<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวงบกลาง1พันล. หนุนจุฬาฯผลิตวัคซีนโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.อนุมัติงบกลาง 1,000 ล้าน หนุนจุฬาฯ ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยอีกช่องทางอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่ ศบค.เผยพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 5 รายกลับจากต่างประเทศ ตามคาดไฟเขียวขยายระยะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จังหวัดระยอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่า ครม.อนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,000 ล้านบาท ในลักษณะเงินอุดหนุนให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตวัคซีนโควิด-19 และการสร้างขีดความสามารถของประเทศโดยการพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ยังพบอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค.2563 มีผู้ป่วยยืนยันกว่า 23.44 ล้านคน เสียชีวิต 800,000 คน ทั้งนี้ โรคโควิด-19 เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2563 มีผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ -5.3% และสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคธุรกิจประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการ และลดจำนวนพนักงาน ส่งผลให้มีประชาชนชั้นกลางและประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดียิ่ง แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคได้ในระลอกที่ 2 เนื่องด้วยยังมีผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลก หากสถานการณ์การระบาดไม่สามารถยุติได้ในระยะเวลาอันใกล้ การเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การดำเนินชีวิต New Normal คู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เพื่อประคองกิจการต่างๆ ในประเทศให้สามารถดำเนินการต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นนวัตกรรมทางสุขภาพ และเป็นยุทธปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะเป็นคำตอบในการป้องกันควบคุมโรค และเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเร่งรัดให้มีวัคซีนใช้ในประเทศเร็วขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับแผน Blueprint เพื่อการเข้าถึงวัดซีนป้องกันโควิด-19 ของประชาชนไทย ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2563 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายในการบูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การนำวัคซีนต้นแบบที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศมาทดสอบในประเทศไทย และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง และอีกแนวทางคือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ในการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงวัคซีนให้ทันท่วงที และสร้างขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาและผลิตวัคซีน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิจัยพัฒนา และหน่วยผลิตวัคซีนในประเทศ ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมการผลิตวัคซีนใช้ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ยังได้เจรจาสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทั้งจากประเทศจีนและยุโรป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่มีแนวโน้มจะได้วัคซีนมาใช้ภายในต้นปี 2564 มีความเป็นไปได้ในทางเลือกที่รัฐบาลควรลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์การระบาดได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการมีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 250,000 ล้านบาท และยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเงินกู้สนับสนุน 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เราสามารถดำเนินการเองได้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังดำเนินการผลิต อีกช่องทางหนึ่งคือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการทำข้อตกลงเพื่อให้เขาดำเนินการจัดสรรโควตาเมื่อได้วัคซีนต้นแบบแล้ว อาจจะมีเงื่อนไขว่าให้เขาจำหน่ายให้เราในราคาต้นทุน และอีกส่วนหนึ่งคือ ไทยผลิตเอง โดยใช้งบประมาณไม่มาก ซึ่งมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ส่งเสริม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยรวมคือใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทที่ ครม.ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้นสามารถดำเนินการไปได้ ส่วนไหนสามารถทำได้ก่อนให้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของไทยที่จะผลิตเองนั้นจะทำให้มีวัคซีนได้เร็วสุดปลายปีนี้ ช้าสุดกลางปี 2564 และในส่วนที่จะร่วมกับต่างประเทศเชื่อว่าจะดำเนินการได้เร็วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ว่า ครม.มีมติรับทราบและอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,402 ราย ยอดหายป่วยสะสม 3,229 ราย มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 115 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายที่ 1 เดินทางมาจากประเทศโอมาน เป็นหญิงไทยอายุ 26 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 17 ส.ค. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 ผู้ป่วยเดินทางกลับจากตุรกี เป็นหญิงไทยอายุ 47 ปี อาชีพพนักงานสปา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 19 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยรายที่ 3-4 กลับจากอินโดนีเซีย เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 27 ปี และหญิงไทยอายุ 20 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 20 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการทั้ง 2 ราย และรายที่ 5 กลับจากสหรัฐอเมริกา เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 23 ส.ค. โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่าให้ประวัติว่าเคยป่วยเป็นโควิด-19 จึงตรวจและพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 23,809,241 ราย รักษาหายแล้ว 16,359,043 ราย และเสียชีวิต 817,005 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 25 ส.ค. จำนวน 386 คน จากอิสราเอล ภูฏาน และสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 26 ส.ค. จำนวน 564 คน จากไต้หวัน กัมพูชา เอธิโอเปีย และญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75554</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 ล้าน, COVID-19, ผลิตวัคซีนโควิด, ผลิตวัคซีนโควิด-19, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุมัติงบกลาง, อนุมัติงบกลาง 1, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f45230fb1981.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติงบ 435 ล้าน &#039;แก้ช้างป่าหากินนอกพื้นที่ ทำหมันลิงในชุมชน ดูแลสัตว์ป่าของกลาง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ออกหากินพืชไร่ของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.ได้อนุมัติงบกลางในกรอบวงเงิน 435,289,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและลดผลกระทบจากสัตว์ป่า รวมถึงการแก้ไขปัญหาการดูแลสัตว์ป่าของกลางตามหลักสวัสดิภาพสัตว์จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แบบบูรณาการ วงเงิน 370,608,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาช้างป่าที่ออกมาสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ที่จะต้องมีการฟื้นฟูทุ่งหญ้าและการปลูกอาหารของช้าง รวมถึงการสร้างแหล่งน้ำ สร้างรั้ว คูกั้นน้ำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบของลิงในชุมชนวงเงิน 24,461,000 บาท โดยเป็นการทำหมันลิง สร้างกรงเลี้ยงลิง และจัดทำฐานข้อมูลประชากรลิงเพื่อง่ายต่อการดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัตว์ป่าของกลางและสัตว์ป่ากรณีแก้ไขปัญหาตามหลักสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงในกรงวงเงิน 40,222,000 บาท เพื่อเป็นการดูแลสัตว์ที่ยึดมาเป็นของกลาง โดยจะมีการสร้างคอกให้ได้มาตรฐาน และอุปกรณ์การดูแลรักษาสัตว์ป่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73394</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำหมันลิง, มติ ครม., สัตว์ป่าของกลาง, อนุมัติงบกลาง, แก้ปัญหาช้างป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f292cc53f056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
