<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อภ.&quot;ไม่สนกรมทรัพย์สินทางปัญญา!!!เดินหน้าสกัดน้ำมันกัญชา ทุ่ม130 ล้าน ทำแปลงปลูกบนอาคารสำนักงานเล้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ธ.ค.องค์การเภสัชฯ &amp;nbsp;เดินหน้าสกัดน้ำมันกัญชาเต็มรูปแบบ ไม่สนกรมทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาสิทธิบัตร อนุมัติงบฯด่วน 130 ล้านทำแปลงเพาะปลูกกัญชาบนตึกอาคารอภ. รวมทั้งการบำรุงพันธุ์ หลังจากกัญชาที่ป.ป.ส.จับ ไม่สามารถสกัดได้เพราะปนเปื้อนสารเคมี &amp;nbsp; ที่ลั่นคนไทยต้องได้ใช้รักษาโรคพ.ค.62 ด้าน นักวิชาการเกษตร จี้ ออกกม.คุมจดสิทธิบัตรสารสังเคราะห์กัญชาในไทยที่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตหากทุกคนคิดว่ากัญชาไทยเราต้องรักษาไว้เพื่อคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นพ.โสภณ เฆมธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ในวาระพิเศษ ว่า ตามที่ องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์เพื่อให้มีการใช้ยาสมุนไพรในประเทศ ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยพัฒนาการสกัดและผลิตภัณฑ์จากกัญชาของกลาง แต่มีปัญหาว่าพบสารเคมีปนเปื้อน ไม่สามารถเอามาใช้ได้ จึงจะมีการปลูกกัญชาใช้เอง ล่าสุดที่ประชุมอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนให้ 10 ล้านบาท ตอนนี้เดินหน้าติดตั้งระบบเพาะปลูก ชั้น 2 อาคารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ฝ่ายเภสัชเคมีภัณฑ์เพื่อให้ได้น้ำมันกัญชามาใช้ภายในเดือน พ.ค.2562 นอกจากนี้บอร์ด อภ.ยังได้อนุมัติให้ทำเรื่องของบกลาง 130 ล้านบาท สำหรับสำหรับปรับปรุงอาคารและติดตั้งระบบเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์กัญชาทางการแพทย์ โดยจะทำเรื่องขอไปยังสภาพัฒน์ ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ส่วน ระยะที่ 3 เป็นการขยายขนาดการปลูกและการผลิตสารสกัดกัญชาสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยใช้พื้นที่ขององค์การเภสัชกรรม อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่อไป หากจำเป็นต้องหาผู้ร่วมทุนขอยืนยันว่าต้องเป็นผู้ประกอบการไทยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบขนาดนี้ แสดงว่าเรื่องการขอสิทธิบัตรของต่างชาติไม่ได้ได้มีปัญหาอะไรหรือไม่ และทางกรมทรัพย์สินตอบรับกลับมาอย่างไรบ้าง นพ.โสภณ กล่าวว่า ยังไม่มีการตอบรับกลับมา แต่เราคงรอไม่ได้ การที่ตัดสินใจเดินหน้า คือ 1. &amp;nbsp;จะไม่มียาให้ประชาชนใช้ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องสกัดกัญชาเป็นน้ำมันเพื่อให้ใช้ได้ 2. เมื่อดูตามกฎหมายสารสกัดจากธรรมชาติไม่มีใครสามารถจดทะเบียนได้ &amp;nbsp;เราเลยมั่นใจว่าหากดูตามกฎหมาย หากนำกัญชามาปลูก มาพัฒนาสายพันธ์ มาสกัดหากออกมาเป็นอย่างไรก็นำมาใช้อย่างนั้น &amp;nbsp;ไม่ได้ออกมาแล้วไปเลียนแบบใคร ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะถูกหรือผิด หากมีการฟ้องขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องสารสกัดธรรมชาติกัญชาไม่น่ากังวลนักเพราะชัดเจนว่าไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ตนกังวลคือขณะนี้หลายประเทศ ได้มีการพัฒนาเรื่องสารสังเคราะห์จากกัญชา ซึ่งตอนนี้มี 90 ตัวแล้ว ซึ่งในอนาคตเขาสามารถทำยาถูก จนน่ากังวล เพราะฉะนั้นกรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย ต้องเปลี่ยนแปลง กฎหมายด้วยซ้ำว่า หากสังเคราะห์แล้วเหมือนกับสารจากธรรมชาติก็ต้องไม่ให้ เพราะมีผลต่อความสงบเรียบร้อยในประเทศ ซึ่งในอนาคตจะมีสารสังเคราะห์มาจดสิทธิบัตร ซึ่งโดยทั่วไปตามกฎหมายสามารถจดได้ และเมื่อจดได้สารสังเคราะห์เหล่านี้จะถูกมากเพราะทำในห้องทดลองไม่ต้องปลูกพืช ตัวนี้ต่างหากที่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นคิดว่าเราต้องมองกาลไกล หากทุกคนคิดว่ากัญชาไทยเราต้องรักษาไว้เพื่อคนไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24296</URL_LINK>
                <HASHTAG>#องค์การค้าคุรุสภา, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, การทำน้ำมันกัญชา, จดสิทธิบัตรกัญชา, นพ.โสภณ นราธร, อภ.ทุ่ม130ล้านเดินหน้าสกัดน้ำมันกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181215/image_big_5c14b7c051749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
