<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.กลุ่มงานวิจัยฯไบโอเทคเผยข่าวไม่ค่อยดีสำหรับ Pfizer  ต้านเดลต้าได้น้อยกว่า  Moderna </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 &amp;nbsp;ส.ค.64- ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า &amp;nbsp;ข้อมูลความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพของวัคซีนชนิด mRNA ต่อสายพันธุ์เดลต้า ทะยอยออกมาเรื่อยๆ ระหว่าง Pfizer กับ Moderna คราวนี้เป็นตัวเลขที่เก็บข้อมูลที่การ์ตา ในประชากรมากกว่า 1.2 ล้านคนที่ได้วัคซีนแต่ละชนิด จากรายงานการศึกษานี้ ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการป้องกันเดลต้าออกมาที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;53.5% สำหรับ Pfizer&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;84.8% สำหรับ &amp;nbsp;Moderna&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;57.2% สำหรับ วัคซีน mRNA ในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขการป้องกันอาการหนักสำหรับ Pfizer และ Moderna แตกต่างกันอยู่ที่ 89.7% กับ 100% คือ ต่างกันประมาณ10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอมรับว่าไม่ค่อยเป็นข่าวดีสำหรับ Pfizer เท่าไหร่นะครับ และ ยิ่งมีข่าวว่าคนไทยจะได้ Pfizer เพิ่มอีก 10 ล้านโดส เลยคิดว่าตัวเลขนี้กำลังเตือนว่าเรากำลังจะวนไปที่ปัญหาเดิมอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2021.08.11.21261885v1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113040</URL_LINK>
                <HASHTAG>Moderna, Pfizer, อนันต์ จงแก้ววัฒนา, เดลต้า, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f0d84a4e7ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2021 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไบโอเทค สวทช. พัฒนาวัคซีนโควิด 19 แบบพ่นจมูกสำเร็จ เตรียมทดลองในคนเฟสแรก ใช้สายพันธุ์เดลต้า ปลายปี64  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9ส.ค.64-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ &amp;nbsp;ชนิด SARS-CoV-2 หรือโควิด 19 &amp;nbsp;แบบพ่นจมูก ชนิด Adenovirus-based และ Influenza-based ซึ่งผ่านการทดสอบการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลองเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพต่อการคุ้มโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ได้จะผลักดันให้เป็นวัคซีนต้นแบบป้องกันโรค COVID-19 สามารถนำไปทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัครต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี ไบโอเทค ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนต้านโรคติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่มีการเริ่มระบาดในประเทศจีนในเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นมา ทางทีมวิจัย เริ่มงานวิจัยโดย การสังเคราะห์ยีนสไปค์ของไวรัสขึ้นเองโดยอาศัยข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสที่เผยแพร่หลังจากที่มีการถอดรหัสสำเร็จ และนำยีนดังกล่าวไปใช้เป็นแอนติเจนหรือโปรตีนกระตุ้นภูมิในรูปแบบต่างๆ ประกอบกับความสามารถในการทำวิจัยเชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดต่อพันธุกรรมของไวรัส ที่ทีมวิจัยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการตัดต่อพันธุกรรมไวรัสให้มีความอ่อนเชื้อลง และไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มได้ ซึ่งทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้พัฒนาเป็นต้นแบบวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ซึ่งได้มุ้งเน้นพัฒนาต้นแบบวัคซีน 3 ประเภท คือ 1) วัคซีนประเภท Virus-like particle (VLP) หรือ วัคซีนอนุภาคไวรัสเสมือน เป็นเทคโนโลยีการสร้างโครงสร้างเลียนแบบอนุภาคไวรัสแต่ไม่มีสารพันธุกรรมของไวรัสบรรจุในโครงสร้างดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังกล่าววัคซีนรูปแบบนี้จึงปลอดภัย และสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อโปรตีนสไปค์จากผิวของวัคซีนได้ด้วย 2) วัคซีนประเภท Influenza-based คือการปรับไวรัสไข้หวัดใหญ่ให้สามารถแสดงออกโปรตีนสไปค์ของไวรัส SAR-CoV-2 หลังจากนำส่งเข้าสู่ร่างกาย วิธีนี้จะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ SARS-CoV-2 ได้ในเวลาเดียวกัน และ 3) วัคซีนประเภท Adenovirus vector-based คือ การปรับพันธุกรรมไวรัส Adenovirus serotype 5 ให้อ่อนเชื้อและสามารถติดเชื้อได้ครั้งเดียว และ เพิ่มยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนสไปค์เพิ่มลงไปในสารพันธุกรรมของไวรัส เมื่อนำไวรัสชนิดนี้ฉีดเข้าสู่ร่างกายจะมีการสร้างโปรตีนสไปค์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ ซึ่งทีมได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาในหลอดทดลองและทดสอบการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลองและประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละชนิดต่อการคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นจริงในเฟสต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉีดพ่นวัคซีนทางจมูกหนูทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนันต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีมวิจัย สวทช. มีความคืบหน้าในการพัฒนาเป็นต้นแบบวัคซีนเป็นอย่างมาก ซึ่งเราได้ผลักดันต้นแบบวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 แบบพ่นจมูก ออกมาได้ 2 ชนิด คือ วัคซีนชนิด Adenovirus ที่มีการแสดงออกของโปรตีนสไปค์ ออกแบบโดยการพ่นเข้าจมูกผ่านละอองฝอย รูปแบบนี้น่าจะเป็นวัคซีนที่ใกล้เคียงกับหลายๆ ที่ ซึ่งกำลังทดสอบในเฟส 1-2 ของทีม สวทช. ผ่านการทดสอบในหนูทดลองที่ฉีดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว พบว่า หนูทดลองนอกจากไม่มีอาการป่วย ยังมีน้ำหนักขึ้นสูงกว่ากลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามอย่างเห็นได้ชัด ผลการทดสอบความปลอดภัยไม่มีปัญหา การผลิตในระดับ GMP ร่วมมือกับบริษัท KinGen BioTech&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วัคซีนดังกล่าว กำลังจะทดสอบในอาสาสมัครมนุษย์ในรูปแบบที่สร้างจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ในเร็วๆ นี้ ผลงานวิจัยกำลังเร่งรวบรวมผลส่งเข้าตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ และวัคซีนชนิด Influenza virus ที่มีการแสดงออกของโปรตีน RBD ของสไปค์ ตัวนี้กำลังต่อคิวทดสอบประสิทธิภาพการคุ้มโรคโควิด-19 และผลการวิจัยเรื่องระดับภูมิคุ้มกันในหนูทดลองได้ตีพิมพ์ไปแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การทดสอบในหนูทดลองโดยการพ่นเข้าจมูกผ่านละอองฝอยและฉีดเข้ากล้าม พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งในรูปแบบแอนติบอดี และ T cell ได้สูง เช่นเดียวกัน ซึ่งวัคซีนตัวนี้ร่วมมือกับทีมองค์การเภสัชกรรม และมีแผนจะออกมาทดสอบความปลอดภัย &amp;nbsp; และหากวัคซีนนี้ได้ผ่านขั้นตอนการศึกษาในสัตว์ทดลองแล้ว พบว่าได้ผลดี ไม่มีผลข้างเคียงจึงจะยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขอทดสอบในมนุษย์ โดยจะร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยวางแผนทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนกับเชื้อสายพันธุ์เดลตา หาก อย. อนุมัติเร็ว ก็เริ่มทดสอบในมนุษย์เฟสแรกปลายปี 2564 นี้ และต่อเนื่องเฟส 2 ในเดือนมีนาคม 2565 หากได้ผลดีจะสามารถผลิตใช้ได้ประมาณกลางปี 2565 นี้ &amp;nbsp;&amp;quot;ดร.อนันต์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนันต์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัคซีนโควิด-19 ชนิดพ่นจมูก เป็นวัคซีนที่พ่นละอองฝอยในโพรงจมูกผ่านเข็มฉีดพ่นยาชนิดพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งวัคซีนไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเยื่อเมือกของระบบทางเดินหายใจส่วนบนโดยตรง &amp;nbsp; ซึ่งไวรัสส่วนใหญ่รวมถึงไวรัสโคโรนา ที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 มักจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกและก่อตัวขึ้นในโพรงจมูกก่อน &amp;nbsp;ที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายรวมถึงปอด จากการทดสอบพบว่าแอนติบอดี ในเยื่อเมือกระบบทางเดินหายใจส่วนบน &amp;nbsp;จะสร้างภูมิคุ้มกันได้เร็ว &amp;nbsp;และดีกว่าวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ รวมถึงสามารถกระตุ้นการผลิต อิมมูโนโกลบูลินเอ (Ig A) ที่จำเพาะต่อแอนติเจน และเม็ดเลือดขาวชนิด T cell ในทางเดินหายใจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบฆ่าเชื้อ ซึ่งสามารถสกัดกั้นไวรัสและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับไวรัสป้องกันการติดเชื้อในระบบต่างๆ ของร่างกายและลดโอกาสที่ผู้คนจะแพร่เชื้อไวรัสต่อได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ จึงถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน จากความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. สามารถอัพเดทวัคซีนให้ตอบสนองต่อการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่จะอุบัติขึ้นได้ไวภายใน 2-3 สัปดาห์ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผลงานวัคซีนโควิด 19 ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นได้จากองค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากงานวิจัยโดยคนไทยทั้งหมด ผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาชาติ ประกอบกับการจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัยจากรัฐบาลในการพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 จากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนผลักดันวัคซีนที่พัฒนาขึ้นได้ออกไปสู่ผู้ใช้จริง ซึ่งจะส่งเสริมความสำเร็จในการสร้างวัคซีนโควิด 19 ที่มีคุณภาพสำหรับคนไทย ซึ่งนับว่าเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของการวิจัยและพัฒนาด้านวัคซีนภายในประเทศ ที่จะสามารถรับมือโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเสริมความมั่นคงทางวัคซีนให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;quot;ดร.อนันต์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมงานวิจัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112688</URL_LINK>
                <HASHTAG>Adenovirus-based, ต้านสายพันธุ์เดลตา, วัคซีนโควิดชนิดพ่นจมูก, สวทช., อนันต์ จงแก้ววัฒนา, ไบโอเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110c9b479183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 07:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักไวรัสวิทยา&#039;ยกกรณี อเมริกันฉีด Pfizer- Moderna ครบ 2 เข็ม เอาสายพันธุ์อินเดียไม่อยู่ ยังติดเชื้อรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 ก.ค.64-ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีศึกษาการแพร่ระบาดของเดลต้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามีภรรยาชาวอินเดียคู่หนึ่งเดินทางไปงานแต่งงานที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางเข้าประเทศมีการตรวจหาเชื้อแล้วได้ผลลบ ก่อนเดินทางมาทั้งคู่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย COVAXIN เข็มสองครบมาแล้ว 10 วัน ในงานแต่งงานมีแขกมาร่วมงาน 92 คน จัดงานกลางแจ้ง โดยผู้มาร่วมงานทุกคนต้องได้รับวัคซีนครบโด๊สกันหมด เย็นวันนั้นภรรยาเริ่มบ่นปวดเมื่อยตัวแต่คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจาก jet lag &amp;nbsp;หลังจากนั้น 2-3 วันทั้งสามีและภรรยาเริ่มมีอาการไข้ ไอ จนวันที่ 4 หลังจากงานแต่งงาน ทั้งคู่ตรวจพบว่าติดโควิด สามีอาการหนักขึ้นจนต้องส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เสียชีวิต ส่วนภรรยาอาการป่วยหนักเหมือนกันแต่ไม่รุนแรงเท่าสามี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานแต่งมีแขกที่มาร่วมงาน อีก 4 คนที่มีสัมผัสใกล้ชิดกับสามีภรรยาคู่นี้ โดยทั้ง 4 คนได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ครบหมดแล้ว พบว่า ทั้ง 4 คนมีอาการป่วยจากโควิดมากน้อยต่างกัน โดยหนึ่งในนั้นมีอาการปอดอักเสบรุนแรง ต้องรักษาตัวในวันที่ 10 หลังวันแต่งงาน ผู้ป่วยรายนี้ได้รับ Pfizer ครบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสจากผู้ป่วยทุกคน พบว่าเป็นไวรัสสา่ยพันธุ์เดลต้า และ มีความใกล้เคียงกันที่บอกได้ว่าน่าจะแพร่มาจากสามี ภรรยาคู่นี้จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคสนี้น่าสนใจครับ เพราะเป็น Breakthrough infection ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนครบเป็นจำนวนคลัสเตอร์ค่อนข้างใหญ่ อาการป่วยหนักและเสียชีวิตยังพบได้ในคนที่มีภูมิจากวัคซีนแล้ว และ ไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ในพื้นที่เปิด และ อาจจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน...***ไม่แน่ใจว่าแขกคนอื่นมีผู้ป่วยแบบไม่มีอาการอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง
https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2021.06.28.21258780v1
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110125</URL_LINK>
                <HASHTAG>Moderna, Pfizer, นักไวรัสวิทยา, สายพันธุ์อินเดีย, อนันต์ จงแก้ววัฒนา, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3705e3fa4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 07:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ใช่ข่าวดี!&#039;นักไวรัสวิทยา&#039;เปิดตัวเลขงานวิจัยที่ควรทราบเพื่อการตั้งรับกับเดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.ค.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า
***ไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นตัวเลขที่ควรทราบเพื่อการตั้งรับกับเดลต้า***&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของไวรัสเดลต้าที่มีตอนนี้แทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องคุณสมบัติการแพร่กระจายของเชื้อที่ไวกว่าสายพันธุ์อื่นๆ และ ข้อมูลหนีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดต่างๆ ข้อมูลเรื่องความรุนแรงของเชื้อยังมีน้อยมากเพราะการเก็บข้อมูลจำเป็นต้องใช้ตัวอย่างจำนวนมาก ทีมวิจัยที่ University of Toronto ทำการเก็บข้อมูลผู้ป่วยโควิดตั้งแต่ กพ-มิย ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่แคนาดามีไวรัสหลายสายพันธุ์เข้ามาระบาดในประเทศ ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อด้วยไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ จำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วยหนักใน ICU และ ผู้ป่วยที่เสียชีวิต จากตัวอย่างทั้งสิ้น 211,197 ตัวอย่างได้ตัวเลขออกมาน่าสนใจ และ น่ากังวลครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตัวอย่างทั้งหมดมีผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าติดเดลต้าอยู่ 5,615 คน ในจำนวนนั้น 340 คน (6.1%)&amp;nbsp; มีอาการจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และในจำนวนที่เข้ารักษาตัวมี 92 คน (1.6% ของคนติดเดลต้าทั้งหมด) เข้า ICU และ ในจำนวนนั้นมีผู้เสียชีวิต 39 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขนี้เมื่อทำมาเปรียบเทียบความเสี่ยง (Odds ratio) ของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์แอลฟ่าดูเหมือนจะสูงกว่า และยิ่งเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมแล้วจะสูงกว่าชัดเจนตัวเลขจะอยู่ที่ 120% (เข้า รพ.), 287% (ICU) และ 137% (เสียชีวิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***เนื่องจากทีมวิจัยไม่มีข้อมูลการได้รับวัคซีนในตัวอย่างที่เก็บข้อมูลมา ทำให้ไม่ทราบว่า การใช้วัคซีนในประชากรของแคนาดาจะลดตัวเลขดังกล่าวลงได้หรือไม่ แต่จากการศึกษานี้ทีมวิจัยเชื่อว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือ รับยังไม่ครบโดส***&amp;nbsp; เพราะภาพที่ผมนำมาเทียบเป็นข้อมูลของ UK จะเห็นว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะมี % hospitalization ลดลงชัดเจนในช่วงที่เดลต้าระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เอกสารอ้างอิง
https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2021.07.05.21260050v2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109896</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, การแพร่ระบาดโควิด19, สายพันธุ์เดลต้า, อนันต์ จงแก้ววัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f0d84a4e7ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“UV-C ”สยบโควิด-19 บนหน้ากาก N95  “ ใช้ซ้ำได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้ากากN95 ฆ่าเชื้อโควิด-19 โดยรังสี UV-C

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยอดผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVIC-19)ในไทยทะลุ 2พันรายไปแล้ว และคาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;อีกทั้ง ยังไม่สามารถประมาณการได้ว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาด จะหยุดลงเมื่อไหร่ &amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการขาดแคลนเวชภณฑ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย ทั้ง หน้ากาก N95 และ Surgical Mask &amp;nbsp;ที่จะช่วยให้บุคคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ปลอดภัยในขณะปฎิบัติหน้าที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดขาดแคลนหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;และแม้ว่าจะมีงบประมาณจัดซื้อ แต่ก็ไม่สามารถจัดหาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์เหล่านี้ให้เพียงพอกับความต้องการได้ เพราะหน้ากากอนามัยต่างๆ กำลังเป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆทั่วโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในสภาวะปกติ หน้ากากอนามัยต้องใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง &amp;nbsp;เพราะถือว่ามีการปนเปื้อนไปแล้ว &amp;nbsp; แต่ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดลุกลามในขณะนี้ ทำให้เกิดแนวความคิดว่า ต้องหาวิธี นำหน้ากากอนามัย N95 ที่ถือว่าเป็นหน้ากากที่ป้องกันเชื้อโควิด -19 ที่มาจากการไอ จาม มีละลองฟุ้งกระจายมีประสิทธิภาพมากที่สุด นำกลับมาใช้ใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่มา นำมาสู่ความร่วมมือของหลายองค์กร &amp;nbsp; อาทิ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;และภาควิชาอายุรศาสตร์ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ฯลฯ คิดค้นและวิจัยหาวิธีฆ่าเชื้อโควิด -19 บนหน้ากากอนามัยอย่างมีประสิทธิภาพ และนำกลับมาใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;กล่าวว่า หลังเกิดโรคระบาดโควิด-19 หน้ากากอนามัยเริ่มขาดแคลน &amp;nbsp;ทีมวิจัยได้ศึกษาพบว่า การฆ่าเชื้อด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV-C เพื่อนำหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 กลับมาใช้ซ้ำ ตอนแรกทีมวิจัยเสนอวิธีทำลายเชื้อโรคด้วยการอบความร้อน แต่การใช้ความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำลายเส้นใยหรือพื้นผิวของหน้ากากอนามัยเสียหาย รวมถึงวิธีนี้ เป็นวิธีฆ่าเชื้อแบบเปียก ทำให้เกิดความชื้น ทางแพทย์กังวลหน้ากากใช้ซ้ำเสี่ยงมีเชื้อรา ทีมวิจัยพิจารณาวิธีต่อมา เป็นการฉายรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV-C &amp;nbsp;คนไทยเรียกว่า รังสียูวีซี เป็นพลังงานแสงแม่เหล็ก จากการทดสอบพบว่าทำลายเชื้อไวรัสโคโรนาได้ผล

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อนันต์ กล่าวว่า เรามีไวรัสโคโรน่าจากหมูในหลอดทดลอง &amp;nbsp;ซึ่งไทยเป็นรายแรกของโลกที่สร้างไวรัสโคโรนาในหลอดทดลองสำเร็จเมื่อ 8 ปีก่อน และมีตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวี นำมาสู่การทดสอบ โดยตัดหน้ากากอนามัยออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม &amp;nbsp;วางในจานเพาะเชื้อ จากนั้นนำเชื้อไวรัสโคโรนาในหมู มาเป็นต้นแบบ ใช้อนุมานได้ว่า เป็นเชื้อโควิดรุนแรงติดต่อจากคนสู่คน เพราะไวรัสชนิดนี้วิธีเข้าสู่เซลล์ และการเพิ่มเซลล์เหมือนกัน &amp;nbsp; มาผสมกับสารอาหารเลี้ยงเซลล์ ฉีดพ่นลงหน้ากากอนามัยที่อยู่ในจานเพาะเชื้อ &amp;nbsp;แบ่งเป็นหน้ากากด้านนอก (สีเขียว) และหน้ากากด้านใน (สีขาว) แล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีในตู้ปลอดเชื้อประมาณ 30 นาที เมื่อเสร็จแล้วนำมาผสมกับสารอาหารเลี้ยงเซลล์อีกครั้ง ทิ้งไว้ เพื่อให้ไวรัสที่เหลืออยู่ออกมาจากพื้นผิวหน้ากากอนามัย ก่อนนำไปใส่เซลล์ใหม่ &amp;nbsp;เมื่อส่องกล้องดูได้ผลสรุปว่า ไม่มีเซลล์สีแดง ซึ่งหมายถึงไม่พบเชื้อไวรัสโคโนนาเหลืออยู่ จึงเสนอผลทดสอบให้ รพ.รามาธิบดี นำไปใช้ฆ่าโควิดบนหน้ากาก ขณะนี้นำไปสู่การปฏิบัติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; หมอบอกที่ขาดแคลนหนักมาก คือ หน้ากาก N95 ซึ่งมีลักษณะต่างจากหน้ากากอนามัย นำมาสู่การทดสอบตัดหน้ากาก N95 ออกเป็นชิ้น นำด้านนอกของหน้ากาก ฉีดพ่นเชื้อไวรัสโคโรนาหมูต้นแบบ นำมาทำลายเชื้อโรคด้วยการอบความร้อนอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส นาน 50 นาที พบว่า ไวรัสยังเพาะเชื้อโรคได้ ขณะที่วิธีการทำลายด้วยรังสียูวีซี หลังฉายแสง 20 นาที เชื้อไวรัสตายหมด &amp;nbsp; ความเข้มข้นเฉลี่ยของแสงยูวีทางการแพทย์อยู่ที่ 100 &amp;nbsp;ไมโครวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากความเข้มข้นของแสงยูวีอ่อนไปสามารถเพิ่มเวลาในการฆ่าเชื้อให้นานขึ้นกว่า 30 นาที &amp;nbsp;เพื่อทำให้รังสีเจอเชื้อได้นานยิ่งขึ้น &amp;nbsp;การนำหน้ากาก N95 ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวีมาใช้ใหม่ปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์นอกจากผลวิจัยของทีมเรา ล่าสุดมีผลทดสอบรายงานจากสหรัฐ ฆ่าเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีเดียวกันใช้ตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวีทำลายเชื้อโควิดบนชุดป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE ชัดเจนว่า หลังฉายแสง 15-20 นาที กำจัดเชื้อไวรัสได้ผล นำชุดกลับมาใช้ใหม่ได้ &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.อนันต์ ยืนยัน &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพห้องปฏิบัติการ การทดสอบของทีมวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค กล่าวว่า ตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวีโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด สามารถนำมาปรับใช้เพื่อฆ่าเชื้อโควิดบนหน้ากาก จากการทดลองใช้หนึ่งตู้สามารถใส่หน้ากาก N95 ได้จำนวน 30-40 ชิ้น ใช้เวลาฉายแสง 20 นาที ตู้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีนี้จะแก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากากของบุคลากรทางการแพทย์ได้ สำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่มีตู้ปลอดเชื้อดังกล่าวสามารถปรับใช้ตู้อบแห้งฆ่าเชื้อด้วยยูวีสำหรับของใช้เด็กแทนได้

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส่วนคำถามว่า หน้ากาก N95 ใช้ซ้ำได้กี่ครั้ง ขึ้นกับลักษณะการใช้งานของแพทย์และพยาบาล หากเป็นบุคคลากรสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงหรือต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยผู้ป่วย &amp;nbsp;โอกาสที่เชื้อไวรัสจะอยู่ในส่วนที่เป็นรอยพับของหน้ากากก็มีได้ จำนวนการใช้ซ้ำจะน้อยกว่า &amp;nbsp;แต่ถ้าเป็นพยาบาลจุดคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อฆ่าเชื้อแล้ว สามารถใช้ซ้ำได้หนึ่งสัปดาห์ เพราะเป็นของใช้ส่วนตัว &amp;nbsp;หากทุกโรงพยาบาลนำวิธีนี้ไปใช้ ลดปัญหาหน้ากากขาดแคลน หากไม่ใช่ภาวะเร่งด่วน หมอคงไม่ใช้ซ้ำ &amp;ldquo;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการต่อยอดผลทดสอบแสงยูวีฆ่าเชื้อโรคร้ายนี้ ดร.อนันต์ กล่าวว่า งานทดลองในห้องปฏิบัติการไปสู่โรงพยาบาลที่ร่วมวิจัยแล้ว &amp;nbsp;แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต้องยกระดับสู่นโยบายของประเทศ มีข้อเสนอให้ภาครัฐหรือเอกชนผลิตเครื่องอบแห้งฆ่าเชื้อยูวีสำหรับหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 อย่างเป็นรูปธรรม เพราะตู้ปลอดเชื้อในโรงพยาบาลมีหน้าที่แยกเชื้อ ไม่ใช่เอาไว้อบชุด PPE หรือหน้ากาก ขณะนี้ สวทช. และรพ.รามาธิบดี สร้างตู้ฆ่าเชื้อโรคโควิดด้วยแสงยูวีเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนำมาใช้จริงและเร่งขยายการผลิตจะบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนได้ เมื่อผ่านวิกฤตโควิดแล้วยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อ เช่น เครื่องมือแพทย์ผ่าตัด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยการใช้อุปกรณ์ยิ่งขึ้น &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงนี้ที่มีการจำหน่ายอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวีซีขนาดพกกา ขายในท้องตลาดและผ่านช่องทางออนไลน์ราคาขายมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ดร.อนันต์ กล่าวว่า ผู้บริโภคต้องระมัดระวังและอ่านคู่มือการใช้งานอุปกรณ์อย่างละเอียด หลายบริษัทที่วางจำหน่ายมีการทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าไวรัสโคโรนาหน้าหรือไม่ หรือเป็นรังสียูวีซีจริงมั๊ย ทั้งนี้ การใช้อุปกรณ์ฉายรังสียูวีซี ต้องระมัดระวัง หากสัมผัสโดนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้ ทำลายดีเอ็นเอ &amp;nbsp; ทั้งยังก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังด้วย ควรเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือมองผ่านตา อาจก่อให้เกิดต้อกระจกตามมา

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะนักไวรัสวิทยาที่ศึกษาไวรัสโคโรนามานาน กล่าวว่า ไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โลก มีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาไวรัสโคโรนามีการเตือนจะกระโดดจากค้างคาวสู่คน &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ระบาดมายังไทยมีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทั้งไข้หวัดสเปน &amp;nbsp;ไข้หวัดใหญ่ 2009 &amp;nbsp;ที่เรารับมือได้ ส่วนโรคเมอร์สก็มาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ &amp;nbsp;แต่การติดต่อจากคนสู่คนยังไม่ดี จนมาถึงโควิดทุกคนตระหนกตกใจ เพราะแพร่จากคนสู่คนเร็ว ทุกคนเตรียมตัวไม่ทัน ขณะที่การศึกษาไวรัสโคโรนาในประเทศไทยก็มีนักไวรัสวิทยาไม่ถึง 10 คน ทำงานอยู่ เพราะคนมองว่าไม่มีความเสี่ยง หากโควิดจบไปแล้ว อนาคตข้างหน้าจะเกิดซ้ำอีกมั้ย ปัจจุบันยังไม่รู้ว่า เกิดจากพาหะใด พันธุกรรมก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ จะสามารถก้าวกระโดดเป็นโควิด -19 เวอร์ชั่น 2 ที่ร้ายแรงกว่าเดิมถ้าเกิดซ้ำ หรือการระบาดครั้งนี้แค่เผาหลอก เพราะโรคมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไบโอเทคได้รับงบประมาณจัดสร้างห้องปฏิบัติการชีวนิรภัย ระดับ 3 เป็นห้องปฏิบัติการที่ใช้ทดสอบกับเชื้อโรคที่แพร่กระจายได้ในอากาศ ต้องใช้เวลาก่อสร้างอย่างน้อย 18 เดือน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ประเทศไทยยังโชคดีที่โรคระบาดร้ายแรงเกิดในต่างประเทศ ก่อนจะเข้ามาถึงไทย จีนสามารถสยบโรคโควิด-19 ได้ด้วยศักยภาพและการทำงานอย่างรวดเร็ว เรานำข้อมูลและบทเรียนของจีนมาใช้ ทำให้ทำงานควบคุมการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;แต่ในภาวะฉุกเฉินนี้นักวิจัยไทยยังไม่ได้รับอนุญาตให้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด เราแตะต้องไวรัสโคโรนา 2019 ไม่ได้ &amp;nbsp;ทั้งที่มีศักยภาพไม่แพ้ต่างประเทศ ประชาชนคาดหวังนักวิจัยไทยร่วมฝ่าวิกฤต แต่หากเราเดินหน้าทดสอบจะฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อ และกฎหมายอีกหลายตัว อยากให้รัฐบาลปลดล็อคด้านกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยให้เต็มที่และก้าวกระโดด ช่วยให้คนไทยเสียชีวิตน้อยลงได้ &amp;nbsp; สหรัฐ จีน เริ่มทดสอบวัคซีนต้านโควิดในคนแล้ว เราจะรอวัคซีนจากประเทศเหล่านี้ที่มีตัวเลขคนป่วยและคนเสียชีวิตหลักแสน ซึ่งก็ต้องใช้รักษาคนในประเทศให้รอดปลอดภัย ประเทศไทยจะเข้าถึงวัคซีนเพียงใด &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.อนันต์ กล่าวในท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62344</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, หน้ากากN95, อนันต์ จงแก้ววัฒนา, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8bddac64207.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
