<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ลุยพัฒนาโรงงานเชิงนิเวศลดมลพิษ ตั้งเป้าประเทศไทยมีเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 40 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2564 - นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.ได้มีการส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่งพัฒนาตามแนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตและ การบริหารจัดการ มีการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความรู้เทคโนโลยี ปั๊มอุตสาหกรรม ความปลอดภัย และวัตถุอันตรายเนื่องจากมีความเป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้​&amp;nbsp; กรอ. จึงได้ผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นแบบเมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 40 พื้นที่ ใน 37 จังหวัด โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาในพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่นและมีศักยภาพในการพัฒนา รวมทั้งเขตประกอบการและสวนอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน และอยู่ร่วมกับประชาชนได้ด้วยมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่มีคุณค่าต่อสังคม และอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการบริหารจัดการของเสียในกระบวนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการจัดงาน Pumps and Valves Asia 2021 เป็นงานแสดงเทคโนโลยีเฉพาะทางด้าน ปั๊ม วาล์ว ท่อ ข้อต่อ และ งาน Thai Water Expo 2021 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียเวทีจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ กรอ. ในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ&amp;nbsp; โดยงานจะจัดระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค. 2564&amp;nbsp; โดยปีนี้เป็นปีที่ 8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;งานดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กรอ. และบริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ถือเป็นงานแสดงนวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่และครบครันที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยปีนี้ได้รวบรวมเทคโนโลยีปั๊มอัจฉริยะ&amp;nbsp; ที่เป็นตัวกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม พร้อมนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดที่เกี่ยวข้อง อาทิ การบำรุงรักษาปั๊มเชิงรุก การวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด ช่วยลดเวลาทำงาน ประหยัดพลังงาน ประหยัดต้นทุน&amp;quot;นายประกอบ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104112</URL_LINK>
                <HASHTAG>อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, โรงงานเชิงนิเวศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60aca8bb53918.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ร่วมเป็นเจ้าภาพถกสมาชิก197 ประเทศทั่วโลกปกป้องโอโซน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค. 2562 นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ในระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค. 2562 กรอ. จะเป็นเจ้าภาพร่วมประชุมเตรียมการรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออล ครั้งที่ 41 (The 41st of the Open-Ended Working Group of the Parties to the Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer: 41st OEWG) ที่ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ที่ประเทศสมาชิกภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จำนวน 197 ประเทศทั่วโลกร่วมเจรจาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการหาแนวทางเพิ่มเติมที่จะปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน และสภาพภูมิอากาศโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประชุมดังกล่าวกำหนดให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยประเทศที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมแต่ละครั้งจะหมุนเวียนกัน โดยครั้งนี้สำนักเลขาธิการโอโซนฯ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้เชิญกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานต่างๆ ให้เป็นไปตามพันธกรณีภายใต้พิธีสารมอนทรีออลเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งจากประเทศสมาชิก องค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ธนาคารโลก ภาคเอกชนต่างๆ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO)&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวต่อว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเกิดจากการใช้สารเคมีที่เรียกว่าสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หากชั้นบรรยากาศโอโซนถูกทำลายจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมาก เช่น ภูมิต้านทานต่ำลงทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น โอกาสเป็นโรคมะเร็งผิวหนังและต้อกระจกเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;พร้อมกันนี้ก็จะเป็นการทำลายสมดุลธรรมชาติของระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ส่งผลไปถึงผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง ดังนั้นนานาประเทศจึงได้ร่วมมือกันลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ภายใต้พิธีสารมอนทรีออลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ทำให้ทั่วโลกสามารถลดการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนได้ถึง 99% ซึ่งส่งผลให้ชั้นโอโซนกำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูสภาพ และคาดว่าชั้นโอโซนจะกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนกับช่วงก่อนที่จะมีการใช้สารทำลายชั้นโอโซนได้ภายในสิ้นศตวรรษนี้ (พ.ศ. 2643)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารที่เป็นตัวทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนมาก ได้แก่ สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC ) เคยถูกนำมาใช้เป็นสารทำความเย็นในระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ ตู้เย็น ตู้แช่รุ่นเก่า และสารเฮลอนที่เคยถูกนำมาใช้เป็นสารดับเพลิง ทั่วโลกได้ยกเลิกการใช้สารทั้งสองประเภทแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ส่วนที่ทั่วโลกกำลังลดและเลิกการใช้ในปัจจุบันคือสารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ซึ่งมีศักยภาพในการทำลายชั้นโอโซนต่ำกว่าสารที่ได้เลิกใช้ไปแล้ว โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลาที่ต้องใช้สารนี้ในภายปี พ.ศ. 2583&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวว่า สำหรับในส่วนของประเทศไทยนั้น ไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของพิธีสารมอนทรีออล &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 กรอ. ในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามพิธีสารมอนทรีออลได้ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่องในการจัดทำโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพหุภาคี เพื่อนำมาใช้ในการจัดซื้อเครื่องมือในกระบวนการผลิตให้เลิกใช้สารเดิม และสามารถใช้กับสารทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงดำเนินมาตรการด้านกฎหมายและประชาสัมพันธ์ควบคู่กันไป ความสำเร็จล่าสุดคือการให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและผู้ผลิตโฟม ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้สาร HCFC เป็นจำนวนมากปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีสารทดแทน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนทำให้การใช้สาร HCFC ของประเทศไทยลดลงอย่างมากและมีผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งการใช้สารทดแทนใหม่ประกอบกับการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้สามารถผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นออกสู่ตลาดอีกด้วย ส่งผลต่อการประหยัดพลังงานของประเทศในภาพรวม แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าสาร HCFC อยู่บ้าง เพื่อมาใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็นที่ยังมีอายุการใช้งานอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศก่อนหมดอายุการใช้งาน ซึ่งสารเหล่านี้เป็นเพียง 1% ที่ยังคงมีการใช้อยู่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สารที่นำมาใช้ทดแทนสาร HCFCs บางประเภท เช่น สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน : เอซเอฟซี (Hydrofluorocarbons: HFCs) ถึงแม้ว่าเป็นสารที่ไม่ทำลายชั้นโอโซนแต่เป็นสารที่มีศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนสูง&amp;nbsp;ส่งผลต่อปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก และสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการประชุมรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออลในการในปี พ.ศ. 2559 ณ กรุงคิกาลี จึงได้เห็นชอบให้มีการควบคุมการใช้สาร HFC ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล ซึ่งความท้าทายของประเทศภาคีสมาชิก คือ การควบคุมการใช้ทั้งสาร HCFC และสาร HFC ในเวลาเดียวกัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ไม่ทำลายชั้นโอโซน และมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ ดังนั้นประเทศภาคีจะต้องดำเนินงานอย่างบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้สารทดแทนในระยะยาวเหล่านี้เป็นไปอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมโดยมี นายอภิจิณ โชติกเสถียร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ในวันที่ 1 ก.ค. 62 &amp;nbsp;เวลา 09.30 น. โดยประเด็นประชุมที่สำคัญ คือการดำเนินการลดและเลิกใช้สาร HCFC ควบคู่ไปกับการลดการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนภายใต้พิธีสารมอนทรีออลฉบับปรับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี (Kigali Amendment) การเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่มีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ และมาตรฐานความปลอดภัยของสารทดแทนมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ รวมถึงการจัดสรรเงินกองทุนพหุภาคีเพื่อการดำเนินงานภายใต้พิธีสารมอนทรีออลระหว่างปี พ.ศ.2564 &amp;ndash; 2566 เพื่อนำมาช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39896</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, ประชุมเตรียมการรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออล ครั้งที่ 41, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d19c7ce6b3ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.โอดยอดขอรง.4 วูบ 5.9% สวนทาง SME 7 เดือนยังสดใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรอ.โอดยอดขอร.ง.4 เดือนก.ค. หดตัว 5.9% ฉุดมูลค่าลงทุนลดลงเหลือ 3.04 หมื่นล้านบาท ชี้ความผันผวนเศรษฐกิจยังกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อเนื่อง แต่ยังปลื้มยอดลงทุนเอสเอ็มอีรวม 7 เดือนเติบโตขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่ายอดขอใบอนุญาตกิจการและการขยายกิจการ (ร.ง.4) ในช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวน 383 โรงงาน ลดลง 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนโรงงานที่ขอใบอนุญาตประกอบและขยายกิจการทั้งสิ้น 407 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 30,495.54 ล้านบาท ลดลง 23.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้ 39,914.73 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่ขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ 314 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 22,951.52 ล้านบาท กลุ่มขยายกิจการ 69 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 7,544.02 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สัดส่วนที่ลดลงอาจเกิดจากภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่คาดว่าในช่วงเดือนที่เหลือจะมีตัวเลขเพิ่มตัวสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มูลค่าการลงทุน 5,222.73 ล้านบาท &amp;nbsp;2.กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ มูลค่าการลงทุน 3,471.46 ล้านบาท 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช มูลค่าการลงทุน 1,954.77 ล้านบาท 4.กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี 1,521.19 ล้านบาท &amp;nbsp;5.กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก มูลค่าการลงทุน 1,240.86 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันการจดประกอบและขยายกิจการของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวน 354 โรงงาน ลดลง 5.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 376 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 9,787.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 9,600.17 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มที่ขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ 295 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 7,271.49 ล้านบาท &amp;nbsp;กลุ่มขยายกิจการ 59 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 2,516.38 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภาพรวมการประกอบกิจการเอสเอ็มอีในช่วง 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) โดยมีจำนวนการจดประกอบและขยายกิจการ 2,685 โรงงาน เพิ่มขึ้น 0.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 2,663 โรงงาน มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 67,247.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 66,728.10 ล้านบาท ซึ่ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อาหาร , ผลิตภัณฑ์พลาสติก , ผลิตภัณฑ์โลหะ , ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ อาจมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบถึงภาพรวมในการลงทุน และการผลิตที่หลายฝ่ายต้องจับตามอง รวมถึงปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ได้แก่นโยบายปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญที่ยังส่งสัญญาณแรงต่อเนื่อง ซึ่งการกีดกันทางการค้าอาจมีผลให้บริษัทข้ามชาติชะลอการลงทุน รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตของประเทศที่อาจจะมีความคลาดเคลื่อน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตอาจต้องปรับตัวเข้าสู่การใช้พลังงานทดแทน หรือสรรหาเครื่องมือในกระบวนการผลิตที่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการประหยัดพลังงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนและไม่ชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องหมั่นติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าในแต่ละประเทศให้มากขึ้น พร้อมนำไปปรับตัวในด้านการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการกระจายสินค้าและลดการสูญเสียได้ทางหนึ่ง แต่มั่นใจว่านโยบายด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ค่อยๆ ขยับไปในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14862</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., กลุ่มเอสเอ็มอี, มงคล พฤกษ์วัฒนา, ร.ง.4, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1cbfa673949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรอ.มึนยอดขอ ร.ง.4 ช่วง 5 เดือนแรกของปีเพิ่ม 0.89% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรอ.มึนยอดขอ ร.ง.4 ช่วง 5 เดือนแรกของปีเพิ่ม 0.89% แต่สวนทางมูลค่าการลงทุนลดลง 26.16% แย้ม พ.ค.เดือนเดียวมูลค่าฮวบเกือบ 2 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยยอดการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4)และขยายกิจการในเดือนม.ค-พ.ค. 2561 ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 2,034 โรงงาน เพิ่มขึ้น 0.89 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอยู่ 2,016 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 127,000 ล้านบาท ลดลง 26.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 172,000 ล้านบาท ซึ่งจากยอดดังกล่าวแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 1,652 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 75,000 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 382 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 52,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขอใบ ร.ง.4 และขยายกิจการในเดือนพ.ค. เพียงเดือนเดียวนั้นมีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 451 โรงงาน ลดลง 0.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอยู่ที่ 453 โรงงาน มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 35,100 ล้านบาท ลดลง 29.8% จากช่วงเดียวกันของที่ปีก่อนอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 352 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 19,100 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 99 โรงงาน มูลค่าการลงทุน15,900 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11051</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., มงคล พฤกษ์วัฒนา, ร.ง.4, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1cbfa673949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2018 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2018 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดขอรง.4 ไตรมาสแรกวูบกรอ.ไม่หวั่นชี้อีอีซีหนุนทั้งปีโต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรอ.ไม่หวั่นแม้ยอดร.ง.4 ช่วงไตรมาสแรกวูบ&amp;nbsp;1.08% มูลค่าการลงทุนหดตาม 26.96% แต่ยังมั่นใจทั้งปีจะดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา ชี้อีอีซีกำลังบูมคนแห่เปิดโรงงานเพียบ คาดเงินลงทุนแตะ 6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08เม.ย.61-นายมงคล พฤกษ์วัฒนา &amp;nbsp;อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ(ร.ง.4) และขยายกิจการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 (ม.ค.-มี.ค.) มีการขยายตัวลดลง โดยมีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 1,183 โรงงาน ลดลง 1.08% จากช่วงเดียวกันในปี 2560 ที่มีอยู่ 1,196 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 69,600 ล้านบาท ลดลง 26.96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ 95,300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 983 โรงงาน มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 41,100 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 200 โรงงาน มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 28,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการที่มีมูลค่ามากที่สุดตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค. 61ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร 13,200 ล้านบาท อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง 7,150 ล้านบาท อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 5,020 ล้านบาท อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 4,510 ล้านบาท อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 4,190 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอดขอใบอนุญาต ร.ง.4 ที่ลดลงไม่ใช่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจประเทศ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มาเกี่ยวข้องที่เป็นตัวชี้วัดอีก อาทิ เศรษฐกิจโลก การนำเข้า การส่งออก เป็นต้น ซึ่งคาดว่าในปีนี้การขอใบอนุญาต ร.ง.4 จะอยู่ที่ 4,000 &amp;ndash; 5,000 โรงงาน ส่วนมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 500,000-600,000 ล้านบาทเหมือนทุกปีที่ผ่านมาหรืออาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปัจจัยหนุนโครงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความสนใจเข้ามาลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากได้สิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้เป็นตัวดึงดูดการลงทุน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่จะมากระทบการลงทุนยังเห็นไม่ชัดนัก นอกจากนี้หลังจาก พ.ร.บ.อีอีซี ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทำให้นักลงทุนยิ่งมีความมั่นใจในการลงทุนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นปีนี้จึงมีแนวโน้มที่จะขอใบอนุญาต ร.ง.4 สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ รง.4 และขยายกิจการในเดือนมี.ค. 61 เพียงเดือนเดียวมีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น &amp;nbsp;423 โรงงาน ลดลง 13.8 % จากช่วงเดียวกันในปี 2560 ที่มีอยู่ที่ 491 โรงงาน มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 16,700 ล้านบาท ลดลง 61.78% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 43,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 352 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 11,900 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 71 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 4,800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า จ.ชลบุรีมีการการขอใบอนุญาต ร.ง.4 และขยายกิจการมากที่สุด จำนวน 9 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 262.18 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 348 คน จ.ระยอง จำนวน 6 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 394.58 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน &amp;nbsp;621 คน และ จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 2 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 378.39 ล้านบาท &amp;nbsp;เกิดการจ้างงาน 242 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6680</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงาน, กรอ., อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรม, โรงงาน, ในอนุญาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b62c90312.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
