<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บินไทย&#039;ยื่นศาล ขอฟื้นฟูกิจการ ระทึกสั่ง27พค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวตั้ง &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; นั่งประธานคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของบินไทย ยันไม่มียุ่งการบริหารจัดการภายใน แค่เป็นตัวกลางรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาเท่านั้น &amp;nbsp;ทนาย &amp;quot;การบินไทย&amp;quot; ยื่นศาลขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ศาลนัดฟังคำสั่ง 27 พ.ค.นี้ &amp;quot;บล.เคจีไอ&amp;quot; เตือนหุ้นการบินไทยเสี่ยงสูง อนาคตไม่แน่นอนจะฟื้นฟูกิจการสำเร็จ ชี้หัวใจสำคัญคือคณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟู ต้องไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 พ.ค.63 ว่า ครม.มีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของการบินไทย &amp;nbsp;ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีต รมว.การคลัง, นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง, นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยธรรม์ พรหมศร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ &amp;nbsp;(ก.ล.ต.) และนายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) &amp;nbsp; เป็นกรรมการและเลขานุการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ เป็นตัวแทนภาครัฐในการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของการบินไทย ในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้คำสั่งศาลและการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน ให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐในการดำเนินการแก้ไขการบินไทย เฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาของศาล กลั่นกรอง ตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกหรือประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์แก่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือ ครม.มอบหมาย และรายงานการปฏิบัติงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อ ครม.เป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกระทรวงการคลังยังคงมีอำนาจหน้าที่ติดตามดูแลกิจการของการบินไทยตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ โดยจะประสานงานโดยตรงหรือผ่านช่องทางคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นใหม่ก็ได้ แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในการบินไทยเหลือ 48% ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเท่านั้น ส่งผลให้การบินไทยพ้นจากสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในการบินไทย เป็นเพียงผู้ถือหุ้นจำนวนมากประมาณ 48% จึงทำให้การบินไทยพ้นจากสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วโดยเด็ดขาด กระทรวงคมนาคมจึงให้การบินไทยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการต่อไป&amp;quot; นางนฤมล กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของการบินไทยแต่อย่างใด โดยมีหน้าที่เพียงการติดตามการแก้ไขปัญของการบินไทยเท่านั้น โดยจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่าง ครม.กับการบินไทย เพราะวันนี้การบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่การดำเนินการหลายเรื่องยังเกี่ยวข้องกับที่รัฐบาลจะต้องติดตาม เช่น รัฐวิสาหกิจหลายแห่งซื้อหุ้นกู้บินไทย &amp;nbsp;ถ้าบริษัทจะยื่นฟื้นฟูต่อศาลก็จะมีผลเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าหนี้ด้วย หรือการใช้พื้นที่ในสนามบิน หรือการดำเนินการในข้อปฏิบัติของ ICAO ดังนั้นเพื่อการทำงานที่สะดวก รัฐบาลจะได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วแทนที่จะรอถามกับการบินไทยเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ใช่ซูเปอร์บอร์ด แต่เป็นบอร์ดที่เชื่อมโยงในฐานะเป็นคนกลางระหว่างรัฐบาลกับบริษัท ซึ่งเดิมไม่ต้องมีตัวกลาง เพราะตอนเป็นรัฐวิสาหกิจก็สามารถติดต่อได้เอง แต่เมื่อเป็นเอกชนแล้วก็เหมือนการติดต่อระหว่างแอร์เอเชียและเจแปนแอร์ไลน์ที่จำเป็นต้องมีคนกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า หากถามว่าทำไมต้องมีคนกลางและทำไมต้องติดต่อ คำตอบคือรัฐวิสาหกิจกว่า &amp;nbsp;80 แห่งถือหุ้นกู้ที่อยู่ในนั้นก็จะมีคนเดือดร้อน อีกทั้งตำรวจก็ยังต้องมีการสอบสวนว่าใครผิดใครถูกในเรื่องการขายตั๋วหรือขายอะไรต่อมิอะไร รัฐบาลก็จะไม่มีโอกาสทราบ ขณะเดียวกันก็อาจมีการไปยืดการเข้าสู่กระบวนการแผนฟื้นฟู ซึ่งสุดท้ายก็จะไม่รู้ว่าทำอะไรที่ไหน ข้อสำคัญคือการบินไทยยังสามารถที่จะบริหารองค์กรอยู่ได้ โดยยังต้องใช้สนามบินและติดต่อกองทัพอากาศ ซึ่งหากไม่ตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็จะไม่มีช่องทางตรงนี้และอาจทำให้การฟื้นฟูสะดุดได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ใช่ซูเปอร์บอร์ด แต่เป็นเพียงมินิบอร์ด บอร์ดกระจอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อติดตามการดำเนินการแผนฟื้นฟูของการบินไทยเท่านั้น ถือเป็นภาคส่วนของรัฐบาล เนื่องจากธุรกิจสายการบินมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตการบิน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะได้ช่วยเหลือ หากการบินไทยต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือก็จะเสนอผ่านคณะกรรมการชุดนี้มา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่อยากให้เรียกคณะกรรมการนี้ว่าเป็นซูเปอร์บอร์ดทำแผนฟื้นฟูการบินไทย เพราะคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูการบินไทย และไม่มีอำนาจไปทักท้วงการทำแผนของการบินไทย อีกทั้งไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารจัดการการบินไทย โดยคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจรายงานการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูให้รัฐบาลทราบ หรือมีอะไรที่เกี่ยวกับรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยกรรมการชุดนี้ก็จะเป็นผู้มารายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบเท่านั้น&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวอีกว่า ขณะนี้การบินไทยได้ยื่นแผนฟื้นฟูต่อศาลแล้ว ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าการยื่นแผนฟื้นฟูต้องใส่ชื่อคณะผู้ทำแผนไปด้วย ซึ่งทราบว่ามีรายชื่อ 6 คน ซึ่งผู้ทำแผนกับผู้บริหารจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่มก็ได้ อย่างไรก็ตามต้องรอให้ศาลอนุมัติแผนการฟื้นฟูเสียก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นการบินไทย ก็ต้องรอให้บริษัทดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ส่วนในฐานะเจ้าหนี้จะส่งคนเข้าไปทำหรือบริหารแผนฟื้นฟูด้วยหรือไม่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศาลล้มละลายกลาง ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ทีมทนายความซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เดินทางมายื่นคำร้องขอทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามมติคณะรัฐมนตรี พร้อมแนบเอกสารท้ายฟ้องจำนวนหนึ่ง ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้องไว้พิจารณาว่ามีรายละเอียดครบ เพื่อจะมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องไว้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลล้มละลายได้รับคำร้องขอทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว ได้มีคำสั่งว่าคดีนี้มีรายละเอียดที่จะต้องพิจารณา และมีผู้มีส่วนได้เสียเป็นจำนวนมาก จึงให้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 27 พ.ค.63 ทั้งนี้ ตามขั้นตอนทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทการบินไทยจะต้องเดินทางไปติดตามคำสั่งศาลในวันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การดำเนินการฟื้นฟูกิจการการบินไทยเป็นเรื่องของการบินไทย ซึ่งทำให้เห็นว่าเมื่อขาดการเป็นรัฐวิสาหกิจ การบินไทยก็สามารถที่จะแต่งตั้งบอร์ดการบินไทยคนใหม่ได้ทันที ส่วนการยื่นต่อศาลล้มละลายกลางของการบินไทยเพื่อขอเข้าฟื้นฟูกิจการนั้น ในเรื่องนี้ไม่ทราบเรื่องว่าการบินไทยยื่นต่อศาลล้มละลายกลางหรือยัง และการยื่นต่อศาลล้มละลายกลางก็ไม่ได้หมายความว่าแผนฟื้นฟูกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งขั้นตอนอาจจะต้องมีการไต่สวนจากศาลว่ายอมรับหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องมีการโหวตจากกลุ่มเจ้าหนี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ต้องฟื้นฟูกิจการ เช่น บมจ.การบินไทย ในขณะที่ยังไม่มีความชัดในแผนฟื้นฟู ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะเป็นการดำเนินธุรกิจในภาวะที่ไม่ปกติ โดยสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ การลดทุนและการเพิ่มทุน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งหากมองกรณีเลวร้าย เช่น เดิมมูลค่าหุ้นอาจเคยอยู่ที่ 100 บาท ก็อาจจะลดลงเหลือเพียง 1 บาท เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ของบริษัทการบินไทยขณะนี้จะคล้ายกับสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ในอดีต แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือวัฒนธรรม อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนไทยที่เคยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูแต่ไม่ประสบความสำเร็จมีสูงถึง 30-40% ดังนั้นแม้แผนฟื้นฟูจะออกมาชัดเจน ก็อย่ามั่นใจว่าการฟื้นฟูกิจการจะประสบความสำเร็จ เพราะอาจเกิดอุปสรรคขึ้นในช่วงดำเนินการตามแผนฟื้นฟูได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอยอมรับว่า รายชื่อกรรมการคนใหม่ทั้ง 4 คนของการบินไทยช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูความชัดเจนของแผนฟื้นฟู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินมูลค่าหุ้นในลำดับต่อไป รวมทั้งคณะกรรมการที่จะเข้ามาบริหารแผนฟื้นฟู เพราะถือเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จ ที่ต้องเป็นกลางและไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นจึงมองว่า นักลงทุนที่เข้ามาเล่นหุ้นการบินไทยขณะนี้เป็นการเก็งกำไรระยะสั้น โดยคาดเดาสถานการณ์ในอนาคตกันเอง เนื่องจากขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่นักลงทุนส่วนหนึ่งจะรอความชัดเจนของแผนฟื้นฟูและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อคาดการณ์ความสำเร็จในอนาคตจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทำให้การประเมินมูลค่าของหุ้นมีความเหมาะสม และสามารถเปรียบเทียบได้ว่าควรเข้าลงทุนเพื่ออนาคตหรือไม่ พร้อมแนะนักลงทุนที่มีหุ้นการบินไทยอยู่ในมือและยังอยากถือเก็บไว้ จะต้องพิจารณาว่าสามารถรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลดทุนได้มากน้อยเพียงใด&amp;quot; ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ประสงค์ พูนธเนศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd17ec21732.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดซะแล้ว คลังงดแจก1,500 เที่ยวเมืองรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปีเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวอยู่ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่สุด โดยในส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เบื้องต้นจะไม่เสนอให้ทำมาตรการแจกเงินให้คนละ 1,500 บาท จำนวน 10 ล้านคน เพื่อไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีเพย์เมนต์ในเมืองรอง 55 จังหวัดแล้ว เพราะเมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วพบว่าโครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะคงเหลือแต่มาตรการทางภาษี ได้แก่ การขยายมาตรการเปิดให้นำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ปีนี้ 15,000 บาทต่อคน และขยายระยะเวลาเปิดจุดให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในกรุงเทพฯและปริมณฑลให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 6 เดือน ถึงเดือนเม.ย.-ก.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้ จะเน้นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเหมือนเดิม โดยจะพิจารณาการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถนำไปเงินไปใช้ดำรงชีพได้ พร้อมกับเน้นมาตรการการช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ ขณะเดียวกันจะมีการออกมาตรการทางภาษีช้อปช่วยชาติ เพื่อให้นำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้ออุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์กีฬา หนังสือมาลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีนี้ได้เพิ่มด้วย&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากการะทรวงการคลัง ระบุว่า สาเหตุที่กระทรวงการคลังมีการยกเลิกการแจกเงิน 1,500 บาทให้ไปเที่ยวเมืองรอง เนื่องจากได้รับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการทบทวนใหม่ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นการส่งเสริมให้คนนำงบประมาณไปใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย รวมถึงยังไม่สบายใจที่มีกระแสข่าวหลุดมาก่อนที่จะนำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จึงสั่งให้ชะลอและหาทางปรับปรุงมาตรการใหม่ให้เหมาะสม หรือจนกว่าจะมีความจำเป็นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34572</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการแจกเงินให้คนละ 1500 บาท, ยกเลิก, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, เที่ยวเมืองรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ขุนคลัง” รับต่างชาติกังวลแตะเบรกลงทุนหลังตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวว่า ยืนยันว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยในไตรมาส 1/2562 ยังขยายตัวได้ดี และเชื่อว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 2/2562 สะท้อนจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ยังเติบโตได้ดี และความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้งก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนสำคัญที่ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและกล้าใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ยังน่ากังวล คือ การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากการความยืดเยื้อในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นักลงทุนไทย ส่วนใหญ่มีความคุ้นชินกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศอยู่แล้ว ก็ได้มีการวางแผนและตัดสินใจเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว ในส่วนนี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่เริ่มมีการชะลอการลงทุนไว้ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลมีความยืดเยื้อออกไปอีกจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้มีการคาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้หมดแล้ว จึงได้มีความพยายามในการเตรียมความพร้อมและผลักดันการลงทุน โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เดินหน้าได้ตามแผน เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทดแทนการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เพื่อให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพและสมดุล เพราะรัฐบาลลไม่อยากให้การเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงมามาก เพราะหากการขยายตัวตกลงมามาก ก็จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวดีขึ้น ขณะที่การประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จะใช้งบประมาณน้อยกว่า ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33189</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ, ชะลอตัว, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านเฮ!คลังเล็งขยายปล่อยกู้พิโกไฟแนนซ์เป็นแสนบาทต่อราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เร่งศึกษาการปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ของผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ให้มีขอบเขตกว้างขึ้น โดยจากเดิมจะปล่อยกู้ได้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ให้เพิ่มเป็น 1 แสนบาท พร้อมกับปรับลดเพดานการคิดดอกเบี้ยให้ต่ำลงจากปัจจุบันที่คิดที่ 36% ต่อปี เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของประชาชนที่นิยมพิโกไฟแนนซ์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากมีการปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้แล้ว เพดานดอกเบี้ยเงินกู้พิโกไฟแนนซ์จะต้องลดลงด้วย เนื่องจากต้นทุนการบริหารจัดการจะถูกลงตามขนาดวงเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น เช่น เรื่องการทวงหนี้ทางบัญชี ซึ่งสศค.จะต้องศึกษาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับคนกู้ด้วย ขณะเดียวกัน สศค.จะศึกษาประเด็นการปรับเพิ่มทุนจดทะเบียนผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ 5 ล้านบาท โดยรูปแบบจะมีต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับวงเงินสินเชื่อที่จะขยายออกไปให้เกิดความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนนิยมการกู้พิโกไฟแนนซ์มากกว่าสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (นาโนไฟแนนซ์) เพราะเงื่อนไขการกู้เป็นสินเชื่อเอนกประสงค์ยืดหยุ่นกว่า สามารถนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ และยังสามารถนำหลักทรัพย์ไปค้ำประกันได้ ซึ่งต่างจากนาโนไฟแนนซ์ที่เน้นให้กู้เพื่อการประกอบอาชีพและไม่ต้องมีหลักประกัน แต่ยืนยันว่าการปล่อยกู้พิโกไฟแนนซ์จะยังคงให้บริการได้เฉพาะในพื้นที่ คือบุคคลที่มีทะเบียนบ้าน หรือที่ทำงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่พิโกไฟแนนซ์จดทะเบียนอยู่ ซึ่งแตกต่างจากนาโนไฟแนนซ์ที่ให้กู้ได้โดยไม่จำกัดพื้นที่&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สศค.จะมีการเร่งศึกษา โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์จะต้องมีความแตกต่างจากนาโนไฟแนนซ์อย่างชัดเจน หากเสร็จสิ้นก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา และยืนยันว่าพิโกไฟแนนซ์ยังต้องขออนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังอยู่เหมือนเดิม ส่วนการปล่อยกู้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ ขณะนี้กฎหมายได้เปิดช่องให้พิโกไฟแนนซ์ทำได้อยู่แล้ว ซึ่งต่อไปหากมีการขยายวงเงิน ก็จะให้กู้จำนำทะเบียนได้เป็น 1 แสนบาทด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31692</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายวงเงินปล่อยกู้, พิโกไฟแนนซ์, รมว.การคลัง, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับศก.ปี62โตชะลอลง ห่วงหนี้ครัวเรือนวัยเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจปีนี้อาจโตชะลอลง จากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ เชื่อ กนง.ทบทวนคาดการณ์ มี.ค.นี้ ห่วงหนี้ครัวเรือนลามคนวัยเกษียณ คลังบี้ ธปท.พยุง ศก.ขาลง โพลชี้คนไทยโอดปากท้องแย่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจจะเติบโตชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.ได้ประเมินไว้บ้างแล้ว โดยในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปในเดือน มี.ค.62 จะนำปัจจัยต่างๆ มาพิจารณาทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ กนง.จะประเมินสถานการณ์เป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่อาจชะลอลงจากปีก่อนบ้าง แต่ประเด็นสำคัญคือ มีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศมากขึ้น เป็นปัจจัยที่เราไม่ได้คาดคิด เช่น กรณีของอินเดีย-ปากีสถาน ด้วยความที่เศรษฐกิจมีการเชื่อมโยงกัน ก็อาจจะส่งผลกระทบมาสู่เราได้ เพราะฉะนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่าชะล่าใจว่าในประเทศไม่มีอะไร แต่มีสถานการณ์ภายนอกที่อาจเข้ามากระทบได้&amp;quot; นายวิรไทกล่าว และว่า ในการดำเนินนโยบายการเงินนั้นจะยังคงยึดหลัก Data Dependent เป็นสำคัญ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ รอบตัวมีความผันผวนอยู่ตลอด จึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงคือปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจากการวิจัยเก็บข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าคนไทยเป็นหนี้เร็วมาก และมีมูลค่ามาก กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มอายุ 30-35 ปีมากที่สุด สัดส่วน 68% และในจำนวนนี้ มีสัดส่วนหนี้เสียถึง 20% ซึ่งหนี้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการลงทุน นำไปซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือเป็นหนี้ที่เป็นการก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภค เช่น นำเงินไปท่องเที่ยว ซื้อข้าวของต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตร เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้มากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เติบโตเท่าที่ควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้จะมีการมองเศรษฐกิจไทย คนมีรายได้ดีขึ้น แต่ทำไมคนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอย ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ อย่างภาคเกษตร คนอายุ 40-50 ปี อายุสูงขึ้น แทนที่จะไม่มีหนี้ กลับมีหนี้มากขึ้น เป็นหนี้ จากการไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ออกรถใหม่ ซื้อโทรศัพท์มือถือ กระทบการออมของประเทศ และการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ ที่ไม่ควรมีหนี้สินแล้ว&amp;quot; นายวิรไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศในขณะนี้ ซึ่งไม่สามารถแก้ด้วยวิธีมหภาคได้ ต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย สำหรับแนวทางแก้ปัญหา คือ 1.การออกกฎเกณฑ์ เรื่องการทำหน้าที่ของสถาบันการเเงิน การปล่อยสินเชื่อ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป และไม่เกิดความเป็นธรรม ที่ซ้ำเติมประชาชน 2.การเปิดระบบคลินิกแก้หนี้ เพื่อให้คนที่เป็นหนี้ออกจากวงจรหนี้ และ 3.การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการเงิน ตรงนี้เป็นช่องโหว่ของประเทศไทยมานาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องในทุกหมวดการใช้จ่าย เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และการใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายการลงทุน ขณะที่การส่งออกยังหดตัวต่อเนื่องที่ 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ ธปท.คาดการณ์ส่งออกไทยขยายตัวที่ 3.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในขณะนี้เรายังอยู่ในระหว่างการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจอยู่ ซึ่งจะนำทุกปัจจัยประเมิน ซึ่งจะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค.นี้ โดยที่เราประเมินเบื้องต้นคือ ด้านการส่งออกที่ประเมินว่าในไตรมาสแรกมีโอกาสที่ส่งออกจะหดตัวลงตามเทรนของตลาดโลกที่ชะลอลง แต่ปัจจุบัน ธปท.ยังประเมินส่งออกไทยขยายตัวได้ 3.8% ลดลงจากปีที่แล้วเกือบครึ่ง ซึ่งยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตาม&amp;rdquo; นายดอนระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การนำเข้าสินค้าของไทย กลับมาขยายตัวได้ 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนดุลการชำระเงินในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาเกินดุล 2.3 พันล้านดอลลาร์ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2,285 ล้านดอลลาร์ ดุลการค้าเกินดุล 63 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าที่กลับมาขยายตัวได้เป็นสำคัญ ส่วนการท่องเที่ยวขยายตัวได้ 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.27% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.36% ตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จึงคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความรุนแรงที่ปากีสถานนั้น ยังเร็วไปที่จะประเมิน โดยหลังจากนี้จะต้องติดตามพัฒนาการต่างๆ ว่าจะรุนแรงและยืดเยื้อหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจต้นปี 2562 ขยายตัวชะลอลงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพราะก่อนมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจจำนวนมากเพื่อช่วยกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจ เพราะเห็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1 ของปี 2562 เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำลงไป แต่เมื่อมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งออกมาแล้ว รัฐบาลจะไม่มีการออกมาตรการทางการคลังออกมากระตุ้นหรือพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะจะมีปัญหาว่าเป็นการหาเสียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่วยงานอื่นนอกจากกระทรวงการคลังที่สามารถเข้าไปช่วยดูแลเศรษฐกิจได้ ก็ควรเข้าไปดูแล หน่วยงานที่เป็นกลางทางการเมืองอย่างเช่น ธปท. ที่ดูแลเรื่องนโยบายการเงิน ก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลการขยายตัวเศรษฐกิจ&amp;quot; รมว.การคลังกล่าว และว่า สำหรับปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน ที่มีการยิงตอบโต้กันจนปิดน่านฟ้า กระทบกับการบินของประเทศไทยด้วย เชื่อว่ามีผลกระทบระยะสั้น 1-2 วันเท่านั้น เพราะทางสายการบินจะปรับเส้นทางการบินเพื่อให้การบินเดินทางได้ตามปกติ จึงไม่กระทบกับการท่องเที่ยวของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลงมาก คลังอาจจะต้องออกมาตรการทางการคลังมาพยุงเศรษฐกิจ จะปล่อยให้เศรษฐกิจแย่ลงไปมากเรื่อยๆ ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยผลสำรวจเรื่อง &amp;quot;ปากท้องคนไทยและเศรษฐกิจประเทศหลังการเลือกตั้ง 2562&amp;quot; ระหว่างวันที่ 21-23 ก.พ.2562 รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,005 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 65.84% เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแย่ลง ขณะที่ประชาชนอีก 27.13% ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนเดิม และมีเพียง 7.03% ระบุว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคิดเห็นที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง 2562 และได้รัฐบาลใหม่แล้ว พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 63.64% เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ขณะที่ประชาชนอีก 32.27% ระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะเหมือนเดิม และมีเพียง 4.09% ระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77f6f0c20ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำเหรียญที่ระลึก พิธีบรมราชาภิเษก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมธนารักษ์เปิดรับจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึก ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เริ่ม 4 มี.ค.-4 เม.ย.62 ผ่านกรมธนารักษ์ ธนาคารกรุงไทย ไปรษณีย์ไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกมี 3 ชนิด ทองคำขัดเงา 4 หมื่นบาท เงินขัดเงา 3 พันบาท โลหะสีขาว 20 บาท ขณะที่เหรียญที่ระลึก 3 ชนิด ไฮไลต์เหรียญแพลทินัม 1 ล้านบาท ผลิตจำกัด 1 พันเหรียญ และเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ กำหนด 1 คน 1 สิทธิ์ รับเหรียญได้ 1 มิ.ย.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ที่กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงว่า กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาอารยประเทศ ตลอดจนน้อมนำจิตใจของปวงชนชาวไทยให้แสดงความรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เหรียญที่จัดทำมี 3 ประเภท ประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 3 ชนิดราคา ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำขัดเงา ชนิด 19,000 บาท จำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท ผลิตไม่เกิน 50,000 เหรียญ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงินขัดเงา ชนิดราคา 1,000 บาท จำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท ผลิตไม่เกิน 100,000 เหรียญ และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกโลหะสีขาว หรือทองแดงผสมนิกเกิล ชนิดราคา 20 บาท จ่ายแลกเหรียญละ 20 บาท ผลิตไม่เกิน 5 ล้านเหรียญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีเหรียญที่ระลึก 3 ประเภท ได้แก่ เหรียญที่ระลึกแพลทินัม จำหน่ายเหรียญละ 1 ล้านบาท ผลิตไม่เกิน 1,000 เหรียญ เหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายเหรียญละ 5,000 บาท ผลิตไม่เกิน 100,000 เหรียญ เหรียญระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท ผลิตไม่เกิน 100,000 เหรียญ และอีกประเภทเป็นเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ ชนิดบุรุษและสตรี จำหน่ายเหรียญละ 1,600 บาท ผลิตไม่เกิน 500,000 เหรียญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์กำหนดเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2562 ผู้สนใจสามารถจองได้ที่หน่วยงานของกรมธนารักษ์ ได้แก่ สำนักการคลัง กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ สำนักบริหารเงินตรา ถนนพลโยธิน จังหวัดปทุมธานี สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ ศาลาธนารักษ์ 1 ถนนราชดำเนิน จังหวัดเชียงใหม่ ศาลาธนารักษ์ 2 ศาลากลางจังหวัด จังหวัดสงขลา รวมถึงที่สาขาธนาคารกรุงไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ซึ่งมีรวมแล้วมากกว่า 1 หมื่นแห่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกเพียงพอต่อการเปิดจอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ได้กำหนดให้ 1 คน สามารถจองได้ 1 สิทธิ์ต่อ 1 หมายเลขบัตรประชาชนที่แสดงความเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่ทางราชการออกให้ ดังนี้ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญทองคำขัดเงา 1 เหรียญ เหรียญเงินขัดเงา 1 เหรียญ เหรียญโลหะสีขาวจำนวนไม่เกิน 20 เหรียญ ส่วนเหรียญที่ระลึก เหรียญแพลทินัม ไม่จำกัดจำนวน แต่ไม่เกินตามจำนวนผลิต เหรียญเงินรมดำพ่นทราย จำนวน 1 เหรียญ เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ 1 เหรียญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนวยกล่าวด้วยว่า กรมธนารักษ์จะผลิตตามยอดสั่งจอง และหากเต็มแล้วก็จะไม่มีการผลิตเพิ่มอีก โดยกำหนดรับเหรียญ ณ สถานที่สั่งจอง หรือส่งทางไปรษณีย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.62 เป็นต้นไป สำหรับเหรียญเฉลิมพระเกียรติ หรือเหรียญประดับแพรแถบ สั่งซื้อที่กรมธนารักษ์ โดยจะแจ้งกำหนดการจำหน่ายให้ทราบต่อไป และรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30198</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77ec0cd86f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังยกอดีตสอนแบงก์ชาติ อย่าปล่อยให้บาทแข็งทำลายเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.พ. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องนั้น เป็นหน้าที่ของ ธปท. ต้องดูแล ซึ่งการชี้แจงและการดำเนินการจะต้องทำให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีคนบอกว่าตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 สาเหตุมาจากนโยบายการเงิน ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันต้องดูให้ดีไม่เป็นปัญหากับเศรษฐกิจเหมือนในอดีต&amp;quot; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวก่อนหน้านี้ ธปท. ไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อบ้าน เพราะทำให้กระทบการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งควรเข้าไปแทรกแซงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อการลงทุนและการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2562 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าภาคการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ &amp;nbsp;ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่รับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุม กนง.ให้ความกังวลกับเสถียรภาพการเงิน ที่มองว่ายังมีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจในอนาคต หลายด้าน เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาส 2/2561 ที่อยู่ที่ 77.7% ต่อจีดีพี และเพิ่มขึ้นเป็น 77.8% ในไตรมาส 3/2561 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 4 โดยมาจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งก็สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่พุ่งขึ้นสูงมากในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสินเชื่อที่อยู่อาศัย การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ธนาคารพาณิชย์อาจจะประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ตามการเบิกจ่ายจริงและกรอบวงเงินงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมถึงความล่าช้าในโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมที่จะเข้าไปดูแล และติดตามอย่างใกล้ชิดหากพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกินควรโดยยอมรับว่า การที่ค่าเงินสหรัฐฯอ่อนค่าจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอ ทำให้ค่าเงินในสกุลเงินเกิดใหม่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเงินบาทไทยตั้งแต่สิ้นปี 2561 จนถึงปัจจุบันแข็งค่า 4.1% ซึ่งอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้เป็นเงินสกุลที่แข็งค่าที่สุดในโลก โดยแข็งค่าน้อยกว่าอินโดนีเซีย ที่ 4.3% ส่วนความผันผวนของค่าเงินบาท อยู่ที่ 4.3% ผันผวนน้อยกว่า สกุลเงินของ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ว่าขณะนี้ภาคเอกชนมีความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก โดยตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.4% แข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค มาอยู่ที่ 31.31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปลายปี 2561 อยู่ที่ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นรองเพียงค่าเงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซียที่แข็งค่าขึ้น 3.7% เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าเพราะขาดแรงหนุน หลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยที่ลดทอนลง ซึ่งหากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องแบบโดดๆ อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในกลุ่มสินค้าเกษตร และการค้าชายแดนที่อยากให้มีการซื้อขายด้วยเงินบาทจะดีที่สุด ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอย่างมีนัยยะคงต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อย่างเป็นทางการเพื่อให้มีมาตรการดูแลออกมามากขึ้น โดยระดับที่เอกชนรับได้คืออยู่ในช่วง 31.50-32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และอีกประเด็นที่ภาคเอกชนเป็นห่วงคือไม่อยากให้ ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกตลอดทั้งปีนี้ ให้คงอยู่ที่ 1.75% หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกมาแล้วเช่นกัน&amp;rdquo;นายสุพันธ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28527</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คลังสอนแบงก์ชาติ, คุมค่าเงินบาท, บาทแข็ง, ส.อ.ท., ห่วงกระทบส่งออก, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
