<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. ปลื้มสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 วงเงิน 1แสนล้านขายเกลี้ยงใน 6 สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.2563 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากการที่ ธ.ก.ส. ได้เปิดรับฝาก &amp;ldquo;สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5&amp;rdquo; จำนวน 1,000 &amp;nbsp; ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 100,000 ล้านบาท มีอายุการรับฝาก 3 ปี ลุ้นรางวัลสูงสุด 10 &amp;nbsp;ล้านบาท รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 91 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเริ่มเปิดรับฝากมาตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 นั้น สลากดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากเกษตรกรลูกค้าและประชาชนทั่วไป ทำให้ยอดรับฝากเต็มวงเงินอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น โดยมียอดรับฝากผ่านทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. &amp;nbsp;A-Mobile จำนวน 36,188 ล้านบาท และยอดรับฝากผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร จำนวน 63,812 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส. ขอขอบคุณเกษตรกรลูกค้าผู้มีอุปการะคุณทุกท่านผู้ฝากสลากทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคาร ซึ่งเงินทุก ๆ บาทที่ท่านฝากไว้ ธ.ก.ส. จะนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุน &amp;nbsp;ภาคเกษตรกรรม การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งสู่ธุรกิจชุมชน อันเป็นฐานรากที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการฝากเงินกับ ธ.ก.ส. สามารถเลือกใช้บริการผลิตภัณฑ์เงินฝากอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ อาทิ &amp;nbsp; สลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน หน่วยละ 20 บาท อายุรับฝาก 2 ปี ฝากขั้นต่ำ 20 บาท สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/ครั้ง เมื่อฝากครบกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.20 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 0.5 ต่อปี (ไถ่ถอนคืนได้เมื่อครบกำหนด) โดยผู้ฝากสามารถลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 2,000,000 บาท และรางวัลเลข 4 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท ได้ในงวดแรกที่ฝาก และลุ้นรางวัลเลข 4 ตัว มูลค่า 20 บาท ตลอดระยะเวลารับฝาก 24 งวด &amp;nbsp; ออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน ซึ่งสามารถฝากได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile หรือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ออมเงินกับเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค สมุดเล่มแดงที่มีสิทธิ์ลุ้นโชค รับรางวัลจากยอดเงินฝากทุก 2,000 บาท ติดต่อกัน 3 เดือน จะได้ 1 สิทธิ์ และยอดเงินฝากทุก 10,000 บาทติดต่อกัน 7 เดือน จะได้รับเพิ่ม 1 สิทธิ์ และหากฝากติดต่อกัน 10 เดือน จะได้รับเพิ่ม 2 สิทธิ์ โดยลุ้นจับรางวัลในระดับจังหวัดปีละ 2 ครั้ง และลุ้นรับรางวัลระดับประเทศอีกปีละ 1 ครั้ง โดยสามารถค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ตรงตามความต้องการของท่านได้ที่ www.baac.or.th หรือติดต่อสอบถามได้ที่ Call Center 02 555 0555 หรือที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79736</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายเกลี้ยง, ธ.ก.ส., สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8813f482382.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธ.ก.ส.” ระดมทุนด้วย Green Bond  ฟื้นผืนป่าลุยพัฒนาศักยภาพชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการธนาคารต้นไม้สนับสนุนให้เกษตรกรและชุมชนปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยมีชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,844 ชุมชน มีผู้ร่วมปลูกต้นไม้กว่า 130,000 ราย มีต้นไม้ปลูกเพิ่มในประเทศกว่า 1.2 ล้านต้น สามารถยกระดับกลุ่มธนาคารต้นไม้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ 153 กลุ่ม และเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกต้นไม้ มีการแปลงมูลค่าต้นไม้เป็นทรัพย์สิน เพื่อนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;สิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จากช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกต้องเจอวิกฤติภัยธรรมชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามกระแสโลกในปัจจุบันได้กลับมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ความต้องการใช้ไม้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การปลูกไม้เศรษฐกิจกลายเป็นการลงทุนใหม่ที่น่าสนใจ และนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อย 40% ของพื้นที่ประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทำให้ &amp;ldquo;ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ใส่ใจในประเด็นดังกล่าว และได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพองค์กรและชุมชนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมีแผนงานที่สำคัญ ได้แก่ สนับสนุนโครงการชุมชนไม้มีค่าของรัฐบาล ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในรูปแบบวนเกษตร การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนากลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก การดูแลรักษา การสร้างมูลค่าเพิ่มจากไม้ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปลูกป่าและรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ โดยดำเนินการผ่าน &amp;ldquo;การออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond)&amp;rdquo; โดยพันธบัตรดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการลดภาวะโลกร้อน ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมในวัตถุประสงค์ต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;อภิรมย์ สุขประเสริฐ&amp;rdquo; ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า คณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติให้ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ในปีบัญชี 2563-2567 โดยในปีบัญชี 2563 จะจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) วงเงิน 6 พันล้านบาท ซึ่งจะเสนอขายต่อนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 10 ราย ในรอบระยะเวลา 4 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยมีโครงการสินเชื่อที่เชื่อมโยงการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1.สินเชื่อรักษ์ป่าไม้ไทยยั่งยืน วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ การปลูกสวนป่า หรือปรับเปลี่ยนอาชีพในการปลูกไม้เศรษฐกิจ 2.สินเชื่อ Green Credit วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตเกษตรอินทรีย์หรืออาหารปลอดภัย หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 3.สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย และสินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิด สินเชื่อผู้ประกอบการเกษตร (SMAEs) ที่มีวัตถุประสงค์สนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน การป้องกันและควบคุมมลพิษ การจัดการน้ำ และการปลูกป่าสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 68 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของต้นไม้ การมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ป่าและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ณ โรงเรียนบ้านบนนา ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ธ.ก.ส.ยืนยันว่า พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการธนาคารต้นไม้สนับสนุนให้เกษตรกรและชุมชนปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยมีชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,844 ชุมชน มีผู้ร่วมปลูกต้นไม้กว่า 130,000 ราย มีต้นไม้ปลูกเพิ่มในประเทศกว่า 1.2 ล้านต้น สามารถยกระดับกลุ่มธนาคารต้นไม้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ 153 กลุ่ม และเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกต้นไม้ มีการแปลงมูลค่าต้นไม้เป็นทรัพย์สิน เพื่อนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก โดยร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ตามโครงการ Low Emission Support Scheme : LESS จำนวน 27 ชุมชน ชุมชนละไม่เกิน 50,000 บาท เป็นเงิน 1,300,000 บาท ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 193,000 ตันคาร์บอน และจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ซึ่งในปีบัญชี 2563 ธ.ก.ส.ได้นำร่องในพื้นที่ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จ.ขอนแก่น มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 90 ราย พื้นที่ประมาณ 500 ไร่ คาดว่าสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 475 ตันคาร์บอน/ปี คิดเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตประมาณ 70,000 บาท/ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการจัดทำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 10 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก สกลนคร มุกดาหาร อุบลราชธานี สระบุรี ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ปัตตานี รวมพื้นที่ 218 ไร่ และสนับสนุนงบประมาณในการสร้างฝายชะลอน้ำทั่วประเทศ จำนวน 6,540 ฝาย เป็นเงิน 161 ล้านบาท เกษตรกรได้ประโยชน์ 330,000 ราย พื้นที่การเกษตร 620,000 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมเกียรติ กิมาวหา&amp;rdquo; รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการสนับสนุนโครงการ ในปี 2563 ธ.ก.ส.ได้ระดมทุนโดยการออกพันธบัตรด้านสิ่งแวดล้อม Green Bond จำนวน 6,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท (ในปีบัญชี 2563-2567) เพื่อนำมาใช้เป็นทุนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนในชนบท เช่น สินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้ สินเชื่อรักษ์ป่าไม้ไทยยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;มุ่งสนับสนุนให้ประชาชนหันมาปลูกป่าเพื่อการออม การสร้างมูลค่าเพิ่มจากป่าไม้ในเชิงเศรษฐกิจ การสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สินเชื่อเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง สินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิด เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้ทายาทเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาดและการจัดการ หันมาร่วมพัฒนาภาคเกษตรกรรม และสินเชื่อ SMAEs ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาและยกระดับสินค้าการเกษตร เป็นต้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ดี เป้าหมายและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือ ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 500,000 ไร่ มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านต้น โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมูลค่ารวมของต้นไม้ 400,000 ล้านบาท มูลค่าจากการเก็บของป่าขาย 1,130 ล้านบาทต่อปี สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 950,000 ล้านตันต่อปี มูลค่าคาร์บอนเครดิต 95 ล้านบาทต่อปี มูลค่าระบบนิเวศบริการ 89,737 บาทต่อไร่ต่อปี โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 38,000 ครัวเรือน อีกทั้งเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 155,000 ราย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73742</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเกียรติ กิมาวหา, อภิรมย์ สุขประเสริฐ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d3b49dc610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี &#039;ธ.ก.ส.&#039;จ่อยืดพักหนี้เอสเอ็มอีเกษตร5แสนราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2563 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. จะขยายเวลาการชำระหนี้เอสเอ็มอีเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธนาคาร 5 แสนราย มูลหนี้ 2 แสนล้านบาท จากที่สิ้นสุด 30 ก.ย. นี้ ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น และเมื่อถึงสิ้นปีจะพิจารณาอีกครั้งว่ามีความจำเป็นต้องขยายเวลาการชำระหนี้ให้อีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลูกหนี้เกษตรกรรายย่อย 4 ล้านราย มูลหนี้กว่า 1 ล้านล้านบาท ได้มีการพักชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ตั้งแต่การเริ่มระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 6 หมื่นล้านบาท หรือ 4.07% ของสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่กังวล เพราะ ธ.ก.ส. ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด มีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังดูแลลูกค้า มีการเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ของลูกค้าตั้งแต่ยังเป็นหนี้ดี ซึ่งแนวทางนี้ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธ.ก.ส.ไม่ห่วงเรื่องหนี้เสียของลูกค้า แต่เป็นห่วงเรื่องรายได้ของเกษตรกรมากกว่า เพราะเจอทั้งผลกระทบจากโควิด-19 และปัญหาภัยแล้งปีนี้ที่คาดว่าจะรุนแรง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง แต่มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีคนในครอบครัวไม่มีงานในเมืองกลับไปอยู่ด้วย ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้มีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือพยุงให้เกษตรกรผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้&amp;quot; นายอภิรมย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ โครงการ สินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิด มีการประชาสัมพันธ์จัดประกวด New Gen Hug บ้านเกิด เพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิดแรงบันดาลใจในการทำเกษตรกรนวตกรรม ในบ้านเกิด มีผู้สมัครมากว่า 2 หมื่นราย ผ่านการคัดเลือก 104 ราย ผู้ชนะการประกวดก็จะได้เงินช่วยเหลือและสินเชื่อ เพื่อไปดำเนินการโครงการเกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส. จะไม่ทิ้งคนรุ่นใหม่ที่สมัครมาทั้งหมดกว่า 2 หมื่นราย แม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบ แต่ก็จะเรียกมาเพื่อพิจารณาสินเชื่อให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้ทั้งหมด หากว่ายังมีความตั้งใจที่จะทำเกษตรกรจริงๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72605</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), พักหนี้เอสเอ็มอีเกษตร, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8813f482382.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความร่วมมือ-ร่วมใจที่มีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นศูนย์กลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฮื่ออ์อ์อ์...อย่างน้อยก็ยังพอมีข่าวคราวที่ฟังแล้วรื่นหู พอช่วยให้สดใส สดชื่น รื่นเริง ขึ้นมามั่ง แม้แต่เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี แทนที่จะเต็มไปด้วยข่าวประเภท ขี้ๆ หรือข่าวคราวความเคลื่อนไหวของบรรดา หนอนในถังอุจจาระ ที่อยากจะได้เก้าอี้ โยกเก้าอี้ ย้ายเก้าอี้ อันไม่ได้ช่วยให้เกิดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ในการ รู้-รัก-สามัคคี หรือ ความร่วมมือ-ร่วมใจ ใดๆ แม้แต่น้อย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวที่ฟังแล้วพอได้เกิดอาการปึ๋งๆ ปั๋งๆ ขึ้นมามั่ง...ก็คือข่าวอันว่าด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ท่านเตรียมจะควักเม็ดเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท ออกมาใช้ก่อรูป อัดฉีด กระตุ้น และเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดเครือข่ายทางสังคมขึ้นมาในอีกลักษณะหนึ่ง ที่ผู้บริหารธนาคาร อย่างคุณ อภิรมย์ สุขประเสริฐ ท่านเรียกขานเอาไว้ในนาม โครงการเศรษฐกิจพอเพียงสร้างไทย และได้เริ่มเปิดตัว เปิดผ้าม่านกั้ง ไปเมื่อวันวานที่ผ่านมา...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือเป็นโครงการที่เอาไว้อัดฉีด กระตุ้น ก่อรูปก่อร่าง เพื่อให้บรรดาเกษตรกรโดยพื้นฐาน หรือโดยปัจเจกบุคคล หันมาค้นหาและค้นพบ แนวคิดปรัชญาตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ที่ล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ก่อนที่โลกทั้งโลกจะเต็มไปด้วย อัตราเสี่ยง หรือก่อนที่จะถูกเชื้อไวรัส COVID-19 บีบบังคับ ให้ต้องเปลี่ยนโลก ล้างโลก อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ การหันกลับไปหา ฐานราก ไปสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้เกิด ความร่วมมือ-ร่วมใจ ของผู้คนในระดับพื้นฐานของสังคม อันได้แก่บรรดาเกษตรกรทั้งหลาย ให้หันมาค้นหาและค้นพบ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย อ่อนน้อม เพียบพร้อมด้วยสุขสันติ อันน่าจะเข้าท่าซะยิ่งกว่าวิถีชีวิตที่หวือๆ หวาๆ เต็มไปด้วยภยันตราย และการเสี่ยง จึงถือเป็นอะไรที่น่าปลาบปลื้มและยินดีเป็นอย่างยิ่ง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนอกเหนือไปจากการส่งเสริม สนับสนุน เกษตรกรระดับปัจเจกบุคคลเป็นรายตัวไปแล้ว ธ.ก.ส. ท่านยังพยายามขยายความช่วยเหลือไปยัง วิสาหกิจชุมชน จำนวนไม่ต่ำกว่า 16,000 รายเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็น เครือข่าย เป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันและผู้ประกอบการอีกไม่น้อยกว่า 7,255 แห่ง เพื่อชักจูงให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต การแปรรูป การเข้าถึงและเข้าใจในระบบ ตลาด สมัยใหม่ การขนส่ง ตลอดไปจนการท่องเที่ยวแบบชุมชน ฯลฯ โน่นเลย ซึ่งต้องเรียกว่า...ออกจะสะท้อนให้เห็นถึงความเอาจริง-เอาจัง อยู่ตามสมควร ไม่ได้คิดจะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแค่ ยันต์กันผี หรือเป็นคาถาที่เอาไว้ท่อง ไว้บ่น แบบนกแก้ว-นกขุนทองเท่านั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือสำหรับผู้ที่พอจะ รู้โลก-รู้เรา ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น...ส่วนใหญ่ก็น่าจะมองออก ว่าภายใต้โลกยุคใหม่ โลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือโลกยุคหลัง COVID-19 นั้น มีแต่สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั่นแหละ ที่ถือเป็นคำตอบ คำอธิบาย ที่สอดคล้องกลมกลืน และชัดเจนที่สุด สำหรับอนาคตของประเทศชาติและสังคมทั้งหลาย การหันกลับไปหาฐานราก กลับไปสร้างความแข็งแกร่ง ความเป็นอิสระ และการพึ่งตนเองเอาไว้ซะแต่เนิ่นๆ ถือเป็นทางออก ทางไป ที่ไม่ว่าประเทศไหนต่อประเทศไหน มีแต่ต้องให้ความยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธ โดยเฉพาะในภาวะที่ เงินทองเป็นของมายา-ข้าว ปลาสิของจริง มันกำลังปรากฏให้เห็นเป็นจริง เป็นจัง ยิ่งเข้าไปทุกที...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;--------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกว่า...ขนาดนักเศรษฐกิจกระแสหลัก อย่าง ป๋าดัน อย่างท่านรองนายกฯ เฮียกวง สมคิด ท่านยังอดไม่ได้ที่จะต้องหันมาดันเศรษฐกิจฐานราก หันมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจพอเพียง อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว กว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะการเอาแต่ดันเศรษฐกิจในระดับยอด เอาไป-เอามาแล้ว...มันชักออกอาการ อย่ามาดันกูซิ...กูเจ็บกูนะ หนักยิ่งเข้าไปทุกที ระดับถึงขั้นต้องสั่งห้ามธนาคารแต่ละธนาคารจ่ายเงินปันผลกันไปแล้ว โดยโอกาสที่จะเจ็บ จะแสบ จะฉีกขาดยิ่งไปกว่านี้ ก็น่าที่จะเป็นไปได้ในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล โดยเฉพาะเมื่อไหร่ที่ อภิมหามารดาแห่งฟองสบู่ ของโลก มันเกิดแตก เกิดระเบิด ขึ้นมาจริงๆ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรืออย่างรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก็น่าจะเป็นอีกรายหนึ่ง ที่แม้จะอยู่ในกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระทรวงเศรษฐกิจ แต่ในเมื่อการศึกษา หรือความรู้ ความคิด ย่อมถือเป็น ทุน ชนิดหนึ่ง ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ การอาศัยเครือข่ายการศึกษาเป็นตัวส่งเสริมและสนับสนุน ให้วิถี ความพอเพียง ในระดับฐานราก เป็นจริง เป็นจัง ขึ้นมาด้วยการบริหาร จัดการ ทรัพยากรน้ำ ให้เกิดความลงตัวขึ้นมาให้จงได้ จึงถือเป็นรัฐมนตรีอีกรายที่น่าเสียดายเอามากๆ ถ้าหากจะ ถูกถีบ ออกไปก่อนกำหนดการ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งถ้าหากความพยายามสร้าง ความร่วมมือ-ร่วมใจ ของกลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าในระดับรัฐมนตรี สถาบัน องค์กร ธนาคาร ไปจนถึงปุถุชนคนธรรมดา โดยอาศัยแนวคิดและหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ตั้ง ดันต้องไปเจอกับ ความยื้อมา-ยื้อไป ของบรรดาพวกประเภทเรียงหิน-ซีทีเอ็กซ์-แฮงค์แล้วแฮงค์อีก ไปจนถึงเต้-กาสิโนและขุดคลอง ฯลฯ จนทุกสิ่งทุกอย่างต่างไม่มีวันพอเพียง หรือต่างก็เติมไม่เต็มไปด้วยกันทั้งสิ้น อันนี้...คงต้องส่งเทียบเชิญ ขออัญเชิญ บิ๊กป้อม ให้กลับไปทำ บายพาส กันใหม่อีกซักรอบ-สองรอบ เอาให้ไม่ต้องเดินกระย่อง กระแย่ง กันต่อไปอีกเลย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก A.A. Attanasio... &amp;ldquo;Silence is a text easy to misread.- การนิ่งเงียบ...เป็นตัวหนังสือที่อ่านแล้วอาจตีความผิดได้ง่าย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69617</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ท่านขุนน้อย, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส.ดีเดย์15พ.ค.เกษตรกรรับ5พัน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 พ.ค. 2563 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คาดว่าจะสามารถโอนเงินให้เกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) โดยจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานของรัฐ รายละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค. &amp;ndash; ก.ค. 63) จำนวน 10 ล้านราย วงเงิน 150,000 ล้านบาท ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนการจ่ายเงินดังกล่าว ธ.ก.ส. จะรับข้อมูลผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง กรณีเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. แล้ว สามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้ โดยไม่ต้องมาเปิดบัญชีใหม่ ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. สามารถแจ้งบัญชีเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com ของ ธ.ก.ส. ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป หลังจากระบบประมวลข้อมูลและตรวจสอบบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับความช่วยเหลือในมาตรการ &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; แล้ว เมื่อ ธ.ก.ส. ได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง จะรีบดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรต่อไป โดยจะกระจายการโอนครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณวันละ 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงการจ่ายเงินเยียวยาชดเชยรายได้จากโควิด-19 ว่า ในสัปดาห์นี้คลังเตรียมโอนเงินให้ผู้ลงทะเบียนได้อีก 3 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มีผู้ได้รับเงินรวมทั้งหมดกว่า 11 ล้านคน โดยแบ่งวันที่ 5 พ.ค. ประมาณ 8 แสนคน วันที่ 6 พ.ค. 1 แสนคน และวันที่ 7-8 พ.ค.อีกวันละ 1 ล้านคน ที่สำคัญผู้ที่เพิ่งมีสิทธิได้รับเงินเดือน พ.ค.เป็นเดือนแรก จะได้รับเงินรวมยอดเดือน เม.ย.และเดือนพ.ค.เป็น 10,000 บาททันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้กู้เงินงวดแรก 70,000 ล้านบาท ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะมีเงินเข้าคลังในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เพื่อนำไปจ่ายเยียวยาผู้รับผลกระทบจากโควิด-19จำนวน 14 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 2 ล้านคนจะใช้เงินจากส่วนอื่นในการจ่าย โดยการกู้งวดแรกได้ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน และกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการกู้เงินงวดต่อไป สบน.จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 50,000 ล้านบาท สำหรับจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร 5,000 บาท อีกจำนวน 10 ล้านคน ซึ่งจะเริ่มเปิดให้เข้ามาเสนอเงินกู้ได้วันที่ 5 พ.ค.เช่นกัน และจะมีเงินเข้าคลังตามแผนภายในวันที่ 11 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), อภิรมย์ สุขประเสริฐ, โอนเงินให้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2c1bcc7890.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ธ.ก.ส.&#039;ช่วยลูกค้าพักหนี้อัตโนมัติ6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 63 &amp;ndash; &amp;nbsp;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี โดยพักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย 6 เดือน ตั้งแต่เม.ย. ถึง ก.ย. 2563 แบบอัตโนมัติทุกราย ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอีเกษตร ของ ธ.ก.ส. ได้แก่ เกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ &amp;nbsp;(นิติบุคคล) กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านหรือชุมชน และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ประกอบธุรกิจในกระบวนการรวบรวม การแปรรูป การตลาด และการบริการที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีสถานะหนี้ไม่เป็นเอ็นพีแอล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และมีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งผู้ค้ำประกันไม่ต้องลงนามสัญญา อีกทั้งลูกหนี้ที่ได้รับสิทธิ์จะไม่ถูกรายงานเครดิตบูโรเป็นเอ็นพีแอล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากลูกหนี้ประสงค์ชำระค่างวดในช่วงของการพักชำระหนี้ ไม่ถือว่าลูกหนี้สละสิทธิ์ในการร่วมโครงการ โดย ธ.ก.ส. ยังคืนดอกเบี้ยให้10% ของเงินที่ส่งชำระ (Cash Back)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี ปลอดชำระคืนดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง &amp;nbsp;ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และมีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยไม่เรียกหลักประกันเพิ่ม สินเชื่อธุรกิจทุกประเภทสามารถใช้บริการตามมาตรการดังกล่าว ยกเว้นวงเงินหนังสือค้ำประกัน วงเงิน A - Cash บัตรเกษตรสุขใจ บุคลากรภาครัฐ สินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับมาตรการสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาต้นสังกัด หรือศูนย์ธุรกิจ ธ.ก.ส. ประจำจังหวัด ใกล้บ้านท่าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64142</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), พักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย 6 เดือน, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2c1bcc7890.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดที่ปรึกษาศก.สู้&#039;โควิด&#039; เยียวยา&#039;เกษตรกร&#039;ไม่จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ระดมบุคคลระดับมันสมองตั้งทีมที่ปรึกษาด้านธุรกิจเอกชน รับมือผลกระทบโควิด-19 เข็นมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการปรับตัวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; เผยเตรียมเสนอแผนเศรษฐกิจ &amp;quot;ออกจากมาตรการ Lock-down&amp;quot; &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; แจงยังไม่ได้ข้อสรุปมาตรการเยียวยาเกษตรกร ถกอีกทีสัปดาห์หน้า คลังแจงยอดลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาทเยียวยาโควิด-19 พุ่งแตะ 26 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 8/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ลงนามเมื่อวันที่ 8 เม.ย.63 เพื่อให้การปฏิบัติงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดเป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 ข้อ 2 นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน 2.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการ 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ 4.ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เป็นกรรมการ 5.ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นกรรมการ 7.ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 8.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 9.ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ 10.ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 11.ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เป็นกรรมการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 13.ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นกรรมการ 14.ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 15.นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ 16.นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. เวลา 09.30 น. คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนฯ จะประชุมครั้งแรกที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่อมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 3 และแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิผล รวมถึงหารือข้อเสนอแนะมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการปรับตัวและฟื้นฟู เศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จันทร์หน้า (วันสงกรานต์พอดี) ภาครัฐนัดระดมสมองภาคธุรกิจเอกชนชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และช่วยกันหาวิธีฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอบคุณที่ไม่ลืมภาคตลาดทุนครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมจะเสนอให้รัฐเริ่มเตรียมทำแผน &amp;ldquo;Exit Strategy&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กลยุทธ์การออกจากมาตราการ Lock-down&amp;rdquo; ไว้ล่วงหน้าเลย เพื่อที่จะได้ไม่สับสนอลหม่านและโกลาหลเหมือนช่วงแรกๆ ของการใช้มาตรการ Lock-down ต้องเตรียมคิดและวางแผนตั้งแต่ตอนนี้เลย ว่าจะกลับไปเปิดเศรษฐกิจ (open up the economy) อย่างไร เมื่อไหร่ ธุรกิจไหนควรได้เปิดก่อน เปิดหลัง ธุรกิจไหนยังมีความเสี่ยง ควรออกกฎหมายให้ทุกคนใส่หน้ากากหรือไม่ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือการระบาดรอบสอง หรือรอบสาม โจทย์สำคัญของการทำ Exit Strategy คือจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดการระบาดอีกครั้ง เพราะการต้องกลับไป Lock-down ประเทศอีกรอบ หรือหลายรอบ จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐเองก็ไม่น่าจะเหลือกระสุน หรือ Policy Space มากพอที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้เรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกร เพิ่มเติมจากที่ผ่านมาที่รัฐบาลมีมาตรการดูแล เยียวยาอาชีพอิสระ ผ่านการลงทะเบียน w ww.เราไม่ทิ้งกัน.com ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังต้องหารือกันอีกครั้ง เนื่องจากยังมีอีกหลายตัวเลขที่ต้องคุยกันให้ได้ข้อยุติเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้มีการสรุปตัวเลขสำคัญที่จะดำเนินการ ทั้งวงเงินที่จะจ่ายให้เกษตรกรว่าจะจ่ายเท่าไหร่ จ่ายอย่างไร จะจ่ายครั้งเดียวหรือทยอยจ่าย โดยมีการหารือกันเพียงว่าเกษตรกรกลุ่มไหนบ้างที่จะเข้าข่ายได้รับเงินเยียวยา และจะใช้เกณฑ์อะไรในการประเมิน โดยการจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ เป็นการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกร ยังมีเวลาในการพิจารณาอีกมาก เพราะมาตรการจะเริ่มดำเนินการได้ภายหลังจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ และจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาพิจารณาโครงการต่างๆ ก่อน ดังนั้นมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกรนี้จะมีผลช้าหรือเร็ว จึงขึ้นอยู่กับการกู้เงินว่าจะผ่านเมื่อไหร่ เพราะวงเงินที่ใช้ดำเนินการมาจากการใช้เงินกู้ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างนี้กระทรวงการคลังและ ธ.ก.ส. ต้องมาเตรียมข้อมูลว่าจะช่วยเกษตรกรอย่างไรบ้าง เพราะมีข้อมูลหลายส่วน โดยจะมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล และทุกส่วนงานที่มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาร่วมหารือ ในวันอังคารที่ 14 เม.ย.นี้ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่ามีเกษตรกรที่เข้าข่าย 8.5 ล้านครอบครัว และหลักการที่จะจ่ายเงิน จะจ่ายเป็นครอบครัว ส่วนวงเงินที่จ่ายจะเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อครอบครัวหรือไม่ ยังต้องไปหารือในรายละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์กล่าวว่า หลักการจะต้องไม่มีการจ่ายเงินซ้ำซ้อนกัน โดยหากมีการได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทจากอาชีพอิสระไปแล้ว ก็อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือในส่วนนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังต้องการช่วยเป็นครอบครัว เช่น ถ้าสามีไปปลูกข้าว ภรรยาไปปลูกอ้อย ก็จะได้เพียง 1 สิทธิ์ หลักการจะเป็นแบบนี้ แต่รายละเอียดยังไม่ได้มีการสรุป หรือถ้าลูกไปปลูกข้าว แต่มีทะเบียนบ้านคนละหลัง ก็จะได้รับสิทธิ์ด้วย ต้องไปดูรายละเอียดของครอบครัว ซึ่งจะต้องอิงข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหลักด้วย โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหาแนวทางอ้างอิงว่าจะวัดจากอะไร จะอิงตามที่เกษตรกรบอก หรืออิงตามข้อมูลของมหาดไทย ทั้งหมดยังไม่ได้สรุป แต่ที่ชัดเจนแล้วคือจะช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม 8.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นการตัดยอดจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีการขึ้นทะเบียนทุกปี และการแจกเงินจะใช้หลักเกณฑ์เท่าเทียมและยุติธรรม&amp;quot; นายอภิรมย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้ความช่วยเหลือเป็นครอบครัว เพราะเกษตรกรในแต่ละกลุ่มผลผลิตทางการเกษตร รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลเฉพาะอยู่แล้ว และถ้าช่วยเป็นรายคนก็จะซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่น แต่การช่วยเป็นรายครอบครัวจะตอบโจทย์ผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะครัวเรือนจะกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำให้ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การช่วยตรงนี้จะเป็นการเยียวยาระยะสั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ยอดลงทะเบียนรับเงินเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ล่าสุด ณ วันที่ 10 เม.ย. มีผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านคน โดยการตรวจสอบคุณสมบัติรอบแรกที่ได้จะรับโอนเงินระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. ยังอยู่ที่ตัวเลข 1.6 ล้านคน ซึ่งวันที่ 10 เม.ย. จะมีจำนวนผู้ที่จะได้รับเงินประมาณ 5.03 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการตรวจสอบผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 26 ล้านคน เพื่อแบ่งกลุ่มคนที่ได้รับเงิน ไม่ได้รับเงิน หรือต้องขอข้อมูลเพิ่ม ยืนยันว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยในกลุ่มที่ไม่เข้าข่าย และจะไม่ได้รับเงินแน่นอน จะทยอยแจ้งผลผ่านทางเอสเอ็มเอส หรืออีเมลภายในวันที่ 11-12 เม.ย.2563 เท่านั้น ดังนั้นเอสเอ็มเอสที่ทยอยส่งในช่วงวันที่ 8-10 เม.ย. จะแจ้งเฉพาะผู้ที่ได้รับเงิน และผู้ที่มีการแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การแจกเงินให้กับกลุ่มที่ผ่านคุณสมบัติจะเริ่มโอนเงินอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 13 เม.ย.2563 ส่วนผู้ที่ได้รับเอสเอ็มเอสแจ้งว่า &amp;ldquo;หมายเลขนี้ไม่สามารถรับสิทธิเนื่องจากเลขบัตรประชาชนไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้&amp;rdquo; ยังไม่ได้สรุปว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ขอให้ผู้ลงทะเบียนไม่ต้องตกใจ จะต้องกลับไปลงทะเบียนซ้ำใหม่อีกรอบ ซึ่งเน้นว่าไม่ต้องกรอกคำนำหน้าชื่อ และหมายเลขด้านหลังประชาชนไม่ต้องใส่เครื่องหมายขีด (-) เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62772</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lock-down, www.เราไม่ทิ้งกัน.com, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิรมย์ สุขประเสริฐ, อุตตม สาวนายน, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e906b08f1c19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
