<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” เตรียมตั้งโต๊ะถกกรมขนส่งเคลียร์ปมรถประมูลจดทะเบียนไม่ได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย. 2562 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการนัดหารือกับนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการเปิดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางของกรมศุลกากร หลังจากที่ผ่านมาไม่ได้มีการเปิดประมูลมาตั้งแต่ปี 2560 จนทำให้ปัจจุบันมีรถยนต์ที่จับกุมและจอดทิ้งไว้มากกว่า 4,000 คัน โดยหากสามารถหาข้อสรุปได้ก็จะเร่งนำทยอยออกประมูลในปีงบ 2563 โดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมศุลกากรไม่ได้เปิดประมูลรถยนต์มาร่วม 2 ปี เนื่องจากการประมูลเกิดปัญหาว่ารถบางคันที่ถูกประมูลไปไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ เนื่องจากกรมการขนส่งทางบกมองว่ารถดังกล่าวอาจเป็นรถจดประกอบ หรือมีการนำเข้ามาแบบไม่ถูกต้อง และอาศัยช่องทางการประมูลในการทำรถให้ถูกกฎหมาย เช่น ผู้นำเข้าอาจจะถอดอะไหล่บางชิ้นส่วนออกมาเพื่อไม่ให้รถใช้การได้ จึงทำให้ไม่มีคู่แข่งในการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้เริ่มมีรถของกลางค้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากเก็บไว้นานก็จะไม่ดีทำให้รถยนต์ของกลางอาจเสื่อมสภาพ กรมฯ จึงต้องเร่งหารือกับกรมการขนส่งทางบก ให้ได้ข้อยุติ และมาตรวจสอบรถว่ามีคันไหนที่สามารถนำออกประมูลได้ คันไหนออกมาประมูลขายทอดตลาดไม่ได้ อาจจะนำมาประมูลเพื่อใช้สำหรับการส่งออก หรือแยกนำขายเป็นอะไหล่แทน รวมถึงนำไปบริจาคเพื่อใช้งานต่อไป ซึ่งหากได้ข้อสรุป ก็น่าจะนำออกประมูลได้ในปีนี้หลายรอบ ทำให้ปีงบประมาณ 2563 กรมฯมีรายได้จากการประมูลรถช่วยให้จัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมาย&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร กล่าวว่า การเปิดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกรมศุลกากรจะต้องรอผลการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมการค้าต่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ และกรมการขนส่งทางบกก่อน เนื่องจากทางกรมการค้าต่างประเทศมีการออกกฎหมายห้ามการนำรถยนต์ใช้แล้วเข้ามาใช้ในราชอาณาจักร ส่วนกรมการขนส่งฯ ก็ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้ามาจดทะเบียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ปัญหาผู้ประมูลรถยนต์จากกรมศุลกากรไปและไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในชั้นศาล เนื่องจากที่ผ่านมาหลังกรมฯ เปิดประมูลจบก็ได้นำรายได้ส่งเข้าหลวงไปแล้ว จึงไม่สามารถจะนำเงินกลับมาคืนมาให้ผู้ประมูลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้าม หรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้รถยนต์นั่งที่ใช้แล้วเพื่อใช้เฉพาะตัวเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าเพื่อป้องกันปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยบนท้องถนน รวมถึงต้องการแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมและปรับลดขั้นตอนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กรมการขนส่งทางบกได้ประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำมาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 โดยครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้), รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49991</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, จิรุตม์ วิศาลจิตร, อธิบดีกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab749bb71256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” ฟุ้งเชื่อมระบบเนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์สำเร็จ ลดภาระเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2562 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ สามารถเชื่อมระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ เนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์ กับ 37 หน่วยงานภาครัฐได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ประกอบการในการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน &amp;nbsp;ลดการใช้เอกสารกระดาษทั้งแบบฟอร์มคำขอและเอกสารแนบที่ต้องใช้แลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงยกเลิกขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยแทนคน ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าส่งออกได้กว่า 1 แสนราย โดยมีจำนวนรายการที่ใช้บริการปีละ 120 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินไปแล้ว 17 แห่ง &amp;nbsp;และมีแผนพัฒนาการให้บริการผ่านระบบเนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์ กับภาครัฐและเอกชนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (ปี2560-2564) ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 จะมีการใช้บริการขออนุญาตการนำเข้าส่งออกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบทั้ง 100% &amp;nbsp;ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศลงได้จากปัจจุบัน 13.8% เหลือ 12% ของจีดีพี &amp;nbsp;อีกทั้งยังช่วยให้การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (ดูอิง บิสสิเนส) ของไทยดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความร่วมมือกับต่างประเทศ ขณะนี้กรมศุลกากร ได้เชื่อมโยงข้อมูลในการออกหนังสือรับรองที่ยื่นขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร (ฟอร์ม ดี) กับชาติสมาชิกอาเซียนได้แล้ว 7 ประเทศ และจะเพิ่มความร่วมมืออีก 3 ประเทศ ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ให้ครบเป็น 10 ประเทศ รวมถึงมีการเจรจาการเชื่อมข้อมูลการออกเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ผลิตและส่งออกจากสมาชิกประเทศในเขตการค้าเสรีกับจีน และเกาหลี ให้จบภายในปีนี้ เพื่อให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างไทย-อาเซียน ไทย-จีน และไทย-เกาหลี มีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันกรมฯ ได้พัฒนาการให้บริการเนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์ได้แล้วหลายรูปแบบ เช่น การร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเปิดให้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.thainsw.net ระบบใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากรและใบชำระเงินค่าธรรมเนียม &amp;nbsp;ระบบการตรวจคัดเลือกและประเมินผลผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ &amp;nbsp;ระบบกลางในการรับยื่นเอกสาร ซึ่งช่วยลดการยื่นเอกสารซ้ำซ้อน ลดการใช้กระดาษ ระบบการติดตามสถานะการรับส่งข้อมูลเอ็นเอสดับเบิลยูผ่านแอพพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40489</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, อธิบดีกรมศุลกากร, เนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aab861a3aea9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   “ศุลกากร” ถก พาณิชย์-สรรพสามิตรับมือผลกระทบลดภาษีรถยนต์นั่งไฟฟ้าจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; ถก พาณิชย์-สรรพสามิต หาแนวทางรับมือผลกระทบมาตรการลดภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้าจากจีน เหลือ 0% เล็งใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ร่วมแจมวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นในพิธีการศุลกากร หวังลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางรองรับเกี่ยวกับผลกระทบจากการลดภาษีการนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) จากจีน เป็น 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน โดยความตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งรถยนต์ EV อยู่ในบัญชีการค้าที่ตกลงร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาได้มีการหารือแนวทางรองรับเรื่องดังกล่าวในระดับนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสรรพสามิต และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องมาโดยตลอด ซึ่งก็มีหมายมาตรการที่พิจารณาไปแล้ว เช่น ในส่วนของกรมสรรพสามิต ก็ไปดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งเรื่องยางรถยนต์ แบตเตอร์รี่ ยืนยันว่าหลาย ๆ เรื่องมีการปรึกษาและพูดคุยกันตลอด&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน เพิ่มเติมอีก 703 รายการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 นั้น มีรายการสินค้าสำคัญ ๆ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตร กลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุไฟฟ้า ไม่นับรถเมล์ไฟฟ้าที่ยังคงเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 30% ของราคา CIF ตามเดิม โดยหลายฝ่ายกังวลว่าการปรับลดภาษีการนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานของกรมศุลกากร ยังเน้นดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงเข้มงวดในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาอยู่แล้ว รวมถึงจะมีการพัฒนาระบบการทำงาน ด้วยการดึงระบบไอทีเข้ามาเสริมการทำงานขอเจ้าหน้าที่มากขึ้น เช่น ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นในขั้นตอนพิธีการนำเข้าสินค้าของศุลกากร ว่าเป็นกรณียกเว้นการตรวจ (กรีน ไลน์) หรือกรณีสั่งการเปิดตรวจ (เรด ไลน์) เพื่อเป็นการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การตรวจสอบสินค้าแบรนด์เนม สินค้าอันตราย หรือสินค้าควบคุม ยาเสพติด เป็นต้น ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทำงานตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว โดยมีการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การทำงานรอบคอบ และรัดกุม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20418</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน, รับมือผลกระทบ, ลดภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งไฟฟ้าจากจีน, อธิบดีกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aab861a3aea9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
