<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หมอสุวรรณชัย’ยกผลโพลบี้สถานประกอบการทำความสะอาดทุกชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลที่การท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แห่งประเทศไทยจะดำเนินการเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อพิจารณาแผนสำหรับการเปิดประเทศอีก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี (เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ) จังหวัดเพชรบุรี (อำเภอชะอำ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อำเภอหัวหิน) จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอเมือง อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม และอำเภอดอยเต่า) และกรุงเทพมหานคร สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว พร้อมตรวจหาเชื้อก่อนขึ้นและลงเครื่องเพื่อให้ท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ได้แบบไม่กักตัว ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว กรมอนามัยร่วมกับสวนดุสิตโพลได้สำรวจ Anamai Event Poll ในประเด็น &amp;ldquo;ความคิดเห็นของประชาชนหลังปรับมาตรการของวันที่ 1 กันยายน 2564 และสิ่งสนับสนุนที่ต้องการ&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการมีมาตรการพิเศษเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต โดยเห็นด้วยกับมาตรการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคสถานประกอบการทุกชั่วโมงมากที่สุด 87% ซึ่งสามารถทำได้ทันที รองลงมาคือพนักงานและลูกค้ามีบัตรการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม &amp;nbsp;86.4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ คือให้มีการจัดสรรโควตาการฉีดวัคซีนให้พนักงาน ผู้ประกอบการมากที่สุด 33% รองลงมาคือ จัดให้มีเงินทุนดำเนินธุรกิจ &amp;nbsp;26% และสนับสนุนชุดตรวจ ATK แก่ร้านค้า 18.4% ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอความร่วมมือให้สถานประกอบการ กิจการ สถานบริการสาธารณะที่ให้บริการประชาชนในทุกกลุ่มวัย ยังคงต้องคุมเข้มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม TSC 2 Plus และให้มีพนักงาน ลูกค้า ประเมินความเสี่ยงผ่านระบบไทยเซฟไทย พร้อมจัดให้มีจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย จุดบริการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสที่มีการสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มกดในลิฟต์ ราวบันได ลดความแออัดของผู้ใช้บริการ รวมทั้งประชาชนยังคงต้องเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยเฉพาะแหล่งชุมชนหนาแน่น หรือมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ตลาด เป็นต้น รวมทั้งประชาชนต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ และรักษาระยะห่างระหว่างกันไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;1-2 เมตรอยู่เสมอ&amp;rdquo;อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117495</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ศบค., ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, อธิบดีกรมอนามัย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614aa57b94a58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมอนามัย&#039;ย้ำห้างสรรพสินค้าพื้นที่แดง ยึดแนวทางป้องกันโควิดเข้มข้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.64 ​นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการออกข้อกำหนด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ออกความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 32 นั้น กำหนดให้ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เปิดให้บริการได้ นั้น แต่เนื่องจากจัดเป็นพื้นที่ที่คนรวมตัวกันค่อนข้างสูง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า จึงขอความร่วมมือศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ที่เปิดดำเนินการต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงพร้อมปฎิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1. ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม และห้องน้ำ ทุก 1-2 ชั่วโมง 2.ส่งเสริมให้ชำระเงินแบบออนไลน์ 3. ทำสัญลักษณ์เว้นระยะห่างบริเวณทางเข้าและจุดต่อคิว 4.จัดระบบ &amp;nbsp; จัดคิวจำกัดจำนวนคนไม่เกิน 1 คนต่อ 4 ตารางเมตร 5.จัดให้มีฉากกั้นระหว่างพนักงาน (แคชเชียร์) และลูกค้า &amp;nbsp;6.เดินระบบจ่ายอากาศสะอาดหรือเปิดประตู หน้าต่าง อย่างน้อย 30 นาที ก่อนเปิดและหลังปิดระบบปรับอากาศมีการระบายอากาศที่เหมาะสมต่อจำนวนคน ส่วนห้องน้ำควรเปิดพัดลมระบายอากาศตลอดเวลาที่ให้บริการ และขอความร่วมมือให้ประเมินและรับรองตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus และแสดงใบรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งสถานประกอบการและผู้ใช้บริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการที่จะบังคับใช้ในอนาคตซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น คือ การใช้มาตรการ COVID Free Setting ประกอบด้วยความปลอดภัย 3 ด้าน คือ1. ด้านสิ่งแวดล้อมปลอดภัย (COVID Free Environment) อาทิ การทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม ทุก 1- 2 ชั่วโมง เช่น ปุ่มกดลิฟต์ ราวจับบันได ราวจับรถเข็น ที่เปิดประตู หมั่นทำความสะอาดสินค้า ทำความสะอาดระบบปรับอากาศทุก 3 เดือน ใช้ระบบกรองอากาศ HEPA หรือติดตั้งอุปกรณ์กรองอากาศเฉพาะที่ เน้นบริเวณที่มีคนจํานวนมากและอากาศไม่ไหลเวียน เช่น ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น &amp;nbsp;อีกทั้งเข้มงวดเรื่องมาตรการห้ามการรวมตัวกันจุดใดจุดหนึ่งด้วย &amp;nbsp;2. ด้านพนักงานปลอดภัย(COVID Free Personnel) มีภูมิคุ้มกัน โดยพนักงานทุกคนฉีดวัคซีนครบโดส หรือเคยมีประวัติการติดเชื้อโควิดมาก่อน อยู่ในช่วง 1-3 เดือน และให้มีการคัดกรองความเสี่ยงพนักงานทุกวันด้วยระบบไทยเซฟไทย รวมถึงจัดหา ATK ให้พนักงาน เพื่อทําการตรวจทุก ๆ 7วัน กำชับให้งดรวมกลุ่มขณะปฏิบัติงาน ระหว่างพัก และงดกินอาหาร &amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมกัน และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความปลอดภัยสุดท้ายคือ 3.ด้านผู้ใช้บริการปลอดภัย (COVID Free Customer) ให้คัดกรอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเสี่ยงก่อนเข้าร้านด้วยแพลตฟอร์ม ไทยเซฟไทย หรือแอปพลิเคชันอื่นที่ทางราชการกำหนด หากจะใช้บริการในกิจการเสี่ยง ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ตัดผม คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดส หรือประวัติการติดเชื้อมาก่อนในช่วง 1-3 เดือน หรือตรวจ ATK ผลเป็นลบ ระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรการหรือข้อกำหนดของจังหวัดด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115654</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ห้างสรรพสินค้า, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_61344efae3909.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัยวอนสังคมอย่ารังเกียจผู้ป่วยกักตัวที่บ้าน14วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของประเทศไทย แม้จะพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่การรักษาของผู้ป่วยก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามกระบวนการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจนหายป่วยแล้ว แพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นหรือกักตัวต่อที่บ้านจนครบ 14 วัน นับจากวันตรวจพบเชื้อ จึงขอความร่วมมือให้ชุมชน เพื่อนบ้านทำความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจไม่รังเกียจผู้ที่ติดเชื้อจากโควิด19 พร้อมสนับสนุนดูแลผู้ที่กลับมากักตัวต่อที่บ้าน เช่น อาหาร สิ่งของจำเป็น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ 70% เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า ผู้ที่ออกจากโรงพยาบาลหรือศูนย์แยกกักตัวในชุมชนกลับไปกักตัวที่บ้านต่อจนครบ 14 วัน ให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.งดออกจากบ้านทุกกรณี จนกว่าจะครบ 14 วัน ยกเว้นการเดินทางไปโรงพยาบาบโดยการนัดหมาย &amp;nbsp;2.ให้แยกห้องนอนจากผู้อื่น ถ้าไม่มีห้องนอนแยก ให้นอนห่างจากผู้อื่นให้มากที่สุดอย่างน้อย 3-5 เมตร และต้องเป็นห้องที่เปิดให้อากาศระบายได้ดี ผู้ติดเชื้อนอนอยู่ด้านใต้ลม 3.ถ้าแยกห้องน้ำได้ควรแยก ถ้าแยกไม่ได้ ให้ผู้ติดเชื้อใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายและทะทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาล้างห้องน้ำ หรือผงซักฟอก หลังการใช้ทุกครั้ง 4.การดูแลสุขอนามัย ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70% 6.ไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น 7.หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะไม่เกิน 2 เมตร การพบปะกันให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 8.ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด และมีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และ 9.หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ หรือมีอาการ เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล และหากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า ผู้ที่กักตัวครบ 14 วันแล้ว สามารถอยู่ร่วมกับคนในบ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องตรวจเชื้อซ้ำแต่อย่างใด แต่ยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือให้สะอาด เว้นระยะห่าง และหลีกเลี่ยงงสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่ระบายอากาศไม่ดี เพราะจากข้อมูลของการแพร่เชื้อโควิด19 ซึ่งเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ที่มีการติดต่อผ่านฝอยละอองขนาดเล็กจากผู้ติดเชื้อ การแพร่เชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการอยู่ใกล้ชิดกัน มีกิจกรรมร่วมกัน มีการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน รวมทั้งมักเกิดภายในสถานที่แคบ แออัด ระบบการระบายอากาศไม่ดี หรือมีคนจำนวนมากอยู่รวมกันโดยไม่มีการป้องกันตัวเอง เช่น ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่หน้ากากไม่ถูกวิธี นอกจากนี้ หลังจากที่ผู้ป่วยโควิด19 รักษาหายแล้ว 3 เดือน ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิดเพื่อลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อโควิด19 ซ้ำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113703</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว 14 วัน, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผู้ป่วย, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c89192b78d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!ยอดผู้สูงอายุสังเวยโควิด19พุ่งสูง65.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน &amp;ndash; 8 สิงหาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 727,642 ราย เป็นผู้สูงอายุติดเชื้อ 56,397 ราย คิดเป็น 7.8% ส่วนผู้ติดเชื้อเสียชีวิตทั้งหมด 6,110 ราย เป็นผู้สูงอายุที่เสียชีวิตสูงถึง 3,981 ราย คิดเป็น &amp;nbsp;65.2% ซึ่งสาเหตุของการติดเชื้อมากที่สุดคือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อยืนยัน โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะสัมผัสและติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัว หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ สำหรับการรับวัคซีนในผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุรับวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว 20.87% ส่วนการรับวัคซีนครบทั้งสองเข็มมีเพียง 4.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า ต้องมีการยกระดับมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการขอให้สถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุปฏิบัติตามมาตรการของสถานที่และประเมินตนเองใน Thai Stop COVID Plus งดรับผู้สูงอายุรายใหม่ ในกรณีจำเป็นให้แยกที่พักรายใหม่ 14 วัน จัดหาวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุและผู้ดูแล บุคลากรที่ปฏิบัติงานต้องประเมินความเสี่ยงทุกวันกรณีพบว่ามีความเสี่ยงให้ตรวจ Antigen Test Kit ทุก 7-14 วัน แต่หากมีผู้ติดเชื้อให้ทำความสะอาดสถานที่ทันที พร้อมเฝ้าระวังและค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อรายใหม่ด้วย Antigen Test Kit ส่วนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุให้ประเมินตนเองซ้ำอีกครั้งใน Thai Stop COVID Plus และจัดหาผู้ดูแลรายใหม่กรณีผู้ดูแลเดิมต้องกักตัว จัดระบบส่งต่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม กรณีมีความพร้อมจัดตั้ง Organization Isolation ให้ประสานโรงพยาบาลหลักเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;ldquo;สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการติดและแพร่เชื้อ ดังนี้ 1.งดจัดกิจกรรมรวมกลุ่มในบ้าน 2.งดการกินอาหารร่วมกัน 3.จำกัดการเยี่ยมผู้สูงอายุกรณีผู้เยี่ยมที่มาจากพื้นที่เสี่ยง 4.สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น 5.ทำความสะอาดสถานที่ และพื้นผิวที่สัมผัสร่วมบ่อย ๆ 6. บุคคลในครอบครัวล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ 7.จัดให้มีระบบระบายอากาศในห้องพักที่ถ่ายเทอากาศได้ดี และ 8.กำหนดสัดส่วนของผู้ดูแลต่อผู้สูงอายุให้ลดน้อยลง&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผู้สูงอายุ, อธิบดีกรมอนามัย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113700babc50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท. MOU กอ.หนุนพัฒนาสื่องานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ  ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปากกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ( 22 มิ.ย.64) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ กรมอนามัย (กอ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ นำองค์ความรู้ทันตกรรม-แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา เพื่อพัฒนาสื่อใช้ในงานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร โดยมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนงานด้านวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของ กยท. และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งนอกจากนำยางพารามาใช้ประโยชน์ด้านนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืน ซึ่ง กยท. และกรมอนามัย เห็นพ้องร่วมกันว่า จากความร่วมมือดังกล่าว เมื่อผ่านการทดสอบใช้งานและพัฒนารูปแบบได้เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว จะนำผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในช่องปาก(Food Grade) สำหรับงานส่งเสริมสุขภาพทางช่องปากเพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สถาบันเกษตรกรในอนาคต เพื่อให้สามารถผลิตและสร้างเป็นรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ในปี 2561 พบเด็กแรกเกิดปากแหว่งเพดานโหวในระบบบัตรทอง จำนวน 1,092 คนจากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 516,326 คน คิดเป็นอุบัติการณ์ 2.11 คนต่อทารกมีชีพ 1,000 คน ซึ่งการลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้วยยางพารา สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การสนับสนุนความร่วมมือพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ กรมอนามัยได้เตรียมข้อมูลเนื้อหาทางสุขภาพ และสุขภาพช่องปาก ออกแบบสื่อ เช่น โมเดลภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และตุ๊กตาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับการฝึกทักษะผู้ปกครอง พัฒนารูปแบบและให้ข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยผลิตสื่อต้นแบบจากยางพารา ให้บุคลากรสาธารณสุขในเครือข่ายปฐมภูมิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมประเมินผล เพื่อจะได้นำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสื่อจากยางพาราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรอบรู้ให้แก่ผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนพัฒนาสื่อความรอบรู้จากยางพาราในกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีความพิการทางสายตา ต่อไปในอนาคต&amp;quot; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107223</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กยท., กรมอนามัย, กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่, กอ., การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่, การยางแห่งประเทศไทย, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา, ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปาก, ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, สปสช., สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d198fd37fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัยแนะชะลอขูดหินปูน-อุดฟัน ป้องละอองฝอยน้ำลายแพร่โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 63 &amp;ndash; พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทยยังคงต้องมีมาตรการคุมเข้มการคัดกรอง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสื่อสารความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ทุกสถานประกอบการต่างป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นที่สุด แม้กระทั่งคลินิกทันตกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งสถานประกอบการที่มีโอกาสเสี่ยงในการแพร่โรคสูงจากน้ำลายที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำฟันที่ยังไม่มีอาการ เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ผ่าฟันคุด ทำฟันปลอม ควรรอให้พ้นระยะระบาดของโรคก่อน หากมีอาการฉุกเฉิน เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปวดฟัน เหงือกบวม เป็นหนอง ได้รับอุบัติเหตุฟันหัก สามารถพบทันตแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลหรือคลินิกทำฟันในช่วงนี้ประชาชนทุกกลุ่มวัยควรดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาด ด้วยหลัก 2-2-2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นานอย่างน้อย 2 นาที และภายใน 2 ชั่วโมงหลังแปรงฟันควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่ม ใช้อุปกรณ์เสริมทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดหลังการใช้งาน ไม่ควรเก็บแปรงสีฟันใกล้กันจนหัวแปรงสัมผัสกับแปรงสีฟันของคนอื่น เพื่อป้องกันการถ่ายเทเชื้อโรค ลดการรับประทานของหวาน เน้นการรับประทานผักและผลไม้เพื่อป้องกันฟันผุ หากสุขภาพช่องปากดี ก็ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ โควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60604</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขูดหินปูน-อุดฟัน, พญ.พรรณพิมล วิปุลากร, อธิบดีกรมอนามัย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e783591c99d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี 64 ผู้สูงอายุไทยพุ่งสูง 5.6 ล้านคน กรมอนามัยเตรียมแผนงานส่งเสริมสุขภาพสู้รับมือสังคมสูงวัยระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน &amp;nbsp;เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี ว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึงร้อยละ 17.52 ซึ่งคาดว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งประเทศ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีจำนวน 4.6 ล้านคน หรือร้อยละ 42.9 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.6 ล้านคนในปีพ.ศ. 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งจากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวม เพราะจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี 2553-2583 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงถึง 20.5 ล้านคนหรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด แต่จะมีประชากรวัยแรงงานเพียง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;35.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวน 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อไปว่า จากการลดลงของจำนวนและสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานและการเพิ่มของจำนวนประชากรผู้สูงอายุสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระบบบริการด้านสุขภาพ ให้กับประชากรที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงต้องเผชิญกับปัญหาสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และระบบการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความมั่นคงทางด้านรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ที่มีฐานะยากจน ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องรายได้ การขาดผู้ดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการวางแผนรองรับกับสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;ภายในทศวรรษต่อไป คนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยกำหนดผลกระทบระดับชาติ 20 ปีไว้ คือ 1.อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดไม่น้อยกว่า 85 ปี และ 2.อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่น้อยกว่า 75 ปี ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุโดย ผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานนำแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุไปใช้กับแรงงานในสถานประกอบการ พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานตอนปลาย (ระบบSelf-Assessment และให้ความรู้ผ่าน Digital platform) และพัฒนาความร่วมมือ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย เช่น ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายระดับเขตร่วมกับสถานประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายในสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในผู้สูงอายุ โดยการยืดเวลาของการเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพออกไปที่เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงการเตรียมการเพื่อรองรับสภาพปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; กรมอนามัย จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัดในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว 2 แผนงาน ได้แก่ 1.แผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต โดยมีกิจกรรมประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อม และโครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ และ2.แผนบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งประกอบด้วย โครงการพัฒนาระบบการดูแลด้านสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชน และโครงการบูรณาการการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุภายใต้แผนงานทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย พ.ศ.2558-2565 แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ โดยมี ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่ายการดำเนินงาน cluster กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับส่วนกลาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศูนย์อนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จำนวน 250 คน&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21887</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ผู้สูงอายุไทย, สังคมสูงวัย, สุขภาพ, อธิบดีกรมอนามัย, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea842da0994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
