักตัวของโรค จะใช้การตรวจหาเชื้อแบบ แบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโรคคือ RT-PCR ที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจแบบภูมิคุ้มกัน (การตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2) ซึ่งไม่ใช้การตรวจหลักในการวินิจฉัยผู้ป่วย และการสอบสวนคัดกรองโรค ซึ่งในผู้ป่วยที่มีอาการ 1-7 วัน พบว่าในการนำเชื้อมาตรวจในคนไข้ 34 ราย พบ Sensitivity 17.65% ส่วนหลังแสดงอาการ 8 -14 วัน ซึ่งตรวจคนไข้ 33 ราย พบ Sensitivity เพียง 42.42% แสดงให้เห็นว่าการใช้การตรวจภูมิกันอาจจะวินิจฉัยโรคได้ไม่ดีนัก ใน 2 ระยะดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่ผลยังเป็นลบ แต่สำหรับ คนไข้ 20 ราย หลังแสดงอาการ 2 สัปดาห์ พบผลการตรวจเป็นบวก Sensitivity 85.00% ซึ่งเป็นการพบเชื้อค่อนข้างช้าและมีผลต่อการรักษา โดยในการตรวจหาแบบภูมิคุ้มกันถึงจะมีวิธีการตรวจง่าย โดยนำเลือดไปใส่แผ่น(คล้ายกับที่ตรวจครรภ์) แต่ในการแปลผลนั้นต้องใช้ความระมัดระวัง และต้องแปลผลโดยแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ ไม่สามารถซื้อตามที่ลงขายออนไลน์มาทำเองได้ และผิดกฎหมายด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;สำหรับการตรวจในห้องปฏิบัติการแบ่งกลุ่มการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็น 3 คือ กลุ่ม 1 กลุ่มผู้ที่มีอาการสงสัย โดยจะต้องใช้วิธีการตรวจ RT-PCR เพราะมีโอกาสที่จะตรวจพบเชื้อสูงส่วนในกลุ่มที่ 2 การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก เพื่อค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่อาศัยอยู่ในชุมชน และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่เฝ้าระวังในสถานที่แออัดและอาชีพ ซึ่งในกลุ่มที่ 2-3 จะต้องใช้วิธีการตรวจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อย่างการตรวจด้วยน้ำลาย หรือ RT-LAMP ซึ่งเป็นเทคนิคค่อนข้างง่ายกว่า RT-PCR แต่มีหลักการตรวจหาเชื่อไวรัสจากสารพันธุกรรมและระยะเวลาเหมือนกัน มีคุณภาพ เพียงตัวอย่างการเก็บเชื้อไม่เหมือนกัน &lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;ทั้งนี้เป็นวิธีการตรวจใหม่ที่ต้องพัฒนาต่อไป เพราะในอนาคตโรงพยาบาลในชุมชนก็สามารถตรวจหาเชื้อเองได้ง่ายไม่ต้องใช้เครื่องมือเยอะ แต่เจ้าหน้าที่ทางชุมชนหรือคนในชุมชนจะต้องได้รับความรู้ในส่วนของการเก็บตัวอย่างน้ำลายอย่างถูกต้อง โดยมีการทำอย่างต่อเนื่องในกรุงเทพฯและภูเก็ต และจะมีการลงพื้นที่ในวันจันทร์ที่ 27เม.ย.นี้ ที่จ.สมุทรสาคร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ต้องรอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดได้ระบุรายละเอียดพื้นที่ในการตรวจต่อไป&amp;rdquo; อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;margin-top:0pt; margin-bottom:0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64310</URL_LINK>
                <HASHTAG>อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea546fc531e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุ!!กัญชาของกลางทุกตัวอย่างที่ส่งตรวจ คุณภาพยังไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นยารักษาผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวในงานแถลงข่าว&amp;ldquo;ผลการตรวจวิเคราะห์กัญชา ของกลางเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์&amp;rdquo;ว่าองค์การเภสัชกรรมได้ประสานความร่วมมือในการตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบกัญชาของกลางจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) จำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ในโครงการวิจัยและพัฒนาสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยในวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ได้ส่งตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้ง จำนวน 3 ตัวอย่าง มาตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 แห่ง คือ ห้องปฏิบัติการสำนักยาและวัตถุเสพติด เพื่อทำการวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole และห้องปฏิบัติการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เพื่อทำการวิเคราะห์ตรวจสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 60 ชนิด ได้แก่กลุ่มออร์กาโนคลอรีน(organochlorine group)กลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส(organophosphorus group) กลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ (pyrethroid group) และกลุ่มคาร์บาเมต (carbamate group) และโลหะหนักปนเปื้อน ได้แก่ ตะกั่ว (lead) ปรอท (mercury) สารหนู(arsenic)และแคดเมียม (cadmium)การวิเคราะห์มีผลการตรวจดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ตรวจไม่พบการปนเปื้อนของยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole ในตัวอย่างวัตถุดิบ กัญชาแห้งทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช chlorpyrifos และ cypermethrin ในตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ตรวจพบโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม ในตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้งทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 องค์การเภสัชกรรมได้ส่งสารสกัดกัญชา 1 ตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง และโลหะหนักดังกล่าว ผลการตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช chlorpyrifos และ cypermethrin และพบโลหะหนัก 2 ชนิด คือ ปรอท และสารหนู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สรุปได้ว่า วัตถุดิบกัญชาของกลางทุกตัวอย่างมีคุณภาพไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นยาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย จะสังเกตเห็นได้ว่าทุกตัวอย่างมียาฆ่าแมลง Chlorpyrifos ซึ่งยาฆ่าแมลงชนิดนี้เป็นที่นิยมของเกษตรกร หากร่างกายได้รับสาร Chlorpyrifos จะมีพิษต่อร่างกายมนุษย์ เช่น มีผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก มีผลต่อความผิดปกติทางอารมณ์ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัว แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเดิน และระบบหายใจล้มเหลว เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การตรวจพบสารปนเปื้อนนั้น นับเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ทราบถึงคุณภาพของกัญชาของกลางที่จับกุมมาได้ว่ายังไม่ได้คุณภาพที่จะนำมาใช้สำหรับทำเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การฯ ยึดถือมาตลอดในกระบวนการวิจัยและผลิตยาที่จะไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัยถึงผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด ข้อดีของการ นำกัญชาของกลางมาใช้ในการวิจัยคือนักวิจัยสามารถทดลองพัฒนากรรมวิธีการสกัดเพื่อให้ได้กระบวนการสกัด ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์และเพื่อวิจัยและพัฒนาสูตรตำรับต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;แต่อย่างไรก็ตาม องค์การฯ ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้การวิจัยได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์เดินหน้าต่อไปไว้ 2 แนวทาง คือ 1) องค์การฯจะคัดเลือกวัตถุดิบกัญชาของกลางจาก บช.ปส. เพิ่มเติม โดยในเบื้องต้นได้ประสานงานให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนที่จะรับวัตถุดิบกัญชาของกลางจาก บช.ปส.เพื่อให้ได้วัตถุดิบกัญชาของกลางที่มีคุณภาพไม่มีการปนเปื้อน ด้วยเล็งเห็นว่ากัญชาของกลางยังน่าจะมีประโยชน์มากกว่าการนำไปเผาทำลาย&amp;nbsp; 2) เร่งดำเนินการปลูกกัญชาในพื้นที่ขององค์การฯ เอง ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ จะดำเนินงานคู่ขนานพร้อมกัน เพื่อให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพโดยเร็วสำหรับใช้ในการศึกษาวิจัยกับกลุ่มผู้ป่วยในโครงการต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;องค์การฯก็ยังคงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์โดยเร็ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทุกฝ่ายคาดหวังและรอคอยอยู่&amp;nbsp; ซึ่งองค์การฯ ยังต้องมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ การวิจัยพัฒนาสารสกัดจากกัญชาของกลางในระดับห้องปฏิบัติการ การพัฒนาสายพันธุ์กัญชาและการปรับปรุงอาคาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่องค์การเภสัชกรรม คลอง 10 จ.ปทุมธานี สำหรับใช้เพาะปลูก คัดเลือกสายพันธุ์ ปรับปรุงสายพันธุ์&amp;nbsp; และผลิตสารสกัดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม การสำรวจพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูก สกัด และผลิตกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม อย่างครบวงจรที่ อ.หนองใหญ่ จ ชลบุรี นอกจากนั้นคณะทำงานทั้ง 4 คณะจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้า เป็นประจำทุกเดือนและอาจจะต้องมีการประชุมกันมากขึ้น เพราะคาดว่าการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้กัญชา&amp;nbsp; ใช้ทางแพทย์ได้จะทยอยออกมาในเร็วๆ นี้&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22804</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์, ยาฆ่าเชื้อรา, องค์การเภสัชกรรม, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfba9185378d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
