<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท.เร่งพัฒนาพื้นที่มรดกโลก &#039;สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย -กำแพงเพชร&#039; สร้างรายได้ท่องเที่ยวยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ย. 2564 นาวาอากาศเอกอธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เตรียมดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมรดกโลกสุโขทัย -ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร ระยะ 5 ปี (2566-2570) &amp;nbsp;วางเป้าหมายพัฒนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เข้าสู่ 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก หรือ TOP 100 จำนวน 3 แหล่ง พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนตามเกณฑ์ CBT Thailand เพิ่มอีก 15 ชุมชน สร้างรายได้ให้มีเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ยกระดับเมืองและชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้มีเพิ่มขึ้น ซึ่งตลอด 5 ปีของแผนจะดำเนินงานรวม 50 โครงการ ภายใต้งบประมาณรวม 712 ล้านบาท ในที่นี่เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดย อพท. จำนวน 24 โครงการรวมวงเงิน 165 ล้านบาท เป้าหมายแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนที่ได้รับการยกระดับแล้วนั้น จะมีศักยภาพที่จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสะสมรวมภายในปี 2570 เกือบ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจังหวัดสุโขทัย ประมาณ 19,403.87 ล้านบาท และ จังหวัดกำแพงเพชร ประมาณ 10,312.85 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมรดกโลกสุโขทัย -ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร ระยะ 5 ปี ได้ผ่านความเห็นชอบแล้วจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ ท.ท.ช. &amp;nbsp;โดยขยายพื้นที่การพัฒนาครอบคลุม 9,515.82 ตารางกิโลเมตร รวม 120 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นจากยุทธศาสตร์เดิมที่ครอบคลุมเพียง 1,682 ตารางกิโลเมตร &amp;nbsp;โดย อพท. ยังคงพัฒนาโดยยึดหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council (GSTC)) &amp;nbsp;หลักเกณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย หรือ CBT Thailand และการเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านของยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network : UCCN) เป็นกรอบการทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่ฉบับนี้ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธ์ศาสตรชาติ 20 ปี &amp;nbsp;ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และมาตรฐานอย่างบูรณาการทุกภาคส่วน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขั้นตอนต่อไปกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและโครงการที่บรรจุในแผนยุทธศาสตร์ สำนักงบประมาณจะนำไปจัดสรรงบประมาณประจำปี ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ของ อพท. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG Model ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายการทำงานของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มอบให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งวางแผนการดำเนินงาน เพื่อใช้การท่องเที่ยวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศจากการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีการทำงานรวม 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูคุณค่าแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2. ด้านการพัฒนาและสืบสานวัฒนธรรม อัตลักษณ์พื้นถิ่น รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปะพื้นบ้านอย่างสร้างสรรค์ 3. ด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อการท่องเที่ยว 4. ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมครบวงจร &amp;nbsp;5. ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายและกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้จะเป็นกรอบการทำงานของ อพท. นับจากนี้ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์เดิมที่จะครบวาระในปี 2565 ซึ่งกรอบใหญ่ของการทำงานยังคงใช้ความเป็นเมืองมรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร เป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้ขยายวงออกไปสู่ชุมชน มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ตอกย้ำการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรม และศิลปะพื้นบ้าน ของยูเนสโก้ &amp;nbsp;ยกระดับชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว ให้มีขีดความสามารถในการรองรับ โดยมีการท่องเที่ยวเป็นกลไกในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ปัจจุบัน อพท. ยังอยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ 5 ปี ให้กับพื้นที่พิเศษเดิมที่มีอยู่อีก 3 แห่ง ได้แก่ พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองโบราณอู่ทอง &amp;nbsp;โดยจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) อพท. เพื่อเห็นชอบก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม ท.ท.ช. และ ครม. ตามลำดับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565 &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อบรรจุในแผนงบประมาณและแผนการทำงานให้ทันในปีงบประมาณ 2566 ตามที่นายอนันต์ ชูโชติ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) อพท. มอบหมายไว้ โดยก่อนหน้านี้ ท.ท.ช. ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลยไปแล้ว 1 แห่ง ซึ่งทุกยุทธศาสตร์ในพื้นที่พิเศษของ อพท. จะเป็นแผนระยะ 5 ปี สิ้นสุดแผนในปี 2570 &amp;nbsp;โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่พื้นที่และชุมชน พร้อมกับเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวรองกับแหล่งท่องเที่ยวหลัก มุ่งสู่การกระจายรายได้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117042</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, อพท., แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมรดกโลกสุโขทัย -ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_61448c698d97a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุน อพท. ประกาศพื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า การประชุมเพื่อสร้างการรับรู้และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีผู้สนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ กว่า 400 คน ซึ่ง อพท.ได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอนโยบายการทำงานให้แก่ผู้รับฟังได้รู้เข้าใจรูปแบบการทำงานของ อพท. ส่วนข้อเสนอจากทุกภาคส่วนจะนำไปรวบรวมและจัดทำแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาระยะ&amp;nbsp; 6 ปี (2565-2570) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นการท่องเที่ยว โดย อพท. จะดำเนินงานไปพร้อมกับการเตรียมเสนอให้ประกาศพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พิเศษภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบ่งเป็น จังหวัดสงขลารวม 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา ระโนด สทิงพระ กระแสสินธุ์ สิงหนคร หาดใหญ่ ควนเนียง และบางกล่ำ จังหวัดพัทลุง รวม 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง ปากพะยูน บางแก้ว เขาชัยสน และควนขนุน จังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 2 อำเภอ อำเภอชะอวด และอำเภอหัวไทร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​จากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ GSTC ประเมินพื้นที่ดังกล่าว พบว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาและยกระดับให้เป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้คะแนนการประเมินกว่าร้อยละ 77&amp;nbsp; สูงกว่าค่าเกณฑ์มาตรฐานที่ อพท.กำหนดว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพจะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินในเบื้องต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 อพท. จึงได้กำหนดในแผนการทำงานที่จะเดินหน้าประกาศความพร้อมของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อ ประกาศเป็นพื้นที่พิเศษของ อพท. ในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานของ อพท. เป็นไปตามที่ได้รับมอบนโยบายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ อพท.เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวของประเทศ อันจะช่วยเพิ่มและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; ด้วยการทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ ทำงานประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและพื้นที่ในแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการพื้นที่ในเชิงคุณภาพ และอีกภารกิจที่สำคัญของ อพท. คือการประกาศพื้นที่ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้น อพท. พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ คุณค่าทางประวัติศาสตร์และคุณค่าทางวัฒนธรรม และยังตั้งอยู่ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ ท.ท.ช. แต่ก่อนการประกาศ อพท. ก็ต้องสอบถามความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะของคนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการรับฟังความคิดเห็นพบว่า ทุกภาคส่วนยินดีให้การสนับสนุน อพท. ประกาศพื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ตามแนวทางการทำงานของ อพท. คือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมเป็นเจ้าของ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง สนับสนุนการบูรณาการความเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม รักษาดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ร่วมกันกำหนดนักท่องเที่ยวเป้าหมายทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ&amp;nbsp; รวมถึงต้องการให้ อพท. ผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้เข้าสู่การเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ด้านศิลปวัฒธรรม อีกด้วย ซึ่งข้อเสนอทั้งหมด อพท. จะรวบรวมนำไปจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116370</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา, อพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c655a4b58c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท. ผนึกภาคี ยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อพท. เตรียมยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลระดับสากล นำร่องจังหวัดบุรีรัมย์ ผนึก 20 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน บรรจุในแผนพัฒนาของจังหวัด ตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวทุกเพศ วัย และทุกสภาพร่างกาย เลือกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ&amp;nbsp; คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงานในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในพื้นที่&amp;nbsp;โดยมี นายอนันต์ ชูโชติ ประธานคณะกรรมการ อพท. (บอร์ด) เป็นประธาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานของอารยสถาปัตย์ในจังหวัดนี้ และในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้&amp;nbsp; นำไปสู่มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทุกฝ่ายจะร่วมกำหนดขอบเขตพื้นที่ต้นแบบและจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายการพัฒนา โดยเน้นการออกแบบและพัฒนาด้านอารยสถาปัตย์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของพื้นที่ต้นแบบก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในเขตอีสานใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง หรือ Destination ที่เป็นมิตรกับคนทั้งมวล เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการให้บริการการท่องเที่ยว ขยายกลุ่มเป้าหมายและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกสภาพร่างกาย ทั้งคนไทยและต่างชาติ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเมืองด้านอารยสถาปัตย์ ทั้งในด้านการออกแบบ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และมีความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ อพท. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นได้กำหนดเป้าหมายให้วนอุทยานเขากระโดงและแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมืองบุรีรัมย์ เป็นต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในเขตอีสานใต้ ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย และ อพท. ยังได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว เช่น เส้นทางบ้านตาลอง จังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์ และยังเตรียมที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ได้แก่ ป้ายสื่อสาร อาคาร ห้องน้ำวีลแชร์ ร้านจำหน่ายสินค้า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย โดยเฉพาะคนพิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย&amp;nbsp; ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 20 หน่วยงานซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ได้แก่&amp;nbsp; จังหวัดบุรีรัมย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ททท.สำนักงานบุรีรัมย์ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบุรีรัมย์เห็นคุณค่าและความสำคัญของอารยสถาปัตย์ ที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อคนทั้งมวลอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp; โดยจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเมืองท่องเที่ยวและกีฬาที่มีสีสัน มีมนต์เสน่ห์ และทรงพลัง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง และวนอุทยานเขากระโดง ซึ่งมีอารยสถาปัตย์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สนามฟุตบอลช้างอารีนา เป็นสนามกีฬาที่มีอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล อีกทั้ง โรงแรมหลายแห่งมีอารยสถาปัตย์ มีห้องพักสำหรับมนุษย์ล้อที่สะดวกสบาย และปลอดภัย เป็นต้น ดังนั้นหากประชาชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ในแหล่งท่องเที่ยวและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจะเป็นการขยายตลาดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจการท่องเที่ยวไปสู่คนทั้งมวลในระดับสากล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากในโลกยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความรับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ก่อนลงนาม MOU ในวันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสัมนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล นางสาววัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพท. รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต ทูตอารยสถาปัตย์จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; และกิจกรรมนำผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเดินทางสำรวจเก็บข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่วนอุทยานเขากระโดง ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ สำรวจความพร้อมของโรงแรมที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่ต้นแบบเป้าหมาย และสำรวจความพร้อมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อนำข้อมูลไปวางแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116207</URL_LINK>
                <HASHTAG>Destination, Eco Friendly Design, GSTC, การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), จังหวัดบุรีรัมย์, นางสาววัชรี ชูรักษา, นายกฤษนะ ละไล, นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต, นายอนันต์ ชูโชติ, นาวาอากาศเอก อธิคุณ  คงมี, พัฒนาอารยสถาปัตย์, มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC), มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ, ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล, สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง, อพท., เตรียมยกระดับอีสานใต้, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_613a0d57f2c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัสจาก “ภูเก็ต” สู่ “สมุยโมเดล” พลิกโฉมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อพท. ดึงผู้เชี่ยวชาญ ถกโมเดล Phuket Sandbox และ&amp;nbsp; Samui Plus Model&amp;nbsp; ถอดรหัสความสำเร็จเกิดจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พลิกคัมภีร์บูมท่องเที่ยวแบบเดิม&amp;nbsp; ใช้เทคโนโลยีควบคู่กฏเข้มด้านสาธารณะสุข ดึงความเชื่อมั่น เล็งขยายผลส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meeting) เพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19&amp;rdquo; ผ่านระบบ Zoom Meeting และระบบ Facebook Live by DASTA Academy&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันวิเคราะห์และถอดบทเรียนโมเดลการเปิดการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายระยะต่อไปของไทย โดยนำ 2 พื้นที่คือ ภูเก็ต และสมุย ซึ่งเปิดรับท่องเที่ยวไปแล้วภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 มาเป็นแนวทางการให้บริการ รวมถึงการมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) โดยจะสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนจะต้องได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งทางด้านการบริหารการจัดการท่องเที่ยว การจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว รวมถึงการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ ภูเก็ต และสมุย มาจากการเตรียมความพร้อม และปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดรับกับวิถีของคนในท้องถิ่นและชุมชน&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เป็นไปตามมาตรฐานทางสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว รวมถึงมีระบบการติดตามและเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ททท. เล็งใช้ความสำเร็จ ส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)&amp;nbsp; กล่าวว่า ความท้าท้ายการเปิดรับนักท่องเที่ยวของทั้งสองพื้นที่&amp;nbsp; มีความแตกต่างในเรื่องของวิธีการคัดกรองนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การตัดสินใจเดินหน้าทั้ง 2 โครงการ ช่วยให้การท่องเที่ยวของไทย ยังอยู่ในเส้นทางของสายการบินจากทั่วโลก และเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ทันไฮซีซั่นปลายปีนี้และต้นปีหน้า ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นการทำงานที่ทุกคนต้องก้าวผ่านกำแพงจากการแข่งขันมาสู่การแชร์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และจะเกิดเป็นบิ๊กดาต้าในที่สุด ซึ่งทุกอย่างที่กำหนดไว้เกิดจากการไตร่ตรองภายใต้กฎของสาธารณสุข&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นการขยายพื้นที่เพื่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งอาจต้องอาศัยจุดแข็งของ Phuket Sandbox&amp;nbsp; และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Samui Plus&amp;nbsp; Model&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นจุดที่จะส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คงไม่สามารถนำรูปแบบเดิมเช่นสินค้าและบริการมาเป็นจุดขายได้&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ จำเป็นต้องปรับตัว พร้อมแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอปพลิเคชันหมอชนะ มีส่วนสำคัญกับความสำเร็จครั้งนี้และสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่อัพเดทชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงการให้บริการและการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนในอนาคตได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลย&amp;rdquo; เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชัยธวัช เนียมศิริ&amp;nbsp; ผู้ว่าราชจังหวัดเลย กล่าวว่า&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ อพท. โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดเลย ดำเนินการใน 2 ส่วน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนแรกคือ การควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการจัดทำแอปพลิเคชันไทเลย ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้ามาจังหวัดเลยต้องดาวน์โหลด เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลและติดตามผล ได้แก่ เดินทางมาจากพื้นที่ใด มีความเสี่ยงแค่ไหน ติดตามต่อไปว่าเมื่อเข้ามาแล้วเดินทางไปพำนักในอำเภอใด หรือที่ใด&amp;nbsp; หากมีการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเข้าสถานที่กักตัวเพื่อรักษาให้หายก่อน ส่วนที่ 2 คือการเตรียมความพร้อม โดยใช้ช่วงเวลาที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาระหว่างนี้ ก็ดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปรับปรุงภูมิทัศน์ การพัฒนาเมนูอาหารถิ่น การพัฒนาศักยภาพคนตั้งแต่พนักงานของสถานประกอบการ และนักสื่อความหมายชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อรัฐบาลเปิดให้เดินทางได้ จังหวัดเลยจะพร้อมรับนักท่องเที่ยวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจากเรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับวัคซีนโดยเร็ว และมี Hospitel&amp;nbsp; และศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และในระหว่างที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ ทางจังหวัดยังได้เตรียมความพร้อม เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย ก็พร้อมจะเปิดเมือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดโดยเร็ว ซึ่งจะดึงจุดเด่นของจังหวัดเชียงรายคือด้านวัฒนธรรม ศิลปะต่างๆ มาสร้างความเข้มแข็งและความสมดุล และมีเป้าหมายในการเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (WELLNESS)&amp;nbsp; ทั้งอาหาร สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้นปลายปีนี้มั่นใจว่า เชียงรายสามารถเปิดรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดสูง การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติร่วมกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่จะนำไปสู่การสร้างศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้สามารถรองรับกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในอนาคตตามเป้าหมายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113694</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19, Expert Meeting, hospitel, Phuket Sandbox, Samui Plus Model, WELLNESS, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ถกโมเดล, ถอดรหัสความสำเร็จ, นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายชัยธวัช เนียมศิริ, นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ผู้ว่าราชจังหวัดเลย, พัฒนาระบบสาธารณูปโภค, ศูนย์พักคอย, อพท., อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, เกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC), เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว, เปิดเมือง, เมืองแห่งสุขภาพ, แอปพลิเคชันหมอชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c77ede0b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท. จับมือจังหวัด ส่ง “สุโขทัย” ชิงเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อพท.ร่วมกับจังหวัดสุโขทัย ประกาศศักยภาพเมือง ส่งข้อมูลเข้าชิงเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก หรือ GNLC&amp;nbsp; ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง หวังประโยชน์สำคัญต่อการสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวและนักเดินทางจากทั่วโลกปักหมุดเป็นเป้าหมายของการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ภายใต้นโยบายและการกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้มอบให้สำนักงานพื้นที่พิเศษ 4&amp;nbsp; (อพท.4) จังหวัดสุโขทัย ให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดสุโขทัยผลักดัน &amp;ldquo;สุโขทัย&amp;rdquo; เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก ( UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC )&amp;nbsp; ประจำปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานว่า อพท. 4 ได้รับมอบหมายจากทางจังหวัด ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทำใบสมัครโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และนำส่งต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการและ UNESCO เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกในเดือนมิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้เอกสารการสมัครที่นำส่งไปแล้วนั้น ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยไม่เกิน 3&amp;nbsp; เมือง เพื่อส่งให้ยูเนสโกเป็นผู้ตัดสิน หากเมืองสุโขทัยได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ GNLC จะนับเป็นเมืองที่ 2 ของประเทศไทย โดยเมืองแรกที่ยูเนสโกคัดเลือกและประกาศผลไปแล้วเมื่อปี 2562 คือ เทศบาลนครเชียงราย หากสุโขทัยได้รับเลือกเป็น GNLC เท่ากับตอกย้ำความสำเร็จของ อพท. ที่สามารถยกระดับเมืองและพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนได้เป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อพท. ได้มองเห็นศักยภาพของเมืองสุโขทัย ที่จะสามารถเข้าชิง GNLC ได้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งทางด้านศิลปะและหัตถกรรม ที่มีการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น ประชาชนและชุมชนในเมืองแห่งนี้ก็ได้ใช้วิชาความรู้ที่สืบทอดต่อกันมาในการประกอบอาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการได้เข้าสู่การเป็นสมาชิกGNLC นอกจากช่วยให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิก GNLC ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 224 เมือง ใน 52 ประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลก เกิดการเดินทางศึกษาเรียนรู้ระหว่างกันในกลุ่มสมาชิก และยังช่วยสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ต้องการเดินทางเพื่อศึกษาเรียนรู้&amp;nbsp; อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดและตอกย้ำการรับรู้ในภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเมืองสุโขทัยที่เคยได้รับเลือกเป็น เมืองมรดกโลก (พ.ศ. 2534) มรดกความทรงจำแห่งโลก&amp;nbsp;(พ.ศ. 2546)&amp;nbsp; และเมืองสร้างสรรค์ (พ.ศ. 2562) อันจะนำมาซึ่งการยกระดับและเพิ่มมูลค่าเชิงพื้นที่ทั่วจังหวัดสุโขทัย&amp;nbsp; เกิดรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดและเข้าสู่ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมืองแห่งการเรียนรู้จะได้รับการจัดระบบการเรียนรู้ให้กับคนในเมืองทุกเพศ วัย สถานะ อาชีพ&amp;nbsp; เพื่อให้คนในเมืองมีการเรียนรู้ตลอดชีพและทั่วถึง นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต และนำไปสู่เมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน&amp;nbsp; และคุณสมบัติของเมืองที่จะเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้คือ มีการส่งเสริมให้เกิดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ประชาชนจะมีอำนาจในการตัดสินใจและการรวมกลุ่มทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชน มีการอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากสุโขทัยได้รับเลือกเป็นเครือข่าย GNLC สิ่งที่จะได้รับจากยูเนสโกในการเป็นสมาชิกครั้งนี้คือ 1. ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เช่น ได้เข้าถึงเครื่องมือและกลยุทธ์ในการพัฒนาเมือง ได้รับข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงานจากรายงานการวิจัยต่างๆ&amp;nbsp; ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเมืองแห่งการเรียรู้ทั่วโลก 2. ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เข้มแข็ง ได้สร้างหุ้นส่วนเครือข่ายความร่วมมือ เช่น ได้ติดต่อกับประเทศสมาชิก ได้สื่อสารกับเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญ ได้รับการสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมนานาชาติระดับภูมิภาค ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากสมาชิก&amp;nbsp; GNLC และ 3. ได้รับการยอมรับในความพยายามและการดำเนินงานของเมือง เช่น ได้ร่วมแบ่งปันเป้าหมาย ความคืบหน้า ผ่านช่องทางการสื่อสารของ UNESCO GNLC&amp;nbsp; ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เมืองกรณีศึกษา และยังได้รับสิทธิ์สมัครเข้ารับรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก้อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102523</URL_LINK>
                <HASHTAG>GNLC, UNESCO, UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, จังหวัดสุโขทัย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ยั่งยืน, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, องค์การยูเนสโก, อพท., เมืองแห่งการเรียนรู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a3d2a259bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าจัดอบรมคาราวานส่งเสริมและพัฒนาที่พักนักเดินทาง(Home Lodge)   ณ เชียงคาน หนุนที่พักคุณภาพ เน้นการเป็นเจ้าบ้านที่ดี รองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่  สร้างรายได้สู่ชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;(2 เมษายน 2564) &amp;nbsp;กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว &amp;nbsp;ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)&amp;nbsp;เปิดการอบรมส่งเสริมและพัฒนาที่พักนักเดินทาง (Home Lodge) รองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ ( New Normal) มุ่งเน้นการเป็นเจ้าบ้านที่ดี &amp;nbsp;เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย &amp;nbsp;ณ ห้องนครเวียงจันทร์ เชียงคาน ริเวอร์ เมาท์เทน รีสอร์ท จังหวัดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการอบรมส่งเสริมและพัฒนาที่พักนักเดินทาง(Home Lodge) &amp;nbsp;ในครั้งนี้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจํานวนที่พักเพื่อการท่องเที่ยวให้มีจํานวนมากขึ้น รองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ &amp;nbsp;โดยมุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ส่งเสริมความสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริม ความเป็นธรรมในการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้ง เน้นในส่วน ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงชุมชน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการนี้ กรมการท่องเที่ยว ได้ดําเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่พักนักเดินทาง (Home Lodge)ในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจหลักเกณฑ์คุณภาพของที่พักนักเดินทาง(Home Lodge) และนําหลักเกณฑ์คุณภาพที่พักนักเดินทาง (Home Lodge) มาเป็นแนวทางในการส่งเสริมเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ ไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ทั้งนี้ กทท.มุ่งหวังว่าสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยจะต้องมีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย &amp;nbsp;และมีความเป็นธรรมต่อนักท่องเที่ยว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดการอบรมในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นคาราวานการเดินทางจัดอบรม ซึ่งได้กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เป็นครั้งแรก โดยมีผู้เข้าอบรมรวม 100 คน &amp;nbsp;ทั้งนี้มีการเสวนาการเตรียมความพร้อมสู่การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจาก กรมการท่องเที่ยว&amp;nbsp; สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยววิถีใหม่และมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย(SHA) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงการเสริมศักยภาพให้ผู้เข้าอบรมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีจากผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว การจัดการป้องกันไวรัสโคโรนา 2019และการเสริมสร้างสุขอนามัยของเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยวจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย เทคนิคการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ จาก Blogger เพจไปไหนดี ตลอดจนการชี้แจงทางการพัฒนาผู้ประกอบการด้านที่พักนักเดินทางหลักเกณฑ์คุณภาพของที่พักนักเดินทาง (Home Lodge) เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและชุมชนที่เข้าร่วมครั้งนี้ โดยหลังจากการจัดอบรมฯ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการและชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนลดความเหลื่อมล้ำ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98349</URL_LINK>
                <HASHTAG>Home Lodge, NewNormalชีวิตวิถีใหม่, RoadTrip, กรมการท่องเที่ยว, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยววิถีใหม่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.), การอบรมส่งเสริมและพัฒนาที่พักนักเดินทาง, ททท., ที่พักนักเดินทาง, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, อพท., เชียงคาน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606a744b39535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  โอบอุ้ม &quot;คุ้งบางกระเจ้า&quot; สู่พื้นที่พิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot;ปอด และโอเอซีส ของคน&amp;nbsp;กรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเปรียบเทียบ&amp;quot;ภูเก็ต &amp;quot;เป็นไข่มุกแห่งอันดามัน &amp;quot;บางกระเจ้า &amp;quot;ก็เปรียบเสมือน&amp;quot;เพชรเม็ดงาม&amp;quot;ของคนเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ &amp;nbsp;จากทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ เลียบถนนพระราม3 เพียงข้ามไปอีกฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาก็ถึงบางกระเจ้าแล้ว &amp;nbsp;และถ้าวัดระยะจากสีลมย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใจกลางกรุงเทพ ก็ห่างจากบางกระเจ้าเพียงแค่ 5 กม.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่องเรือท่องเที่ยวชมสภาพธรรมชาติ ที่เป็นป่าชายแลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางกระเจ้าที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่บนบริเวณส่วนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา มีรูปร่างคล้ายกระเพาะหมู มีพื้นที่โดยรวม 12,000ไร่ ใน 6ตำบล ได้แก่ ต.บางกระเจ้า ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางกอบัว ต. บางกระสอบ ต.บางยอ ต.ทรงคนอง กลับทำหน้าที่ปอดฟอกอากาศและมลพิษต่างๆและคายกลับออกมาในรูปของออกซิเจน กลายเป็นอากาศสะอาดให้คนเมืองได้สูดหายใจได้สะดวก &amp;nbsp;โดยในแต่ละปีลมตะวันตกเฉียงใต้ จะพัดพาออกซิเจน และความชุ่มชื้นจากบางกระเจ้า เข้าสู่กรุงเทพมหานครนานถึง &amp;nbsp;9 เดือน &amp;nbsp; บางกระเจ้าจึงทำหน้าที่ปอดฟอกอากาศและมลพิษต่างๆและคายกลับออกมาในรูปของออกซิเจน กลายเป็นอากาศสะอาดสดใสให้คนเมืองได้สูดหายใจได้คล่อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขี่จักรบาน ชม 6เส้นทางท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2549 นิตยสาร Time Asia &amp;nbsp;ได้ยกย่องให้คุ้งบางกระเจ้า เป็น&amp;quot;ปอดกลางเมือง&amp;quot;ที่ดีที่สุดในเอเชียแห่งหนึ่ง ในอดีต และ&amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot; ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่อยู่ใกล้กรุงเทพที่สุด &amp;nbsp;คนที่มาเยือน จะได้เห็นถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชุมชน &amp;nbsp;ชื่นชมกับศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาพื้นถิ่น พร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดได้เต็มที่ &amp;nbsp; แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากไม่มีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม หรืออนุรักษ์สิ่งต่างๆดั้งเดิมไว้ ก็อาจจะเกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับบางกระเจ้า ดังจะเห็นได้จาก แม้กระทั่งการเป็นพื้นที่ 3น้ำ คือ มีน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย หมุนเวียนในแต่ละปี ก็เหลือแต่สภาพน้ำเค็มกับน้ำกร่อยเท่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่านี่คือบางกระเจ้า ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2520 จะมีมติให้อนุรักษ์บางกระเจ้าเป็นพื้นที่ธรรมชาติ อุดมด้วยต้นไม้ และมีกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงในพื้นที่ &amp;nbsp;แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะโอบอุ้ม พิทักษ์&amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot; ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอก ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;จึงมีโครงการอนุรักษ์บางกระเจ้าเกิดขึ้น &amp;nbsp;โดยคณะอนุกรรมการกำกับโครงการรักษ์น้ำ รักษ์ป่ารักษ์คุ้งบางกระเจ้า ที่มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมการ บริหารการท่องเที่ยวยั่งยืน(อพท.)ได้ขับเคลื่อน โครงการตามแนวพระราชดำริใน &amp;nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา &amp;nbsp;ในการพัฒนาคุ้งบางกระเจ้า และมอบหมายให้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรืออพท.ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ซึ่งต่อมาอพท.ได้ทำงานในพื้นที่ สร้างเครือข่ายส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยว ในระดับชุมชน 6 ตำบล และภาครัฐ ได้แก่ คณะทำงานประชารัฐขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนคุ้งบางกระเจ้า ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อมาภายหลังกลไกนี้ พัฒนาไปรวมกับคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้คณะอนุกรรมการกำกับโครงการ Our Khung Bangkachao &amp;nbsp;ภายใต้โครงการนี้ ต่อมามีการเปิดตัว 6เส้นทางท่องเที่ยวในบางกระเจ้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใต้สะพานภูมิพล 1 ตรงจุดคลองลัดโพธิ์&amp;nbsp; จะเห็นตึกสูงของกรุงเทพฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตามโครงการ &amp;ldquo;OUR Khung BangKachao&amp;rdquo; ได้ผนึกกับ 34 องค์กรขับเคลื่อน 6 แผน พัฒนาคุ้งบางกะเจ้าสู่ความยั่งยืนผนึกกำลังหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน พร้อมเครือข่ายชุมชน กำหนดแนวทางการบูรณาการทำงานร่วมกัน (Social Collaboration) มุ่งเป้าหมายสร้างความเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) เพิ่มขึ้น 20 % ภายใน 5 ปี (ปี 2561-2565) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนสีเขียวในเมืองของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มองจากคุ้งบางกระเจ้า อีกฝั่งเป็นพระราม 3 &amp;nbsp;มีตึกสูงเรียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการน้ำและการกัดเซาะริมตลิ่ง ด้านการจัดการขยะ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านการท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละองค์กรสมาชิกในโครงการฯ ได้นำความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยีหลากหลายมาบูรณาการเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติ มุ่งบรรลุเป้าหมายและผลลัพธ์ร่วมกัน สอดคล้องกับความต้องการชุมชน และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแม่น้ำเจ้าพระยากางกั้น อีกฟากที่คนางกระเจ้ามองเห็นฝั่งกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คณะทำงานทั้ง 6 ด้านได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน และจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ 6 ตำบลในคุ้งบางกะเจ้า โดยเป้าหมายในระยะแรกมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียว ซึ่ง คณะทำงานพื้นที่สีเขียว นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำหนดเป้าหมายมุ่ง &amp;ldquo;รักษาและพัฒนาพื้นที่สีเขียวในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้ได้ 6,000 ไร่ ภายใน 5 ปี&amp;rdquo; พร้อมสร้างอัตลักษณ์พื้นที่สีเขียวต้นแบบในแต่ละตำบล โดยในปี 2562 มีแผนดำเนินการระยะเริ่มต้นก่อน 400 ไร่ ในพื้นที่ราชพัสดุของกรมป่าไม้ โดยออกแบบวางแผนการปลูกและบำรุงรักษาร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวทั้ง 6 ตำบลฯ ปัจจุบันมีองค์กรภาคีที่ร่วม และมี15 องค์กร สนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;309.50 ไร่ (77 แปลง) ซึ่งนอกจากช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่แล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นทรัพยากรพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของประเทศต่อไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีเสวนาเรื่องการยกระดับบางกระเจ้าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษเพื่อความยั่งยืน จัดโดยอพท.(ขวา)อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร จากนิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยการพัฒนาบางกระเจ้า ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษที่ยั่งยืน กล่าวว่า ชุมชนบางกระเจ้ามีประวัติศาสตร์ ลุ่มลึกยาวนาน ก่อตั้งก่อนยุครัตนโกสินทร์ มีวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมชาวมอญตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน บางกระเจ้าจึงมีเสน่ห์ ทั้งในแง่การเป็นพื้นที่สีเขียว และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เหมาะกับการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างมาก แต่การเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จะทำให้ บางกระเจ้า มีโอกาสถูกทำลายทางธรรมชาติได้เช่นกัน ปัจจุบันบางกระเจ้ามีพื้นที่สีเขียว 58% ของพื้นที่ทั้งคุ้ง ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย และอุตสาหกรรมบางชนิด 42% &amp;nbsp;ซึ่งการที่เราตั้งใจให้บางกระเจ้ามีพื้นที่สีเขียว 60% หรือเพิ่มขึ้นอีก 2% ประมาณ 200 ไร่นั้น &amp;nbsp;แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่มาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับชุมชนบางกระเจ้า &amp;nbsp; ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือ การให้คนในพื้นที่เห็นชอบร่วมกันกับแนวคิดนี้ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ &amp;nbsp; เหมือนเช่นกรณีหิ่งห้อยที่เคยหายไปจากบางกระเจ้า แต่ชุมชนได้ช่วยกัน พลิกฟื้นทำให้หิ่งห้อยกลับคืนมาได้อีกครั้ง &amp;nbsp;ซึ่งในกรณีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;
การเป็นพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;และทำหน้าที่ปอดให้คนกรุง &amp;nbsp;โดยถูกกฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ฉบับ ควบคุมจำกัดการใช้พื้นที่ โดยบางกระเจ้ามีกฎหมายพิเศษ ห้ามเจ้าของที่ดินสร้างบ้านเกิน 25% ของพื้นที่ที่ครอบครอง และสูงไม่เกิน 12เมตร และยังต้องปลูกต้นไม้ในพื้นที่อยู่อาศัยตามที่ถูกกำหนดอีกด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแม่น้ำเจ้าพระยากางกั้น อีกฟากคือฝั่งกรุงเทพ ที่ได้ประโยชน์ขจากระบบนิเวศที่ยังเป็นธรรมชาติของบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ไชยณัฐ &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp;การปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นปอดให้คนกรุงเทพ &amp;nbsp;ถือว่าเป็นความเสียสละของคนบางกระเจ้า แต่คนบางกระเจ้าไม่ได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ &amp;nbsp; และอย่าว่าแต่การผลิตออกซิเจนให้คนเมืองสูดหายใจเลย การที่คนกรุงเทพ จากฝั่งพระราม 3 &amp;nbsp;ที่อยู่คอนโดย สามารถเห็นวิวเขียวขจีของบางกระเจ้าได้นั้น คนบางกระเจ้าก็ไม่ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวจึงควรมีแนวคิดว่า ควรจะมีการตอบแทนกลับคืนให้คนบางกระเจ้า เช่น การให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ที่คิดเป็นค่าคาร์บอนด์เครดิต &amp;nbsp;หรือการเก็บภาษีจากคนเมือง เพื่อมอบให้คนบางกระเจ้า ที่ทำหน้าที่ดูแลคุ้งให้เเต็มไปด้วยต้นไม้ เป็นปอดของคนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
การพัฒนาบางกระเจ้าให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษยั่งยืน และชณะนี้มีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา &amp;nbsp;โดย&amp;quot;อพท.&amp;quot; เตรียมเสนอให้รัฐบาลประกาศให้&amp;quot; บางกะเจ้า&amp;quot; เป็นพื้นที่พิเศษฯ ประมาณปลายปี 2564 &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนของอพท.เป็นอย่างไร นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ &amp;nbsp;อพท. กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา อพท.ได้ลงพื้นที่เตรียมพร้อม ทำความเข้าใจกับผู้อยู่อาศัยชุมชนในชุมชน &amp;nbsp;และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งต้องมีส่วนร่วมดำเนินการตั้งแต่ต้น เป้าหมายหลักในแผนการพัฒนานี้การยกระดับมาตรฐานให้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวพิเศษที่มความยั่งยืน และในปีงบประมาณ24564 อพท. ได้จัดทำ 2โครงการสำคัญ คือ 1.โครงการศึกษาความเหมาะสมการประกาศพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้า และจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้า และ 2.โครงการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมาตรฐานสากล เป็นพื้นที่ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามเกณฑ์หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council และ Green Growth ตามโครงการOur Khung BangKachao GSTC โดยได้รับกรสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยแลนวัตกรรม หรือ สกสว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ &amp;nbsp;อพท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนในฐานะผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ และในแผนยุทธศาสตร์นี้ &amp;nbsp;ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน &amp;nbsp;ขณะที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ก็จะได้รับแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ที่อพท. ได้ศึกษาและจัดทำขึ้น และจะมีการทำแผนพัฒนา เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณการดำเนินการต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป้าหมายเราคือ การทำให้บางกระเจ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวพิเศษที่มีความยั่งยืน &amp;nbsp;พื้นที่สามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดและเกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุดต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ประชาชนที่อยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ใช้ประโยชน์และคุณค่าจากฐานทุนทางธรรมชาติแลวัฒนธรรมที่มี &amp;nbsp; เสริมสร้างศักยภาพ และมีชื่อเสียงของบางกระเจ้าให้โดดเด่นยิ่งชึ้นกว่าเดิม &amp;nbsp;แต่การจะบรรลุเป้าหมายได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด &amp;quot;ผอ.อพท.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำผ้ามัดย้อมของชนชาวมอญ บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมี่ยงกลีบบัวมรดกวัฒนธรรมทางอาหาร ของบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางจักรยาน ถ้าได้มาคุ้งบางกระเจ้า ควรมีโอกาสไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติรอบเกาะ

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98262</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, นิด้า, บางกระเจ้า, อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร, อพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606949fa55ace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
