<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รูปธรรมจับต้องได้ใน&quot;โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศบนบกและทะเล&quot; ของ&#039;ซีพีเอฟ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดิน น้ำ ป่า&amp;quot; ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทางของการผลิตอาหารและมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ &amp;nbsp; ได้กำหนดกลยุทธ์&amp;quot; ดิน น้ำ ป่าคงอยู่&amp;quot; เป็น 1 ใน 3 เสาหลักกลยุทธ์สู่ความยั่งยืนของสังคม และอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงมือเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;ได้เแก่ การดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;โครงการ&amp;quot;ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง&amp;quot;(ปี 2559-2563) อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พื้นที่เขาพระยาเดินธง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี &amp;nbsp;5,971 ไร่ &amp;nbsp;และโครงการ &amp;quot;ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน&amp;quot; &amp;nbsp;อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน 2,388 ไร่ (ปี 2557-2561) ในพื้นที่จ.ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลาและพังงา คืนความสมดุลของระบบนิเวศบนบกและทะเล และส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจและติดตามผลทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบก โครงการ &amp;quot;ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง&amp;quot; โดยเมื่อปี 2562 ซีพีเอฟร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจและติดตามประชากรสัตว์ป่า โดยใช้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (Camera Trap)พบว่าความชุกชุมของสัตว์ในกลุ่มผู้ล่ามีจำนวนและประเภทของสัตว์มากขึ้น อาทิ หมาจิ้งจอก อีเห็นธรรมดา พังพอนเล็ก แมวดาว ซึ่งการที่สัตว์ป่าเพิ่มจำนวนประชากร มาจากปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การมีแหล่งอาหารและน้ำสำหรับสัตว์อย่างเพียงพอ &amp;nbsp;มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม &amp;nbsp;ล้วนเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ ทรัพยากรสัตว์น้ำที่กลับมาและมีปริมาณเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร &amp;nbsp;อาทิ ปลาชะลั้น ปลากุแล ปลาสีกุน หอยแครง หอยกระปุก กุ้งขาว กุ้งเคย ที่อาศัยตามรากแสม เป็นผลพวงจากการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผ่านการดำเนินโครงการ &amp;quot;ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน&amp;quot; โครงการที่ซีพีเอฟร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และชุมชนบางหญ้าแพรกปลูกป่าใหม่ในพื้นที่ได้รวม 104 ไร่ &amp;nbsp;ป่าชายเลนในพื้นที่่ช่วยแก้ปัญหาและป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามธรรมชาติ และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนา พรประเสริฐ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;กล่าวว่า พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่อ่าวตัว ก. ที่มีปัญหาพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ แต่จากความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชนในพื้นที่ &amp;nbsp;ดำเนินโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ทำให้ผืนป่าชายเลนบริเวณนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง สามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จากการปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลน คือ ต้นแสม ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ ปริมาณต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการทับถมของตะกอน
เลนเป็นแนวเพิ่มขึ้นสามารถปลูกต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ทำให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และยังเป็นแหล่งอนุบาลให้กับสัตว์น้ำวัยอ่อน &amp;nbsp;เป็นแหล่งอาหารของชุมชนในพื้นที่ &amp;nbsp;ช่วยส่งเสริมรายได้และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร ที่มีอาชีพประมง ได้อานิสงส์จากปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น &amp;nbsp; &amp;quot;คุณป้าเตือนใจ ฟักอยู่ หรือคุณป้าหน่อย&amp;quot; อายุ 56 ปี และ &amp;quot;คุณลุง วันเพ็ญ มนัส&amp;quot; อายุ 69 ปี สองสามีภรรยาซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลบางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร มีอาชีพงมหอยขายมากว่า 30 ปี &amp;nbsp; คุณลุงวันเพ็ญ เล่าว่า ช่วง 4-5 ปีมานี้ สภาพป่าชายเลนในพื้นที่อุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อก่อนที่ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ สัตว์น้ำต่างๆก็หายไปด้วย แต่เมื่อป่ากลับคืนมา ก็กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ คนในพื้นที่ที่มีอาชีพประมง หากุ้ง หอย ปู ปลา ได้ปริมาณเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องออกเรือไปไกลๆเหมือนเมื่อก่อน ลุงมีอาชีพงมหอยก็หารายได้ได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;งมหอยได้ต่อวันประมาณ 7-10 กิโลกรัม ถ้าเป็นหอยแครงขนาดใหญ่ ขายได้กิโลกรัมละ 140 บาท ถ้าเป็นตัวเล็ก จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท ทำให้มีรายได้วันละ 1 พันกว่าบาท ดีกว่าเมื่อก่อนที่ราคาหอยไม่ดีและงมได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ป่าชายเลนขึ้นเต็มไปหมด ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาช่วยฟื้นฟูและปลูกป่าในพื้นที่บางหญ้าแพรก &amp;nbsp;ทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดี สภาพน้ำเมื่อก่อนสกปรก สีออกแดงๆ พอมีป่า คุณภาพของน้ำก็ดีขึ้นด้วย น้ำใส ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น เพราะเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ สัตว์ที่เคยหายไปจากพื้นที่ก็กลับเข้ามา เช่น หอยพิมพ์ หรือปลาชนิดต่างๆ มีมากขึ้น เมื่อก่อนลุงออกไปงมหอย ต้องออกเรือไปไกลถึงแม่กลองกว่าจะได้ แต่ตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่สมุทรสาครก็งมหอยได้วันละเกือบ 10 กิโลกรัม &amp;quot;ลุงวันเพ็ญกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากระบบนิเวศป่าชายเลนที่กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ บริษัทฯและชุมชน ยังได้ร่วมมือต่อยอดโครงการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชนในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และพื้นที่ ต.ปากน้ำประแส จ.ระยอง ทำให้ชาวบ้านในชุมชน 2 พื้นที่ มีรายได้จากการท่องเที่ยวและการขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พบว่าคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.7 เท่าในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก และ รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.2 เท่าในพื้นที่ต.ปากน้ำประแส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ระยะที่ 2 (ปี 2564-2568 ) อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพิ่มจาก &amp;nbsp;5,971 ไร่ เป็น 7,000 ไร่ &amp;nbsp;และโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน (ปี 2562-2566) อนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูป่า จ.ระยอง &amp;nbsp;และจ.สมุทรสาครต่อเนื่อง รวมทั้งขยายพื้นที่ในการดูแลอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ต.ท่าพริก จ.ตราด &amp;nbsp;ร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศบนบกและทะเล &amp;nbsp;ขับเคลื่อนภารกิจของซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103803</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สมุทรสาคร, ซีพีเอฟ, ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน&quot;, ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง&quot;, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a8ae17167f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บีซีจี”โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว  ตามเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเองจำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมให้มากที่สุด ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าแนวทางการเดินหน้าเศรษฐกิจของไทยมักจะเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งทั่วโลกก็มีแนวทางคล้ายๆ กันในส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในปัจจุบันที่การพัฒนาเศรษฐกิจกำลังถูกปรับเปลี่ยนทิศทางเดินหน้าไป โดยไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากความต้องการของหลายๆ กลุ่มที่เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ที่ต้องการให้ในทุกๆ ประเทศเดินหน้าระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย และปัจจุบันการเรียกร้องดังกล่าวก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น เมื่อกลุ่มประเทศผู้นำของโลกเริ่มนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติมาใช้ และมีการการันตีว่าจะเกิดผลดีอย่างไรบ้างให้กับโลก จนหลายประเทศนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักอันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยด้วยที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับประเทศที่เบนเข็มมาด้านนี้ คือการได้รับเอฟเฟ็กต์ที่สะท้อนกลับมาจากธรรมชาติ ทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ และภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้คนในสังคมปัจจุบันก็เริ่มตระหนักแล้วว่าผลของการไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร และการที่ประเทศไทยเลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามเป้าหมายใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน จนออกมาเป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ.2564-2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากลองผิดลองถูกมาสักระยะก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า โมเดลบีซีจีนั้นตอบโจทย์มากที่สุด เนื่องจากมีแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ แบ่งออกตามตัวอักษรที่ระบุไว้ โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; มาจาก ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ คือการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือประยุกต์การใช้งานและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแก่ผลผลิตทางการเกษตร และนำนวัตกรรมมาเพิ่มความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครอบคลุม 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.ด้านเกษตรกรรมและอาหารจะขึ้นกับพืชใหม่ๆ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากความรู้ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ รวมไปถึงการใช้แหล่งโปรตีนในอาหารใหม่ เช่น สาหร่ายและแมลง 2.กลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร/สมุนไพร/บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การดูแลสุขภาพไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลในระดับโมเลกุล และชีวเภสัชภัณฑ์หรือยาชีวภาพที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และ 3.กลุ่มพลังงาน เช่น สารชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอเอทานอล และไบโอดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจาก เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่มีการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ซ้ำหรือใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ หมุนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องโดยไม่มีของเสีย โดยต้องใช้ศักยภาพในการหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัสดุ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การใช้ซ้ำ การซ่อมแซม การปรับปรุงใหม่ การผลิตใหม่ การแปรใช้ใหม่ การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและนวัตกรรม เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีการติดตามผลเพื่อจัดการให้ผลิตภัณฑ์และวัสดุหมุนเวียนอยู่ภายในระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจาก กรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว คือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการลดผลกระทบต่อโลกในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวคือ ต้องไม่ให้การกระทำของคนในปัจจุบันไปส่งผลกระทบกับคนในอนาคต เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตควรจะใช้พลังงานเท่าเดิม หรือให้ดีไปกว่านั้นคือลดการใช้พลังงาน รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเน้นไปถึงการพัฒนาการลงทุนและเทคโนโลยีในสาขาการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร การก่อสร้างเมือง พลังงาน การประมง การป่าไม้ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง การจัดการขยะมูลฝอย และการจัดการทรัพยากรน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าโมเดลบีซีจีนั้นครอบคลุมในทุกภาคส่วนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเดินหน้าตามนโยบายดังกล่าวไปมากแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานทั้งนอกและในสังกัดภาครัฐทำโครงการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาครั้งนี้ และมีหลายๆ งานที่ออกมาแล้วประเทศและสังคมเริ่มเห็นประโยชน์ที่แท้จริง รวมทั้งยังเห็นถึงช่องทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตอีกด้วย โดยหลายแผนงานจำเป็นต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน แต่บางแผนงานก็สามารถทำได้เลยเพื่อสร้างผลดีให้กับสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในแผนงานหลักๆ ที่จำเป็นต้องเร่งให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดผลกระทบต่อประชาชนในสังคมคือ การดูแลและจัดการเรื่องมลพิษในประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นในสังคม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์การสะสมของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้ หลายหน่วยงานจึงมีแผนการจัดการปัญหานี้ออกมา อาทิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงอุตสาหกรรม กำชับทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในระยะเร่งด่วน โดยสั่งตรวจสอบ-บังคับใช้กฎหมายในโรงงานควบคุมมลพิษ พร้อมกับเดินหน้ามาตรการจูงใจเพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และให้สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย โดยเน้นการตัดสดแทนการเผา รวมถึงในภาคส่วนอื่นๆ ก็ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในด้านพลังงานเองดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 เพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการปล่อยควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อลดการเผาทิ้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่โล่งแจ้ง และการปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนนอกจากฝุ่นละอองแล้ว ยังต้องดูถึงเรื่องน้ำเสีย ขยะมูลฝอย กากอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มอื่นๆ ที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมอีก โดยก็มีหลายโครงการจากหลายหน่วยงานที่เริ่มทำเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ การนำขยะมารีไซเคิล การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การดูแลแหล่งน้ำและการคุมเข้มการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่การนำออกจากพื้นที่และการเดินทางของรถขน เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากขยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โมเดลบีซีจี&amp;rdquo; ที่ตั้งขึ้นไม่ใช่เพียงจะเป็นการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถอีวี ที่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านค่ายรถยนต์หรือผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และยังทำให้รถไฟฟ้า 100% นั้นเริ่มมีราคาถูกลงจนจับต้องได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่ารถอีวีจะเข้ามาสนับสนุนนโยบายการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก โดยล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1-5 ปี ดังนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้รถอีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหลายแผนงานที่ออกมาบางเรื่องก็สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังและเห็นผลแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการจะทำให้เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ประเทศไทยเองก็ถือว่าเตรียมพร้อมไว้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งที่หยิบยกมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดของโครงการที่จะสนับสนุนให้โมเดลบีซีจีเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่มีแผนการดำเนินงาน และมีผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และการรอคอยความสำเร็จจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็ยังเป็นความหวังที่สวยงามของคนในสังคมต่อไป เพราะใครๆ ก็ไม่อยากได้รับผลกระทบแบบที่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เพื่อที่จะต่อยอดไปยังภาพที่ใหญ่ขึ้น แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการพัฒนาระบบดังกล่าวคือ ความร่วมมือของคนในสังคมที่ตั้งใจจะเริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เพียงรอคอยแต่การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว...&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี, เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลบีซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c00f80a952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 22:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 22:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.ธรณ์&#039; ชี้ต้นตอปัญหา &#039;ขยะทะเล&#039; วิธีแก้ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ใครทิ้งคนนั้นรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.63 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมชื่นชมบางแสนมาตลอด ทั้งการบริหารจัดการท้องถิ่น ลดความแออัด มี 1 วันต่อสัปดาห์ที่พักธรรมชาติ จัดการขยะในพื้นที่ทุกรูปแบบ แต่สุดท้าย บางแสนก็ไม่รอดจากภัยขยะทะเล นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงเราต้องจัดการให้ได้ตั้งแต่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูง่ายๆ ว่าในภาพมีแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งกี่ใบ ? และทำไมผมถึงขอร้องให้ร้านกาแฟอนุญาตให้เรานำแก้วไปใช้เองได้ (ซึ่งตอนนี้เจ้าใหญ่ๆ เช่น อเมซอน อินทนิล ฯลฯ ก็ช่วยกันแล้วครับ) การแก้ปัญหาขยะทะเลเป็นเรื่องยาก เพราะบางครั้งเรามองง่ายๆ ขยะอยู่ตรงนี้ก็ต้องเกิดจากคนแถวนี้สิ แต่แท้ที่จริงขยะทะเลมาจากแม่น้ำลำคลองสารพัดทิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่รณรงค์ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบ ใครทิ้งคนนั้นรับผิดชอบเพราะมันไม่ถูกต้องที่คนทิ้งอยู่บนถนนห่างไปร้อยกิโลเมตร แต่คนบางแสนต้องมาเดือดร้อนโดนนักท่องเที่ยวต่อว่า ทั้งที่พยายามหาทางแล้ว ขยะมรสุมเป็นชื่อที่เรียกกัน และมาเป็นประจำจนจะกลายเป็น new normal ในยุคสิบปีที่ผ่านมา จนบางคนยอมรับว่ามันก็คงเป็นเรื่องปรกติ แต่สำหรับผม มันไม่ปรกติครับ มันจะเป็นปรกติไม่ได้ เพราะขยะเป็นสิ่งแปลกปลอมของท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหายังดำเนินต่อไป ทั้งการแบนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทรวงจะเดินหน้าต่อตามโรดแมป) ยังรวมถึงโรงงานรีไซเคิลขนาดใหญ่ของเอกชน การจัดการขยะชุมชนตามแผนต่างๆ ของประเทศ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาทดแทน หลายคนกังวลว่า หลังโควิดแล้วเรื่องพวกนี้จะจางไป เพราะเราต้องหันมาดูแลปากท้อง ในทางกลับกัน ยิ่งเราคิดถึงปากท้องหลังโควิด เราต้องยิ่งเน้นเรื่องหาดสะอาดทะเลไม่มีขยะ เพราะไม่ว่าเมืองไทยจะปลอดโควิดแค่ไหน แต่ภาพหาดขยะเต็มมันทำให้ตัวเลขเหล่านั้นสูญสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูแล้วมันสกปรก มันย่ำแย่ มันไม่ใช่ destination หลังโควิด และมันจะส่งผลกระทบหนักหน่วงในยามที่นักท่องเที่ยวแสวงหาความบริสุทธิ์ สะอาด และปลอดภัย และการแก้ปัญหาเรื่องนี้ มันไม่ง่าย มันไม่ใช่ปัญหาแค่พื้นที่ มันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน หากอยากหวังให้ไทยยังสู้กับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในโลกนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้กำลังใจกับคนบางแสน และให้กำลังใจเพื่อนธรณ์ทุกท่าน ผู้ช่วยกันเป็นแนวหน้ารักทะเลรักโลก ไม่ว่าจะอยู่ถิ่นฐานที่ไหนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70528</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะทะเล, ขยะพลาสติก, บางแสน, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef9b0f3b6a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.ธรณ์&#039; วอนร้านกาแฟให้ลูกค้าใช้แก้วส่วนตัวได้แล้ว ผวาขยะพลาสติกพุ่ง 15% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในสถานการณ์ที่เมืองไทยไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศเกือบ 40 วัน และภาครัฐกำลังจะคลายล็อคระยะที่ 5 ผมอยากขอร้องร้านกาแฟทั้งหลายว่า น่าจะถึงเวลาอนุญาตให้คนซื้อนำแก้วมาใช้เอง เพื่อลดแก้วใช้แล้วทิ้งจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การไม่อนุญาตให้คนซื้อนำมาใช้เอง เนื่องจากเหตุผลป้องกันการระบาด ไม่ใช่มาตรการภาครัฐ เป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นจากร้านกาแฟในเมืองนอก ก่อนเข้ามาในประเทศไทย&amp;nbsp;ผมไม่สามารถหาหลักฐานเจอได้ว่า มีเหตุการณ์คนติดโรคจากการนำแก้วตัวเองมาใช้&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่รุนแรง ผมไม่อาจเรียกร้องในเรื่องนี้ แม้ทราบดีว่าจะเกิดขยะปริมาณมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรฯ ยืนยันว่าขยะพลาสติกในไทยเพิ่มขึ้นถึง 15%&amp;nbsp;แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือแก้วใช้แล้วทิ้งเหล่านั้น (ไม่มีตัวเลข แต่เชื่อว่าเป็นหลักหลายหมื่น/วัน หรือกว่านั้น)&amp;nbsp;เรารณรงค์กันเรื่องนำแก้วมาเองติดต่อกัน 5-6 ปี จนเริ่มเกิดผลเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านั้นแทบทุกร้านล้วนยินดีรับแก้วส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อห้ามใช้ ผลของการรณรงค์แทบสูญหาย ยังอาจส่งผลต่อโรดแมปของกระทรวงทรัพยากรฯ ในการแบนแก้วใช้แล้วทิ้งในปี 65&amp;nbsp;ด้วยเหตุผลทุกอย่างที่บอกมา ผมคิดว่าควรถึงเวลาแล้วที่ร้านกาแฟที่หวังดีต่อโลก จะกลับมาอนุญาตให้คนไทยนำแก้วมาใช้เองได้อีกครั้ง&amp;nbsp;จะลดราคาให้หรือไม่ก็ตาม ประเด็นสำคัญคือเปิดทางเลือกให้คนอยากรักโลกมีโอกาสจะทำตามความตั้งใจของพวกเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเพื่อนธรณ์เห็นด้วย ขอความกรุณาสนับสนุน &amp;ldquo;การขอร้อง&amp;rdquo; ครั้งนี้ด้วยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะพลาสติก, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ร้านกาแฟ, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, แก้วพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef9b0f3b6a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวนารวมตัวเร่งประดิษฐ์กระทงเปลือกข้าวโพด ยอดขายล้นรับประเพณีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวนา ต.ท่าตาล ร่วมกลุ่มกันเร่งมือผลิตกระทงเปลือกข้าวโพดรักษ์โลก ให้เพียงพอต่อยอดสั่งซื้อของลูกค้าในช่วงเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะถึงนี้ หลังจากมีการรณรงค์เรื่องการใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 9 บ้านไก่ระว้า ตำบลท่าตาล อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก หลังจากว่างเว้นการทำนาก็ได้รวมกลุ่มกันทำกระทงเปลือกข้าวโพดรักษ์โลก ซึ่งเป็นเศษวัสดุจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เพื่อตอบรับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดขยะถุงพลาสติกและกล่องโฟม ซึ่งขณะนี้คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ทำให้มียอดสั่งซื้อกระทงเปลือกข้าวโพดเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาลลอยกระทงที่ใกล้จะถึงนี้ เพราะนอกจากจะใช้เศษวัสดุจากธรรมชาติแล้วทางกลุ่มยังใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบให้กระทงมีความสวยงามและย่อยสลายได้ง่ายอีกด้วย โดยส่งขายปลีก-ส่งใน จ.พิษณุโลกและพื้นที่ใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหัทยา พรหมบึงลำ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75/1 หมู่ 9 ต.ท่าตาล อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เกษตรกรผู้ประดิษฐ์กระทงเปลือกข้าวโพด เล่าว่า ปกติตนและครอบครัวประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย จนมาในช่วงแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ จึงเริ่มศึกษาหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ในครอบครัว จนกระทั่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ช่วงงานลอยกระทงได้เห็นแบบกระทงสวยงามที่มาวางขาย จึงเริ่มคิดว่าน่าจะทำกระทงประดิษฐ์จากวัสดุที่เหลือใช้ และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เน้นความพิถีพิถันใส่ใจรายละเอียดและราคาไม่สูงมาก ชาวบ้านจะได้มีกำลังซื้อ ที่ผ่านมาทำให้ตนและคนในกลุ่มมีรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหัทยา บอกว่า ยิ่งในปีนี้กระแสรักษ์โลกกำลังมาแรง มีลูกค้าสั่งซื้อกระทงเปลือกข้าวโพดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี สมาชิกในกลุ่มที่ว่างเว้นจากการทำนาก็จะออกหาวัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่น โดยเริ่มจากเก็บเปลือกมะพร้าวที่ชาวบ้านที่ปอกทิ้ง เก็บเปลือกข้าวโพด ดอกหญ้ากกซึ่งมักจะออกช่วงหน้าฝน โดยเริ่มเก็บตั้งแต่ช่วงต้นปี พอใกล้จะถึงเทศกาลลอยกระทงก็จะมารวมกลุ่มกันทำกระทง โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำบายศรีที่มีอยู่ มาใช้ในการพับกลีบเปลือกข้าวโพดแทนใบตองสด ซึ่งมีราคาสูงและพับเปลือกข้าวโพดเป็นดอกไม้ ร่วมกับดอกกก ดอกหญ้ามุ้งในท้องนานำมาตากแห้ง แล้วย้อมสี ก่อนนำมาประกอบกับฐานกระทงที่ใช้จากเปลือกลูกมะพร้าวแห้ง ตัดเป็นรูปทรงตามต้องการ เช่น ทรงกลม ทรงรี รูปทรงหัวใจ&amp;nbsp;จากนั้นประดับตกแต่งให้มีสีสันที่สดใสสวยงามอีกนิดหน่อย ก็จะได้กระทงสีสันสดใสสวยงาม ซึ่งตอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 9 แบบ ถ้าจะเน้นความสวยงามสำหรับตั้งโชว์ เช่น กระทงรูปนกยูงรำแพน กระเช้าหงส์ กระทงนกคู่ ที่มีความสวยงามละเอียดอ่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนราคาจำหน่ายก็มีทั้งปลีกและส่ง แล้วแต่รูปทรงและขนาด ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 20-150 บาท แล้วแต่ทางลูกค้าจะมียอดสั่งจองกันมาในแต่ละปี โดยมีแม่ค้าพ่อค้าก็จะนำไปขายส่งต่ออีกราคาหนึ่ง ขณะที่ปีนี้ทางกลุ่มได้เริ่มขายกระทงให้กับลูกค้าทั้งรายย่อยในจังหวัดพิษณุโลกและต่างจังหวัด ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมไปแล้วกว่า 1,000 กระทง คาดว่าใกล้เทศกาลลอยกระทงจะมียอดขายจะเพิ่มขึ้นอีก เป็นการสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนละ 1-2 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเอกลักษณ์กระทงเปลือกข้าวโพดรักษ์โลกคือ ทำจากวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ และสามารถเก็บไว้ได้นาน แต่ถ้าเป็นกระทงใบตอง ขนมปัง หรือวัสดุอื่นๆจะเก็บได้ไม่นาน แต่กระทงเปลือกข้าวโพดเก็บได้นาน ไม่เน่าเสียง่าย และที่สำคัญน้ำหนักเบา จึงเป็นที่ต้องการของตลาด และนับเป็นการสืบสานประเพณีไทย โดยใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาตินั้น เป็นที่ต้องการของลูกค้าในวันลอยกระทง สนใจสอบถามได้ที่ กลุ่มหัทยา อนุรักษ์ไทย หมายเลขโทร.091-617-1144&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49117</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทงเปลือกข้าวโพด, จังหวัดพิษณุโลก, ชาวนาทำกระทง, ลอยกระทง, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db8128fc3f32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 00:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 00:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โตโน่ ภาคิน’ขอพิสูจน์ด้วยการกระทำ มากว่าการพ่นคำพูดสวยหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;yiv9550302539m4981925948484766889m8101931733251199395ydpcac98df0&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตำแหน่งทูตนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่สามารถหลุดจาก 1 ใน 10 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก&amp;rdquo; นี่คือคำพูดของ โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ &amp;nbsp;ดารา-นักร้อง ผู้อุทิศตัวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องทะเล ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จาก องค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร หรือ UN Ocean Conference&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;yiv9550302539m4981925948484766889m8101931733251199395ydpcac98df0&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมไม่ได้เตรียมประโยคคำพูดเท่ๆ คมๆ มาเลยครับ ผมขอใช้การลงมือทำแทนคำพูดของผม เพราะผมเชื่อว่าการลงมือทำเท่านั้น ถึงจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของยูเอ็นเพื่อมหาสมุทรยั่งยืนประจำเอเชียแปซิฟิก สำหรับผมถึงแม้ว่าเราจะได้ตำแหน่งนี้มาแต่ถ้าประเทศเราไม่ดีขึ้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;yiv9550302539m4981925948484766889m8101931733251199395ydpcac98df0&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามว่ารู้สึกยังไงที่คนมองเห็นความดีและความตั้งใจของเรา ผมก็รู้สึกขอบคุณและก็ดีใจครับ แต่ที่เราหวังจริงๆ คือ หวังว่าทางองค์กรใหญ่ๆ ต่างๆ มองเห็นในสิ่งที่เราทำและร่วมมือช่วยกันทำเพื่อประเทศของเราครับ เพราะผมเชื่อว่าทะเลของไทย สิ่งแวดล้อมของไทย ป่าไม้ของไทย เป็นมรดกของโลก นอกจากคนไทยจะต้องช่วยกันรักษาแล้ว ทั่วโลกก็น่าจะช่วยเราด้วย เวลามาเที่ยวก็ต้องช่วยกันดูแล ช่วยกันทำให้คนรุ่นหลังได้เห็น เป้าหมายก็ยังเหมือนเดิมครับ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;yiv9550302539m4981925948484766889m8101931733251199395ydpcac98df0&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำแหน่งทูตนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่สามารถหลุดจาก 1 ใน 10 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก ยิ่งเราได้ตำแหน่งมา เรายิ่งต้องทำให้มันจริง ทำเพื่อต้องการจะให้ประเทศของเราสวยงามขึ้น ถ้าเรารักลูก รักหลาน รักแผ่นดินของเราจริง เราต้องช่วยกันครับ ผมเพิ่งทำได้แค่ 5 เดือน 5 ครั้งแต่คนรู้จักมากขึ้นในเวลารวดเร็ว เพราะพี่ๆ สื่อมวลชนช่วยลงข่าวให้ผมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลาไปเก็บขยะ บางครั้งมีคนมาช่วยเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันก็มี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;yiv9550302539m4981925948484766889m8101931733251199395ydpcac98df0&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคนที่เห็นเราทำครับ เผื่อเขาจะนึกขึ้นได้ว่านี่คือประเทศชาติของเขา เขาควรจะลงมือทำได้แล้วครับ ตอนนี้หน้าที่การเป็นนักร้องก็ยังทำอยู่ ละครก็ยังมีคิวถ่าย แต่แทนที่เราจะไปรับงานเพิ่มก็แบ่งเวลามาทำตรงนี้แทนครับ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @mootono29&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37963</URL_LINK>
                <HASHTAG>UN Ocean Conference, ทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, นักร้อง, องค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, โตโน่ ภาคิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190608/image_big_5cfaa11c0fb71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
