<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้มูลคนเพื่อไทย ตบทรัพย์อธิบดี เจ้าตัวโวยเร่งรัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.ชี้มูล ส.ส.เพื่อไทย โทรศัพท์ตบทรัพย์อธิบดีแลกผ่านงบประมาณ &amp;quot;อนุรักษ์&amp;quot; โวยลั่น ไม่เป็นธรรม รีบสรุปคดี ฟัน &amp;quot;ประยุทธ&amp;quot; หนุน จนท.ออกเอกสารสิทธิที่ดินสนามกอล์ฟมิชอบ อดีตผวจ.ภูเก็ตโดนเหมือนกัน ปมรุก อช.สิรินาถ
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ สนามบินน้ำ นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ถูกอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 บางคนโทรศัพท์เรียกเงิน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรน้ำ ว่ากรณีดังกล่าวได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย และนางนันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ โดยจากการไต่สวน นายศักดิ์ดาให้ข้อมูลว่านายอนุรักษ์ได้เรียกรับเงินทางโทรศัพท์ โดยมีนางนันทนาเป็นผู้โทรศัพท์ประสานงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า จากการไต่สวนและการเช็กข้อมูลจากโทรศัพท์ ช่วงระยะเวลาที่มีการโทร.เจือสมพยานหลักฐาน จึงเชื่อได้ว่านายอนุรักษ์ได้มีการเรียกรับเงินจากนายศักดิ์ดาจริง จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 &amp;nbsp;ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/5 ฐานเรียกรับ ยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อตัวเองโดยไม่ชอบ และยังเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากนี้ในส่วนของความผิดวินัย ป.ป.ช.จะยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกาโดยตรง ส่วนคดีอาญาจะยื่นคำร้องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ส่วนข้อกล่าวหานางนันทนาไม่มีมูลว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินดังกล่าว แต่ไม่มีการแจ้งข้อสังเกตไปยังสภาในเรื่องที่นางนันทนาโทร.ประสานงานทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่&amp;rdquo; นายนิวัติไชยระบุ
ด้านนายอนุรักษ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ได้เรียกรับเงินตามที่กล่าวอ้าง ขณะที่ ป.ป.ช.ไม่ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานที่ตนยื่นไปแต่อย่างใด ยืนยันว่า กมธ.งบ ประมาณฯ ไม่มีอำนาจในการช่วยเหลือเพื่อให้มีการผ่านงบประมาณดังกล่าว เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบต่องบประมาณนั้นๆ หรือไม่ นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงชี้มูลความผิดเร็ว เพราะเพิ่งยื่นแก้ต่างไปเพียงไม่นาน ดังนั้นจึงต้องดำเนินการร้องเรียนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ส่วนที่อ้างถึงคลิปเสียงเบอร์โทรศัพท์นั้น ต้องขอชี้แจงว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของตนเองจริง แต่ไม่ใช่เสียงของตนแน่นอน
&amp;ldquo;คำกล่าวหาของ ป.ป.ช.ก็ผิดแล้ว เรื่องนี้มันเร็วมาก เรายื่นแก้ต่างเพียงไม่กี่วันก็ไต่สวนฝ่ายผมเลย เลขาฯ ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแบบนี้ เพราะเป็นเพียงข้อไต่สวนเบื้องต้น พูดแบบนี้ผมเสียหาย&amp;rdquo; นายอนุรักษ์กล่าว&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายนิวัติไชยยังได้แถลงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดนายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจชื่อดัง ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ใน 2 สำนวน ได้แก่ 1.การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 45374 ต.หนองทะเล อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ โดยมิชอบ และ 2.การออกเอกสารสิทธิทำสนามกอล์ฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยมิชอบ ซึ่งทั้ง 2 สำนวนมีเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนถูกชี้มูลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิดนายนิรันดร์ กัลยาณมิตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายวีรวัฒน์ จันทร์เพ็ญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรอง ผวจ.ภูเก็ต กับพวกรวม 11 ราย กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังชี้มูลความผิดเอกชนที่เกี่ยวข้องกรณีการออกเอกสารสิทธิ ส.ค. ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ และป่าสงวนเขารวก-เขาเมือง จ.ภูเก็ต โดยมิชอบ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช.ชี้มูล ส.ส.เพื่อไทย, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156fcad0092c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่องเที่ยวโดยชุมชน  ‘ดอกผลจากการอนุรักษ์’  รูปธรรมที่ตันหยงโป จ.สตูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สันหลังมังกร&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุสานหอยล้านปีกลางทะเลอันดามันจุดขายที่ตันหยงโป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ประเทศไทยเป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก&amp;nbsp; ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่าปีละ 32 ล้านคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าประเทศประมาณปีละ 16 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; แต่เมื่อต้องเจอกับพิษโควิด-19 รายได้จากการท่องเที่ยวแทบจะเป็นศูนย์&amp;nbsp; ธุรกิจการท่องเที่ยวจึงเหมือนกับคนไข้ในห้องไอซียู&amp;nbsp; ขณะที่ภาครัฐต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเพื่อช่วยกันต่อลมหายใจให้กับธุรกิจท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนต่างๆ ที่มีการจัดการ &amp;lsquo;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;rsquo; แม้จะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจเอกชนมากนัก&amp;nbsp; แต่ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ต่างก็ต้องปรับตัวเช่นกัน&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอปะทิว&amp;nbsp; จ.ชุมพร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ตันหยงโป&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร&amp;nbsp; เป็นชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลอันดามัน&amp;nbsp; มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับเกาะลังกาวี&amp;nbsp; ประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; สภาพตำบลมีลักษณะเป็นแหลมหรือ &amp;ldquo;ตันหยง&amp;rsquo;&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในภาษามลายู&amp;nbsp; ในสมัยก่อนมีต้นมะม่วงใหญ่หรือ &amp;ldquo;เปาฮฺ&amp;rdquo; (ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;โป&amp;rdquo;) ขึ้นอยู่บริเวณหัวแหลม&amp;nbsp; เป็นหมุดหมายของเรือประมง&amp;nbsp; จึงเรียกแหลมนี้ว่า &amp;ldquo;ตันหยงโป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ปัจจุบันมี 3 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 3,000 คนเศษ&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดเป็นชาวมุสลิม&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย กั้ง&amp;nbsp; ทำกะปิ&amp;nbsp; ปลาเค็ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น อดีตกำนันตำบลตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลตันหยงโปในสมัยก่อนมีสัตว์น้ำต่างๆ ชุกชุม&amp;nbsp; เพราะมีป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp; หญ้าทะเล&amp;nbsp; แนวปะการัง&amp;nbsp; และสภาพท้องทะเลมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; สัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; จึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่&amp;nbsp; ก่อนปี 2537 สัตว์น้ำต่างๆ ถูกเรืออวนรุน-อวนลากต่างถิ่นเข้ามาจับปลาแบบทำลายล้าง&amp;nbsp; จับกันทั้งวันทั้งคืน&amp;nbsp; มีเรือที่เข้ามาทำประมงผิดกฎหมายประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรือประมงเหล่านี้จะใช้อวนตาถี่กวาดปลาเล็กปลาน้อย&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; กั้ง&amp;nbsp; ปะการัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดไปกับอวนจนเกือบหมดทะเล&amp;nbsp; แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เข้มงวดกวดขัน&amp;nbsp; เรือประมงผิดกฎหมายจึงจับปลากันอย่างสบายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงปี 2538&amp;nbsp; ตอนนั้นผมยังเป็นชาวบ้านธรรมดา&amp;nbsp; แต่มองเห็นปัญหา&amp;nbsp; จึงมาคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่ร่วมกันปกป้องท้องทะเลหน้าบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นหม้อข้าวหม้อแกงของเราก็จะหมดไป&amp;nbsp; เพราะพวกเราเป็นชาวประมง&amp;nbsp; ไม่มีที่ดิน ไม่มีสวนยาง&amp;nbsp; มีแต่ทะเล&amp;nbsp; ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;nbsp; ผมจึงชวนแกนนำในชุมชน 4-5 คนมาช่วยกันออกเรือตรวจตราและประกาศห้ามเรือประมงผิดกฎหมายเข้ามาที่อ่าวตันหยงโป&amp;nbsp; เริ่มจากคนไม่กี่คน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านก็เข้ามาร่วมมากขึ้น&amp;nbsp; ผู้หญิงก็ออกมาด้วย&amp;nbsp; ช่วยกันออกเงินซื้อน้ำมันวิ่งเรือตรวจเอง&amp;nbsp; ใช้เวลา 3-4 ปีจึงเริ่มเห็นผล&amp;nbsp; พวกเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เมื่อเห็นว่าพวกเราเอาจริงก็ถอยไป&amp;nbsp; ไม่กล้าเข้ามาอีก&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสเล่าถึงการปกป้องทะเลหน้าบ้านซึ่งเป็นเสมือนธนาคารอาหารของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่ออิดริสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; หมู่ที่ 3 บ้านบากันเคย ( &amp;lsquo;บากัน&amp;rsquo; คือที่พัก &amp;lsquo;เคย&amp;rsquo; คือกะปิ &amp;nbsp;หมายถึงที่พักทำกะปิ) และเป็นกำนันตำบลตันหยงโปในเวลาต่อมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้การปกป้องท้องทะเลเข้มข้นขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีอำนาจหน้าที่และกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นผู้นำมือเปล่าเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp; มีการตั้งกฎ&amp;nbsp; กติกาของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่จับสัตว์น้ำในรัศมี 300 เมตรจากชายฝั่ง&amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; เมื่อได้ปลา ปู&amp;nbsp; กั้งตัวเล็กจะต้องปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังห้ามทำลายป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากตัดไม้มาใช้ประโยชน์ 1 ต้นจะต้องปลูกใหม่ 10 ต้น &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อการดูแลท้องทะเลเห็นผล&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จึงเริ่มเข้ามาสนับสนุนชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้เรือตรวจการณ์ที่มีความเร็วกว่าเรือประมงพื้นบ้านจำนวน 1 ลำเพื่อปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; รวมทั้งอิดริสในฐานะผู้นำยังขยายเครือข่ายจากแต่เดิมที่ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรเฉพาะที่บ้านบากันเคย&amp;nbsp; ได้ขยายผลและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลและอำเภออื่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้านจับปูได้ครั้งละ 1 ตัว&amp;nbsp; หากเป็นเรืออวนลากหรือประมงพาณิชย์จะกวาดทั้งทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ธนาคารกั้ง&amp;rsquo; แห่งแรกของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกั้ง&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นที่บ้านบากันเคยในช่วงปี 2549 &amp;nbsp;โดยการนำของอิดริส&amp;nbsp; อุเส็น &amp;nbsp;ถือเป็นธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทย&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดสงขลา-สตูล&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนช่วยกันลงแรงนำไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคามาปักเป็นแนว 4 เหลี่ยมในทะเลชายฝั่งที่เป็นดินเลน&amp;nbsp; แล้วนำอวนมากั้นเป็นบ่อเลี้ยงกั้งริมทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อชาวประมงจับกั้งได้ก็จะนำมาฝากที่ธนาคารแห่งนี้&amp;nbsp; ส่วนกั้งตัวเล็กๆ ก็จะปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; โดยจะมีการจดบันทึกชื่อผู้ฝากและจำนวนกั้งที่ฝาก&amp;nbsp; รวมทั้งปล่อยพ่อพันธุ์&amp;nbsp; แม่พันธุ์กั้งลงในบ่อเพื่อให้ขยายพันธุ์&amp;nbsp; ใช้ปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหารกั้ง&amp;nbsp; แบ่งพื้นที่เพาะเลี้ยงตามขนาดของกั้ง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ไซส์ &amp;nbsp;A&amp;nbsp; B และ C &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไซส์ A จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; ไซส์ B ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน &amp;nbsp;และไซส์ C ประมาณ 6-7 เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อกั้งโตได้ขนาดผู้ฝากก็จะจับกั้งไปขาย&amp;nbsp; ราคาในช่วงนั้นประมาณกิโลกรัมละ 600-800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ธนาคารกั้งดำเนินการได้ประมาณ 2 ปีก็ต้องยุติลง&amp;nbsp; เนื่องจากไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคาที่นำมาปักเป็นแนวได้รับความเสียหายจากลมมรสุมและคลื่นในทะเลที่ซัดใส่อยู่ตลอดเวลาทำให้บ่อกั้งพัง&amp;nbsp; การซ่อมแซมต้องใช้งบประมาณและกำลังคนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารกั้งเป็นเรื่องใหม่&amp;nbsp; ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน&amp;nbsp; เป้าหมายของเราจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อธุรกิจ&amp;nbsp; แต่เราต้องการขยายพันธุ์กั้งให้มีจำนวนมากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นแหล่งเรียนรู้วงจรชีวิตของกั้ง&amp;nbsp; เพราะกั้งมีหลายชนิด&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในทะเลลึก&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในรูโคลน&amp;nbsp; และมีการหากินไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; เราก็ต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไป&amp;nbsp; และถึงแม้เราจะไม่มีธนาคารกั้ง&amp;nbsp; แต่หากเรามีจิตสำนึก&amp;nbsp; ไม่จับกั้งตัวเล็ก&amp;nbsp; ปล่อยให้กั้งได้เติบโตตามธรรมชาติ&amp;nbsp; ก็เหมือนกับธนาคาร&amp;nbsp; ถ้าเราถอนเงินอย่างเดียว&amp;nbsp; เงินก็จะหมดไป&amp;nbsp; เราจึงต้องฝากด้วย&amp;nbsp; ทะเลก็เหมือนกัน&amp;nbsp; ถ้าเราช่วยกันดูแล&amp;nbsp; ทะเลก็จะสมบูรณ์&amp;nbsp; เป็นธนาคารที่ทุกคนมาเบิกได้&amp;nbsp; แต่ก็จะต้องฝากด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ก่อตั้งธนาคารกั้งกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จับ&amp;lsquo;กั้งตั๊กแตน&amp;rsquo; ในเลนโคลนที่เด็กชายชาวเลจับด้วยมือเปล่า&amp;nbsp; ทำรายได้วันละกว่า 1 พันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งธนาคารปูม้า&amp;nbsp; เพื่อนำแม่ปูไข่ที่จับได้มาเพาะเลี้ยงให้ไข่โตเต็มที่&amp;nbsp; ตัวหนึ่งจะมีไข่ตั้งแต่ 200,000-2,000,000 ฟอง (ตามขนาดของปู) แล้วนำปูวัยอ่อนปล่อยคืนสู่ทะเล&amp;nbsp; (อัตรารอดต่ำสุดประมาณ 2 %)&amp;nbsp; เพื่อให้ลูกปูม้าเจริญเติบโต&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; แหล่งรายได้หมุนเวียนของชาวประมงตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งยังปล่อยพันธุ์กุ้ง&amp;nbsp; ปลากะพง&amp;nbsp; ปีละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; แต่ใช้แรงงานแทนเงิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการจัดตั้งธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทยในปี 2549 &amp;nbsp;จึงทำให้มีกลุ่มองค์กรและผู้นำชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานธนาคารกั้งที่บ้านบากันเคยเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; อิดริสจึงมีแนวคิดจัดทำที่พักรองรับผู้ที่มาศึกษาดูงานแห่งนี้&amp;nbsp; โดยไปศึกษาดูงานการจัดทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดตราด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มทำที่พักริมทะเลบ้านบากันเคยในปี 2550&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จำนวน 280,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างที่พักแบบง่ายๆ ใช้งบประมาณไม่มาก&amp;nbsp; ไม่ใช้วิธีการระดมเงินจากชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่เน้นใช้การลงแรงจากชาวบ้านแทนการลงหุ้น&amp;nbsp; และต่อมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดสตูลจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อสร้างร้านอาหารและปรับปรุงที่พัก&amp;nbsp; จึงขยายไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยจัดตั้งเป็น &amp;lsquo;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; จังหวัดสตูล&amp;#39; มีที่พัก&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; และเรือนำนักท่องไปชมทะเลและวิถีชีวิตชาวประมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่นี่เราจะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; เพราะหากใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; คนที่ไม่มีเงินก็จะไม่ได้เป็นสมาชิก&amp;nbsp; เราจึงให้คนที่จะเป็นสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวฯ ใช้แรงทำงานให้แก่กลุ่ม&amp;nbsp; เมื่อครบ 100 ชั่วโมงจึงจะให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คนที่จะเอาเรือมารับนักท่องเที่ยวจะต้องวิ่งเรือรับนักท่องเที่ยวให้กลุ่มฯ 100 ชั่วโมง&amp;nbsp; จากนั้นกลุ่มจะพิจารณาให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เมื่อมีรายได้จะหักค่าเรือเข้ากลุ่มเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการเที่ยวละ 100 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกและย้ำว่า&amp;nbsp; การใช้แรงงานเป็นหุ้นทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน&amp;nbsp; ส่วนการบริหารกลุ่มท่องเที่ยวฯ ผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์&amp;nbsp; ทำงานด้วยความโปร่งใส&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจและทุนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2553 อิดริสจึงรวบรวมกลุ่มต่างๆ ในตำบลตันหยงโปจำนวน 35 กลุ่ม&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลบากันเคย&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; (ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; มีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีหน้าที่ส่งเสริมกิจการของสภาองค์กรชุมชนฯ ) เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เป็นเวทีประชุม&amp;nbsp; ปรึกษาหารือ&amp;nbsp; รวมทั้งวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนตำบล&amp;nbsp; มีการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงทุกๆ 5 ปี&amp;nbsp; มีแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพประมง&amp;nbsp; การแปรรูปอาหารทะเล&amp;nbsp; การท่องเที่ยวโดยชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มฯ มีเป้าหมายจะพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน&amp;nbsp; เพราะจังหวัดสตูลมีชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลติดต่อกับประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; และอยู่ไม่ไกลจากบรูไนและสิงคโปร์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียนิยมมาท่องเที่ยวและกินอาหารทะเลที่จังหวัดสตูล&amp;nbsp; เนื่องจากอาหารทะเลที่สตูลมีราคาถูกกว่าและอร่อยกว่า&amp;nbsp; แต่เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19&amp;nbsp; แผนงานดังกล่าวจึงต้องระงับไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อาหารทะเลจากกลุ่มแม่บ้านประมงอาสา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp; 2563 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2564) ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจากทั่วภูมิภาคเดินทางมาท่องเที่ยวที่ตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาใช้บริการท่องเที่ยว&amp;nbsp; ที่พัก&amp;nbsp; และกินอาหารทะเลที่บ้านบากันเคยเป็นปกติ&amp;nbsp; แต่จำนวนลดน้อยลง&amp;nbsp; ไม่คึกคักเหมือนในยามปกติ&amp;nbsp; แต่ก็ยังสร้างและกระจายรายได้ให้ชาวชุมชนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชุมชนมี Facebook &amp;nbsp;&amp;lsquo;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;rsquo; เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; รีสอร์ทชุมชนมีที่พัก 7 ห้อง&amp;nbsp; ค่าที่พักห้องละ 800 บาทพร้อมอาหารเช้า&amp;nbsp; ห้องพักรวม 3 ห้อง (หัวละ 200 บาทพร้อมอาหารเช้า)&amp;nbsp; รับนักท่องเที่ยวได้พร้อมกัน 80 คน&amp;nbsp; ค่าเรือท่องเที่ยวลำละ&amp;nbsp; 2,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าอาหารหัวละ 200 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุหงา&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านประมงอาสาบ้านบากันเคย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทุกวัน&amp;nbsp; วันละ 2-3 กลุ่ม&amp;nbsp; กลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คนขึ้นไป&amp;nbsp; จนถึง 20-30 คน&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จองห้องพักและอาหารล่วงหน้า&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากจังหวัดใกล้เคียง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยะลา&amp;nbsp; สงขลา&amp;nbsp; บางกลุ่มไม่ได้เข้าพักแต่มากินอาหารทะเลและซื้อสินค้าจากกลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กะปิ&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันกั้ง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาหารทะเลที่ขึ้นชื่อของบากันเคยก็คือ&amp;nbsp; กั้งทะเลสดๆ ตัวใหญ่ๆ&amp;nbsp; จะเอามาทอดกระเทียมหรือยำก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีกุ้งแชบ๊วย&amp;nbsp; ปลาเก๋า&amp;nbsp; ปลาจาระเม็ด&amp;nbsp; หมึก&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; ปูดำ&amp;nbsp; แล้วแต่นักท่องเที่ยวต้องการจะกินอะไร&amp;nbsp; หรือช่วงนั้นเรือประมงจับปลาอะไรได้&amp;nbsp; ค่าอาหารราคาต่อหัว 200 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มแม่บ้านที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้ตอบแทน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แม่ครัวจะได้ค่าแรง 50 บาทต่อนักท่องเที่ยว 1 คน&amp;nbsp; ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากินอาหาร 10 คนก็จะได้ 500 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าลงเรือท่องเที่ยว 1 ลำ&amp;nbsp; ราคา 2,000 บาท&amp;nbsp; มีไกด์ 1 คน&amp;nbsp; เจ้าของเรือจะได้ 1,700 บาท&amp;nbsp; ไกด์จะได้ 300 บาท&amp;nbsp; คือถ้ามีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; รายได้ก็จะกระจายไปทั้งชุมชน&amp;nbsp; แม้แต่ตอนช่วงโควิด&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวที่เคยมา&amp;nbsp; แต่เมื่อมาไม่ได้ก็จะสั่งซื้ออาหารทะเลแห้ง&amp;nbsp; โดยเฉพาะกะปิขายดีมาก&amp;nbsp; กระปุกละ 60 บาท&amp;nbsp; ตอนนี้ส่งขายเดือนหนึ่งประมาณ 1,000 กระปุก&amp;nbsp; ต้องระดมกลุ่มแม่บ้านมาช่วยกันทำกะปิและปลาแห้งต่างๆ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มแม่บ้านฯ บอกถึงการปรับตัวรองรับสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ &amp;lsquo;ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะมีรายการทีวีและท่องเที่ยวต่างๆ นำออกไปเผยแพร่&amp;nbsp; มีลักษณะเป็นสันทรายที่ผุดขึ้นมากลางทะเลอันดามัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างเกาะหัวมันกับเกาะสาม&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 4.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; ความกว้างประมาณ 20 เมตร&amp;nbsp; ซึ่งเกิดจากซากหอยกาบงหรือหอยกะพง (คล้ายหอยแมลงภู่แต่ตัวเล็กกว่า&amp;nbsp; ทำอาหารได้หลายอย่าง) รวมทั้งซากหอยอื่นๆ&amp;nbsp; ทับถมกันจนกลายเป็นสุสานหอยล้านปี&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นได้&amp;nbsp; และที่ผ่านมาเคยมีการจัดขี่จักรยานและวิ่งแหวกสันหลังมังกรมาแล้ว&amp;nbsp; เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวนี้ให้เป็นที่รู้จัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;lsquo;สันหลังมังกร&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีหาดทรายดำ&amp;nbsp; นำทรายละเอียดสีดำคล้ายแป้งมาทำสปาพอกผิว&amp;nbsp; พอกใบหน้า&amp;nbsp; บำรุงผิวพรรณ&amp;nbsp; ดูวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo; หรือจับกั้งตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในดินโคลนกลางทะเลคล้ายกับการใช้ไม้กระดานไถหาหอยหลอด&amp;nbsp; แต่กั้งที่นี่จะอยู่ลึกในโคลน&amp;nbsp; นักย่ำกั้งจะดูรูกั้งว่าอยู่ตรงไหนแล้วใช้มือล้วงลงไปจับกั้ง&amp;nbsp; ราคาตามขนาด&amp;nbsp; ขนาดใหญ่ตัวยาวประมาณ 10 นิ้ว&amp;nbsp; (4 ตัวมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม) ราคากิโลกรัมละ 1,300 บาท&amp;nbsp; ตัวเล็กกิโลกรัมละ 300 บาท&amp;nbsp; ถ้ากั้งตัวเล็กเกินไปจะปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; โดยเรือท่องเที่ยว&amp;nbsp; จะแบ่งรายได้เข้ากลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนครั้งละ 100 บาท&amp;nbsp; ส่วนรายได้จากห้องพักเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำมาจัดสรรปันผลให้สมาชิก (มีสมาชิก 30 ราย)&amp;nbsp; 60 % , ค่าบริหารจัดการ&amp;nbsp; น้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า ซ่อมแซมที่พัก&amp;nbsp; 20 %,&amp;nbsp; จัดการและดูแลสิ่งแวดล้อม 10 %&amp;nbsp; &amp;nbsp;และช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนยากจน (ซะกาต) 10 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอออกข้อบัญญัติตำบลเพื่อปกป้องท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าชาวประมงตันหยงโปและชาวบ้านบากันเคยจะร่วมกันปกป้องท้องทะเลตั้งแต่ปี 2538&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันสภาพต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จำนวนเรือประมงเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; รวมทั้งมีเรือประมงพาณิชย์&amp;nbsp; และเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; วางยาเบื่อปลา&amp;nbsp; ใช้เครื่องมือทำลายล้าง&amp;nbsp; กวาดสัตว์เล็กสัตว์น้อยไปหมด&amp;nbsp; ทำให้กั้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; เคยที่ใช้ทำกะปิลดน้อยลง ฯลฯ ส่งผลกระทบต่อปากท้องของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตันหยงโปมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สมบูรณ์&amp;nbsp; ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดสตูล&amp;nbsp; ตอนนี้มีนักธุรกิจมากว้านซื้อที่ดินชายทะเลตันหยงโปเพื่อจะทำรีสอร์ทและร้านอาหาร&amp;nbsp; จากเดิมที่ไม่มีใครสนใจ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ที่ดินราคาขึ้นไปไร่ละ 2-3 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกันท้องทะเลก็กำลังได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียในเมืองลงสู่ทะเล&amp;nbsp; น้ำเสียจากบ่อกุ้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีทั้งสารเคมีและฟอร์มาลีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งผลกระทบจากการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายจากเรือประมงต่างถิ่น&amp;nbsp; และการทำประมงที่เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่เคยไปทำงานที่มาเลเซียกลับมาจากปัญหาโควิด&amp;nbsp; จึงมาทำประมง&amp;nbsp; รวมทั้งคนที่มีครอบครัวขยายก็มาทำประมงเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ตอนนี้ผมประมาณว่ามีเรือประมงที่หากินในอ่าวตันหยงโปประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นจากหลายปีที่มีเรือประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เรือเยอะขึ้น&amp;nbsp; แต่ทะเลเท่าเดิม&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; กั้งจึงหาได้น้อยลง&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกถึงสภาพท้องทะเลในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น&amp;nbsp; อิดริสบอกว่า&amp;nbsp; ตนในฐานะที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนกำลังผลักดันให้มีการจัดทำ &amp;lsquo;ข้อบัญญัติตำบล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยจะใช้เวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ จัดทำข้อเสนอให้ อบต.ตันหยงโปใช้อำนาจออกข้อบัญญัติตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กำหนดเขตพื้นที่ใดให้ทำประมงชนิดใด&amp;nbsp; เขตใดห้ามทำประมง&amp;nbsp; ให้มีเรือตรวจการณ์&amp;nbsp; มีคนออกตรวจตราการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; โดยใช้การประชาคมเพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นและลงมติ&amp;nbsp; เพื่อให้ข้อบัญญัติได้รับการยอมรับและตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp; ข้อบัญญัติจึงจะเกิดผลจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทะเลก็เหมือนกับธนาคารของเรา&amp;nbsp; ถ้าทุกคนมาเบิก&amp;nbsp; แต่ไม่ฝาก&amp;nbsp; ความอุดมสมบูรณ์ก็จะหมดไป&amp;nbsp; และหากเราไม่ช่วยกันรักษาทะเล&amp;nbsp; ก็อย่าหวังเลยว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสกล่าวย้ำท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนประมงอ่าวตันหยงโป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97431</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ตันหยงโป, ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวชุมชน, อนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605ea46640439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2018 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2018 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชวนครอบครัวนักอนุรักษ์ร่วมกิจกรรม “ชีววิถี วิถีพอเพียง”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางอังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม &amp;ldquo;Living with Nature &amp;amp; Drawing Your Future&amp;rdquo; ครั้งที่ 2 ชวนครอบครัวนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 30 คน ร่วมเรียนรู้การดำเนินชีวิตแบบ &amp;ldquo;ชีววิถี วิถีพอเพียง&amp;rdquo; โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน ผู้พลิกฟื้นผืนนาข้าวมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมสาธิตการทำน้ำยาอเนกประสงค์จากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ และเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20769</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), นางอังคณา สุขวิบูลย์, อนุรักษ์, “Living with Nature &amp; Drawing Your Future”, “ชีววิถี วิถีพอเพียง”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd2cb270d213.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนพลังจิตอาสา เดินหน้าสานความดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเอ่ยถึงพลังจิตอาสา ย่อมหมายถึงการกระทำเพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้และเป็นสังคมที่มีการให้ แบ่งปันซึ่งกันและกัน คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็ก เยาวชนได้รับการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมให้อนาคตของชาติเติบโตเป็นพลเมือง ที่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราทำความดีด้วยหัวใจ&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างกิจกรรมดีๆ ของศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่ารุ่นน้องรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติกิจกรรมจิตอาสา เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 66 พรรษา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 โดยร่วมกันนำความรู้ ความสามารถ และทักษะ มาใช้ปรับปรุง สร้าง อาคาร พื้นที่และภูมิทัศน์ภายในศูนย์เรียนรู้ชุมชนป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเยาวชนพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และชุมชนป่าละอู โฮมสเตย์ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ประธานกลุ่มป่าละอู โฮมสเตย์ กล่าวว่า ป่าละอูเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งเรื่องความสวยงามตามธรรมชาติ และความน่าสนใจในเรื่องของวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่ควรได้เรียนรู้ และช่วยกันฟื้นฟู อนุรักษ์รักษาเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับป่าละอูคือสถานที่ประวัติศาสตร์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จฯ มาที่นี้ถึง 9 ครั้ง และเป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริ ซึ่งชุมชนยึดแนวการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ามกลางพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเกษตรกรรมและปศุสัตว์ มีอากาศที่ดี บริสุทธิ์ และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่เองอยากแบ่งปันความสุข ให้ประชาชนทั่วประเทศได้เข้ามาเยี่ยมชมสัมผัสวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติในลักษณะนี้ น้องๆ ที่มาร่วมทำกิจกรรมอาสาก็ได้เรียนรู้แนวทางการดำรงชีวิต หลักคิด รวมถึงวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในพื้นที่ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; และได้ทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยการสร้างประโยชน์ไว้ให้ประชาชนคนทั่วไปด้วยการสร้างห้องน้ำ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ซึ่งนับเป็นการนำความรู้มารับใช้สังคมอย่างน่าชื่นชม&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มป่าละอู โฮมสเตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น้องๆ ได้เข้ามาเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในท้องถิ่น นั่นคือทุกคนทุกภาคส่วนได้เรียนรู้ในการทำงานบูรณาการร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของสังคมและส่วนรวมผ่านกิจกรรมที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมคิดว่าน้องๆ ที่มาร่วมกิจกรรมอาสาในครั้งนี้จะได้เรียนรู้ชีวิต วิถีวัฒนธรรมของพี่น้องชุมชนกะเหรี่ยงในชุมชนป่าละอู ซึ่งขณะนี้พวกเราทุกคนอยากจะอนุรักษ์รักษาเอาไว้ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณีต่อไป&amp;rdquo; นายประโยชน์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;


fifa356&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายโชติจุฑา อาจสอน นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย เล่าว่า กิจกรรม &amp;ldquo;เราทำความดีด้วยหัวใจ&amp;rdquo; เป็นกิจกรรมพี่ชวนน้องทำความดีตามรอยพ่อ ถือเป็นประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และเป็นการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านจิตอาสาของบรรดาน้องพี่ชาวอุเทนถวาย โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทำกิจกรรมสร้างฝายร่วมกันที่จังหวัดเพชรบุรี การทาสีกำแพงวัดต่างๆ นี่คือความตั้งใจจริงของพวกเรา เพราะการทำงานจิตอาสาไม่เหมือนการทำงานอื่นๆ แตกต่างจากการทำงานตามหน้าที่หรือการกำหนด แต่จิตอาสาเป็นความตั้งใจจริงที่ออกมาจากหัวใจ ออกมาทำงานสร้างสังคมในรูปแบบต่างๆ&amp;nbsp;


bnk789&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมคิดว่านี่คือการบ่มเพาะจิตใจ ความเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนรวมให้กับน้องๆ และที่สำคัญนั่นคือการสร้างคนที่มีคุณภาพสู่สังคม เพราะเมื่อเรามีจิตอาสา มีจิตใจเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนรวม ก็จะช่วยทำให้สังคมดีขึ้น&amp;rdquo; นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะที่ปรึกษามูลนิธิเยาวชนพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญพลังของจิตอาสา โดยเฉพาะจากเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจว่า พลังจิตอาสาของน้องๆ อุเทนถวายเป็นตัวอย่างของการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน&amp;nbsp; มุ่งมั่นที่จะทำความดีเป็นปฏิบัติบูชา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้คือการปูพื้นในการปฏิบัติที่มิได้เป็นแค่วาทกรรม แต่เป็นการลงมือทำให้เกิดรูปธรรมที่เป็นจริง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายในทิศทางการศึกษาของเยาวชนในรูปแบบใหม่ที่เรียนรู้ ปฏิบัติ ทดลอง สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งเราเรียกว่า การศึกษาที่สมบูรณ์&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิชชาจรณสัมปันโน นั่นคือ การถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วยความรู้ การปฏิบัติ และนำไปสร้างประโยชน์ เพราะน้องๆ นักศึกษามีความรู้และนำไปสู่การฏิบัติในพื้นที่ชุมชน ทำให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ ในขณะที่ท้องถิ่นหรือชุมชนเองก็มีความรู้ชุดหนึ่ง อาจจะมีความกระจัดกระจาย อันจะนำมาซึ่งการเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ เกิดประโยชน์ รวมถึงได้ตระหนักรู้ เห็นคุณค่าและเป็นกำลังใจให้กันทั้งคนทำงานและชาวบ้าน ซึ่งหากเราบ่มเพาะความรู้ความเข้าใจตรงนี้ได้ เรื่องความรุนแรง การทะเลาะวิวาท ก็แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะพื้นที่ดีๆ จะเข้ามาแทนที่&amp;rdquo; ศิลปินแห่งชาติ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวปิดท้าย&amp;nbsp;


สล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มั่นใจว่าพลังจิตอาสาจะทำให้สังคมมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งทำให้บ้านเมืองเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อบรมนักพากย์รุ่นเยาว์ ควบคู่งดเหล้าเมืองน่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ประธานเปิดกิจกรรมโครงการพัฒนาศักยภาพนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ครั้งที่ 5 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับเครือข่ายนักพากย์เรือสร้างสุข เพื่อสืบสานวิชาพากย์เรือจากนักพากย์รุ่นใหญ่ เกิดนักพากย์เรือรุ่นเยาว์ เป็นโครงการที่สามารถทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้งานแข่งเรือปราศจากการดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณจัดงาน ส่งต่อไปยังงานบุญประเพณีอื่นๆ ตลอดจนพัฒนาช่องทางและกลไกสื่อสารให้เครือข่ายเยาวชนนักพากย์เรือสร้างสุขเข้าไปมีบทบาทรณรงค์ให้งานประเพณีแข่งเรือยาวปลอดเหล้า เบียร์ และการพนัน ซึ่งการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเยาวชนนักพากย์เรือทั่วประเทศมาแล้ว 4 ครั้ง และครั้งที่เป็นครั้งที่ 5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวว่า ทุกปีช่วงแข่งเรือ โรงพยาบาลน่านมีการเตรียมรับมือกับอุบัติเหตุมาตลอด ลูกหลานจะปลอดภัยจากมาเที่ยวงานมีการดื่มหรือไม่ ทางเทศบาลจึงตัดสินใจทำงานแข่งเรือปลอดเหล้า ทางจังหวัดก็ให้การสนับสนุน ประกอบกับมี สสส.เข้ามารณงค์ร่วมจัดงานแข่งเรือปลอดเหล้า ในฐานะเจ้าภาพสนามแข่งเรือ และในระหว่างการทำงานรณงค์งดเหล้า ได้มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 4,000 คน จาก 28 ชุมชน มาหย่อนบัตรแบบสอบถามความคิดเห็น ผลออกมาว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการแข่งเรือปลอดเหล้า 95% จากนั้นขยายผลไปสู่กิจกรรมประเพณีอื่นๆ ทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลง และไม่มีการเสียชีวิตอีกเลย การทำงานมีการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายราเชนทร์ กาบคำ นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน กล่าวถึงการบริหารจัดการแข่งขันเรือจังหวัดน่าน ภายหลังที่มีการรณรงค์แข่งเรือปลอดเหล้า-เบียร์ และสนับสนุนโครงการนักพากย์เรือเยาวชน เจ้าของเรือและฝีพาย ต่างเห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต่อทั้งสุขภาพของคนดื่ม และยังมีผลต่อสภาพความเป็นอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน การทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุ ปัญหาครอบครัว คนเรือส่วนใหญ่ต่างขานรับนโยบายที่จังหวัดน่านจัดให้การแข่งขันเรือปลอดเหล้า-เบียร์ เมื่อมีการรณรงค์ทุกปีอย่างต่อเนื่อง มีเด็กเยาวชนช่วยกันสอดส่องขอความร่วมมือไม่ให้ดื่มในบริเวณสถานที่แข่งเรือ ทำให้ทุกปีไม่มีคนนำเข้ามาดื่มในสนามแข่งเรือ อย่างไรก็ตาม การปลูกฝังงานบุญประเพณี วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่น่ายินดี โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส.และเครือข่ายงดเหล้า สร้างเสน่ห์งานบุญประเพณีแข่งเรือ วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ และพร้อมที่จะรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15380</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำความดี, ธรรมชาติ, ปลูกฝัง, ป่าละอู โฮมสเตย์, สถานที่ประวัติศาสตร์, สสส, อนุรักษ์, อบรมนักพากย์รุ่นเยาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72999847aba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2026 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วังน่านิมิต&#039;ส่งผ่านมรดกวัฒนธรรมและความทรงจำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นิทรรศการ &amp;lsquo;วังน่านิมิต&amp;rsquo; ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลอดีตกับปัจจุบัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;#39;วังน่านิมิต&amp;#39; นิทรรศการที่จะพาทุกคนไปเรียนรู้พื้นที่ประวัติศาสตร์พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งวังหน้าในอดีตมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และบางส่วนด้านทิศเหนือของสนามหลวง แต่อาคารที่ยังหลงเหลืออยู่ ใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑ์พระนคร นิทรรศการนี้จัดโดยกรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สนับสนุนโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(จัดแสดงเอกสารประวัติศาสตร์ ภาพเก่าวังหน้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิทรรศการครั้งนี้เป็นการส่งผ่านมรดกทางวัฒนธรรมและความทรงจำวังหน้า โดยเนื้อหานิทรรศการพัฒนาจากข้อมูลและภาพจำลองสันนิษฐานจากโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี โดยคณะทำงานกรมศิลปากร (ศก.) อาทิ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักโบราณคดี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑ์ รวมถึงรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เอกสารจดหมายเหตุ ภาพถ่าย แผนที่ รวมถึงสิ่งที่เก็บรวบรวม โดยนักสะสมทั้งในและต่างประเทศ ช่วยกระตุ้นความสนใจประวัติศาสตร์และความทรงจำของเมืองที่เลือนรางตามกาลเวลา จัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 มิ.ย.นี้ โดยวันเปิดนิทรรศการ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คุณใหม่แนะนำเนื้อหาในส่วนห้องข้อมูล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ช่วยราชการที่สำนักสถาปัตยกรรม ศก. ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ กล่าวถึงที่มาว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี โดยกรมศิลปากร จนถึงปัจจุบันใช้เวลาเกือบ 2 ปี ตนเคยเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่ไม่เคยรู้ว่าวังหน้าคืออะไร ไม่รู้ว่าเคยเป็นพระราชวังตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นตำแหน่งที่กษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้นพร้อมตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และใช้งานสิ้นสุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งได้ทำงานที่กรมศิลปากร และทราบว่าเมื่อ 5 ปีก่อนมีโครงการศึกษาวังหน้าและขุดค้นทางโบราณคดี ได้ข้อมูลมากมาย หากมีการรื้อฟื้น วิเคราะห์ ตีความมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียในการสื่อความหมาย จะเข้าถึงคนและสร้างความเข้าใจยิ่งขึ้น ส่วนชื่อนิทรรศการ &amp;#39;วังน่านิมิต&amp;#39; หลายคนคิดว่าสะกดผิด แต่แท้จริงแล้ว คำว่า &amp;#39;วังน่า&amp;#39; เป็นวิธีสะกดดั้งเดิมจากพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คุณสิริกิติยา เจนเซน สาธิตการชมแผนที่วังหน้าผ่าน Interactive Map สั่งงานด้วยมือ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คุณสิริกิติยากล่าวว่า เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างยั่งยืนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเรียนรู้เพื่อต่อยอดมรดกวัฒนธรรม&amp;nbsp;


fifa356 จะใช้คำว่า &amp;#39;อนุรักษ์&amp;#39; ก็ไม่ใช่อนุรักษ์สิ่งที่จับต้องได้อย่างเดียว&amp;nbsp;


bnk789 แต่ต้องมีเรื่องความรู้สึกในจิตใจ ประวัติศาสตร์เป็นความทรงจำของเมือง ความรู้สึกของคนในช่วงเวลานั้น ส่วนการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ เป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิทรรศการนี้เน้นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พยายามดึงความรู้สึกของคนในอดีตมาต่อยอด&amp;nbsp;


save168 เพื่อให้คนปัจจุบันรู้สึกและสร้างประสบการณ์ อยากแชร์ความทรงจำให้เด็กรุ่นใหม่พร้อมตั้งคำถาม โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น Inter active Map เทคโนโลยีสั่งงานด้วยมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ วิดีโอ และกราฟฟิก ซึ่งจะสร้างความเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับเด็ก นอกจากนี้ยังมีโมเดลแผนผังวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 ทั้งหมดให้ผู้ชมได้มีปฏิสัมพันธ์ โดยไม่คิดว่าประวัติศาสตร์อยู่ไกลตัว สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องวังหน้า&amp;nbsp;


สล็อต เมื่อได้ชมจะรู้ประวัติศาสตร์มีหลายชั้น และได้รู้ของเดิมมีอะไรอยู่ อยากให้คนได้ค้นหาและกลับไปตั้งคำถาม&amp;quot; คุณสิริกิติยากล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภาพถ่ายโบราณพระที่นั่งคชกรรมประเวศกับภาพจำลอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลับพลาสูงและพระที่นั่งคชกรรมประเวศ เป็นส่วนหนึ่งความทรงจำที่ฟื้นกลับมาในนิทรรศการ สถาปัตยกรรมนี้ไม่มีให้เห็นแล้วในวังหน้า คุณสิริกิติยากล่าวว่า พระที่นั่งคชกรรมประเวศ รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เมื่อพระอนุชาขึ้นเป็นสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่ให้มีพระเกียรติเสมอกษัตริย์พระองค์ที่ 2 เป็นพระที่นั่งเครื่องไม้ทรงปราสาทเครื่องยอดซ้อน 5 ชั้น องค์เดียวในวังหน้า ต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้รื้อเพราะชำรุด เหลือแต่ฐานปราสาทและเกยประทับช้าง เช่นเดียวกับพลับพลาสูงบนกำแพงวังที่ ร.4 มีพระราชดำริให้มีขึ้นในวังหน้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศเช่นกัน ผู้ชมจะได้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่ายโบราณ การขึ้นแบบสามมิติของสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณสิริกิติยากล่าวด้วยว่า วังหน้ามีหลายมิติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวรรณกรรม มีข้อมูลให้ทำโครงการในอนาคตอีก 50-100 ปี อยากให้คนเข้าถึงเรื่องราวและค้นหาข้อมูลวังหน้าแบบเจาะลึกด้วยตนเอง จึงมีเว็บไซต์วังน่านิมิต จะเปิดตัวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำข้อมูลที่คณะทำงานได้ค้นคว้า ทั้งภาพถ่ายโบราณ หนังสือ เอกสารสำคัญที่แสดงนิทรรศการมาเผยแพร่วงกว้าง เพราะรายละเอียดและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์เยอะ นิทรรศการวังน่านิมิตจะจัดแสดงอีกครั้งที่พิพิธภัณฑ์พระนครในเดือน ธ.ค.นี้ เหมือนได้กลับบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนิทรรศการที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ยังมีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องมีเสวนาในหัวข้อ Reading the intangibles และนำชมนิทรรศการวังน่านิมิต โดยคุณใหม่-สิริกิติยา และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร วันเสาร์ที่ 16 มิ.ย. เวลา 14.00-15.30 น. ห้องประชุม 501 ชั้น 5 หอศิลป์กรุงเทพฯ และกิจกรรม &amp;quot;Walk with the cloud : The hidden Palace&amp;quot; วันอาทิตย์ที่ 24 มิ.ย. เวลา 09.00-15.00 น. เริ่มออกเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการบรรยายและนำชมพื้นที่วังหน้า โดยคุณใหม่-สิริกิติยา, ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม, ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนสมัครที่ readthecloud.co.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11137</URL_LINK>
                <HASHTAG>Inter active Map, Walk with the cloud : The hidden Palace, กรมศิลปากร, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ประวัติศาสตร์, พระราชวังบวรสถานมงคล, วรรณกรรม, วังหน้า, ศิลป์วัฒธรรม, สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, สิริกิติยา เจนเซน, อนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e4b918b1ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2018 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนชาวบ้านระวัง! โขลงช้างกว่า 60 ตัวออกหากินนอกเขตป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน เฝ้าระวังดูแลรักษาพื้นที่ป่าดงใหญ่ ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ป่า หลังเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ สามารถบันทึกภาพโขลงช้างป่าจำนวนมากออกมาหากินในทุ่งหญ้า บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าเขากระป็อด (ด้านทิศตะวันตกบ้านโคกเพชร) ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ โดยนับจำนวนมากกว่า 60 ตัว เมื่อวันที่ 4-5 พ.ค.ตอนกลางวันแสกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ถือว่าเป็นโขลงช้างป่าที่พบใหญ่สุดในรอบปี และได้ตรวจพบว่ามีช้างป่าอีกหลายกลุ่มที่ออกมาทำลายทรัพย์สินของราษฎรได้รับความเสียหาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จึงได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 4 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เฝ้าระวังบริเวณบ้านหนองเสม็ด บ้านโคกเพชร ชุดที่ 2 เฝ้าระวังบ้านคลองหิน บ้านคลองโป่ง ชุดที่ 3 บ้านหนองบอน บ้านฐานเจ้าป่า และชุดที่ 4 โรงเรียนร่มเกล้าบุรีรัมย์ บ้านทรัพย์สมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด และหากชาวบ้านพบช้าง หรือโขลงช้างป่าดังกล่าวออกมาหากินพืชไร่ ขออย่าทำร้ายและให้ช่วยกันขับไล่ผลักดันกลับคืนสู่ป่า หรือแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประสานเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ทราบ เพื่อจะได้เข้ามาดำเนินการผลักดันขับไล่ช้างให้กลับคืนสู่ป่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานข่าวแจ้งว่า ช้างป่าในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ ได้ออกมาหากินพืชไร่ของชาวบ้านรอบป่าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากสภาพปัญหาภัยแล้ง ทำให้พืชอาหารช้างลดน้อยลง จึงทำให้ช้างออกมาหากินพืชไร่ของชาวบ้าน ล่าสุดได้พบโขลงช้างป่าที่ออกมาหากินพืชไร่ที่เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพและนับได้จำนวนมากกว่า 60 ตัว&amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาสถิติสูงสุดที่เคยนับได้โขลงหนึ่งมากถึง 106 ตัว เป็นจำนวนมากที่สุดที่เคยพบมา ทางเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯ จึงขอให้ชาวบ้านได้ร่วมกันอนุรักษ์ช้าง เพื่อให้ช้างได้ขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นก่อนที่ช้างป่าจะสูญพันธุ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8586</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวบ้าน, ช้างป่า, บุรีรัมย์, พืชไร่, อนุรักษ์, เขตพื้นที่ป่าสงวน, โนนดินแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aee72a07a008.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2018 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทย89% เห็นด้วยแต่งชุดไทย ผ้าไทยเล่นน้ำในวันสงกรานต์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เผยผลสำรวจคนไทย 89 % เห็นด้วยกับแต่งชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำในวันสงกรานต์ ถือเป็นอนุรักษ์ความเป็นไทย และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 เม.ย. 61 - รายงานศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;แต่งชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำในวันสงกรานต์&amp;rdquo; &amp;nbsp; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.96 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ เป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย แสดงถึงความเป็นไทย และอยากให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง เป็นประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ และดูเรียบร้อย สวยงาม รองลงมา ร้อยละ 14.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ชุดไทยเป็นชุด ที่มีเกียรติจะใส่มาเล่นน้ำดูไม่เหมาะสม เคลื่อนไหวลำบาก ไม่สะดวก มีราคาค่อนข้างแพง ดูสิ้นเปลือง และกลัวชุดพังเพราะโดนน้ำ ขณะที่บางส่วนระบุว่า การเล่นน้ำของเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยเหมาะกับชุดไทยผ้าไทย เท่าไหร่นัก และร้อยละ 1.04 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความต้องการ/อยากแต่งชุดไทย ผ้าไทย ไปเล่นน้ำสงกรานต์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.24 ระบุว่า อยากแต่ง เพราะ เป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทย สืบสานประเพณีไทย ดูดีมีเอกลักษณ์ เรียบร้อย สวยงาม และจะได้เป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.44 ระบุว่า ไม่อยากแต่ง เพราะ ไม่สะดวก ไม่คล่องตัว ยุ่งยาก ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่ค่อนข้างร้อน ชุดมีราคา ค่อนข้างแพง หาซื้อยาก ใส่ชุดธรรมดาสะดวกสบายกว่า ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่กล้าใส่ และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบว่ามีข้อเสนอที่จะให้ภาครัฐและภาคเอกชน ช่วยรณรงค์ การแต่งชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำสงกรานต์ &amp;nbsp;ร้อยละ 50.40 ระบุว่า ปลูกจิตสำนึกและค่านิยมให้เยาวชนประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมไทย รองลงมา ร้อยละ 48.88 ระบุว่า ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหันมาใส่ชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำสงกรานต์อย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ร้อยละ 35.36 ระบุว่า ให้หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมประกวดการแต่งชุดไทย ผ้าไทย ในวันสงกรานต์ ร้อยละ 30.40 ระบุว่า ให้ดารา นักร้อง หรือคนที่มีชื่อเสียงร่วมรณรงค์แต่งชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำสงกรานต์ ร้อยละ 28.56 ระบุว่า รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแต่งกายด้วยชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำสงกรานต์ ร้อยละ 23.20 ระบุว่า จัดงานหรือกิจกรรมที่มีบรรยากาศย้อนยุคเอื้อต่อการแต่งชุดไทย เช่น งานอุ่นไอรักคลายความหนาว ร้อยละ 16.40 ระบุว่า ให้ประชาชนที่แต่งชุดไทยสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ได้ฟรี
&amp;nbsp;
และยังพบว่า ร้อยละ 0.48 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ให้ภาครัฐแจกชุดไทย ผ้าไทย ให้แก่ประชาชน และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ในสำหรับข้อเสนอที่จะให้ภาคเอกชน ช่วยรณรงค์ การแต่งชุดไทย ผ้าไทย เล่นน้ำสงกรานต์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.96 ระบุว่า ส่งเสริมให้มีการจำหน่ายชุดไทยในราคาที่เหมาะสม หาซื้อง่าย ออกแบบให้สามารถสวมใส่ได้ง่าย รองลงมา ร้อยละ 39.04 ระบุว่า ให้เอกชนร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรม จัดการประกวดส่งเสริมการแต่งชุดไทย ผ้าไทย ในพื้นที่ต่าง ๆ ร้อยละ 38.48 ระบุว่า ให้เอกชนช่วยโฆษณา รณรงค์ กระตุ้นให้คนไทยและชาวต่างชาติแต่งชุดไทย ผ้าไทย ร้อยละ 37.12 ระบุว่า จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ให้แก่ผู้แต่งชุดไทย ผ้าไทย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และร้อยละ 5.28 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6671</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุดไทย, นิดาโพล, วัฒนธรรมไทย, สงกรานต์, ส่งเสริม, อนุรักษ์, เล่นน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac97c5ceab97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
