<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ส่ง &#039;อนุชา บูรพชัยศรี&#039; ร่วมประชุมวิปรัฐบาลเก็บข้อเสนอ ส.ส.รายงานโดยตรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมวิปจะมีการหารือเบื้องต้นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหลังจากสภาฯผ่านวาระ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เรื่องแก้ไขระบบการเลือกตั้ง โดยจะมีการเสนอร่วมกันในสมัยประชุมหน้าที่จะมีการเปิดสมัยประชุมอีกครั้งในเดือนพ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวิปรัฐบาลในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เข้าร่วมประชุมด้วย โดยนายอนุชา เปิดเผยว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรีต้องการทำงานใกล้ชิด ส.ส.มากขึ้น ใช่หรือไม่ นายอนุชา ยอมรับว่าถือเป็นงานอีกมิติที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อเรียกร้องและข้อกังวลต่างๆของสมาชิกโดยตรง ซึ่งเดิมมีการทำงานลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้จะมีการรายงานข้อสังเกตต่างๆไปยังนายกรัฐมนตรีโดยตรง และหลังจากนี้ตนจะเข้าประชุมวิปรัฐบาลทุกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดข้อเสนอต่างๆของ ส.ส. และงานทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้านนิติบัญญัติเพื่อไปเรียนให้นายกฯรับทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116557</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิปรัฐบาล, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602a1682fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ร่วมส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยในพาราลิมปิกเกมส์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22​ ส.ค. 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมติดตามการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 16 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยคว้าชัยในมหกรรมการแข่งขันกีฬานี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
การแข่งขันพาราลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 16 &amp;ldquo;Tokyo 2020 Paralympics&amp;rdquo; จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม - 5 กันยายน 2564 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีนักกีฬาเข้าร่วมจาก 164 คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งชาติ (National Paralympics committee) จำนวนกว่า 4,520 คนเข้าร่วมการแข่งขัน และจัดการแข่งขันทั้งหมด 22 ชนิดกีฬา 540 ประเภท โดยในครั้งนี้ มีกีฬา 2 ชนิดที่ได้รับการบรรจุเข้ามาใหม่ ได้แก่ เทควันโด และแบดมินตัน ทั้งนี้ ทัพนักกีฬาไทยที่ผ่านการคัดเลือก (Qualified) พาราลิมปิกฤดูร้อน มีจำนวนทั้งสิ้น 74 คน จาก 14 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย เทควันโด, ยิงธนู, แบดมินตัน, วีลแชร์ฟันดาบ, ยกน้ำหนัก, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, กรีฑา (ลู่-ลาน,วีล์แชร์เรซซิ่ง), จักรยาน, ยิงปืน, วีลแชร์เทนนิส, บอคเซีย, ฟุตบอลตาบอด และยูโด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้กำลังใจทัพนักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย และทีมงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ขอขอบคุณนักกีฬาทุกคนที่ได้ร่วมไปแข่งขันในฐานะผู้แทนของไทย ขอร่วมเชียร์ เป็นกำลังใจในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น ให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ตามที่ได้ตั้งใจ ทุ่มเทและฝึกซ้อมมา นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีห่วงใย และขอฝากเน้นย้ำให้นักกีฬาและทีมงาน ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขของประเทศเจ้าภาพอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุชา​ กล่าวว่า มาตรการด้านสาธารณสุขในระหว่างการแข่งขันยังคงเป็นเช่นเดียวกับมาตรการที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิก โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าชมและใช้การถ่ายทอดสดการแข่งขันเป็นหลัก สำหรับชาวไทยที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดและส่งแรงใจแรงเชียร์ให้กับทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งขันโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ได้ทางช่อง ทีสปอร์ต 7 (T-Sports) ระบบดิจิทัล ของการกีฬาแห่งประเทศไทยและช่องทางอื่นๆ โดยจะมีพิธีเปิดในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 และเริ่มการแข่งขันวันแรก ในวันที่ 25 &amp;nbsp;สิงหาคม &amp;nbsp;2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114110</URL_LINK>
                <HASHTAG>Tokyo 2020 Paralympics, การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเดือนนายกฯ-รมต.ส่วนหนึ่ง จัดทำ &#039;ถุงกำลังใจ&#039; ส่งมอบให้ &#039;กลุ่มเปราะบาง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงการส่งมอบ &amp;ldquo;ถุงกำลังใจ&amp;rdquo; แก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้จัดทำ &amp;ldquo;ถุงกำลังใจ&amp;rdquo; เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยวิกฤตโควิด-19 นอกเหนือจากมาตรการต่างๆของภาครัฐที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ร่วมบริจาค รวมถึงทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำเงินเดือนที่บริจาคเข้าบัญชี &amp;ldquo;สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรับบริจาคสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;rdquo; มาดำเนินการจัดทำ &amp;ldquo;ถุงกำลังใจ&amp;rdquo; เพื่อส่งมอบให้แก่กลุ่มเปราะบางดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนและประชาชนได้บริจาคเพิ่มเติม เพื่อแสดงน้ำใจร่วมกับภาครัฐและนายกรัฐมนตรี ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยวิกฤตโควิด-19 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถุงกำลังใจ&amp;rdquo; บรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง แอลกอฮอล์เจล หน้ากากอนามัย และยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มอบให้แก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้ดำเนินการแจกจ่ายแล้วใน 50 เขตพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 4 - 19 สิงหาคม 2564 รวมเป็นจำนวน 5,000 ราย แบ่งเป็นการส่งมอบจากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปลัดกระทรวง พม. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และอาสาสมัคร ใน 26 เขต จำนวน 2,800 ราย และส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทยไปยัง 24 เขต จำนวน 2,200 ราย และจะแจกจ่ายเพิ่มเติมอีก 1,800 ราย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 6,800 ราย ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และจะพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือด้านอื่นๆต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน บัญชี &amp;ldquo;สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรับบริจาคสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;rdquo; บริหารโดยคณะกรรมการ ฯ พิจารณาจัดสรรเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยและต้องการส่งกำลังใจให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในช่วงเวลาวิกฤตขณะนี้&amp;rdquo; นายอนุชา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114049</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเปราะบาง, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดล็อก &#039;พืชกระท่อม&#039; พ้นยาเสพติด มีผล 24 ส.ค.นี้ ปล่อยตัวผู้ทำผิด 1,038 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ซึ่งจะมีผลวันที่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นการปลดพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ ทำให้ประชาชนสามารถปลูกและขายได้ รวมทั้งมีการปล่อยผู้กระทำความผิดตามกฏหมายพืชกระท่อมในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 จำนวน 1,038 ราย โดยถือว่าไม่เคยกระทำความผิด สำหรับผู้ถูกจับกุมหรือจำเลยในชั้นต่างๆ จะได้ดำเนินการตามแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปล่อยตัวผู้กระทำความผิดและผู้ต้องขังคดีความผิดเกี่ยวกับพืชกระท่อมต่อไป&amp;nbsp;เบื้องต้นภาครัฐจะได้รับประโยชน์เมื่อมีการปลดกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ สามารถลดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของภาครัฐและผู้ต้องหาหรือจำเลย&amp;nbsp;1,691,287,000 บาท &amp;nbsp;โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่ากับ 76,612 บาท ซึ่งคดีข้อหาพืชกระท่อมที่ขึ้นสู่ศาลตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 - 30 มิถุนายน 2564 มีอยู่ถึง &amp;nbsp;22,076 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทราบถึงข้อกฎหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ประชาชนสามารถปลูกและบริโภคกระท่อมตามวิถีชาวบ้าน รวมทั้งยังซื้อหรือขายใบกระท่อมโดยไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากมีการนำไปผสมยาเสพติดอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;4 &amp;times; 100 เป็นความผิดตามกฎหมาย &amp;nbsp;สำหรับการนำเข้าหรือส่งออกไปต่างประเทศในเชิงอุตสาหกรรมนั้น ต้องขออนุญาตก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังย้ำถึงการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระสำคัญเร่งด่วน โดยเน้นจับกุม ยึดทรัพย์ ลงโทษทางอาญา เครือข่ายผู้ค้า ควบคู่ไปกับบำบัดโดยนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ต้องรณรงค์สร้างการรับรู้และภูมิคุ้มกันในกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแรงงานนอกระบบด้วย&amp;rdquo; นายอนุชา&amp;nbsp;กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113820</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.ยาเสพติดให้โทษ, พืชกระท่อม, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611dc41028d54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ขอบคุณคนไทยไม่ออกมาร่วมม็อบ ห่วงสถานการณ์บานปลายเหมือนในอดีต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี กรณีการชุมนุมทางการเมืองที่มักจะมีความวุ่นวายหลังการชุมนุมหลักยุติ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้นโยบายอย่างต่อเนื่องว่าให้เจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยโดยให้ยึดกฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง รวมทั้งการสลายการชุมนุมก็ขอให้ยึดหลักสากลเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ให้มีการระงับเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจากผู้ชุมนุมอีกทั้งขณะนี้ไม่ใช่มีเพียงผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป ทั้งในส่วนของการจราจรและการทำลายทรัพย์สินของราชการอย่างที่ปรากฏในข่าวอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยวิธีการต่างๆ และย้ำว่าทุกอย่างต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิด โดยเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยกับบ้านเมืองโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งในและนอกสภาฯอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ และเป็นช่วงสำคัญที่กำลังให้ประชาชนคนไทยทุกคนให้ความร่วมมือ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ขอบคุณคนไทยส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมืออย่างดี ที่ไม่ไปรวมตัวกันในกิจกรรมต่างๆ และต้องขออภัยกับความเดือดร้อนในกรณีที่ต้องมีมาตรการในการปิดกิจกรรมและกิจการบางส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากให้กลับไปเหมือนในอดีตในช่วงที่มีการชุมนุม แล้วอาจจะมีเหตุการณ์บานปลายเกิดขึ้น ดังนั้นขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงในการออกมาชุมนุม เพราะหากออกมาในช่วงนี้ก็ต้องถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายและในหลายส่วนที่ต้องส่งฟ้อง หากส่งฟ้องแล้วมีการดำเนินการผิดเงื่อนไขของการที่ศาลให้ประกันตัว ก็ต้องโดนคุมขัง ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วพิจารณาในส่วนนี้ด้วย&amp;rdquo;นายอนุชากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113625</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_610342495e24d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ติดตามระบบแยกกักตัวที่บ้านและในชุมชน ยกมาตรการคุมโควิดทำให้ผู้ติดเชื้อ-หายป่วยใกล้เคียงกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมติดตามการบริหารจัดการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) และการนำส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า นายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลและ ศบค. ให้ความสำคัญในการพัฒนา ปรับปรุงมาตรการควบคุมอย่างเป็นลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาและความรุนแรงของการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 และจำนวนผู้รักษาหายแล้ว ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นความสามารถของแพทย์และระบบสาธารณสุขไทย

นายอนุชากล่าว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงระบบ HI/CI มีหลักการสำคัญคือ เป็นการรองรับผู้ป่วยตามคำวินิจฉัยแพทย์ สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรอเตียงในทุกระดับสีอาการ ลดอัตราการเสียชีวิตที่บ้าน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการดูแลระบบ HI/CI ทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัดให้มีมาตรฐานและการดำเนินงานที่ชัดเจนในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสนี้ ปลัดกรุงเทพมหานครได้รายงานว่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์พักคอยตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีจำนวน 60 แห่งทั่วกรุงเทพมหานครแล้ว และจะจัดทำศูนย์พักคอยเฉพาะกลุ่ม เช่น ศูนย์พักคอยวัดมังกร สำหรับการดูแลพระสงฆ์ ศูนย์พักคอยราชานุกูล สำหรับกลุ่มผู้พิการ รวมทั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อสำหรับเด็กที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ ศูนย์สร้างสุขทุกวัยเกียกกายด้วย นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมด้านเวชภัณท์ ยาฟาวิพิราเวียร์และยาสมุนไพร เพื่อประโยชน์ในการรักษาในแต่ละระดับอาการในระบบ HI/CI ให้เพียงพอด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนานั้น นายกรัฐมนตรียังขอให้มีการประสานในระดับจังหวัดตั้งแต่ต้นทาง ปลายทาง การเคลื่อนย้ายต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปในจังหวัด ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมให้การสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางบก โดยรถและรถไฟ ซึ่งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการกระทรวงกลาโหม กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับ เข้ามาช่วยเหลือการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ในการขนส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ด้วยเครื่องบินของกองทัพในเส้นทางที่ฝึกบินอยู่แล้ว ต้องขอย้ำการส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา คือ การส่งผู้กลับเข้าระบบการดูแลการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่อยู่แล้ว ภายใต้มาตรการสาธารณสุขในการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังขอบคุณภาคประชาสังคม จิตอาสา ที่มีการดำเนินงานในรูปแบบของเพจออนไลน์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการประสานงานซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ หากแต่ละเพจรับการขอความช่วยเหลือแล้ว ต้องแจ้งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงกระบวนรักษาผู้ป่วยที่รัฐบาลดูแลต่อไป ซึ่งปัจจุบันก็มีความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้ายการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวพอใจภาพรวมการทำงานของทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการดูแลผู้ป่วยระบบ HI/CI ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ทั้งการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่อยากเห็นคนไทยมีงานทำ การจัดหาเวชภัณท์ต่าง ๆ ก็ขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแล เน้นความถูกต้อง โปร่งใส รวมทั้งให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดการจัดหาและนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ให้เป็นไปตามแผนการจัดซื้อ ยืนยันว่าไทยสามารถจัดหาวัคซีนที่มีเทคโนโลยีหลากหลาย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ขอให้ลงลึกถึงระดับจังหวัด อำเภอ เร่งแก้ปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน พร้อมขอบคุณภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ที่ร่วมมือกัน เพราะทุกคนมีความสำคัญในการบริหารจัดการโควิด-19 ด้วยกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113191</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศบค., อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_61127856d031e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลางให้ สธ. 12,669 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัย-โอที ค่าใช้สอยและบริการอื่นๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10&amp;nbsp;ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจำนวนเงิน 12,669,218,318 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา (OT)&amp;nbsp;ค่าตอบแทนคณะทำงาน/ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษา/บุคคลภายนอก&amp;nbsp;ค่าใช้สอยและค่าจ้างเหมาบริการอื่นๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (5 พฤษภาคม 2564) อนุมัติกรอบวงเงินจำนวนเงิน 12,576,629,322 บาท&amp;nbsp;ซึ่งเดิมกำหนดระยะเวลาการใช้จ่ายตามแผนการใช้จ่ายไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เดือนเมษายน-มิถุนายน 2564) แต่เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขยังมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง&amp;nbsp;จึงจะขอขยายระยะเวลาปฏิบัติงานในโครงการ/กิจกรรมเดิม และการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 งบกลาง รายจ่ายค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 ระยะการระบาดระลอกเมษา 2564 ออกไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน คือเมษายน- กันยายน 2564 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112868</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, งบกลาง, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
