<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง &#039;นรชิต สิงหเสนี&#039; เป็นสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง แต่งตั้งสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่อนุสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี ซึ่งทพกัน ณ กรุงเฮก ฉบับลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ มีบทบัญญัติไว้ว่า ประเทศที่ลงนามในอนุสัญญานี้มีสิทธิ ที่จะเลือกผู้มีชื่อเสียงดี และมีความรู้ในกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกในศาล ประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก ได้ไม่เกิน ๔ คน และให้อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวได้คราวหนึ่ง ๖ ปี เมื่อครบกำหนดแล้ว จะแต่งตั้งใหม่หรือแต่งตั้งบุคคลเดิมให้ดำรงตำแหน่งสืบต่อไปได้อีกคราวละ ๖ ปี และโดยที่สมาชิกภาพของ นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ครบกำหนด ๖ ปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ นายนรชิต สิงหเสนี เป็นสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก มีกำหนด ๖ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93272</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรชิต สิงหเสนี, ราชกิจจานุเบกษา, อนุญาโตตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602bd967cdf43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เชฟรอนยื่นอนุญาโตตุลาการเคลียร์พิพาทค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมด้านพลังงานตั้งทีมสู้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2563 - เชฟรอนประเทศไทย (บริษัทฯ) ได้ทำงานร่วมกันกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการส่งมอบสิ่งติดตั้งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ในแหล่งเอราวัณให้รัฐบาลอย่างปลอดภัยหลังจากสัมปทานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ทั้งนี้ ข้อตกลงในสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมได้ระบุไว้ว่าผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิดชอบการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่จะมิได้ส่งมอบให้แก่รัฐบาลแต่เพียงเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งเชฟรอนมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามข้อผูกพันดังกล่าว &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอีกครั้ง เพื่อให้ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่จะส่งมอบให้กับรัฐบาลภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา เชฟรอนประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในแหล่งเอราวัณที่จะมิได้ส่งมอบให้แก่รัฐบาลในปีพ.ศ.2565 ภายใต้ข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานปิโตรเลียม และบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นในภารกิจจัดหาพลังงานอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในระยะยาวของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป ดังที่ได้ปฏิบัติมาแล้วกว่า 5 ทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ &amp;nbsp;เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีหนังสือถึงกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่าทางบริษัทเชฟรอน ที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ ยื่นฟ้องรัฐไทยในประเด็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้ทางเชฟรอนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ตามกฎหมายของไทย ว่า กระทรวงพลังงานได้มีการตั้งคณะทำงาน ทีมกฏหมายทั้งในและต่างประเทศ และทีมอนุญาโตตุลาการฝ่ายไทยไว้สู้คดีดังกล่าวพร้อมแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่ทางเชฟรอนยื่นฟ้องได้เนื่องจากจะมีผลต่อรูปคดี &amp;nbsp;แต่ยังเปิดทางที่จะให้มีการเจรจาระหว่างกันเพื่อหาข้อยุติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79369</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, อนุญาโตตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f77ea525d779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาธิการต้านโกงไล่ไทมไลน์คดีเหมืองทองข้องใจทำไมต้องปล่อยข่าวไทยแพ้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์บทความสั้นๆ บนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;คดีเหมืองทองอัครา&amp;rdquo; ระบุว่า กรณีนี้มีประเด็นแยกเป็นส่วนๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คดีเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย คดีนี้ไทยจะเพลี่ยงพล้ำเหมือนคดีโฮปเวลล์? หรือชนะเหมือนคดีคลองด่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้ทางกฎหมายแยกเป็นขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ กับขั้นตอนการนำคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการมาฟ้องบังคับในศาลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนแรกมองว่าไทยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเขาอ้างว่าการที่เราใช้ ม. 44 จะเพื่อยุติหรือเลิกสัมปทาน เป็นวิธีที่ไม่เป็นธรรมเพราะเขาไม่มีโอกาสเจรจา ชี้แจงหรือแก้ไข อีกทั้งสาเหตุของไทยที่ให้ยุติสัมปทานคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเดือดร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ใช่ประเด็นกรณีติดสินบนเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่สองนี้ รัฐบาลอาจยกเหตุการติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้สัมปทานมาต่อสู้ เช่นเดียวกับคดีคลองด่านและคดีทางด่วนบางนา - บางปะกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คดีบริษัทติดสินบนข้าราชการและนักการเมือง เชื่อว่า ป.ป.ช. จะเอาคนผิดมาลงโทษได้ ผลที่ตามมาคือ &amp;ldquo;บริษัท&amp;rdquo; (นิติบุคคล) และตัวผู้บริหารต้องรับผิดด้วย ตามกฎหมายใหม่กรณีนี้นอกจากโทษอาญาแล้วยังมีโทษปรับสูง 1 ถึง 2 เท่าของผลประโยชน์ที่บริษัทได้รับไปตลอดอายุสัมปทานด้วย เช่น สมมุติว่าบริษัทจะได้ประโยชน์หมื่นล้านบาท ป.ป.ช. อาจเรียกค่าปรับมากถึงสองหมื่นล้านบาทก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ข้อมูลการติดสินบนที่มาจากตลาดหลักทรัพย์ ออสเตรเลีย ตามที่คุณสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. พูดถึงนั้น เป็นข่าวที่ทราบกันมาก่อนหน้ามีคำสั่ง คสช. นานพอสมควร แต่เข้าใจว่าทางราชการต้องใช้เวลา ความพยายามและความรอบคอบอย่างมากในการหาข้อมูลจนมั่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่สิงคโปร์ หลักทั่วไปถือเป็นเรื่องสมควรแล้วที่รัฐบาลต้องสู้เต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงมากเพราะเป็นการต่อสู้ในต่างประเทศก็ตาม
ส่วนจะแพงเกินไปหรือไม่ ควรเปรียบเทียบกับมาตรฐานทางธุรกิจจากนักกฎหมาย นักธุรกิจ นักลงทุนระหว่างประเทศ ดีกว่าจะใช้ความรู้สึกไปตัดสิน แต่หากภายหลังพบว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อร้ายแรงหรือคอร์รัปชัน ก็สามารถไล่เบี้ยค่าเสียหายคืนภายหลังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.น่าสังเกตว่ากรณีนี้ฝ่ายไทยและบริษัทเอกชน ตกลงกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ใช้อนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ ประเด็นคือ ทำไมเราต้องอ่อนข้อให้เอกชนขนาดนั้น และทำไมนักลงทุนต่างชาติจึงไม่มั่นใจในระบบยุติธรรมของไทยมากเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.มาช่วยกันหาข้อมูลบริษัทคู่กรณีกลุ่มนี้ดูว่า ที่ผ่านมามีข้าราชการเกษียณรายใดไปเป็นลูกจ้างหรือกินเงินเดือนที่ปรึกษาจากบริษัทนี้บ้าง ถ้ามีคงอธิบายอะไรดีๆ ได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอขอบคุณ ป.ป.ช. ที่แถลงความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเสียที แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมที่ผ่านมาจึงมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามปล่อยข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไทยแพ้คดีแล้ว แถมต้องจ่ายค่าเสียหายมากตั้งหลายหมื่นล้านบาท ข่าวที่ไม่เป็นจริงเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเลย ทำไปเพื่ออะไรครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.มานะ นิมิตมงคล, บทความ, อนุญาโตตุลาการ, เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, เหมืองทองอัครา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1bd57761dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!จันทร์นี้ปิดฉากโคตรคดีโฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.2562 &amp;ndash; ในวันจันทร์ที่ 22 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 2038/2551 , 107/2552, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่าง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ กระทรวงคมนาคม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)&amp;nbsp;คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ซึ่งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ร้องว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดตามข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ให้ผู้ร้องทั้งสองคืนเงินค่าตอบแทนและเงินอื่นให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยอ้างว่า ผู้ร้องทั้งสองบอกเลิกสัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพมหานครและการใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยไม่ชอบ ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าข้อพิพาทดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการที่สามารถระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการได้ เนื่องจากมิใช่ข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาฯ ในการนี้สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้ร้องทราบตามหนังสือลงวันที่ 3 ต.ค.2551&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 ทั้งหมด และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ทั้งหมด และมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสอง เนื่องจากศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคำนวณนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทแล้ว ระยะเวลาของการเสนอข้อพิพาทจะครบกำหนดห้าปี คือ ในวันที่ 30 มกราคม 2546 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และเมื่อระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องสำคัญ ถือได้ว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน&amp;nbsp;ที่ศาลปกครองสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าในกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับข้อพิพาทดังกล่าวไว้พิจารณาและต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 และการที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นข้อเรียกร้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ดังกล่าว เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการรับข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา และต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34100</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, คดีหมายเลขดำ, คดีหมายเลขแดง, บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด, อนุญาโตตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190421/image_big_5cbbe2248de29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรูระทึก!ลุ้นคำพิพากษาศาลจ่ายเหยียบแสนล้านหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2561 - &amp;nbsp;ในวันพุธที่ 26 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น. &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายดำที่ 1615/2557 หมายเลขแดงที่ 498/2559 ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู ผู้ฟ้องคดี กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่
ในเขตอำนาจของศาลปกครอง &amp;nbsp;โดยขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทรูได้ฟ้องทีโอทีกรณีได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ตามสัญญาฉบับ ลว.2 ส.ค.2543 (น.2/52) &amp;nbsp;ซึ่งต่อมาเกิดข้อพิพาทขึ้น คู่กรณีจึงได้เสนอข้อพิพาทดังกล่าวต่อคณะอนุญาโตตุลาการเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 10/2551 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 55/2557 โดยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงตามคำเสนอข้อพิพาท เป็นเหตุให้ทรูได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คณะอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดในข้อพิพาทดังกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. โดยคณะอนุญาโตตุลาการสองในสามเห็นว่า พยานหลักฐานประกอบคำให้การพยานฟังได้ว่า ทรูเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL ผ่านโทรศัพท์พื้นฐานตามสัญญาร่วมการงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากทีโอทีจึงฟังได้ว่า ทรูได้ประพฤติผิดสัญญาร่วมการงาน โดยทรูนำอุปกรณ์ในระบบและให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากทีโอที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้ขาดให้ทรูชำระค่าผิดสัญญาให้ทีโอที จำนวน 94,474,282,522.40 บาท พร้อมทั้งให้ชำระดอกเบี้ยอีก 6.6875% ต่อปี จากเงินต้น 76,197,573,919 บาท ไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้น และให้ทีโอทีและทรูชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายละกึ่งหนึ่งตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18207</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำพิพากษา, ทรู, ทรู คอร์ปอเรชั่น, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), ศาลปกครองกลาง, อนุญาโตตุลาการ, อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180923/image_big_5ba7084eb862f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
