<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์และจีนยื่นสัตยาบันเข้าร่วม &#039;RCEP&#039; พาณิชย์ย้ำไทยได้ประโยชน์ชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากที่สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 15 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ร่วมลงนามความตกลง RCEP ไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2563 ที่ผ่านมา ล่าสุด สิงคโปร์ และจีน ได้ยื่นให้สัตยาบันความตกลง RCEP ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้ว ส่วนประเทศสมาชิกที่เหลือ รวมทั้งไทย กำลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อสมาชิกอาเซียนจำนวนอย่างน้อย 6 ประเทศ และสมาชิกนอกอาเซียนอย่างน้อย 3 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันความตกลง RCEP ครบแล้ว ก็จะส่งผลให้ความตกลงมีผลใช้บังคับหลังจากนั้น 60 วันทันที ซึ่งสมาชิกได้ตั้งเป้าว่า จะต้องดำเนินการให้ทันภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการของไทย หลังจากที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบผลการเจรจาความตกลง RCEP ไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2564 ขณะนี้ 3 หน่วยงานของไทยกำลังอยู่ระหว่างออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร อยู่ระหว่างออกประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราภาษีศุลกากรที่จะเก็บกับสมาชิก RCEP กรมการค้าต่างประเทศ อยู่ระหว่างปรับระบบการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง RCEP และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างออกประกาศเรื่องเงื่อนไขการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้ความตกลง RCEP ซึ่งเมื่อทั้ง 3 หน่วยงานดำเนินการเสร็จแล้ว ไทยก็จะสามารถยื่นให้สัตยาบันต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนได้ทันที คาดว่าน่าจะภายในเดือนต.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า สำหรับประโยชน์ของความตกลง RCEP ที่มีต่อการส่งออกของไทย ที่เห็นได้ชัดเจน จะเป็นเรื่องที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ลดหรือยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการเพิ่มเติมจากที่เก็บกับไทยในปัจจุบัน และเพิ่มเติมจาก FTA ที่ไทยมีอยู่แล้วกับประเทศเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ ลดภาษีศุลกากรให้กับผลไม้สดหรือแห้ง เช่น มังคุด ทุเรียน ผลไม้และลูกนัตอื่นๆ แช่แข็งของไทย จาก 8-45% เหลือ 0% ภายใน 10-15 ปี น้ำสับปะรด จาก 50% เหลือ 0% ภายใน 10 ปี สินค้าประมง เช่น ปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง ปลา กุ้งแห้ง ใส่เกลือหรือแช่น้ำเกลือ จาก 10-35% เหลือ 0% ภายใน 15 ปี ญี่ปุ่น ลดภาษีศุลกากรให้ผักปรุงแต่ง เช่น มะเขือเทศ ถั่วบีน หน่อไม้ฝรั่ง ผงกระเทียม ของไทย จาก 9-17% เหลือ 0% ภายใน 16 ปี สับปะรดแช่แข็ง จาก 23.8% เหลือ 0% ภายใน 16 ปี กาแฟคั่ว จาก 12% เหลือ 0% ภายใน 16 ปี จีน ลดภาษีศุลกากรให้สับปะรดปรุงแต่ง น้ำสับปะรด น้ำมะพร้าว ยางสังเคราะห์ ของไทย จาก 7.5-15% เหลือ 0% ภายใน 20 ปี ชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างหรือให้สัญญาณ ที่ปรับกระจกในรถยนต์ ลวดและเคเบิ้ลสำหรับชุดสายไฟที่ใช้ในรถยนต์ของไทย จาก 10% เหลือ 0% ภายใน 10 ปี เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สมาชิก RCEP ยังได้เริ่มประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการกำกับดูแลและบังคับใช้ความตกลง RCEP ซึ่งครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น กระบวนการเปิดรับสมาชิกใหม่ โครงสร้างสำนักงานเลขาธิการ RCEP และความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP ได้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2563 ไทยมีมูลค่าการค้ากับสมาชิก RCEP ประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท หรือ 57.5% ของการค้ารวมของไทย เป็นการส่งออกประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท คิดเป็น 53.3% ของการส่งออกไทยไปโลก โดยมีอาเซียน จีน และญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103149</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP), อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea6b301150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ทุเรียนไทย&#039;ฮิตติดลมบนในตลาดจีนส่งออกไตรมาสแรกพุ่ง 14%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถิติการส่งออกทุเรียนไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า ทุเรียนของไทยยังคงเนื้อหอม และได้รับความนิยมสูงที่สุด ยังคงครองแชมป์ผู้ส่งออกทุเรียนเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย มีจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 186 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% คิดเป็นสัดส่วน 88% ของการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมดของไทย รองลงมา คือ ฮ่องกง มูลค่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนาม มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการขยายตัวของการส่งออกทุเรียนสดไปตลาดจีน เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ FTA ที่ช่วยขจัดอุปสรรคทางภาษีนำเข้าในประเทศคู่ค้า และสร้างความได้เปรียบให้สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันทุเรียนสดของไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 17 ประเทศคู่ค้าที่ไทยมี FTA ด้วย คือ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย ชิลี และเปรู เหลือเพียงเกาหลีใต้ที่ยังเก็บภาษีนำเข้าทุเรียนจากไทย 36% แต่ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีการลงนามเมื่อเดือนพ.ย.2563 ไทยสามารถผลักดันให้เกาหลีใต้ลดภาษีทุเรียนสดเพิ่มเติม โดยจะทยอยลดภาษีจนเหลือ 0% ในปีที่ 10 หลังความตกลง RCEP มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคนิยมอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความต้องการผลไม้สดเพิ่มขึ้นแล้ว คาดว่า ตลาดผลไม้แปรรูปที่มีลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยว เช่น ผลไม้ทอด และผลไม้อบแห้ง จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจะเพิ่มรูปแบบสินค้าในการส่งออก นอกจากทุเรียนสดแล้ว อาจจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ทุเรียนแปรรูปอื่นๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานสินค้าและพัฒนาคุณภาพการผลิตสม่ำเสมอ โดยพิถีพิถันตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ มีใบรับรองสุขอนามัยพืช และระมัดระวังเรื่องการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เนื่องจากตลาดในหลายประเทศเข้มงวดและผู้บริโภคก็นิยมผลไม้ปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกทุเรียนสดของไทยไปจีน ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่จีนเริ่มต้นยกเว้นภาษีนำเข้าทุเรียนสดให้ไทยภายใต้ FTA อาเซียน-จีน ทำให้ทุเรียนไทยมีศักยภาพทางการแข่งขัน จนปัจจุบันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอับดับหนึ่งในจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการส่งออกในปี 2563 กับปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่จีนเริ่มต้นยกเว้นภาษีนำเข้าทุเรียนสดให้ไทย การส่งออกมีอัตราการขยายตัวสูงแบบก้าวกระโดดถึง 79,300% โดยในปี 2563 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน มูลค่า 1,509 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 78% คิดเป็นสัดส่วน 73% ของการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่ทุเรียนเป็นสินค้าซึ่งผู้ประกอบการยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกด้วย FTA สูงมากที่สุดในบรรดาสินค้าทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101718</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถิติการส่งออกทุเรียนไทย, อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605858aae7c1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”เกาะติดข้อพิพาททางการค้าสหรัฐฯ-อียู </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 2562 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2562 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศร่างรายการสินค้าที่สหรัฐฯ เตรียมจะขึ้นภาษีตอบโต้สหภาพยุโรป (อียู) ในกรณีสหรัฐฯ ยื่นฟ้องอียูในองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อปี 2547 และมีคำตัดสินเมื่อปี 2561 อนุญาตให้สหรัฐฯ มีสิทธิใช้มาตรการทางการค้าตอบโต้อียูได้ เนื่องจากมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบินของอียู โดยเฉพาะบริษัท แอร์บัส เช่น การให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาโรงงานผลิต จัดหาเงินทุนสำหรับการออกแบบและพัฒนาเครื่องบิน เป็นต้น เข้าข่ายเป็นการอุดหนุนส่งออกที่ขัดกับกฎเกณฑ์ของ WTO และก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสหรัฐฯ ทำให้อียูต้องยกเลิกมาตรการ แต่อียูยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำตัดสิน ส่งผลให้สหรัฐฯ มีสิทธิใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า โดยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอียูได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เดิมสหรัฐฯ กำหนดรายการสินค้าจำนวน 317 รายการในประกาศเพื่อเตรียมตอบโต้อียู เช่น ตัวถังเครื่องบินโดยสาร ชิ้นส่วนประกอบ เครื่องบินจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน ตลอดจนชีส โยเกิร์ต น้ำมันมะกอก ผลไม้ บรั่นดีองุ่น เป็นต้น และล่าสุดได้เพิ่มเติมรายการสินค้าอีก 89 รายการ เช่น เนื้อหมู ชีส มะกอก วิสกี้ และท่อเหล็ก รวมมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจะเปิดให้แสดงความเห็นในเดือนส.ค.2562 ในสินค้า 89 รายการ ซึ่งเป็นรายการใหม่ จากนั้นจะเสนอให้อนุญาโตตุลาการ WTP พิจารณาเห็นชอบระดับความเหมาะสมและมูลค่ามาตรการที่จะใช้ตอบโต้ต่อไป แต่ USTR ระบุว่าหากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดก่อนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้น ก็จะดำเนินการขึ้นภาษีนำเข้าตามรายการเดิมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทันที โดยคาดว่าอนุญาโตตุลาการ WTO จะเผยแพร่ผลการพิจารณาในเดือนก.ย.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอียู ได้มีการประกาศร่างรายการสินค้าที่จะขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกันเมื่อเดือนเม.ย.2562 ที่ผ่านมา เช่น ซอสมะเขือเทศ ถั่ว น้ำส้ม ช็อกโกแลต และวอดก้า มูลค่ารวม 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินของ WTO เมื่อปี 2555 ที่อียูยื่นฟ้องสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะบริษัท โบอิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการบินของอียู ซึ่งปัจจุบันอียูอยู่ระหว่างรอคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับระดับของการตอบโต้ทางการค้าที่เหมาะสมเพื่อจะตอบโต้สหรัฐฯ ที่ไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของ WTO เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หาก 2 มหาอำนาจขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้ากันจริงตามที่ประกาศไว้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และประเทศต่างๆ เนื่องจากรูปแบบการผลิตสินค้าในปัจจุบันมีหลายรายการที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่การผลิต ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถเจรจาหาทางออกของปัญหาระหว่างกันได้หรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงทางการค้าและปรับตัวได้ทัน&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่า กรณีพิพาทระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นการตอกย้ำความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความเท่าเทียม โดยประเทศสมาชิก WTO จำเป็นต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากการละเมิดข้อผูกพันหรือพันธกรณีของ WTO อาจส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท เพื่อให้คณะผู้พิจารณาและองค์กรอุทธรณ์ของ WTO ตัดสิน และอาจมีผลสืบเนื่องไปถึงการอนุญาตให้ตอบโต้ทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีสินค้าสำคัญ หากผู้แพ้คดียังคงยืนกรานไม่ปฏิบัติให้สอดคล้องกับคำตัดสิน ก็จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจการค้าและภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีการค้าโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40682</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อพิพาทสหรัฐฯ -อียู, สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR), อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d2310fb5d1b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชงรัฐบาลใหม่เคาะเข้าร่วม CPTPP</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย.2562 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เตรียมสรุปสถานะการเจรจาการค้าของไทยกรอบต่างๆ เพื่อนำเสนอให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ และรัฐบาลใหม่ เพื่อพิจารณา โดยมีกรอบการเจรจาที่จะต้องขอนโยบายจากรัฐบาล คือ ความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่จะต้องพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกCPTPP หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ ค้างอยู่ และต้องรอนโยบายจากรัฐบาลก่อนที่จะดำเนินการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ในฐานะที่รับผิดชอบในการเจรจา ได้มีการศึกษาผลดีผลเสียของการเข้าร่วมความตกลง CPTPP รวมทั้งได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคแล้ว และปัจจุบัน ได้มีการสรุป ผลดี ผลเสีย แนวทางการปรับตัว มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบครบถ้วนแล้ว เหลือก็แต่รอความชัดเจนในระดับนโยบายว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งหากมีความชัดเจนแล้ว กรมฯ ก็จะเดินหน้าต่อทันที เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่สนับสนุนให้ไทยเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการศึกษา พบว่า การเข้าร่วม CPTPP ในด้านการค้า ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดเพิ่มเติม กับประเทศที่ไทยมี FTA อยู่แล้ว เช่น เนื้อไก่สดและไก่แปรรูป เนื้อสุกร ข้าว น้ำตาล รถยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น และจากประเทศที่ไทยไม่เคยมี FTA ด้วย คือ แคนาดาและเม็กซิโก เช่น อาหารทะเล อาหารแปรรูป ยางพารา ผลไม้ปรุงแต่งและแปรรูป เนื้อไก่ปรุงแต่งและแปรรูป รถจักรยานยนต์ รถยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในด้านการลงทุน การเข้าร่วม จะสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยกำลังขับเคลื่อนในโครงการเขตพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ถ้าไทยไม่เข้าร่วม จะทำให้เสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุน เพราะนักลงทุนอาจจะพิจารณาไปลงทุนที่อื่นแทน สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP จะเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่เคยพิจารณากันมา ก็คือ ให้มีกองทุน CPTPP หรือจะมีมาตรการอย่างอื่นที่นำมาใช้ในการช่วยเหลือก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า สำหรับข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่อยู่ระหว่างการเจรจา และหยุดชะงักไปก่อนหน้านี้ ก็จะเสนอเพื่อขอนโยบายในการเจรจาต่อ เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) เพราะเป็น FTA ที่ได้มีการเจรจากันมาแล้ว แต่ค้างอยู่ ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ทั้งอียู และ EFTA ก็พร้อมที่จะเจรจากับไทย โดยล่าสุดที่ได้คุยกับทางอียู เขาแจ้งว่ากำลังรอรัฐสภาใหม่ ถ้าได้ ก็พร้อมที่จะเจรจาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทำ FTA กับอียู มั่นใจว่าจะใช้ระยะเวลาในการเจรจาไม่นาน เพราะเคยเจรจากันมาแล้ว มีกรอบการเจรจาแล้ว แค่มาเจรจากันต่อ ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีตัวอย่างประเทศที่ทำสำเร็จเร็ว คือ เวียดนาม เริ่มปี 2559 ตอนนี้เจรจาเสร็จแล้ว กำลังรอให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งหากไทยเจรจาได้ช้า ก็จะเสียเปรียบ เพราะเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดอียู&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานะปัจจุบันของ CPTPP ความตกลงได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2661 ที่ผ่านมา และได้เริ่มต้นรับสมาชิกใหม่แล้ว โดยหากไทยต้องการสมัครเข้าเป็นสมาชิก จะต้องส่งหนังสือแสดงเจตจำนงไปที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานรับสมาชิกใหม่ จากนั้นสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม จะตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาและเจรจาต่อรองกับไทย ก่อนที่จะประกาศรับไทยเป็นสมาชิกใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39287</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, ความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP), อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่ให้ความรู้ชาวสวนลำไย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับมือสภาเกษตรกรแห่งชาติลงพื้นที่พบปะชาวสวนลำไย จัดสัมมนาและเสวนา การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprise 4.0&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค.61- นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เตรียมลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไย และจัดงานสัมมนาเรื่อง &amp;ldquo;การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprise 4.0&amp;rdquo; ในวันที่ 15 ก.ค.2561 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ และวันที่ 16 ก.ค.2561 จะจัดเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;สินค้าผลไม้ในตลาดการค้าเสรี&amp;rdquo; ณ โรงเรียนวัดศรีชุม กลุ่มเกษตรกรทำสวนแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ FTA แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีอยู่ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือยุคการค้าเสรี นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากการค้าเสรี โดยพบว่า ลำไย เป็นหนึ่งในสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญของไทย และได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าแล้วภายใต้ FTA หลายฉบับ โดยเฉพาะตลาดสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วงการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมคณะกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่พบปะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลำไยมัดปุ๊กบ้านร้องขุด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยแปลงใหญ่ ตามระบบส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเป็นผู้รับซื้อลำไยในพื้นที่เพื่อกระจายไปยังตลาดทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย และจีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13292</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเกษตรกรทำสวนแม่วาง, ชาวสวนลำไย, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
