<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทุ้งรัฐเร่งปฎิรูประบบสาธารณสุข รับมือโควิดหลายสายพันธุ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.64 - &amp;nbsp;รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลควรเดินหน้าคลายล็อกดาวน์ในทุกพื้นที่ ในบางกิจกรรมหากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่ำกว่าผู้ได้รับการรักษาหายป่วยมากพอและสามารถทำให้ผู้ป่วยที่ต้องรักษาในระบบสาธารณสุขลดลงมาเหลือต่ำกว่า 100,000 รายจากปัจจุบันอยู่ที่ 200,339 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า จากระบบสาธารณสุข ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าควรต้องจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้นโดยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลของรัฐตามความเสี่ยงของประชากรที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลต่างๆ นั่นคือ ผู้ให้บริการในพื้นที่เสี่ยงสูงและต้องดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงสูงควรจะเหมาจ่ายต่อหัวสูงกว่าผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลที่ดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ไม่ควรกำหนดการเหมาจ่ายแบบคงที่ทั่วทั้งประเทศ และ แนวทางตามที่ผมเสนอนี้ควรจะนำมาใช้ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลต่างๆมีภาระในการดูแลรักษาผู้ป่วย Covid ฉีดวัคซีน และป้องกันการแพร่ระบาดแตกต่างกันด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ฉะนั้นงบประมาณต้องจัดสรรไปตามภาระและแผนงานกิจกรรมที่ต้องทำ และ ไม่ควรรวมศูนย์การตัดสินใจเพราะจะทำให้แก้ปัญหาล่าช้าและไม่ทันกาล &amp;nbsp;หากมีความจำเป็นต้องขยายล็อกดาวน์เพราะตัวเลขติดเชื้อไม่ลดลงเลยและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น และต้องล็อกดาวน์ไปอีกอย่างน้อยจนถึงปลายปีในขณะที่รอฉีดวัคซีนกันอยู่ รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณจ่ายเยียวยาให้ภาคธุรกิจและประชาชนเพิ่มเติมหากต้องขยายล็อกดาวน์ และ ควรประกาศล่วงหน้าและเยียวยาทันทีก่อนสั่งปิดพื้นที่หรือกิจกรรมเพื่อไม่ให้ &amp;ldquo;ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; รุนแรงไปกว่าระดับวิกฤติในขณะนี้ ควรเตรียมเงินงบประมาณไม่ต่ำกว่าอีก 300,000 ล้านบาทหากต้องล็อกดาวน์ถึงปลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า การคลายล็อกดาวน์และเปิดให้บางกิจกรรมตามเงื่อนไขที่กล่าวมา (ผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในระบบสาธารณสุขต่ำกว่า 100,000 คน) การให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตเป็นไปตามปรกติเพื่อให้ประชาชนมีงานทำ กิจการธุรกิจต่างๆมีรายได้ รัฐจะได้เก็บภาษีมาบริหารประเทศและแก้วิกฤตการณ์ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ การคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศอย่างมียุทธศาสตร์นั้นเริ่มต้นต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศและโลกได้อย่างถูกต้องด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและศรัทธาต่อข้อมูลข่าวสารและระบบการสื่อสารโดยภาครัฐ อย่าปิดกั้นความเห็นต่างที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศหรือมองเพื่อนร่วมชาติด้วยสายตาหวาดระแวง ต้องศึกษาบทเรียนจากความล้มเหลวจากการคลายล็อกดาวน์ในสองครั้งที่ผ่านมาว่าเกิดจากปัจจัยอะไรและเร่งแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก
&amp;nbsp;
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า แม้นจำนวนการติดเชื้อเพิ่มรายวันจะลดลงไม่มากและน่าจะเลยจุดพีคมาแล้ว มีสัญญาณดี คือ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันต่ำกว่าจำนวนหายป่วยกลับบ้าน หากเปรียบเทียบประเทศที่มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกันอย่างประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้เสียชีวิตของไทยต่ำกว่า ขณะเดียวกัน ความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยจากการล็อกดาวน์สูงกว่าสองประเทศนี้มาก การระบาดระลอกใหม่ในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และโรคระบาดอุบัติใหม่และการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด19 ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า การปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณทางด้านสาธารณสุขและบริการสุขภาพใหม่มีความจำเป็น การปฏิรูประบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพนี้ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ การปฏิรูปนี้ต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขและการบริการสุขภาพโดยไม่ไปลดความเสมอภาคในการเข้าถึงการใช้บริการ และ สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของประชาชนภายใต้การแพร่ระบาดของ Covid-19 และ Covid กลายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลายระลอก วิธีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม คือ การแบ่งแยกผู้ซื้อและผู้ขายบริการสุขภาพออกจากกัน การจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายต่อหัว (Capitation) มากขึ้น การกำหนดให้มีการ Contracting-out การทำ self-governing hospital เป็นต้น การปฏิรูปแนวทางนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณผ่านตลาดภายในของบริการสุขภาพเอง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114142</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐหยุดWFH!  จี้เปิดวอร์รูมกู้วิกฤตโควิด  ปิดชายแดนพม่าก่อนนำเข้าเชื้อทะลัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.64 - รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตอนุกรรมการส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กล่าวว่า ขอเสนอผ่อนคลายกฎระเบียบและยกเว้นกฎระเบียบการจัดหา จัดซื้อ และลดขั้นตอนการอนุมัติการจ่ายยาในการรักษา Covid-19 พร้อมจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินจากงบกลางที่ยังคงมีเหลืออยู่ให้โรงพยาบาลจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในพื้นที่แพร่ระบาดสูงเป็นการด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัดทางด้านงบประมาณตามโรงพยาบาลต่างๆในการรักษาผู้ป่วยอาการหนัก หรือ ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น เพื่อให้เข้าถึงยาที่มีคุณภาพที่สุดโดยเร็ว การลดอัตราการเสียชีวิตเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับแรกที่ต้องดำเนินการโดยด่วนที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;การขยายล็อกดาวน์จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การติดเชื้อดีขึ้นมากนักและยังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงานและกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ทุกวันและสั่งแก้ไขปัญหาทุกวัน บางพื้นที่ต้องผ่อนล็อกดาวน์ บางพื้นที่ขยายล็อกดาวน์ได้ ไม่ควร Work From Home ในช่วงวิกฤติชาติเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;สถานการณ์วิกฤติ Covid-19 เช่นนี้ หน่วยราชการและองค์กรของรัฐต้องเน้นการทำงานให้เกิดประสิทธิผลและมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยลดขั้นตอนการดำเนินการ การอนุมัติในระบบราชการทั้งหมด นอกจากนี้หน่วยงานตรวจสอบภายในต้องคำนึงถึงเจตนาและเป้าหมายมากกว่ารายละเอียดของระเบียบราชการบางส่วนที่ไม่ทันสมัย ไม่ทันกาลและมีรายละเอียดขั้นตอนยุ่งยาก องค์กรของรัฐหรือหน่วยราชการควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และ ควรเดินหน้าทำ Digital Transformation อย่างเต็มที่เพื่อรองรับการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่รวมทั้งโลกยุคหลัง Covid ที่จะเกิดสภาวะปรกติใหม่ หรือ New Normal &amp;nbsp;การเปลี่ยนวิธีคิดอย่างมีกลยุทธและแนวคิดใหม่ในการดำเนินกิจการของภาครัฐ อย่างถึงแก่นจากรากฐานของระบบราชการด้วยการ Transform องค์กรให้เป็น Digital Government Open Government ในยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุด้วยว่า &amp;nbsp;ขอเสนอให้ใช้ พื้นที่ว่าง ใน วัด และ โรงเรียน ทำที่กักตัวปลอดภัยและรักษาตัวเบื้องต้น แยกผู้ป่วยออกจากบ้านและชุมชนที่มีการติดเชื้อ และ จัดงบแจกยา อุปกรณ์ตรวจอาการของโรคและเครื่องช่วยหายใจขนาดเล็กให้ประชาชนติดเชื้อที่ทำ Home and Community Isolation ตามพื้นที่ต่างๆ การทำให้ประชาชนที่ติดเชื้อเข้าถึงยารักษาทันต่อการทรุดลงของอาการจะช่วยปกป้องให้ประชาชนจำนวนมากไม่ต้องเสียชีวิตจากการรอการรักษา มีประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ควรเสียชีวิตหากได้เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุด้วยว่า เสนอให้รัฐบาลใช้ กฎหมายความมั่นคงปิดชายแดนไทยพม่า ห้ามข้ามพรมแดนโดยเด็ดขาด เนื่องจากการติดเชื้ออาจพุ่งสูงถึง 27 ล้านคนในสองสัปดาห์ข้างหน้าตามการคาดการณ์ล่าสุด ไทยควรประสานองค์กรระหว่างประเทศจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในประเทศเมียนมาร์ตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการทะลักลักลอบอพยพของชาวพม่าและชนกลุ่นน้อยหนีภัยโรคระบาดและอำนาจกดขี่ของคณะรัฐประหารเผด็จการทหาร การรัฐประหารในพม่าเป็นส่วนสำคัญทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลายเนื่องจากบุคลาการทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ร่วมชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารและถูกจับกุมคุมขัง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าปล่อย &amp;ldquo;บุคลากรการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข&amp;rdquo; ออกมาจากที่คุมขังเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111844</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072a5d143bde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้เบรกงบซื้ออาวุธทั้งหมด! เทลงสาธารณสุขป้องกันระบบล่มสลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.64 - รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังและ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่า มาตรการขยายล็อกดาวน์ ปิดกิจกรรมเพิ่มเติม เพิ่มจังหวัดและล็อกดาวน์ยาวนานขึ้นจะได้ผลน้อยมาก อัตราการเสียชีวิตอาจจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมตัวเลขการติดเชื้อสูงขึ้น ความไม่มีประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์ในการควบคุมโรคขณะนี้เป็นผลจากการติดเชื้อได้ลุกลามสู่ครัวเรือนและชุมชนอย่างเต็มที่แล้ว การล็อกดาวน์จะมีผลกระทบเศรษฐกิจรุนแรงและยังอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มในบ้านหรือชุมชนรายได้น้อย เนื่องจากอยู่อาศัยกันอย่างแออัด มาตรการขยายล็อกดาวน์จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการคู่ขนานกับมาตรการตรวจคัดกรองเชิงรุกในครัวเรือน ชุมชนและโรงงานและเร่งฉีดวัคซีน mRNA ควบคุมการลักลอบเข้าประเทศผิดกฎหมายและชะลอการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศในพื้นที่เสี่ยงคู่ขนานไปด้วยอย่างเต็มที่ ตลอดจนชดเชยรายได้และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นจะเกิดขึ้นได้และมาตรกการขยายล็อกดาวน์ได้ผลมากขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐบาลตัดสินใจปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายในงบประมาณใหม่ด้วยเลื่อนการจัดซื้ออาวุธทั้งหมด นำเงินมาใช้ในงบสาธารณสุข การตรวจโรคเชิงรุกและกักกันกลุ่มเสี่ยง การจัดซื้อวัคซีน การเตรียมรับมือกับการล่มสลายของระบบสาธารณสุข และชดเชยรายได้ให้ประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ หากไม่ใช้วิธีตรวจคัดกรองเชิงรุกในครัวเรือน ชุมชนและโรงงานและเร่งฉีดวัคซีน mRNA ควบคุมการลักลอบเข้าประเทศผิดกฎหมายและชะลอการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศในพื้นที่เสี่ยงคู่ขนานไปด้วยอย่างเต็มที่ ประสิทธิผลของมาตรการขยายล็อกดาวน์จะไม่ได้ผลอะไรมากและจะทำให้วิกฤติเศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า อย่างเช่น หากเราไม่ซื้อเรือดำน้ำเพิ่มอีกสองลำ เราจะสามารถแจกทุนการศึกษาให้เด็กยากจนทุนละ 5,000 บาทจำนวน 4.5 ล้านคน และทำให้เด็กๆไม่ต้องออกจากระบบการศึกษาจากวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ซื้อวัคซีนมาฉีดฟรีให้ประชาชนได้อย่างต่ำ 123 ล้านโดส หรือ ซื้อเครื่องตรวจแจกฟรีให้ประชาชนได้ 64 ล้านคน หรือ ซื้อเครื่องวัดออกซิเจนได้ 22 ล้านเครื่อง หรือ ชุด PPE ให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ 150 ล้านชุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลตัดสินใจให้ดี ว่า เราควรเอาเงินกู้และเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรระหว่าง การจัดซื้ออาวุธ กับ การใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขในท่ามกลางวิกฤติโควิด หรือ ทุนการศึกษาให้กับนักเรียนยากจนหรือซื้ออุปกรณ์ให้นักเรียนให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางออนไลน์ได้ สิ่งที่ กองทัพไทย ควรทำไม่ใช่การจัดซื้ออาวุธ แต่ควรนำเอาพื้นที่ของค่ายทหารมากมายและกำลังพลจำนวนมากมาจัดสร้างโรงพยาบาลสนามช่วยเหลือประชาชน รวมทั้ง การเร่งตรวจเชิงรุกในชุมชน และ จ่ายค่าตอบแทนให้กำลังพลชั้นผู้น้อยที่ได้ร่วมกันช่วยเหลือประชาชนมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ของโรคและคุณภาพของวัคซีนอย่างโปร่งใส และการจัดหา การบริหารและกระจายวัคซีนตามหลักสาธารณสุขและการป้องกันไม่ให้เกิดความล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่ง การจัดหา การบริหารและการกระจายวัคซีนต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน หากไม่ยึดผลประโยชน์ของสาธารณสุขและสาธารณชนแล้ว การจัดหา การบริหารและการกระจายวัคซีนก็จะบิดเบี้ยว บิดเบือนไปจากหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม วิกฤติในหลายๆด้านจะติดตามมาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลไทยปฏิเสธไม่เข้าโครงการ โคแวกซ์ &amp;nbsp;(Covax) ขององค์การอนามัยโลกและพันธมิตรเป็นการตัดสินใจที่ผิดผลาดที่สุดเรื่องการจัดหาวัคซีน นอกจากประเทศต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวนมากแล้ว ยังเกิดข้อสงสัยว่า Covax หาประโยชน์เงินทอนไม่ได้หรือไม่เพราะเป็นวัคซีนบริจาค เกิดข้อสงสัยว่าการจัดสรรงบประมาณซื้อวัคซีนคุณภาพต่ำหาเงินทอนได้จากการดำเนินการหรือไม่ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนล้วนได้วัคซีนจากโครงการ Covax ขององค์การอนามัยโลกไปแล้ว ปลายปีนี้ โครงการ Covax ขององค์กรอนามัยและพันธมิตรจะจัดวัคซีนไปทั่วโลกให้ได้ 2 พันล้านโดส แต่ประเทศไทยจะไม่ได้สักโดสเดียวจากโครงการนี้เพราะเราตัดสินใจไม่เข้าร่วม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า รัฐบาล ภาคธุรกิจและครัวเรือนควรเตรียมเม็ดเงินสำหรับสถานการณ์ที่ประเทศต้องล็อกดาวน์เป็นระยะๆไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี การใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดควรเลื่อนออกไปก่อนโดยเฉพาะการซื้อเรือดำน้ำอีกสองลำเนื่องจากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่ประการใด องค์การอนามัยโลกและโครงการโคแวกซ์ (Covax) ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการฉีดวัคซีนให้ประชากรโลกได้ 70% จากประชากรโลกที่มีอยู่ราว 7.8 พันล้านคนอันนำมาสู่ภูมิคุ้มกันหมู่จึงสามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การเลื่อนฉีดวัคซีนในประเทศไทยจะเกิดขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนและต้องการฉีดเพื่อปกป้องตัวเอง คนรอบข้างและสังคมโดยรวม นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีคุณลักษณะเช่นนี้ แต่เนื่องจากประสิทธิภาพในการจัดหาวัคซีนและการกระจายวัคซีนต่ำปัญหาการเลื่อนการฉีดจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และ ความจริงแล้ว ประชาชนไม่ควรต้องเสียเงินในการเข้าถึงบริการพื้นฐานทางด้านสาธารณสุขหรือการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;ภายใต้สภาวะดังกล่าว เราต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ด้วยการหันมาส่งเสริมการรักษาสำหรับผู้มีอาการไม่รุนแรงและป้องกันโดยใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น และ มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง และ มีสุขอนามัยที่ดี การฉีดวัคซีนแบบผสมผสานโดยไม่มีงานวิจัยรองรับไม่ควรทำเพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ส่วนวัคซีนที่ไม่สามารถป้องกันไวรัสโควิดกลายพันธุ์ได้ควรหยุดสั่งซื้อและหยุดใช้ได้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ส่วนความเสียหายต่องบประมาณก็ต้องไปตรวจสอบกันว่า ใครควรต้องรับผิดชอบ อีกวิธีที่จะแก้ปัญหาการเลื่อนการฉีดวัคซีน คือ รัฐบาลใช้ กฎหมายความมั่นคงทางวัคซีนเพื่อจำกัดจำนวนการส่งออก &amp;ldquo;แอสตร้าเซเนก้า&amp;rdquo; เพื่อนำมาใช้ในประเทศก่อน เนื่องจากบริษัทแอสตร้าเซเนก้ามีโรงงานผลิตอยู่ในดินแดนประเทศไทย และ รัฐไทยมีอำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ในการบังคับใช้กฎหมาย บริษัทต้องส่งมอบวัคซีนตามความต้องการของรัฐไทยเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของคนไทย หากบริษัทเห็นว่า การปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายวัคซีนสำคัญกว่าชีวิตคนไทย รัฐบาลสามารถใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงทางวัคซีนเพื่อกำหนดสัดส่วนการส่งออกได้เฉพาะที่เกิน &amp;nbsp;6 ล้านโดส เพื่อประเทศไทยจะได้มีวัคซีนใช้อย่างน้อย 6 ล้านโดสต่อเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า แต่การตัดสินใจนี้จะอยู่ที่ นายกรัฐมนตรีผู้เดียว เดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีสาธารณสุข เนื่องจากมีการออกพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจให้นายกรัฐมนตรี และ หวังว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจนี้ในการดูแลประชาชนชาวไทยและต้องดำเนินการระงับการส่งออกเกินสัดส่วนเพื่อให้วัคซีนเพียงพอใช้ภายในประเทศภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะช้าเกินไปและระบบสาธารณสุขและระบบเศรษฐกิจต้องล่มสลายลง และ ประเด็นนี้ นักกฎหมายมหาชนอย่าง ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ ได้ให้ความเห็นแล้วสามารถทำได้ตาม มาตรา 18 (2) แห่งพระราชบัญญัติความมั่นคงทางวัคซีน ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีสาธารณสุข (ตอนนี้โอนอำนาจให้นายกรัฐมนตรี) กำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เราจะได้มีวัคซีนเพียงพอใช้ใน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110196</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนุสรณ์ ธรรมใจ, เรือดำน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงมาตรการเยียวยากึ่งล็อกดาวน์ ชะลอเปิดภูเก็ต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินผลกระทบมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ 30 วัน 10 จังหวัดต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงินและระบบสาธารณสุข ว่า มาตรการมีความจำเป็นต่อการป้องกันไม่ให้เกิดการพังทะลายลงของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ซึ่งมีการติดเชื้อสูง หากปล่อยให้ระบบสาธารณสุขพังทะลายลงยอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งขึ้นทันที การปิดกิจกรรมบางอย่างด้วยมาตรการกึ่งล็อกดาวน์จะช่วยทำให้ระบบสาธารสุขสามารถมีเวลาเตรียมการรับมือกับวิกฤตการณ์ Covid-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งฉีดวัคซีนคุณภาพสูงให้ประชาชน หากสถานการณ์วิกฤติสุขภาพยังไม่มีทีท่าดีขึ้นกว่านี้ &amp;nbsp;สมควรชะลอการเปิด &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆไปก่อน ผลกระทบในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เกิดขึ้นทันทีแต่ยังจำกัดอยู่ในกิจการรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การชะลอตัวลงของโครงการภาครัฐ ร้านอาหาร ธุรกิจค้าปลีก การขนส่งคมนาคม ส่วนผลกระทบต่อตลาดการเงินจะเกิดขึ้นทันทีโดยคาดว่า เงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ บรรดาผู้ใช้แรงงานรับจ้างรายวันในภาคก่อสร้าง บริการอาหารและร้านค้าปลีกต่างๆจะได้ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมากถึงขั้นยากลำบากในการดำรงชีพ บางส่วนอาจเดินทางกลับต่างจังหวัดซึ่งอาจเกิดการแพร่กระจายของการติดเชื้อจากสิบจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงไปยังจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ การเคลื่อนย้ายของประชาชนติดเชื้อต้องมีการกำกับด้วยมาตรการสาธารณสุขเข้มงวดเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดกระจายไปทั่วประเทศระลอกใหม่อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;การกำกับด้วยมาตรการสาธารณสุขด้วยการกักตัว หรือ ล็อกดาวน์ ต้องดำเนินการพร้อมกับมาตรการชดเชยรายได้และอุดหนุนค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่ การจ่ายเงินชดเชยเพียง 50% ของค่าแรงรายวันนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและช่วยเหลือครอบครัวในต่างจังหวัด ต้องชดเชยให้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 75% เป็นเวลาหนึ่งเดือน ต้องจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยมาตรการทางการคลังโดยรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนสรณ์ ระบุว่า ส่วนกิจการหรือผู้ประกอบการในสิบจังหวัดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดนี้ควรได้รับความช่วยเหลือด้วยมาตรการทางการเงินทั้งการเสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อไม่คิดอัตราดอกเบี้ยและการพักหนี้สำหรับหนี้ที่มีอยู่เป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนผ่านกลไกธนาคารของรัฐ ส่วนผู้ที่มีสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์หรือกลุ่ม Non-Bank ให้จัดสรรงบช่วยเหลือด้วยการจ่ายดอกเบี้ยแทนให้ผ่านกลไกธนาคารของรัฐ 3-6 เดือนเช่นเดียวกัน เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ล่าสุดของรัฐบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการมีงานทำมีความยืดเยื้อยาวนาน และ ยังไม่มีความหวังว่าปัญหาทั้งหลายจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การแก้ปัญหาอย่างมียุทธศาสตร์ บูรณาการเชิงระบบพร้อมเป้าหมายอย่างชัดเจนมีความสำคัญ นอกจากนี้ต้องสรุปบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาในไทยและต่างประเทศ เพื่อไม่ซ้ำรอยความผิดผลาดอีก ระบบสาธารณสุขที่ต้องดูแลนั้นไม่ใช่เฉพาะสุขภาพกายอย่างเดียว ต้องดูแลสุขภาพใจด้วย เพราะเชื่อว่า จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เครียดมากขึ้น และ อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ สถิติการฆ่าตัวตายจากวิกฤติเศรษฐกิจและสุขภาพอาจสูงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องช่วยเหลือกันตามหลักภราดรภาพนิยม เราจึงฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ร่วมกัน.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107778</URL_LINK>
                <HASHTAG>ล็อกดาวน์, อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนคลัสเตอร์ใหญ่นร.จ่อคิว ชี้เร่งฉีดวัคซีนเด็กต่ำกว่า18</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า งบประมาณปี 2565 ที่พิจารณากันอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการบริหารประเทศและรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว เป็นการจัดสรรงบในวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาทซึ่งลดลงจากงบประมาณปี 2564 1.85 แสนล้านบาทหรือลดลง 5.6% เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตการณ์ การขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 7 แสนล้านบาทส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไม่สามารถขยายฐานภาษีทรัพย์สินได้ ทั้งที่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไม่มีผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด การไม่พยายามเก็บภาษีทรัพย์สินจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนยากจะเยียวยาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า นอกจากนี้งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนก็ปรับลดลง 3.84% และเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะเพิ่มการชำระคืนเงินกู้ โดยงบปี 65 มีการจ่ายคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น 3.01% ซึ่งไม่จำเป็น ควรนำเงินไปเพิ่มให้กับกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลังให้เพียงพอต่อการรับมือปัญหาต่างๆ ส่วนงบลงทุนที่จัดสรรลดลงอาจแก้ไขโดยใช้ กลไก PPP เอกชนร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐ (แต่อาจต้องเป็นเอกชนรายใหญ่ที่ยังมีความพร้อมทางการเงินอยู่) หรือ ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุอีกว่า การปรับลดเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างในกองทุนประกันสังคมเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงวิกฤติโรคระบาดจะก่อให้เกิดปัญหาต่อฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม นอกจากนี้สวัสดิการสังคมบางอย่างได้ถูกปรับลดลง ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ป้องกันการติดเชื้อก่อนเปิดภาคเรียน ก่อนที่โรงเรียนจะกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ในการแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดไวรัสโควิด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104693</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072a5d143bde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการชี้งบประมาณ65ไม่เข้าสถานการณ์ เชื่อรัฐบาลต้องจัดทำงบกลางปีเพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.2564 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่า งบประมาณปี 2565 ที่พิจารณากันอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการบริหารประเทศและรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว เป็นการจัดสรรงบในวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาทซึ่งลดลงจากงบประมาณปี 2564 1.85 แสนล้านบาทหรือลดลง 5.6% เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตการณ์ การขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 7 แสนล้านบาทส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไม่สามารถขยายฐานภาษีทรัพย์สินได้ ทั้งที่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไม่มีผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด การไม่พยายามเก็บภาษีทรัพย์สินจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนยากจะเยียวยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนก็ปรับลดลง 3.84% และเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะเพิ่มการชำระคืนเงินกู้ โดยงบปี 65 มีการจ่ายคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น 3.01% ซึ่งไม่จำเป็น ควรนำเงินไปเพิ่มให้กับกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลังให้เพียงพอต่อการรับมือปัญหาต่างๆ ส่วนงบลงทุนที่จัดสรรลดลงอาจแก้ไขโดยใช้ กลไก PPP เอกชนร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐ (แต่อาจต้องเป็นเอกชนรายใหญ่ที่ยังมีความพร้อมทางการเงินอยู่) หรือ ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับลดเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างในกองทุนประกันสังคมเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงวิกฤติโรคระบาดจะก่อให้เกิดปัญหาต่อฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม นอกจากนี้สวัสดิการสังคมบางอย่างได้ถูกปรับลดลง ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ป้องกันการติดเชื้อก่อนเปิดภาคเรียน ก่อนที่โรงเรียนจะกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ในการแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดไวรัสโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนรายได้ภาษีในงบประมาณปี 65 ก็จะเก็บไม่ได้ตามเป้าแน่นอน สมมติฐานของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2565 ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตั้งสมมติฐานว่า จะขยายถึง 4-5% กระทรวงสำคัญๆเช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการล้วนได้รับงบประมาณลดลงทั้งสิ้น แต่กระทรวงกลาโหมและสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมนั้นมีอยู่ แต่ต้องไปตัดงบไม่จำเป็นออกก่อน และ ไม่ควรออกเป็น พรก เพราะอาจเกิดความไม่โปร่งใสในการใช้งบได้ง่าย ผมค่อนข้างมั่นใจว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงบกลางปีแน่นอน เพราะเม็ดเงินที่จัดสรรไม่เพียงพอแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ แผนการกู้เงินในระยะสองสามปีข้างหน้าต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทจึงเพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนต่างๆ รวมทั้งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้ เงิน 5 แสนล้านบาทนั้นเพียงพอสำหรับการบริหารสภาพคล่องในช่วงปลายปีงบประมาณ 64 และ ต้นปีงบประมาณ 65 เท่านั้น และ ยังมีการใช้จ่ายฉุกเฉิกต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแก้ปัญหาวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด การเพิ่มบทบาทของรัฐทางเศรษฐกิจและการขยายบทบาทการลงทุนภาครัฐมีความจำเป็นในช่วงนี้ แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีอะไรประกันความสำเร็จ หากรัฐบาลไม่โปร่งใสและไม่มีประสิทธิภาพ จะเกิดปัญหาวิกฤติซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก คือ ฟื้นเศรษฐกิจก็ไม่เป็นผล และจะยังเผชิญทั้งวิกฤติคอร์รัปชันงบประมาณ วิกฤติหนี้สาธารณะในอนาคต รวมทั้งวิกฤติแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-Seeking) โดยกลุ่มผลประโยชน์จะวิ่งล็อบบี้เพื่อให้กลุ่มของตัวเองได้ประโยชน์จากงบประมาณหรือเงินภาษีประชาชนโดยไม่ต้องลงแรงอะไร และ ผู้อำนาจรัฐมักมอบผลประโยชน์และอภิสิทธิ์เหล่านี้ให้กับกลุ่มผลประโยชน์แลกกับการสนับสนุนทางการเมืองเสมอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104683</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;งบกลางปี, งบประมาณปี 65, อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d215282198.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุสรณ์ชี้เมียนมาเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวส่อคลื่นอพยพลี้ภัยซ้ำรอยซีเรีย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.64- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ ม. รังสิต กล่าวถึง สถานการณ์ในพม่าหรือเมียนมาว่าได้เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวแล้วอันมีสาเหตุมาจากการเข้ายึดอำนาจรัฐประหาร ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงและสังหารประชาชนด้วยกระสุนจริงและหน่วยลอบสังหารสไนเปอร์ การกระทำอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิงต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยทำให้ผู้นำกองทัพพม่า คือ ฆาตกรในเครื่องแบบ ทำลายเกียรติภูมิของกองทัพอย่างสิ้นเชิงด้วยการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักมนุษยธรรมและหลักมนุษยธรรมพื้นฐาน กองทัพได้กลายเป็นกลไกและเครื่องจักรสังหารประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและคนหนุ่มสาวชาวพม่าที่ต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเองและประเทศ จะมีตำรวจทหารจำนวนไม่น้อยที่จะเป็นกบฎต่อคำสั่งอันชั่วร้ายและไม่ชอบธรรมเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของระบอบรัฐประหารเผด็จการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า ประเทศเมียนมาหลังการรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ. 64 สถานการณ์ค่อยๆพัฒนาสู่การเป็นรัฐล้มเหลวหรือ Failed states มากขึ้นตามลำดับ หากวัดโดย Failed States Index หรือ ตัวชี้วัดความมีเสถียรภาพของรัฐ จะให้ได้ว่า ได้เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวและเตรียมล่มสลายและล้มละลายทางเศรษฐกิจแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมนุษยชนธรรมอย่างแพร่หลาย ดัชนีความไม่แน่นอนและความล้มละลายทางเศรษฐกิจ อาจเข้าอัตราเงินเฟ้อสูงรุนแรงและขาดแคลนปัจจัยสี่ในอนาคต ดัชนีความถดถอยทางเศรษฐกิจ ดัชนีการไหลออกของทุนมนุษย์และการย้ายถิ่นฐานของประชากร ดัชนีปกครองของรัฐที่ไร้ความเป็นธรรมและความไม่มีนิติรัฐนิติธรรม การใช้ความรุนแรงและสังหารประชาชนฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจรัฐ อารยะขัดขืนที่เกิดขึ้นในขอบเขตทั่วประเทศจนทำให้กลไกของรัฐไม่สามารถทำงานได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า หากอาเซียน และ องค์กรสหประชาชาติ ไม่แสดงบทบาทในเชิงรุกเพื่อยุติปัญหาวิกฤตการณ์และการสังหารประชาชนโดยกองทัพ เชื่อว่า สถานการณ์ในพม่าจะพัฒนาสู่ สถานการณ์ในระดับเดียวกับ ซีเรีย โซมาเลีย ซูดานและเวเนซูเอลา กรณีของพม่านั้น เป็น สภาวะ Deep State รัฐซ้อนรัฐ ที่นำมาสู่ รัฐล้มเหลว การปล่อยให้พม่าอยู่ในภาวะรัฐล้มเหลวนานๆโดยไม่มีการแก้ไขโดยการแทรกแซงจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อรักษาสันติภาพ ยุติความรุนแรงและการสังหารประชาชน จะก่อให้เกิดคลื่นอพยพของผู้ลี้ภัยจำนวนมากและประเทศที่ต้องรับภาระหนักที่สุด ก็คือ ประเทศไทย การปกป้อง ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ของรัฐล้มเหลวอันเป็นผลจากผู้นำกองทัพที่มีลักษณะอันธพาลและก่อการร้ายต่อประชาชนของตัวเองนั้น อาจต้องอาศัย กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ เข้าไปหยุดยั้งการยัดข้อหาและจับกุมคุมขังประชาชนและสังหารประชาชนไม่ให้ลุมลามไปมากกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวถึง เศรษฐกิจเมียนมาว่า จะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอย่างแน่นอน จะเผชิญภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงรุนแรงพร้อมกับการขาดแคลนสินค้าจำเป็นบางประเภท เศรษฐกิจหดตัวติดลบรุนแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้วอันเป็นผลจากระบบและกลไกทางเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินการได้ตามปรกติ ประสบการขาดแคลนเงินตรา เศรษฐกิจโดยภาพรวมอาจถอยหลังไปไม่ต่ำกว่า 20-30 ปีเป็นอย่างน้อยหากไม่รีบแก้ไขและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นโดยการคืนอำนาจให้กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้ง จะมีการถอนการลงทุนออกจากพม่าครั้งใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มทุนตะวันตก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าและสินค้าส่งออกของไทยไปพม่า ส่วนโครงการลงทุนของกลุ่มทุนไทยที่ลงทุนในเมียนมาคงชะลอตัวไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขอให้ประเทศไทยเตรียมรับมือกับสถานการณ์คลื่นผู้อพยพชาวพม่าตามแนวชายแดนและต้องช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้ตามหลักมนุษยธรรมโดยสามารถรับความช่วยเหลือจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติได้.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95269</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนุสรณ์ ธรรมใจ, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
