<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯอาหารปรับทัพรับยุคNewNormal หวัง“อีอีซี”เปิดประตูเชื่อมกลไกผลิตสู่บริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีอีซีจะเป็นประโยชน์ในการเป็นประตู่เชื่อมความต้องการของผู้บริโภค นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามากับกระบวนการผลิตสินค้าได้ ซึ่งการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ จะมีนโยบายในการให้มาตรการจูงใจนักลงทุนต่างๆ จะเน้นให้สิทธิกับผู้ลงทุนเข้ามาตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยผลิตสินค้าในกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อุตสาหกรรมอาหาร&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยม และคาดว่าจะเติบโตได้ดีในปี 2562 แต่มาในปี 2563 สถานการณ์เศรษฐกิจในแง่มุมต่างๆ มีปัจจัยเข้ามากระทบให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มส่งผลตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันจนทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนเปลี่ยนไป จำเป็นต้องใช้ชีวิตในรูปแบบปกติใหม่ (New Normal) เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานในเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารในเอเชียเปลี่ยนไป เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญ จึงเป็นที่มาของผู้ประกอบการแปรรูปอาหารของไทยที่ต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดของผู้บริโภคในยุค&amp;nbsp;New Normal&amp;nbsp;การสร้างช่องทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ การจับมือพันธมิตรด้านขนส่ง การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า การสร้างคุณภาพและการการันตีเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสถาบันอาหารได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีระยะสั้น ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ เพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาคส่วน ดังนั้นการสร้างโอกาสและลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวให้ผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของสถาบันอาหาร ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย การให้ส่วนลดในการใช้บริการศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้ส่วนลดในการใช้บริการห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ การให้ส่วนลดในการใช้บริการตรวจสอบ หรือรับรองระบบ และการให้ส่วนลดในการใช้บริการฝึกอบรมแก่บุคลากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อนงค์&amp;rdquo; ให้มุมมองว่าวิกฤติโควิด-19 เป็นประเด็นหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากรูปแบบเดิมเป็นแบบ&amp;nbsp;New Normal&amp;nbsp;ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น &amp;nbsp;ส่งผลให้การดำเนินอุตสาหกรรมอาหารต้องปรับเปลี่ยนตาม โดยยึดหลักพื้นฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) เป็นหัวใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust) แก่ผู้บริโภค และต้องเพิ่มความสำคัญในด้านนวัตกรรม (Innovation) การปรับปรุงระบบการผลิตให้ทันสมัย มีต้นทุนต่ำ มีความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งเน้นอาหารเพื่อการดูแลสุขภาพอนามัย อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน และช่วยป้องกันการเกิดโรคภัยต่างๆ รวมทั้งมีความสะดวกและง่ายต่อการเข้าถึงการบริโภค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สถาบันอาหารยังได้จัดทำข้อเสนอ &amp;ldquo;โครงการเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร&amp;rdquo; วงเงิน 1,345.44 ล้านบาท&amp;nbsp;ภายใต้กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) วงเงิน 1,000,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภาพัฒน์ เป็นเลขานุการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สถาบันอาหารยังเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูประยะ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีสู่ภาคปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักรับช่วงต่อจาก &amp;ldquo;มาตรการครัวไทยสู่โลก&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยมองว่าอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีโอกาสในการเติบโตในระดับโลกได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากตลาดทั้งภายในและต่างประเทศมีความต้องการในผลิตภัณฑ์อาหารทุกประเภทเพิ่มขึ้น เนื่องจากพลเมืองโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ประกอบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความต้องการสินค้าอาหารขยายตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่มาในไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อนงค์&amp;rdquo; เล่าว่า พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตให้ปรับตัวรองรับกับความต้องการที่เกิดขึ้นใหม่ โดยแนวโน้มอาหารในปัจจุบัน มุ่งเน้นในเรื่อง 1.อาหารที่เน้นโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ละช่วงวัย 2. อาหารที่มีประโยชน์เฉพาะต่อสุขภาพ ที่แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดของอาหารและเครื่องดื่มเสริมสุขภาพจะมีเพียง 5%&amp;nbsp;ของมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด แต่ผู้เล่นในตลาดกลับให้ความสนใจสินค้าประเภทนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ 3.อาหารปลอดภัย สดใหม่ ใกล้เคียงธรรมชาติ เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;4.อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน &amp;nbsp;5.การผลิตอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6.อาหารตามความต้องการเฉพาะเจาะจง เช่น อาหารฮาลาล เพราะตลาดเศรษฐกิจฮาลาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ทรงอิทธิพล และมีอัตราการเติบโตรวดเร็ว และ 7.การเติบโตของตลาดออนไลน์ที่เติบโตกว่า 20%&amp;nbsp;ต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแนวทางในการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ระยะที่ 1 (พ.ศ.2562-2570)&amp;nbsp;จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่&amp;nbsp;Global Supply Chain&amp;nbsp;รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ การผลักดันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การสนับสนุนให้เกิดปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการลงทุนในประเทศ การสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้เพื่อรองรับ&amp;nbsp;Digital Economy&amp;nbsp;โดยเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ ในระยะกลาง (3-5 ปี) คือ การยกระดับเทคโนโลยีและปัจจัยพื้นฐาน พร้อมทั้งสร้างนักรบพันธุ์ใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันอาหารตั้งเป้าหมายว่าตัวเลขจีดีพีในอุตสาหกรรมอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท ส่วนเป้าหมายระยะยาวในปี 2570 คือ &amp;ldquo;ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตของอาเซียน&amp;rdquo; และไทยเป็น 1 ใน 10 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก โดยปัจจุบันไทยอยู่อันดับที่ 11 ของโลก และตัวเลขจีดีพีในอุตสาหกรรมอาหารของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.42 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่า &amp;ldquo;อุตสาหกรรมอาหาร&amp;rdquo; มีความสำคัญและมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยไม่แพ้อุตสาหกรรมในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 12 กลุ่ม แบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีศักยภาพที่จะต่อยอด และอีก 5 อุตสาหกรรมอนาคต อาทิ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ขนส่งและการบิน เป็นต้น และกำลังมีแนวคิดเพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 2 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษาในพื้นที่การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรม 1 ใน 12 ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถใช้เป็นปัจจัยการผลิตภายในประเทศพัฒนาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาภาคธุรกิจของประเทศ สินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายในประเทศเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ และยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยศักยภาพการแข่งขัน หรือความโดดเด่นของอุตสาหกรรมอาหารไทยนั้น ช่วยสร้างจุดแข็งให้ประเทศไทยภายใต้อุตสาหกรรมอาหาร จากการเป็นผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งไทยเติบโตในเรื่องดังกล่าวมานานกว่าครึ่งศตวรรษ การมีฐานลูกค้าทั้งภายในและและประเทศผู้นำเข้าสามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตสินค้าได้หลากหลายตามความต้องการ อีกทั้งแรงงานของไทยมีฝีมือดี โดยเฉพาะด้านความปราณีที่อุตสาหกรรมอาหารไทยเติบโตมาจนทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศักยภาพของแรงงานไทยที่สามารถทำงานให้ผลิตได้อย่างคุ้มค่ากับต้นทุน และอาหารไทยมีคุณภาพและความปลอดภัยสูงทัดเทียมระดับโลก ซึ่งปัจจุบันตลาดส่งออกสินค้าอาหารไทยอยู่ในประเทศพัฒนาสัดส่วนสูงกว่า 40%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งวัตถุดิบการเกษตรของไทยมีคุณภาพและความหลากหลาย อาหารไทยมีรสชาติดี มีคุณประโยชน์ในเชิงสุขภาพ จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศ ตรงนี้ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ และท้ายที่สุดสินค้าอาหารไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม&amp;nbsp;CLMV&amp;nbsp;&amp;ldquo;อนงค์&amp;rdquo; มองว่า อีอีซีจะเป็นประโยชน์ในการเป็นประตูเชื่อมความต้องการของผู้บริโภค นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามากับกระบวนการผลิตสินค้าได้ ซึ่งการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ จะมีนโยบายในการให้มาตรการจูงใจนักลงทุนต่างๆ จะเน้นให้สิทธิกับผู้ลงทุนเข้ามาตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยผลิตสินค้าในกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุตสาหกรรมอาหารจะได้รับอานิสงส์ในเรื่องของการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสินค้าใหม่ รวมถึงยกระดับการตลาด การแปรรูป การเกษตรด้วยเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน ได้แก่ สร้างตลาดด้วยกลไกการค้าออนไลน์ เพื่อขายไปทั่วโลกและเชื่อมระบบโลจิสติกส์ ตั้งแต่ส่งออก ขายในประเทศ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐานระดับโลก การสร้างงานวิจัยเชิงเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ตรงกับความต้องการในทุกขึ้นตอน ตั้งแต่หีบห่อ การแปรรูป การปลูก การควบคุมความเสี่ยงจากภูมิอากาศ เป็นต้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79471</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f79d30632f19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟู้ดเดลิเวอรี แข่งเดือด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรุกไปสู่ Super App</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้จะเพิ่มช่องทางการขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารรุนแรงขึ้น รวมถึงสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในการทำตลาด จึงต้องปรับโมเดลรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างความสมดุลและประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก และยกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันของผู้เล่นรายเดิม เข้าสู่ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ด้วยการให้บริการครอบคลุมไปยังกิจกรรมด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 และการที่ทางการไทยต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการปิดกิจการหรือจำกัดการให้บริการของภาคธุรกิจเป็นการชั่วคราว รวมถึงธุรกิจร้านอาหารที่เหลือเพียงช่องทางการซื้อกลับและการจัดส่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นช่องทางที่สำคัญของทั้งผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและผู้บริโภค จากข้อมูลของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีจำนวนร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง สมัครเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร ไม่น้อยกว่า 20,000 ต่อสัปดาห์ ส่งผลทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารไปยังที่พักเติบโตสูงถึงประมาณ 150% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สั่งอาหารบูม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ทิศทางของตลาดธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พักและภาวะการแข่งขันในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 หลังจากการเข้ามาร่วมแข่งขันของผู้ให้บริการรายใหม่ ยังได้รับความนิยมของผู้บริโภคในการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) ทำให้ธุรกรรมในตลาดเติบโตเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่สนใจของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสั่งอาหารเพื่อจัดส่งไปยังที่พักทั้งต่างชาติและไทยเข้ามาทำตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งมาจากทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงผู้เล่นจากนอกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการรายใหม่ของไทยได้เข้ามาในตลาดนี้ด้วยรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ (Business Model) ที่ต่างจากเดิม อาทิ การไม่จัดเก็บค่าบริการต่างๆ จากร้านอาหาร (ปัจจุบันผู้ให้บริการมีการหักค่าบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและอัตราที่จะมีความแตกต่างกัน แต่อาจสูงถึง 35%) เช่น การหักค่าบริการจากกำไรขั้นต้น (ค่า GP) และอื่นๆ ระยะเวลาการชำระเงินคืนกลับไปยังร้านอาหารที่รวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มคุณสมบัติและระบบการทำงานของแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน หรือการออกแบบวิธีการทำงานของแอปพลิเคชันการจัดส่งที่ให้ร้านอาหารสามารถเปรียบเทียบราคาค่าส่งอาหารจากผู้ให้บริการส่งอาหารได้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แข่งเดือด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จะสร้างความตื่นตัวและส่งผลต่อธุรกิจจัดส่งอาหารในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นให้ผู้เล่นรายเดิมจัดโปรโมชั่นด้านราคาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานตลาดและความสามารถในการแข่งขันของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ต้องยอมรับว่าหลังจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ในประเทศดีขึ้น ร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ รวมถึงผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกลับไปใช้บริการนั่งรับประทานในร้านมากขึ้น ทำให้ปริมาณผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ชะลอลง และส่งผลทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารไปยังที่พักยังคงต้องกระตุ้นตลาดอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าที่มี รวมถึงดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้งาน นอกจากนี้น่าจะมีการทำการตลาดร่วมกับพันธมิตรร้านค้ารายเดิมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเข้ามาของผู้ให้บริการรายใหม่ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร เนื่องจากมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และสามารถเลือกใช้บริการในแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการร้านอาหารที่รุนแรง และสร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร อาทิ การปรับขึ้นราคาสินค้าที่อาจจะมีข้อจำกัด เนื่องจากลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าอาหารภายในแอปพลิเคชันได้ อีกทั้งผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในเรื่องคุณภาพและบริการ จากการที่แพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสั่งออนไลน์บางรายจะมีการให้บริการคอมเมนต์ของผู้บริโภค หรือการวัดคุณภาพของผู้ประกอบการร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ปรับกลยุทธ์สู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามาด้วยรูปแบบของธุรกิจที่ต้องการแก้จุดอ่อนของตลาด ส่งผลทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายเดิมคงจะมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเข้ามา อาทิ เงื่อนไขบางประการเพื่อให้เหมาะสมกับพาร์ตเนอร์แต่ละกลุ่ม อย่างการปรับรูปแบบการคิดค่าบริการจากร้านอาหารและผู้ให้บริการรับจ้างส่งอาหาร รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกใช้งานเข้ามาสนับสนุนธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พักในบางพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูง หรือการปรับสวัสดิการสำหรับผู้ขับขี่ให้เหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกับทุกฝ่ายและรักษาจำนวนพาร์ตเนอร์ของแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดสร้างครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการสั่งอาหารข้ามพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคาดว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์ออนไลน์รายเดิมจะมีการเร่งพัฒนายกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมไปยังกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค หรือมีลักษณะเป็น One-Stop Application เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ เนื่องจากธุรกิจการให้บริการจัดส่งอาหารไปยังที่พักต้องใช้งบประมาณสูงในการกระตุ้นตลาด ด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาทำตลาด และส่งผลกระทบให้กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจดังกล่าวติดลบ กอปรกับ การระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากภายนอกองค์กร อาจทำได้ยากอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น แม้จะเพิ่มช่องทางการขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารรุนแรงขึ้น รวมถึงสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในการทำตลาด จึงต้องปรับโมเดลรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างความสมดุลและประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก และยกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันของผู้เล่นรายเดิม เข้าสู่ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ด้วยการให้บริการครอบคลุมไปยังกิจกรรมด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค&amp;nbsp; เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ส่งออกยังหดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดนั้นยังส่งผลกระทบต่อภาครวมของอุตสาหกรรมอาหารที่ถดถอยลง โดยเฉพาะในด้านการส่งออกอาหาร ซึ่ง นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2563 ผลผลิตอุตสาหกรรมอาหารของไทยหดตัวลงมาก ที่ 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการส่งออกอาหารของไทย ภาพรวมครึ่งปีแรกหดตัวลงเล็กน้อย 2% มีมูลค่า 505,584 ล้านบาท พบว่ากลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% มีมูลค่า 238,869 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรวัตถุดิบการส่งออกหดตัวลง 3.7% มีมูลค่า 266,715 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกของปี 2563 การส่งออกหดตัวลง 9.1% และสามารถพลิกกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.9% ได้ในไตรมาสที่ 2 เพราะประเทศผู้นำเข้าเริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าอาหารเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวโน้มการส่งออกอาหารของไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น การส่งออกจะพลิกกลับมาเป็นบวก จะมีมูลค่าราว 519,416 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% โดยภาพรวมตลอดทั้งปี 2563 คาดว่าการส่งออกจะมีมูลค่า 1,025,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งการคาดการณ์อยู่ภายใต้เงื่อนไขของความต้องการอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินงานได้มากขึ้น ช่องทางค้าปลีกขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยการลดลงของการจำหน่ายในช่องทางโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารได้ระดับหนึ่ง เงินบาทจะไม่แข็งค่าและไม่ผันผวนมากจนเกินไปภายใต้กรอบ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแรงกดดันจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น&amp;rdquo; นางอนงค์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74456</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f366eda65ee4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
