<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐป้ายสีจีนแฮ็กข้อมูล 140ผู้นำโลกดันใช้วัคซีนฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยอดสังเวยโควิด-19 จ่อ 300,000 ศพ อนามัยโลกเตือนไวรัสโคโรนาอาจคงอยู่ตลอดไปและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ยันยอมรับไม่ได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อค้านเปิดประเทศ ทางการสหรัฐอเมริกากล่าวหาจีนพยายามแฮ็กข้อมูลยาและวัคซีน ขณะผู้นำทั่วโลกกว่า &amp;nbsp;140 คนลงนามจดหมายเรียกร้องวัคซีนและยาฟรีสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายใน 188 ประเทศและดินแดน มียอดสะสมที่ 4.364 ล้านรายแล้ว และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 297,491 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 1,390,764 ราย, อันดับ 2 รัสเซีย 252,245 ราย, อันดับ 3 สหราชอาณาจักร 230,985 ราย, อันดับ 4 สเปน 228,691 ราย, อันดับ 5 อิตาลี 222,104 ราย, อันดับ 6 &amp;nbsp;บราซิล 190,137 ราย, อันดับ 7 ฝรั่งเศส 178,184 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 174,098 ราย, อันดับ 9 ตุรกี &amp;nbsp;143,114 ราย และอันดับ 10 อิหร่าน 112,725 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 84,136 ราย เพิ่มขึ้นวันเดียวมากกว่า 1,800 ราย, อันดับ 2 สหราชอาณาจักร 33,264 ราย, อันดับ 3 อิตาลี 31,106 ราย, อันดับ 4 &amp;nbsp;สเปน 27,104 ราย, อันดับ 5 ฝรั่งเศส 27,077 ราย, อันดับ 6 บราซิล 13,240 ราย, อันดับ 7 เบลเยียม &amp;nbsp;8,903 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 7,861 ราย, อันดับ 9 อิหร่าน 6,783 ราย และอันดับ 10 เนเธอร์แลนด์ &amp;nbsp;5,581 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด และเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงสาธารณสุขแถลงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 752 คน ยอดสะสมเพิ่มเป็น 26,098 รายแล้ว เสียชีวิต 21 รายเท่าเดิม, ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 258 คน ยอดรวมเป็น 11,876 คน เสียชีวิตเพิ่ม 18 คน ยอดรวมเป็น 790 คน, มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 6,819 คน เสียชีวิต 112 &amp;nbsp;คน ส่วนอินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 568 คน เสียชีวิตเพิ่ม 15 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 16,006 คน &amp;nbsp;และเสียชีวิต 1,043 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทุเลาลงในหลายประเทศและรัฐบาลต่างๆ ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อ โดยองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) &amp;nbsp;ได้กล่าวเตือนอีกครั้งเมื่อวันพุธว่า ไวรัสนี้อาจไม่มีวันหายขาดไปจากโลกและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แบบเดียวกับไวรัสเอชไอวี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เรามีไวรัสชนิดใหม่เข้าสู่ประชากรมนุษย์เป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงยากที่จะทำนายว่าเราจะเอาชนะมันได้เมื่อใด&amp;quot; ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของดับเบิลยูเอชโอ แถลงที่นครเจนีวา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 มีประชากรเกินครึ่งโลกที่อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ดับเบิลยูเอชโอเตือนว่า ไม่มีทางที่จะรับประกันได้ว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดจะไม่กระตุ้นให้เกิดการแพร่เชื้อระลอกสอง &amp;quot;หลายประเทศอยากจะออกจากมาตรการที่แตกต่างกัน&amp;quot; ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูเอชโอกล่าว &amp;quot;แต่คำแนะนำของเรายังคงเป็นการขอให้ประเทศทั้งหลายคงความตื่นตัวในระดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีปัญหาขัดแย้งกับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เมื่อทรัมป์พยายามผลักดันให้สหรัฐอเมริกากลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเร็ว หวังจะพลิกฟื้นภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มกำลังมืดมัว ซึ่งตอกย้ำด้วยการคาดการณ์ของเจอโรม เพาเวลล์ &amp;nbsp;ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาว่า การชัตดาวน์ยืดเยื้ออาจก่อคลื่นของการล้มละลายที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวตอบโต้ ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อที่ได้รับการยอมรับในแวดวงระหว่างประเทศ และยังทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการรับมือโควิด-19 ให้รัฐบาลของเขา โดยบอกว่าคำกล่าวของเฟาซีที่ว่าการเปิดประเทศเร็วไปเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้นั้น เป็นคำพูดที่ &amp;quot;ไม่อาจยอมรับได้&amp;quot; และเขาไม่เห็นด้วยกับเฟาซีเรื่องการปิดโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่อไปอีก แทนที่จะเปิดได้ในเดือนกันยายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังทวีตโจมตีจีนซ้ำอีกว่า โลกต้องประสบกับโรคระบาดรุนแรงจากจีน และการทำข้อตกลงการค้าต่อให้มากถึง 100 ฉบับก็ไม่ได้สร้างความแตกต่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;(ซีไอเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกากล่าวโทษจีนว่า แฮกเกอร์จีนกำลังพยายามขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายาและวัคซีน แต่ทั้งสองหน่วยงานนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาในวันพฤหัสบดี จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงตอบโต้ว่า สหรัฐอเมริกาใส่ร้ายป้ายสีจีนอีกแล้ว พร้อมกับย้อนว่าหากดูจากประวัติในอดีต สหรัฐอเมริกาคือผู้ที่ปฏิบัติการปล้นทางไซเบอร์ทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุด และจีนมีเหตุผลให้ต้องกังวลมากกว่าว่าจะตกเป็นเป้าหมายการจารกรรมทางไซเบอร์ เพราะจีนกำลังเป็นผู้นำของโลกในการค้นคว้าวิจัยและรักษาโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงขณะนี้ยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโควิด-19 ได้ และวัคซีนป้องกันก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในหลายประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันมากกว่า 140 คนร่วมกันลงนามในจดหมายฉบับหนึ่ง เรียกร้องว่าวัคซีนโรคโควิด-19 ไม่ควรถูกจดสิทธิบัตรและความรู้นี้ควรแบ่งปันแก่ทุกประเทศ และทุกคนในโลกควรได้รับวัคซีนโดยเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้นำที่ร่วมลงนามในจดหมายนี้มีอาทิ ประธานาธิบดีไซริล รามาโพซา แห่งแอฟริกาใต้ และนายกฯ &amp;nbsp;อิมรอน ข่าน ของปากีสถาน เรียกร้องด้วยว่าสมัชชาอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชเอ) ที่จะประชุมใหญ่ประจำปีในสัปดาห์หน้าควรผลักดันแนวคิดนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65966</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ยอดสังเวยโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, โควิด 19, โควิด-19, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd49c6abd66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ่นไวรัสโคโรนา เกิน250,000ศพ! EUพัฒนาวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั่วโลกสังเวยโควิด-19 เกิน 250,000 ศพแล้ว สถิติใหม่ชี้อังกฤษตายมากสุดในยุโรปแซงอิตาลี อียูนำหลายชาติระดมทุนภาครัฐเอกชนได้กว่า 8,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนายา-วัคซีน แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ขอเอี่ยวด้วย ขณะกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาเล็งกู้เงินเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านอนามัยโลกยันอเมริกาไม่เคยแสดงหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีไวรัสหลุดจากแล็บจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในหลายประเทศจะทุเลาลงเป็นลำดับแล้ว แต่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในภาพรวมทั่วโลกยังเพิ่มพูนไม่หยุด ข้อมูลล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมใกล้ถึง 3.6 ล้านรายแล้ว เสียชีวิตเกือบ 252,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเกิน 1.18 ล้านราย เสียชีวิตเกือบ 69,000 ราย แต่เอเอฟพีรายงานว่า เอกสารภายในของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (ซีดีซี) ประเมินว่า &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาจะกลับมาเพิ่มขึ้นพรวดพราดอีกครั้งเริ่มตั้งแต่กลางเดือนนี้ &amp;nbsp;ซึ่งจะยืนยันข้อวิตกของผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ว่า บางมลรัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อเปิดเศรษฐกิจเร็วเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขที่ซีดีซีทำนายระบุว่า ยอดติดเชื้อรายวันจะเพิ่มมากกว่าปัจจุบัน 8 เท่า เป็นวันละ 200,000 &amp;nbsp;รายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จากยอดรายวันขณะนี้ซึ่งเฉลี่ยที่ 25,000-30,000 ราย และยอดเสียชีวิตรายวันอาจสูงถึง 3,000 คน จากยอดตายเฉลี่ยปัจจุบันวันละ 1,500,-2,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รอยเตอร์รายงานข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษที่ชี้ว่า สหราชอาณาจักรมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุโรปแซงหน้าอิตาลีแล้ว โดยตัวเลขสถิติรายสัปดาห์เพิ่มยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอังกฤษและเวลส์อีกมากกว่า 7,000 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตในสหราชอาณาจักรเป็น 32,313 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตของอิตาลีรวบรวมถึงวันจันทร์อยู่ที่ 29,079 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อนายกฯ บอริส จอห์นสัน ที่ถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเพิ่งประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งช้ากว่าชาติอื่นในยุโรปมาก และยังเริ่มโครงการตรวจเชื้อมวลชนช้าไป รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้แก่โรงพยาบาลได้ไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประเทศที่สถานการณ์รุนแรงกว่าอังกฤษ ไม่ว่าอิตาลี, สเปน และฝรั่งเศสทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตชะลอตัวลง แต่ยังคงมาตรการป้องกันและรักษาการเว้นระยะห่างทางสังคมไว้ สเปนและโปรตุเกสมีคำสั่งบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือปิดปากปิดจมูกเมื่อใช้ระบบขนส่งมวลชน ส่วนสโลวีเนีย, โปแลนด์ และฮังการีเป็นชาติล่าสุดของยุโรปที่เริ่มเปิดสถานที่สาธารณะและธุรกิจบางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในรัสเซียกลับตรงกันข้าม โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินหลักหมื่นติดต่อกันหลายวัน เมื่อวันอังคารรัสเซียรายงานว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 10,102 คนในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ใกล้เคียงกับยอด &amp;nbsp;10,581 คนของวันก่อน และทำให้ยอดติดเชื้อสะสมในประเทศเพิ่มเป็น 155,370 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 95 คน ยอดรวมเป็น 1,451 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ สหภาพยุโรป (อียู) ร่วมกับอังกฤษ, นอร์เวย์ และซาอุดีอาระเบียจัดการประชุมทางไกลระดมทุนเพื่อสนับสนุนองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ในการค้นคว้า วิจัย พัฒนา ผลิต และแจกจ่ายวัคซีนและยารักษาโควิด-19 มีผู้นำของหลายสิบประเทศที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ อาทิ ญี่ปุ่น, &amp;nbsp;แคนาดา และแอฟริกาใต้ แต่จีนส่งเอกอัครราชทูตประจำอียูเป็นตัวแทน ขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม &amp;nbsp;โดยรัฐบาลต่างๆ และเอกชนซึ่งรวมถึงมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ และมหาเศรษฐีหลายรายรับปากให้เงินสนับสนุนรวมกันแล้ว 8,100 ล้านดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ชี้แจงสาเหตุที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมระดมทุนครั้งนี้ว่า เป็นเพราะตนกำลังเป็นผู้นำของโลกในการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 และได้ทุ่มเทเงินไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยร่วมมือกับบริษัทยาหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาคองเกรสและรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จัดสรรงบประมาณเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการชัตดาวน์ ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันตกงานแล้วมากกว่า 30 ล้านคน และเมื่อวันจันทร์กระทรวงการคลังประกาศว่า เตรียมกู้ยืมเงินผ่านการออกตราสารหนี้ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ไว้ว่ารัฐบาลของเขาจะหาทางให้จีนชดใช้ค่าเสียหาย ในฐานะที่จีนเป็นต้นตอการระบาดของโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีศุลกากร หลายสัปดาห์มานี้ทรัมป์และสมาชิกระดับสูงในรัฐบาลของเขาพยายามโยนความผิดว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลุดมาจากห้องแล็บไวรัสวิทยาในเมืองอู่ฮั่นของจีน และเมื่อวันอาทิตย์ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ อ้างซ้ำอีกว่ามีหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่าไวรัสนี้ออกมาจากแล็บจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาถูกดับเบิลยูเอชโอปฏิเสธอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการบริการโครงการฉุกเฉินของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้แสดงหลักฐาน หรือข้อมูลที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างที่มาจากการคาดเดาเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัส จากมุมมองของดับเบิลยูเอชโอ คำกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงทฤษฎี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ ดร.แอนโธนี เฟาซี นักระบาดวิทยาชั้นนำซึ่งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ให้สัมภาษณ์กับเนชันแนลจีโอกราฟิกเมื่อวันจันทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่วิวัฒนาการมาจากสัตว์ แล้วกระโดดข้ามสายพันธุ์มาติดเชื้อในมนุษย์ โดยไม่ได้เป็นเชื้อที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมและสร้างโดยมนุษย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65165</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทั่วโลกสังเวยโควิด-19, พัฒนายา-วัคซีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb16ba0b06e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกต่อสู้ไวรัส ห้าม26ชาติยุโรป เข้าสหรัฐ30วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อเมริกามาก่อน&amp;quot; ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ห้ามนักเดินทางจาก 26 ชาติยุโรปเข้าสหรัฐนาน 30 วัน สนองรับอนามัยโลกยกสถานะโควิด-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก หลายชาติเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทาง ขนาดนักกีฬา-ดาราฮอลลีวูดก็ยังติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีและบีบีซีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เปิดการแถลงข่าวถ่ายทอดทางโทรทัศน์จากห้องทำงานในทำเนียบขาวช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของคืนวันพุธตามเวลาสหรัฐว่ารัฐบาลของเขาตัดสินใจใช้มาตรการจำกัดการเดินทางกับประเทศยุโรป 26 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มความตกลงปลอดวีซ่า (เชงเกน) ซึ่งไม่รวมอังกฤษ, ไอร์แลนด์และประเทศนอกกลุ่มนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะห้ามนักเดินทางจากประเทศกลุ่มเชงเกนเดินทางเข้าสหรัฐ 30 วัน เริ่มมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม แต่ยกเว้นให้พลเมืองอเมริกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) ต่างแสดงความไม่พอใจกับมาตรการของสหรัฐและประณามว่าเป็นการดำเนินการของสหรัฐฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;นี่คือความพยายามที่ดุดันและครอบคลุมที่สุดเพื่อเผชิญหน้ากับไวรัสต่างแดนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่&amp;quot; ผู้นำสหรัฐ ซึ่งโดนวิจารณ์หนักว่าดูเบาสถานการณ์ กล่าวระหว่างการประกาศมาตรการที่สร้างความตกใจแก่ตลาดหุ้นทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยังสร้างความสับสนเพิ่มอีกว่าสหรัฐจะห้ามการนำเข้าสินค้าจากยุโรปขนานใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวต้องรีบชี้แจงว่า คำสั่งห้ามจะมีผลแค่กับมนุษย์ ไม่รวมสินค้าจากยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงการต่างประเทศยังมีคำแนะนำพลเมืองอเมริกันตามมาด้วยว่า ให้คิดทบทวนการเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ระบุว่า สหรัฐมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 1,135 ราย เสียชีวิต 38 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพฤหัสบดี ทอม แฮงส์ นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกันวัย 63 ปี ประกาศว่าตัวเขาและริตา วิลสัน ภรรยาวัยเดียวกัน ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยแล้ว หลังจากเริ่มมีไข้ระหว่างที่เขามาถ่ายทำภาพยนตร์ที่รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อ ทั้งคู่ก็ถูกแยกกักกันโรคในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ส่วนกองถ่ายทำต้องระงับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกันนั้น ฝ่ายจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลเอ็นบีเอก็ประกาศระงับการแข่งขันฤดูกาลนี้ตั้งแต่วันพฤหัสบดี หลังจากพบผู้เล่นทีมยูทาห์แจสติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) และสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีเผยว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 มากกว่า 127,000 รายแล้วใน 118 ประเทศและดินแดน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 4,600 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวเตือนที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธว่า ดับเบิลยูเอชโอประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา และมีความกังวลอย่างยิ่ง การแพร่ระบาดและความรุนแรงโรคนี้ รวมถึงความเฉื่อยชาในการรับมือนั้นอยู่ในระดับที่น่าตกใจ ฉะนั้น ดับเบิลยูเอชโอจึงประเมินว่า โควิด-19 จัดได้ว่าเป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในจีนที่เริ่มพบการแพร่โรคครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม แต่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนเชื่อว่า การแพร่ระบาดถึงขีดสูงสุดในจีนนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจีนนับถึงเที่ยงคืนวันพุธนั้นมีเพียง 15 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 11 ราย ยอดรวมผู้ติดเชื้อในจีน 80,793 ราย เสียชีวิตรวม 3,169 ราย ที่เมืองอู่ฮั่นมีผู้ติดเชื้อรายใหม่แค่ 8 คน เป็นตัวเลขหลักเดียวครั้งแรกนับแต่เดือนมกราคม แต่ผู้ติดเชื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอีก 6 ราย รวมเป็น 85 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์ในอิตาลียังหนักสุด ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,300 รายในวันเดียว เป็น 12,462 รายในวันพุธ เสียชีวิต 827 ราย รัฐบาลอิตาลีประกาศมาตรการเพิ่มเติมจากการปิดเมืองจำกัดการเดินทางของประชาชน 60 ล้านคนทั่วประเทศ โดยสั่งร้านค้าเกือบทั้งหมด ยกเว้นร้านขายยาและขายอาหาร ยุติกิจการชั่วคราวไปถึงวันที่ 25 มีนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สเปนเป็นอีกประเทศยุโรปที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มพรวดพราด โดยวันพฤหัสบดียอดเพิ่มเป็น 2,968 ราย เสียชีวิต 84 ราย &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสเปนทั้งหมดกำลังรับการตรวจเชื้อ หลังจากพบว่ารัฐมนตรีหญิงคนหนึ่งติดเชื้อ สถานการณ์ในสเปนยังทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดทั้งหมดถูกระงับอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หลังจากนักฟุตบอลทีมเรอัลมาดริดถูกกักกันโรคทั้งทีม เนื่องจากมีนักบาสเกตบอลทีมเรอัลมาดริดรายหนึ่งติดเชื้อ โดยทีมฟุตบอลและบาสเกตบอลซึ่งใช้สถานที่ฝึกซ้อมแห่งเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่เยอรมนี ซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 1,500 ราย นายกฯ อังเกลา แมร์เคิล อ้างคำกล่าวผู้เชี่ยวชาญว่ามีความเป็นไปได้ที่ประชากร 60-70% จาก 58 ล้านคนในประเทศจะติดเชื้อไวรัสนี้ หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปโดยไม่มีวัคซีนป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในฝั่งเอเชีย วันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียประกาศระงับการตรวจลงตราหนังสือเดินทางหรือวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ไปถึงวันที่ 15 เมษายน แต่ยังยกเว้นวีซ่าการทูตและวีซ่าสำหรับองค์กรระหว่างประเทศ, การจ้างงานและโครงการต่างๆ นอกจากนี้อินเดียจะกักกันโรคอย่างน้อย 14 วัน กับนักเดินทางทุกคนรวมถึงชาวอินเดียที่เคยเดินทางไปหรือมาจาก 7 ประเทศที่มีการแพร่ระบาดเหล่านี้ภายหลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ได้แก่ จีน, อิตาลี, อิหร่าน, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส, สเปน และเยอรมนี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ อินเดียมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงเวลา 4 วัน เป็น 60 รายเมื่อวันพุธ และเพิ่มเป็น 73 รายในวันพฤหัสบดี เพิ่มความตระหนกต่อประชาชนและรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่อเมริกากลาง เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่ใช้มาตรการควบคุมขั้นรุนแรงที่สุดโดยห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลา 21 วัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59623</URL_LINK>
                <HASHTAG>26 ชาติยุโรป, COVID-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, อเมริกามาก่อน, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, โดนัลด์ ทรัมป์, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a496c28ec6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOประกาศภาวะฉุกเฉิน/ยอดดับพุ่ง213</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนามัยโลกประกาศให้การระบาดของไวรัสโคโรนาอู่ฮั่นเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว จีนดับเพิ่มเป็น 213 ศพ ติดเชื้อเกือบหมื่น สหรัฐออกคำเตือนทันควันห้ามเดินทางไปแดนมังกร อังกฤษพบผู้ติดเชื้อ 2 รายแรก อิตาลีตื่นตูมหนักประกาศภาวะฉุกเฉินหลังพบผู้ติดเชื้อ หลายประเทศทยอยอพยพคนกลับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่นครเจนีวาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 แม้จะกล่าวชื่นชมความพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของจีน แต่ก็ยอมรับว่า ดับเบิลยูเอชโอจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเนื่องจากมีความห่วงกังวลอย่างยิ่งถึงความเป็นไปได้ที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะแพร่ระบาดในประเทศที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อจำกัดการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เราจะหยุดยั้งมันได้ก็ด้วยความร่วมมือกันเท่านั้น&amp;quot; ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูเอชโอกล่าว หลังจากเดินทางกลับจากเยือนจีนเมื่อกลางสัปดาห์แล้วเรียกประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญรอบใหม่ทันทีเมื่อวันพฤหัสบดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา ดับเบิลยูเอชโอเคยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพียง 5 ครั้งนับแต่เริ่มใช้วิธีการนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2550 ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 (ไข้หวัดหมู), โปลิโอ, ไวรัสซิกา และการระบาดของอีโบลา 2 ครั้ง สัปดาห์ก่อนหน้านี้คณะผู้เชี่ยวชาญของดับเบิลยูเอชโอปฏิเสธที่จะออกคำประกาศดังกล่าว จนถูกตำหนิว่าดูเบาสถานการณ์ทั้งที่มีรายงานการเสียชีวิตและติดเชื้อเพิ่มขึ้นไม่หยุดทั้งในจีนและต่างประเทศ คำประกาศภาวะฉุกเฉินนี้จะอนุญาตให้องค์กรในสังกัดขององค์การสหประชาชาติแห่งนี้ออกคำแนะนำเป็นแนวทางให้ประชาคมระหว่างประเทศปฏิบัติตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 31 มกราคม คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อ นับถึงวันพฤหัสบดีว่า มีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 43 คนจากวันก่อน ยอดรวมเพิ่มเป็น 213 คนแล้ว ผู้เสียชีวิตรายใหม่เกือบทั้งหมดอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ยกเว้นเพียง 1 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,982 ราย รวมถึง 9,692 ราย แซงหน้าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสซาร์สทั่วโลกที่เคยมีรายงานระหว่างปี 2545-2546 ซึ่งอยู่ที่ 8,096 ราย อย่างไรก็ดี ซาร์สคร่าชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากกว่ามาก หรือ 774 คน ส่วนใหญ่อยู่ในจีนและฮ่องกง นอกจากผู้ติดเชื้อที่ผ่านการตรวจยืนยันแล้ว จีนยังเฝ้าสังเกตอาการหรือรอผลตรวจของผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกถึง 102,000 รายทั่วประเทศ
อังกฤษ-อิตาลีพบผู้ติดเชื้อรายแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อเสียชีวิตในต่างประเทศ แต่ยังคงมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อในประเทศใหม่ๆ เพิ่มขึ้นรายวัน โดยยอดรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 131 รายใน 23 ประเทศและดินแดนภายนอกจีน ล่าสุดรัฐบาลอังกฤษประกาศว่าผลตรวจยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอู่ฮั่น 2 ราย เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ส่วนอิตาลียืนยันว่าพบนักท่องเที่ยวสามีภรรยาชาวจีนติดเชื้อไวรัสนี้ และรัสเซียรายงานเมื่อวันศุกร์ว่าพบพลเมืองจีน 2 คนติดเชื้อเป็นครั้งแรกในประเทศที่เขตไซบีเรีย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอยังรายงานพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คนภายนอกจีนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 8 รายแล้ว ใน 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และเวียดนาม คำประกาศยังไม่นับรวมไทยที่มีรายงานว่าคนขับแท็กซี่ติดเชื้อไวรัสจากคนสู่คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ข้อมูลของดับเบิลยูเอชโอจะชี้ว่า แต่ละปีมีชาวโลกเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่จำนวนนับแสนคน แต่การระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างกว้างขวาง เพราะนักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอัตราการแพร่เชื้อและอัตราการเสียชีวิตมีเท่าใด และยังไม่มีวัคซีนป้องกันด้วย สถิติของทางการจีนระบุว่า ถึงขณะนี้ผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตมีเพียง 2% เศษเท่านั้น
&amp;nbsp;อเมริกายกระดับเตือนภัยสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอจะย้ำว่าไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการจำกัดการเดินทางและการค้ากับจีน แต่หลายประเทศเลือกใช้มาตรการป้องกันของตนเองในระดับต่างๆ กัน นำร่องโดยสหรัฐซึ่งยกระดับการเตือนภัยด้านการเดินทางไปจีนขึ้นสู่ขั้นสูงสุด เทียบเท่ากับอัฟกานิสถานและอิรัก หลังคำประกาศของดับเบิลยูเอชโอไม่กี่ชั่วโมง &amp;quot;อย่าเดินทางไปจีน เนื่องจากพบไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่ที่อู่ฮั่นเป็นแห่งแรก&amp;quot; คำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเมื่อวันศุกร์กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในจีนเดินทางออกมาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลของเขาตัดสินใจยกระดับคำแนะนำโรคติดต่อ และแนะนำพลเมืองเลี่ยงการเดินทางไปจีนหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนเมืองอู่ฮั่นนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางไปเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายวันก่อนหน้านี้ รัฐบาลเยอรมนี, อังกฤษ และอีกหลายชาติมีคำเตือนคล้ายกันให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจีน ขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศออกคำสั่งห้ามชาวจีนเดินทางเข้าประเทศ ในวันศุกร์ สิงคโปร์, เวียดนาม และมองโกเลีย เป็น 3 ชาติล่าสุดที่ไม่อนุญาตให้ชาวจีนเข้าประเทศ ในส่วนของมองโกเลียและเวียดนามยังเหมารวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางผ่านจีนด้วย และห้ามพลเมืองเดินทางเข้าจีน เริ่มแต่วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 มีนาคม วันก่อนหน้านี้มองโกเลียและรัสเซียก็ประกาศปิดพรมแดนของตน ไม่ให้มีการสัญจรผ่านจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมียนมา แม้จะยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ แต่เมื่อวันศุกร์ทางการเมียนมาส่งเครื่องบินโดยสารของไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์จากกว่างโจวกลับจีนโดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสาร 79 คนลงจากเครื่อง ยกเว้นชาวเมียนมา 2 คน และชาวจีน 1 คนที่แสดงอาการป่วย ถูกส่งเข้าตรวจที่โรงพยาบาล ผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้มีชาวอเมริกัน 2 ราย, ฝรั่งเศส 2 ราย, โคลอมเบีย 1 ราย ที่เหลือเป็นชาวจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายการบินรายใหญ่ทั่วโลกเริ่มระงับเที่ยวบินหรือจำกัดเที่ยวบินไปจีนตั้งแต่หลายวันก่อน อาทิ แอร์ฟรานซ์, บริติชแอร์เวย์, ลุฟต์ฮันซา, และเวอร์จินแอตแลนติก และมีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหภาพนักบินในสหรัฐยื่นฟ้องสายการบินของอเมริกันเพื่อเรียกร้องให้ระงับเที่ยวบินไปจีนทั้งหมด ขณะเดียวกันทางการอิสราเอลออกคำสั่งห้ามเที่ยวบินที่เชื่อมต่อกับจีนทุกเที่ยวบินเข้าประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิตาลีก็ห้ามเที่ยวบินจากจีนเช่นกันเมื่อวันพฤหัสบดี ต่อมาในวันศุกร์ รัฐบาลอิตาลีประกาศภาวะฉุกเฉินนาน 6 เดือนภายหลังพบผู้ติดเชื้อ โดยอ้างว่าภาวะฉุกเฉินจะให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นและลดระเบียบขั้นตอนทางราชการ&amp;nbsp;
ทยอยรับพลเมืองกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐและญี่ปุ่นเป็นสองชาติแรกที่เริ่มรับพลเมืองของตนจากอู่ฮั่นกลับประเทศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และหลายประเทศกำลังเร่งดำเนินการตาม ในวันศุกร์ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรับพลเมืองราว 200 คนกลับ ทั้งหมดจะถูกกักโรค 2 สัปดาห์ อังกฤษพาพลเมืองของตนและต่างชาติ 110 คนออกจากจีนแล้วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า ญี่ปุ่นซึ่งยืนยันพบผู้ติดเชื้อในประเทศ 14 รายแล้ว ยังตรวจพบผู้โดยสาร 3 คนจากเที่ยวบินอพยพเที่ยวบินแรก ติดเชื้อไวรัสโคโรนาด้วย โดย 2 คนไม่แสดงอาการ นอกจากนี้ทางการเกาหลีใต้เผยว่า ผู้โดยสาร 18 คนจาก 350 คนที่อพยพจากอู่ฮั่น แสดงอาการป่วยและถูกส่งเข้าโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนก็ส่งเครื่องบินมารับพลเมืองของตนที่ติดค้างอยู่ในต่างประเทศเช่นกัน ไชน่าเดลีรายงานว่าจีนจัด 2 เที่ยวบินมารับนักท่องเที่ยวชาวจีนในไทยและมาเลเซียกลับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 ม.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความห่วงใยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ และพื้นที่อื่นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความว่า &amp;quot;ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ?กรุงปักกิ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งจากการระบาดอย่างกว้างขวางและรุนแรงของไวรัสโคโรนาในนครอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปสู่จังหวัดและมณฑลต่างๆ ทั่วประเทศ ประชาคมโลกย่อมเกิดความประทับใจในความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ของทางการจีน รวมทั้งมาตรการรอบด้านที่นำมาใช้ต่อสู้กับโรคระบาด ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อเราทุกคน ข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยขอยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กับประชาชนชาวจีนทั้งมวล ทั้งขออำนวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จทุกประการในการต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าในนามของประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านประธานาธิบดีและประชาชนชาวจีน ทั้งขอแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ต้องประสบความทุกข์และความโศกเศร้าแสนสาหัสจากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;?(พระปรมาภิไธย) &amp;nbsp;มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55986</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e342db6c843b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
