<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สร้างเรียลดีมานด์อสังหาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา คือ ลักษณะการซื้อที่อยู่อาศัยเป็น เรียลดีมานด์ โดยเมื่อพิจารณาสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งจากประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง พบว่าอัตราการเติบโตสูงขึ้น 8% และ 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งมูลค่าตลาดมีการขยายตัวที่ 7% โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมแยกตามประเภท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมยูนิตละ 2.15 ล้านบาท, บ้านเดี่ยวยูนิตละ 2.05 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ยูนิตละ 1.27 ล้านบาท&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ได้มีการเร่งเดินเครื่องพัฒนาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก อันประกอบไปด้วย ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้าไปเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะหลั่งไหลเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่เพื่อทำงานกันมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีความคืบหน้าไปมาก เมื่อพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่าจะยิ่งสร้างเศรษฐกิจให้กับ 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซีได้อย่างมหาศาล โดยคาดว่าจะมีการลงทุนทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเดินทางเข้ามาลงทุนกันอย่างคับคั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อสังหาริมทรัพย์ปี 2562 ยังคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 มั่นใจได้ว่าจะมีความคึกคักมากกว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่ง นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ให้มุมมองถึงสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ว่า โดยภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตท่ามกลางประเด็นความท้าทายที่สำคัญ อาทิ มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมาตรการนี้มีผลต่อที่อยู่อาศัยที่มีราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และการกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไป ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาดูเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ก็ย่อมผลักดันให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 เติบโตต่อไปได้ อีกทั้งในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากในปี 2561-2562 ประมาณ 4% ตัวเลขนี้เองได้สะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายว่าเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ของประเทศนั้นทิศทางที่ดี รวมทั้งความต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุกูลกล่าวว่า ข้อมูลจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้ประเมินว่าเม็ดเงินที่ภาครัฐลงทุนในการก่อสร้างปี 2562 จะมีมูลค่าประมาณ 8.13 แสนล้านบาท หรือเติบโต 9% จากปีก่อน โดยการเติบโตมาจากความคืบหน้าของโครงการที่เริ่มมีการก่อสร้างเป็นหลัก เช่น รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และการขยายสนามบิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ รวมไปถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเข้าถึงวิถีชีวิตของคนมากกว่าเดิม&amp;nbsp; ย่อมมีอิทธิพลกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp; จึงส่งผลให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายอนุกูลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อสังหาริมทรัพย์อีอีซีบูม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุกูล กล่าวว่า สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังกระจายไปสู่หัวเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต หัวหิน-ชะอำ เชียงใหม่ และเขาใหญ่ อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกก็เริ่มเป็นที่จับตามองมากขึ้น เมื่อเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี ภาครัฐเริ่มผลักดันแผนการพัฒนาและเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ตลอดจนท่าเรืออู่ตะเภา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการเติบโตของการเข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และคาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 17%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งแน่นอนจะมีการจ้างงานและแรงงานที่เข้ามาในพื้นที่ต่างๆ อีกหลายแสนคน ซึ่งจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่สะดวกในการเดินทางหรือใกล้กับแหล่งงานที่เกิดขึ้นตามมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากการสำรวจพบว่าในปี 2561 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อีอีซีมีอุปสงค์ตอบรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ (บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม) มีการตอบรับแล้วกว่า 76% จากจำนวนอุปทานรวม 121,377 ยูนิต 465 โครงการ โดยชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่นั้นมีการตอบรับรวมไปแล้วกว่า 80% ขณะที่ระยองและฉะเชิงเทราก็มีการตอบรับถึง 66% และ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่าการพัฒนาโครงการในพื้นที่อีอีซีเป็นโครงการที่พัฒนาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สัดส่วนประมาณ 15% และมาจากผู้ประกอบการรายย่อย 85% ส่วนทำเลที่ขายดีในพื้นที่ EEC ได้แก่ โครงการอสังหาริมทรัพย์ บริเวณนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน, นิคมอุตสาหกรรมพานทอง, บ้านบึง, &amp;nbsp;ศรีราชา เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเปรียบเทียบสัดส่วนยอดขายกับพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และหัวหิน จะเห็นโอกาสเติบโตขึ้นอีกเยอะ เนื่องจากสัดส่วนยอดขายใน EEC ยังคงต่ำกว่าจังหวัดหลักอื่นๆ ในขณะที่ทิศทางความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแหล่งงานที่เกิดขึ้นใหม่ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา คือ ลักษณะการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นเรียลดีมานด์ โดยเมื่อพิจารณาสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งจากประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง พบว่าอัตราการเติบโตสูงขึ้น 8% และ 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งมูลค่าตลาดมีการขยายตัวที่ 7% โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมแยกตามประเภท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมยูนิตละ 2.15 ล้านบาท, บ้านเดี่ยวยูนิตละ 2.05 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ยูนิตละ 1.27 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยอุปสงค์หลักในพื้นที่อีอีซีมาจาก 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนไทยที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนมากเป็นประชากรแฝงจากจังหวัดอื่น ที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ที่อาจมีรายได้ไม่มากนัก ซึ่งอาจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้เป็นบ้านหลังที่สอง ทำให้ตอบรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระดับราคาที่ไม่สูง ได้แก่ คอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อยูนิต หรือ บ้านแฝด/ทาวน์เฮาส์ ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารที่อาจเป็นปัญหาในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามมาตรการ LTV หรือ Loan to Value (อัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน) ที่จำกัดยอดเงินดาวน์สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์หลังที่ 2 อาจส่งผลให้อุปสงค์กลุ่มนี้ซื้อได้น้อยลง 2.กลุ่ม expat (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ใช้ประเทศต้นกำเนิด) เป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะนิยมเช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรม&amp;nbsp; เนื่องจากไม่ได้อยู่อาศัยถาวร หรืออาจอยู่อาศัยเป็นช่วงสั้นๆ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หากมีการออก พ.ร.บ.อีอีซีที่กำหนดให้คนต่างชาติและนิติบุคคลชาวต่างชาติในพื้นที่อีอีซี คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ได้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ให้มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมฯ เพื่อประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังมีสิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ 100% จากเดิมสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ไม่เกิน 49% จะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนี้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกใน 3 จังหวัด ภาครัฐได้มีการปรับ &amp;lsquo;ผังเมืองเดิม&amp;rsquo; และจัดทำ &amp;lsquo;ผังเมืองใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมาทดแทน และจะบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2562 โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้นให้การพัฒนาเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาของทางรัฐบาล และตั้งอยู่บนหลักการ 3 สาธารณะ ซึ่งประกอบไปด้วย ความปลอดภัยสาธารณะ, &amp;nbsp;ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ และสุขอนามัยสาธารณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้คำว่า &amp;lsquo;ผังเมืองรวมรอนสิทธิแบบไม่จ่ายคืน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการระมัดระวังและส่งผลให้ชะลอการลงทุนในที่ดินและการพัฒนาโครงการ ดังจะเห็นได้จากภาพรวมสถิติการขอใบอนุญาตก่อสร้างในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกทั้ง 3 จังหวัดลดลงจากปีช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่มี 14,337 ยูนิต เป็น 12,048 ยูนิต ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีอีซีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเป้าหมายการพัฒนาของรัฐบาลที่ชัดเจนโดยกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาในเชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามนโยบาย Thailand 4.0 เห็นได้จากที่มี พ.ร.บ.อีอีซีที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พ.ค.2561 การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และออกมาตรการใหม่ๆ รวมถึงการปรับกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และยังได้เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่จะพร้อมเข้ามาลงทุนในอนาคต ดังนั้นอีอีซีจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง และไทยจะเป็นประตูทางการค้าสู่เอเชีย และขยายผลจากการพัฒนาโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด ในช่วงก่อนหน้านี้ การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักในระยะแรกควบคู่กับนโยบายสนับสนุนอื่นตามที่ทราบ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ระยะยาวโครงการดังกล่าวถือเป็นจุดดีที่จะดึงทั้งเงินลงทุน และการจ้างงานให้เกิดขึ้นในภูมิภาค หากรัฐบาลต่างๆ เข้ามาและสามารถดำเนินโครงการส่วนที่เหลือได้เสร็จเรียบร้อยตามยุทธศาสตร์ไม่ว่าอย่างไรโครงการนี้จะเป็นผลดีแน่นอนกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรยุทธ&amp;nbsp; เทียนสี รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28219</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ศรยุทธ  เทียนสี, อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c56f0c69fd72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทำเลพหลโยธินบูม!!ราคาที่ดินเทียบชั้นโซนสุขุมวิท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจราคาที่ดินทำเลพหลโยธิน ปรับตัวเพิ่มใกล้เคียมทำเลสุขุมวิท หนุนความต้องการอยู่อาศัยเพิ่ม 8.4% ต่อปี ดันราคาขายคอนโดฯแตะ 150,000-170,000 บาทต่อตร.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย. 61 นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนา พบว่า ราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ย่านพหลโยธินปัจจุบันอยู่ที่ 150,000 &amp;ndash; 170,000 บาทต่อตารางเมตร สูงกว่าโครงการเก่าประมาณ 8% ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ต่อปี โดยคาดว่าในอนาคตคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสจะมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากข้อจำกัดของที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ราคาที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนับตั้งแต่ปี 2556 เริ่มต้นที่ 500,000 -1,000,000 บาทต่อตารางวา ราคาในปัจจุบันจึงขยับเข้าใกล้ราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท นอกจากนี้ที่ดินย่านพลโยธินยังถูกแบ่งเป็นที่ดินแปลงเล็กที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้นความต้องการที่เพิ่มขึ้นบนที่ดินที่หายากมากขึ้นนี้จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาคอนโดมิเนียมย่านพหลโยธินปรับตัวเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายอนุกูล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทำเลพหลโยธินมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.4% ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่าการซื้อเพื่อลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีอาคารสำนักงานจำนวนมาก จึงเกิดความต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริง ของกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่มองหาคอนโดมิเนียมที่ไม่ไกลจากที่ทำงาน และยังมีความต้องการจากกลุ่มผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม ที่จะขยายครอบครัว ส่วนด้านการขายต่อและการปล่อยเช่ามีผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียงกัน อยู่ที่ 5-7% ต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18016</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเลพหลโยธิน, พลัส พร็อพเพอร์ตี้, ราคาคอนโดมิเนียม, ราคาที่ดินพุ่ง, สำรวจราคาที่ดิน, อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f9d8531435.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลัส เล็งบ้านเดี่ยวลักชัวร์รี่โตสวนกระแส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจตลาดบ้านเดี่ยว ระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปผู้บริโภคระดับบนยังคงให้ความต้องการเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 61 นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจตลาดบ้านเดี่ยวในปัจจุบัน พบว่า แม้สถานการณ์ตลาดบ้านเดี่ยวยังชะลอตัวทั้งในส่วนของอุปทานและอุปสงค์ แต่พบว่าบ้านเดี่ยวที่เจาะกลุ่มตลาดระดับลักซ์ชัวรี่ยังไปได้ดี โดยผลสำรวจในปี 2560 บ้านเดี่ยวราคามากกว่า 20 ล้านบาท มีอุปทานขยายตัวสูงถึง 34% และอุปสงค์ขยายตัว 19% ซึ่งการขยายตัวนี้สอดคล้องกับข้อมูลการเพิ่มขึ้นของบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูง ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากรายงาน World Wealth Report 2017 ของ &amp;nbsp;Capgemini พบว่า HNWI ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2559 เพิ่มขึ้น 12.7% และทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 13.3% ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ให้ความสำคัญในการซื้อโครงการบ้านเดี่ยวโดยเฉพาะบ้านระดับลักซ์ชัวรี่หรือที่ราคามากกว่า 20 ล้านบาท โดยเฉพาะบริเวณโซนเหนือของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ลาดพร้าว-จตุจักร ไปจนถึงปทุมธานี-ลำลูกกา ปัจจุบันมีจำนวนอุปทานบ้านเดี่ยวสะสมอยู่ที่ 16,805 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับแล้ว 83% ขณะที่โซนตะวันตกตั้งแต่ธนบุรีไปจนถึงศาลายา-บางใหญ่-นนทบุรี มีอุปทานบ้านเดี่ยวสะสม 17,993 ยูนิต อุปสงค์ให้การตอบรับแล้ว 83%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบว่าโซนพัฒนาการถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตา เนื่องจากมีความครบครันสำหรับการอยู่อาศัย โดยเฉพาะด้านคมนาคมที่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์และทางพิเศษศรีรัช รวมถึงมีโครงการคมนาคมที่อยู่ในช่วงพัฒนาอีกจำนวนมาก สำหรับอีกกลุ่มที่น่าจับตามอง ทั้งความต้องการในตลาดยังให้การตอบรับดีและศักยภาพของทำเลพัฒนาการที่ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อระดับบนได้ไม่ยากนัก ปัจจุบันมีอุปทานเหลือขายในกลุ่มบ้านระดับราคามากกว่า 20 ล้านบาทเพียงไม่กี่ยูนิต ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับสูงถึง 68% อย่างไรก็ตามบ้านเดี่ยวที่เจาะตลาดลักซ์ชัวรี่ (ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป) เป็นที่ต้องการของตลาดและมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9889</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านเดี่ยว, พลัส พร็อพเพอร์ตี้, อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b066b760b5fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สีลม-สาทร”ครองแชมป์อันดับหนึ่งพื้นที่สำนักงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจทำเลสีลม-สาทร ติดลมบนโซนยอดนิยม ครองอันดับหนึ่งพื้นที่สำนักงานสูงสุด 2.1 ล้านตร.ม. ล่าสุดพบกระแสผุด&amp;rdquo;โคเวิร์คกิ้งสเปซ&amp;rdquo;มาแรง พร้อมคาดขยายตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 35%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 61-นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจตลาดอาคารสำนักงานในทำเลกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่สำนักงานรวมทั้งสิ้น 8.6 ล้านตารางเมตร โดยโซนสีลม-สาทร เป็นโซนยอดนิยมของคนทำงาน มีพื้นที่สำนักงานสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ประมาณ 2.1 ล้านตร.ม. คิดเป็น 24% ของพื้นที่สำนักงานทั้งหมด รองลงมาคือโซนสุขุมวิท 1.7 ล้านตร.ม. คิดเป็น 20% และ โซนรัชดาภิเษก 1.2 ล้านตร.ม. คิดเป็น 14%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โซนสีลม-สาทร เป็นย่านสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของคนวัยทำงานมากมาย และยังเริ่มเป็นทำเลที่มีพื้นที่สำนักงานร่วม ที่เติบโตตามกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนทำงาน ซึ่งพื้นที่โคเวิร์คกิ้งสเปซยังมีแนวโน้มเติบโตทั่วโลกและในไทยล่าสุดในปี 2560 พบว่ามีผู้ใช้บริการทั่วโลก จำนวน 1.74 ล้านราย เติบโตจากปี 2558 เฉลี่ย 83%&amp;rdquo;นายอนุกูล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และจากข้อมูลของ Global Co-Working Space Unconference Conference ได้วิเคราะห์ว่าภายในปี 2565 จำนวนผู้ใช้บริการ co-working space ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 5.1 ล้านราย ส่งผลให้จำนวนพื้นที่สำนักงานร่วมมีการขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น จากปัจจุบันในปีนี้ที่น่าจะมีจำนวนพื้นที่สำนักงานร่วมอยู่ที่ 17,725 แห่งและเติบโตเฉลี่ยราว 16% ต่อปีนั้น เพิ่มเป็น 30,432 แห่งทั่วโลกในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไทยเริ่มมีความต้องการเพิ่มขึ้น ปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่ โคเวิร์คกิ้งสเปซ ทั้งหมด 91 แห่งทั่วประเทศ โดย 70% เป็นพื้นที่ที่ให้บริการในกรุงเทพฯ และ 30% ต่างจังหวัด โดยมีอัตราค่าใช้บริการแบบรายวันประมาณ 180 - 500 บาท หรือรายเดือนประมาณ 3,000 - 7,450 บาท ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 35% ล่าสุดพบว่ามีผู้ให้บริการต่างชาติรายใหญ่ เช่น JustCo ได้เข้ามาเปิดให้บริการในทำเล สีลม-สาทร ซึ่งถือเป็นทำเลยอดนิยมของกลุ่มคนทำงาน พนักงานออฟฟิศและสตาร์ทอัพในย่านนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยในย่านสีลม-สาทรนั้น พบว่าเหลือพื้นที่ในการพัฒนาโครงการจำกัด ส่งผลให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยสูง ทั้งความต้องการในการซื้อต่อและความต้องการเช่า โดยในส่วนของตลาดรีเซลมีผลตอบแทนการขายต่อ ประมาณ 4-5% ต่อปี ราคาขายต่อเฉลี่ยประมาณ 230,000 บาทต่อตร.ม.ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า อยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปี โดยราคาปล่อยเช่าอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อตร.ม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7679</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลัส พร็อพเพอร์ตี้, สาทร, สำนักงาน, สีลม, อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ, โคเวิร์คกิ้งสเปช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addbb2b3a750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
