<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;Evergrande&#039;ความเสี่ยงและทางออกที่เลือกได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่อันดับ 2 ของจีนชื่อ China Evergrande กำลังเผชิญปัญหาวิกฤติสภาพคล่องและเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้บริษัท Evergrande มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้งวดแรกมูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ ในวันที่ 23 ก.ย. และงวดที่สองมูลค่า 47.5 ล้านดอลลาร์ ในวันที่ 29 ก.ย. ซึ่งหากไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ในวันดังกล่าวภายในระยะเวลา 30 วันหลังครบกำหนด บริษัทน่าจะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้น ธนาคารเจ้าหนี้ รวมถึงลูกค้าที่ซื้อห้องชุดที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จได้รับผลกระทบ และอาจขยายวงกว้างไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเงินในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ซึ่งอาจลงเอยด้วยวิกฤติการเงินคล้ายๆ กับที่ประเทศอื่นเคยเผชิญในอดีต แล้วจีนกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจจริงๆ หรือ?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนที่คุ้นเคยกับปัญหาฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะรู้ว่า ภาวะหนี้ภาคธุรกิจที่สูงและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งขึ้นแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ คือความเสี่ยงของจีนที่นักลงทุนกังวลมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดความร้อนแรงด้านราคาบ้านหรือสินเชื่อเพิ่มเร็วเกินไป รัฐบาลหรือธนาคารกลางจีนก็มักออกมาแตะเบรกเพื่อชะลอภาวะฟองสบู่ ซึ่งจะตามมาด้วยราคาบ้านที่โตช้าลง การบริโภคที่โตต่ำลง หรือตลาดหุ้นที่มีการเทขาย แต่ไม่นาน วัฎจักรฟองสบู่ก็เกิดใหม่ เมื่อรัฐบาลกลางหรือธนาคารกลางจีนเห็นว่าน่าจะสามารถควบคุมได้แล้ว ก็จะอัดฉีดเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและผ่อนคลายเกณฑ์บางส่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande หรือความผันผวนในตลาดทุนจีนรอบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่ต่างคือครั้งนี้รุนแรงกว่าในอดีต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนมีทางเลือก 3 ทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในจีนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า วิกฤติ Evergrande นี้จะลามไปสู่ภาคส่วนอื่นหรือไม่ เช่นกรณีวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ ซึ่งปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์นำไปสู่ปัญหาสภาบันการเงิน สภาพคล่องในระบบหาย ธนาคารพาณิชย์กังวลในการปล่อยสินเชื่อเพราะห่วงหนี้สูญ บริษัทต่างๆ จึงขาดสภาพคล่องและล้มลงไปในที่สุด นักลงทุนกังวลว่า ใครจะเป็นรายต่อไปที่จะล้ม หาก Evergrande เป็นบริษัทเดียวที่มีปัญหาสภาพคล่อง และภาครัฐของจีนสามารถควบคุมไม่ให้ปัญหานี้ลามไปสู่บริษัทอื่นหรือภาคส่วนอื่นได้ ปัญหานี้ก็น่าจะสามารถควบคุมดูแลความเสียหายได้ในวงจำกัด แต่ที่เราต้องติดตามต่อไปคือ บริษัทนี้ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้มหรือไม่ (Too big to fail) แม้เราจะได้ข่าวว่า หนี้ของ Evergrande มีถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10 ล้านล้านบาท แต่ก็นับเป็นเพียง 2% ของ GDP จีน เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามีอีกกี่ 2% ที่มีปัญหา หากรวมๆ กันเข้าก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นๆ แต่สถาบันการเงินในจีนไม่น่าเชื่อมโยงกันมากเหมือนในสหรัฐตอนเกิดวิกฤติปี 2008 จึงนับว่าห่างไกลมาก แต่จีนน่าเตรียมการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ผมมองว่า จีนน่าจะมีทางออกอยู่ 3 ทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Bail out &amp;ndash; รัฐเข้าไปซื้อกิจการที่มีปัญหาของจีนในราคาที่ถูก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าบริษัทไปชำระเจ้าหนี้ ผู้เสียประโยชน์คือผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ได้ประโยชน์คือเจ้าหนี้ ขณะที่รัฐบาลแบบรับภาระหนี้เพิ่มเติม แต่น่าจะหยุดการลามของปัญหา และผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จน่าจะสบายใจว่ามีเงินทุนก่อสร้างโครงการต่อไป ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่น่าลดลงแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Default &amp;ndash; การปล่อยให้บริษัทนี้ล้ม &amp;nbsp;นับเป็นการทดสอบว่า เศรษฐกิจจีนสามารถที่จะปล่อยให้บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศปิดกิจการได้หรือไม่ แน่นอนว่ากรณีนี้เป็นการทดสอบที่สำคัญ แต่ก็มีผลกระทบให้กับนักลงทุนทั้งตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นกู้ ขาดทุนได้ และอาจเปิดความเสี่ยงให้การคาดการณ์ปัญหาสภาพคล่องลามไปสู่ธุรกิจอื่น หรือไปสู่ภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอแรงได้ แต่ถ้ามีการอัดฉีดสภาพคล่องเร็ว ก็น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาไม่ให้เกิดวิกฤติและน่าจะสามารถประคองให้ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทอื่นๆ ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ สามารถแก้ปัญหาได้ กรณีนี้รัฐไม่ต้องใช้เงินซื้อกิจการ ผู้เสียประโยชน์คือผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้โดยตรง ส่วนผลทางอ้อมจากการลามของปัญหาอาจจำกัดด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Common prosperity &amp;ndash; การบริหารจัดการเพื่อความรุ่งเรืองไปด้วยกันแบบจีน ซึ่งน่าจะสอดรับกับแนวคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่มองว่า เศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมาเติบโตด้วยความเหลื่อมล้ำ คนรวย คนมีรายได้สูงสามารถซื้อทรัพย์สิน จนราคาบ้านเติบโตในอัตราที่สูง ในขณะที่คนจน คนมีรายได้น้อย เริ่มเอื้อมไม่ถึงการเข้าถึงสินเชื่อหรือการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หากปล่อยไว้ ตลาดที่อยู่อาศัยเช่นนี้ น่าจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในจีนกว้างขึ้นไปอีก การพยายามที่จะไปดูแลในจุดนี้อาจจะเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว หนึ่งคือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเพราะต้องการจะสั่งสอนว่า ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นสามารถแตกได้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่วิ่งขึ้นอย่างเดียว และจะลดพฤติกรรมเก็งกำไรให้กับนักลงทุนได้ และสองคือการทำโทษผู้ที่แสวงหาผลกำไรจนเกินตัว ด้วยการให้โอกาสนักลงทุนพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ที่ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ให้เข้าซื้อกิจการของบริษัทที่มีปัญหา โดยเฉพาะเข้าไปซื้อในที่ดินที่ยังไม่ได้มีการก่อสร้างหรือสินทรัพย์อื่นๆ ด้วยราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ Evergrande นำเงินไปชำระหนี้ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็สามารถเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม ได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อกิจการ และสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศจีนในอนาคต รัฐบาลไม่ต้องเปลืองเงินภาษีเข้าซื้อกิจการ เพียงอัดฉีดสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ยังดีอยู่ วิกฤติไม่ลามไปวงกว้าง แต่ผลเสียคือราคาอสังหาริมทรัพย์ของจีนในอนาคตอาจเติบโตช้าลง จนกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่หากจีนปรับโครงสร้างได้ เศรษฐกิจจีนก็อาจไม่ชะลอต่อเนื่องยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจีนสามารถชนะปัญหาฟองสบู่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ โอกาสที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในอนาคตก็มีสูง อย่าลืมว่าเศรษฐกิจจีนมีศักยภาพเติบโตได้มากกว่า 4% ในอนาคต การบริโภคของจีนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยวในประเทศ อีกทั้งมีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นประเทศที่มีการส่งออกสูงที่สุดในโลก หากการลงทุนภาคการก่อสร้างชะลอลง เศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอไปบ้างในระยะสั้น แต่ไม่น่าที่จะทรุดตัวแรง เว้นแต่จีนไม่สามารถควบคุมการลามของปัญหาจนไปกระทบภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น แต่ด้วยความพร้อมในการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อป้องกันการล้มคลืนของภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งแต่ขาดกระแสเงินสดชั่วคราว เราอาจสบายใจได้บ้างว่าจีนยังมีหนทางบรรเทาวิกฤติรอบนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบต่อไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จีนจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ เศรษฐกิจจีนเสี่ยงชะลอตัวลงในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอดีตเมื่อมีการควบคุมภาวะฟองสบู่ในจีน ราคาบ้านที่ลดลงจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค นอกจากตลาดหุ้นของจีนที่มีการพักฐานอย่างที่เห็นในวันนี้แล้ว การบริโภคของคนจีนเสี่ยงชะลอในช่วงปลายปีนี้ ตัวเลขที่ให้ติดตามคือการค้าปลีกและการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งสะท้อนกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจได้ดี ในกรณีที่มีการควบคุมที่มากขึ้นจนกระทบกระแสเงินสดภาคธุรกิจ การส่งออกและการนำเข้าของจีนก็เสี่ยงโตช้าลง ทั้งนี้ ผลกระทบจากต่อไทยมีอยู่ 3 ด้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านแรก คือ เงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติน่าจะมีความกังวลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค กองทุนรวมเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นอาจถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง ค่าเงินในภูมิภาคเสี่ยงอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่สอง คือ การส่งออก ที่อาจจะชะลอลงได้ตามการส่งออกไปจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับการส่งออกของไทยไปอาเซียนที่อาจจะชะลอตามได้ เนื่องจากเศรษฐกิจอาเซียนก็น่าจะได้รับผลกระทบการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน และน่าจะนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อประกอบและส่งออกไปจีนลดลง นอกจากนี้ จีนยังเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ อุปสงค์ที่ลดลงอาจฉุดราคาน้ำมัน เหล็ก ถ่านหินและอื่นๆ ซึ่งจะกระทบมูลค่าการส่งออกของไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่สาม คือ การท่องเที่ยว แม้วันนี้ยังไม่ได้มีนักท่องเที่ยวจีนหรือประเทศอื่นเข้ามาเดินทางในประเทศไทยมากนัก แต่หากเศรษฐกิจจีนชะลอต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ความหวังที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยอาจไม่ได้มากเท่ากับที่เราคาดการณ์กันไว้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนนักลงทุนกองทุนรวมหุ้นจีน ผมประเมินว่ากองทุนจีนมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว โดยเฉพาะหากนักลงทุนกับจังหวะเข้าไปลงทุนหลังจีนมีสัญญาณชนะปัญหา Evergrande รอบนี้ได้ แต่หากวิกฤติรอบนี้ ลามไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ผมก็มองว่า การอัดฉีดสภาพคล่องที่มากและรวดเร็วน่าจะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ไว และวิกฤติจีนหากเกิดขึ้นจริง จะไม่ลามไปสู่วิกฤติการเงินโลก ไม่กระทบสหรัฐซึ่งเป็นตลาดสินค้าใหญ่ การส่งออกของประเทศจีนน่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบก็น่าจะปรับตัวได้เร็วตามการส่งออกเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117597</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CIMBT หั่นจีดีพี ปี 64 เหลือโต 0.4% มองโอกาสติดลบหากโควิดยืดเยื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า สำนักวิจัย CIMBT ปรับลดการคาดการณ์ที่เคยให้ไว้ในเดือน ก.ค.64 ที่ 1.3% ลงเหลือ 0.4% ในปี 64 และ จาก 4.2% เหลือ 3.2% ในปี 65 หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2/64 ขยายตัว 7.5% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือ 0.4% จากไตรมาส 1/64 หลังปรับฤดูกาล และคาดทั้งปี 64 จะขยายตัว 0.7-1.3% หรือเฉลี่ยที่ 1.0%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากสถานการณ์การระบาดยืดเยื้อกระทบภาคบริการในประเทศ และส่งผลต่อภาคการผลิตที่อาจลดลงจากปัญหาคนงานติดเชื้อจนทำให้การส่งออกลดลงจากที่คาดแล้ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสติดลบได้ถึง -1.1% ในปีนี้และอาจไม่ขยายตัวเลยในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะชะลอกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าจากการระบาดที่รุนแรง ผู้ติดเชื้อรายวันในระดับสูง ซึ่งน่าจะมีผลให้รัฐบาลคงมาตรการเข้มงวดในการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลากยาวไปตลอดไตรมาส 3/64 แม้จะสามารถเปิดกิจกรรมบางส่วนได้มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/64 แต่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงไม่ฟื้นตัว เพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวยังต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การกระจายวัคซีนยังไม่ครบ ไวรัสกลายพันธุ์มีผลให้ประสิทธิภาพวัคซีนลดลง ประชาชนยังคงกังวลการไปแหล่งชุมชนและเลี่ยงการเดินทาง การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จึงมีโอกาสติดลบเทียบปีก่อน แม้จะพอมีปัจจัยสนับสนุนการบริโภคบ้างคือรายได้ภาคเกษตรขยับตัวดีขึ้นจาก และกำลังซื้อของคนรายได้ระดับกลาง-บน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคการผลิตเพื่อส่งออกและมนุษย์เงินเดือนนอกกลุ่มท่องเที่ยวยังทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การส่งออกเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย จากกำลังซื้อตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีนยังขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ สินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปยังขยายตัว แต่ต้องจับตาปัญหาการระบาดที่ทำให้คนงานติดเชื้อและมีการหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งมีผลให้กำลังการผลิตลดลงและอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวได้ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้น่าจะได้รับการแก้ไขได้ด้วยการจำกัดจำนวนแรงงานในพื้นที่และการตรวจเชื้อคนงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงในการปิดโรงงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอกชนยังพร้อมลงทุนด้านเครื่องจักร แต่อาจชะลอการลงทุนด้านการก่อสร้าง ซึ่งอาจเห็นการชะลอของภาคอสังหาริมทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม แต่เอกชนน่าจะเน้นการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์แนวราบมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการคนทำงานที่บ้านที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของมาตรการทางการคลัง รัฐบาลสามารถใช้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนที่มากขึ้น เราเห็นว่าหากจะต้องกู้เพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาทก็ทำได้ เพื่อประคองเศรษฐกิจด้วยการเยียวยาชดเชยผู้ขาดรายได้ และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอิสระอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหากต้องไปหารายได้นอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การกู้รอบนี้อาจเสริมเศรษฐกิจระยะยาวได้สองทาง หนึ่ง คือการวางแผนให้ท้องถิ่นเลือกหาโครงการในการใช้จ่ายเงิน เพื่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ การกระตุ้นหรือลดค่าใช้จ่ายของคนผ่านมาตรการเติมเงินในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์เมื่อการระบาดลดลง และสอง คือการใช้มาตรการทางการคลังร่วมกับมาตรการทางการเงินด้วยการที่คลังแบ่งเงินมาเพื่อช่วยแบกรับความเสี่ยงในกรณีสินเชื่อที่ปล่อยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจและครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย ไม่เช่นนั้น มาตรการทางการเงินผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจก็ทำได้ช้า จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.25% สู่ระดับ 0.25% พร้อมลดเงินนำส่ง FIDF อีก 0.23% เพื่อลดภาระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจหรือคลายข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าเงินบาท มีโอกาสอ่อนค่าได้อีกในระยะสั้นถึงระดับ 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3/64 แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนในการส่งสัญญาณการถอน QE ขณะที่การควบคุมการระบาดในประเทศพร้อมๆกับการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสสี่ ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและแนวโน้มการท่องเที่ยวในปีหน้า เงินบาทจะมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ราว 33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐและน่าจะทยอยแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113890</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีไอเอ็มบีไทย, หั่นจีดีพี, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CIMBT ชี้ปัจจัยลบรุมฉุดเศรษฐกิจ คาดจีดีพีปีนี้หดเหลือโต1.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า จากการระบาดของสถานการณ์โควิดระลอก 3 ที่มีแนวโน้มจะยาวนาน ประกอบกับการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าหรือวัคซีนยังไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ สำนักงานวิจัยจึงได้ปรับประมาณเศรษฐกิจปี 64 ลงจาก 1.9% เหลือ 1.3% และปี 2565 ลงจาก 5.1% เหลือ 4.2% แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้ จะเริ่มฟื้นตัวได้แต่ช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ โดยอาจจะกลับมาได้ในช่วงของไตรมาสที่ 4 ของปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนการกระตุ้นเพื่อให้ประชาชนใช้จ่ายในช่วงสิ้นปี อาจจะเห็นได้น้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากยังไม่มีความคลี่คลายของสถานการณ์ และยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีปัญหาสำคัญที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เศรษฐกิจเติบโตได้ช้า แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ ได้แก่ ความไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มธุรกิจ และสาขาอาชีพของคนในสังคม เนื่องจากในบางกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับการส่งออก และธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกำลังในการบริหาร อาจจะไม่ได้รับผลกระทบในช่วงนี้ แต่ขณะที่กลุ่มธุรกิจรายเล็ก หรือคนที่ประกอบอาชีพอิสระและไม่มีรายได้ประจำจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ส่งออกจะเห็นได้ว่าตอนนี้ในบางอุตสาหกรรมอาจจะยังขยายตัวได้ดี แต่หลังจากสถานการณ์กลับไปปกติแล้ว อาจจะทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ได้รับความนิยมลดลง และจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงคือประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากปัจจุบันมีการกลายพันธุ์ของไวรัส แต่วัคซีนที่มีอยู่ในประเทศไทยอาจจะยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการดูแลเรื่องนี้&amp;nbsp;อาจจะส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ขณะที่ความหวังของเศรษฐกิจไทย ทางสำนักวิจัยก็ได้มีการประเมินไว้ดังนี้ 1.หากมีการฉีดวัคซีนเต็มที่และต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในปีนี้ และยังเชื่อมั่นว่าศักยภาพของการเร่งฉีดวัคซีนไม่มีปัญหาคอขวดแน่นอน 2.ในปัจจุบันคนว่างงานได้กลับไปสู่ภาคเกษตร โดยย้ายจากเมืองไปสู่ชนบท ซึ่งเป็นโอกาสเนื่องจากรายได้ภาคเกษตรกำลังฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว และภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปีก่อนหน้า 3.นักท่องเที่ยวที่ยังเป็นความหวังของเศรษฐกิจอยู่นั้น หากมีความชัดเจนในการเปิดพื้นที่และมีการบริการจัดการได้ดี ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะสามารถช่วงพยุงเศรษฐกิจได้ในช่วงนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอมรเทพ ยังกล่าวต่ออีกว่า 4.การใช้จ่ายภาครัฐ ที่แม้จะล่าช้าในช่วงนี้ แต่ก็จะสามารถเห็นผลสำเร็จได้ และหากจะต้องมีการล็อกดาวน์ก็ต้องมีการชดเชยในส่วนที่หายไป เชื่อมั่นว่าภาครัฐยังไม่ถึงสภาวะถังแตก และยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลเศรษฐกิจได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในไตรมาส 3-4 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ในภาคการบริโภค ขณะที่ภาคการลงทุนอาจจะได้รับผลกระทบแรงกว่าการแพร่ระบาดระลอก 2 แต่ไม่เท่ารอบแรก เนื่องจากการส่งออกยังช่วยเหลือได้ และไม่มีการปิดโรงงาน โดยระลอกแรกการลงทุนชะลอแรงเนื่องจากไม่สามารถผลิตได้ เพราะต้องรับวัตถุดิบจากจีน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐหรือการลงทุนเมกะโปรเจกต์อาจจะรอไปก่อน แต่อาจจะเห็นความฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ จะเห็นมากขึ้นในเดือน ส.ค. ของปี 64 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย, อมรเทพ จาวะลา, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการมองเศรษฐกิจQ2ทรุดชี้มาตรการป้องกันโควิด กระทบค้าปลีก-ภาคท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เมษายน 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศรายวัน ประกอบกับแนวโน้มที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสูงจากการเดินทางกลับมาทำงานหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีมาตรการรักษาระยะห่างที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อลดความเป็นไปได้ในการติดเชื้อ ซึ่งน่าจะช่วยให้สถานการณ์กลับมาช่วงก่อนการระบาดรอบ 3 นี้ได้ดีขึ้น คาดว่าจะเห็นการผ่อนคลายได้ในอีกหนึ่งถึงสองเดือน แต่ในภาวะผู้ติดเชื้อที่จะลดลง สภาพเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสที่สองก็อาจไม่สดใสอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการป้องกันโควิดนี้ มีได้หลายช่องทางดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเดินทางท่องเที่ยวลดลง กระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รายได้กลุ่มอาชีพอิสระ ค้าขายลดลง เพราะคนออกนอกบ้านน้อยลง และระมัดระวังการใช้จ่าย กระทบร้านค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และค้าปลีกอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ความเชื่อมั่นการบริโภคลดลง กระทบสินค้าขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บางกลุ่มธุรกิจอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร้านค้า/ส่งสินค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ร้านค้าขนาดเล็กที่รับบัตรสวัสดิการของรัฐหรือรับชำระผ่านระบบเงินโอนตามมาตรการรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ภาคการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เพราะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป เคมีภัณฑ์ และยางพารา เป็นต้น ซึ่งรายได้พนักงานน่าจะทรงตัวตามชั่วโมงการทำงานหรืออาจไม่ลดลงมากนักหากมีการรักษาระยะห่างมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปมาตรการป้องกันโควิดรอบนี้น่าจะกระทบการบริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะภาคค้าปลีก และภาคท่องเที่ยว ขณะที่คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มอาจไม่ได้รับผลกระทบแรงเท่ากลุ่มอื่น แต่เนื่องจากคนทำงานที่บ้านมากขึ้น คนเดินทางหรือออกนอกบ้านน้อยลง มีผลให้ยอดขายลดลงตามจำนวนคน กลุ่มที่รับเงินโอนตามมาตรการภาครัฐอาจกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่นเพราะคนเลือกใช้บริการเพื่อลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มที่อาจไม่ได้รับผกระทบมากนักแต่ก็ยังกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจึงลดการใช้จ่าย เช่น ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือน หรือกลุ่มแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่อส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมุมเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สอง หากการระบาดคลี่คลายลงในเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน ผลกระทบทางการบริโภคในประเทศไม่น่ารุนแรงเท่าการล็อกดาวน์ปีก่อน แต่น่าจะรุนแรงกว่ารอบเดือนมกราคม ปัจจัยสนับสนุนมีเพียงมาตรการรัฐและการส่งออก เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหลังปรับฤดูกาลเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเกิดการถดถอยทางเทคนิค หรือ technical recession แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองจะขยายตัวได้สูงเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนก็ตาม โดยเรากำลังปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่าอาจขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 2.6% ซึ่งจะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 2 หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามาตรการป้องกันโควิดนี้จะ 1. ควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว 2. มีมาตรการชดเชยผู้ขาดรายได้ เช่นเพิ่มเงินโอน และต่ออายุมาตรการที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 3. มีมาตรการลดค่าครองชีพอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางระบบสาธารณะ 4. ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีมาตรการเพิ่มเติมในการลดภาระดอกเบี้ย เช่น ลดค่าธรรมเนียม FIDF หรือลดดอกเบี้ยกนง.ในรอบการประชุมวันที่ 5 พฤษภาคม พร้อมเร่งอัดฉีดเงินกู้ให้ธุรกิจ อีกทั้งอาจเห็นการต่อมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งทางธนาคารน่าดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกค้าให้รวดเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99733</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, มาตรการควบคุมโควิด, อมรเทพ จาวะลา, เศรษฐกิจไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีไอเอ็มบี ไทยประเมิน โควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลสั้นแค่ช่วงเดือนเมษายน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 เมษายน 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินสถานการณ์ในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ว่า &amp;nbsp;เราพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาอีกระลอกในหลากหลายคลัสเตอร์ ซึ่งกำลังมีความเป็นไปได้สูงที่ทางภาครัฐจะประกาศการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนอีกครั้ง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดีในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเราจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นรอบที่ 3 ซึ่งภาพบรรยากาศทางเศรษฐกิจตอนช่วงก่อนสงกรานต์นี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากช่วงสัปดาห์ก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงปลายเดือนมีนาคมเราสังเกตเห็นกำลังซื้อในประเทศที่คึกคักขึ้น และโดยปกติในเทศกาลสงกรานต์ ร้านค้ามักจะตุนสต๊อกสินค้า ยอดขายกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ มักขยับสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า กลุ่มโรงแรม ร้านอาหารจะได้อานิสงส์จากการเดินทางในประเทศ แม้ในอดีตกลุ่มโรงแรมจะมองเป็นช่วงโลว์ซีซันเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมาน้อย แต่ก็พอประคองได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตอนนี้หลังจำนวนยอดผู้ติดเชื้อมีมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีก่อนเทศกาลวันคริสต์มาสที่คนเตรียมฉลองและท่องเที่ยว แต่สุดท้ายกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดด้วยการพบจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจังหวัดสมุทรสาครและลามไปทั่ว จนรัฐมีมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ได้นำไปสู่ภาวะการชะลอทางเศรษฐกิจ ผมกำลังมองภาพคล้ายกันว่าเราอาจกำลังเผชิญภาพคริสต์มาสในเดือนเมษายนนี้อีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากเกิดการระบาดที่มากขึ้น รัฐจะเลือกใช้การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนคล้ายกับที่ใช้ในช่วงปลายปี เช่น ปรับเวลาการปิดร้านอาหารให้เร็วขึ้น ไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ปิดสถานที่บริการที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เช่น ฟิตเนสและร้านนวด ซึ่งไม่ใช่มาตรการที่เข้มงวดมากและไม่น่าส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจเทียบกับช่วงการระบาดในรอบแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ทางบริษัทและธุรกิจต่างๆ น่าจะเพิ่มสัดส่วนพนักงานที่ทำงานที่บ้านมากขึ้นเพื่อลดความแออัดของพื้นที่ และโดยรวมอาจส่งผลต่อธุรกิจในกลุ่ม อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า การขนส่ง ขณะที่ธุรกิจโรงแรมที่กำลังรอต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงวันหยุดยาวก็กำลังลุ้นว่าจะมีใครยกเลิกการจองห้องพักมากน้อยเพียงไร ช่วงก่อนสงกรานต์นี้หากยังไม่มีมาตรการใดออกมา เราอาจเห็นธุรกิจเร่งระบายสต๊อกสินค้าด้วยการลดราคาสินค้าและบริการ เพราะเกรงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะยิ่งเพิ่มขึ้นหลังผู้คนกลับมาจากท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงความกังวลเหล่านี้ ผมอยากชวนให้เรากลับไปนึกภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนมกราคม ช่วงนั้นมีการระบาดต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันก็ปรับตัวลดลงในที่สุด มาตรการที่เข้มงวดในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสก็ผ่อนคลายลง ดัชนีภาคการบริโภคก็หดตัวเทียบเดือนต่อเดือนในแทบทุกหมวดหมู่ในเดือนมกราคมก่อนฟื้นตัวบ้างในเดือนถัดมา ซึ่งน่าจะพอเป็นภาพที่เราจะเห็นในลักษณะคล้ายกันว่า หากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในเดือนเมษายนและอาจมีมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนจริงจนส่งผลให้การใช้จ่ายของคนไทยลดลงในเดือนนี้ แต่หากควบคุมได้ดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาเปิดมากขึ้น การใช้จ่ายก็จะดีขึ้นในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป แต่ผมขอมองต่อไปว่า แม้จะสิ้นสุดรอบ 3 นี้ การบริโภคก็ยังเสี่ยงโตช้าด้วยปัจจัยอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้การบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นขึ้น แต่ผมมองว่าการใช้จ่ายจะยังไม่เร่งแรง และอาจต้องระวังความเสี่ยงที่การบริโภคจะโตช้ากว่าที่เคยเห็นในช่วงก่อนโควิด แต่ถ้านึกกันดีๆ ช่วงก่อนโควิดในหลายปี การบริโภคภาคเอกชนก็โตต่ำกว่าการเติบโตของจีดีพี เรียกง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตจากภายนอกมากกว่าภายใน ปีนี้ก็เช่นกัน หากดูการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในแต่ละสำนัก ก็จะเห็นภาพคล้ายคลึงกัน นั่นคือการบริโภคเอกชนโตต่ำกว่า 3% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนผ่านการส่งออกสินค้าที่มองว่าอาจโตได้มากกว่า 10% และยังไม่นับการกระจายตัวของเศรษฐกิจอีกที่ดีเพียงด้านกลาง-บน ซึ่งต่อให้ไม่มีรอบ 3 นี้ การบริโภคก็เสี่ยงโตช้าด้วย 4 ปัจจัยดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ &amp;nbsp;แน่นอนว่ากำลังซื้อปีนี้จะดีกว่าปีก่อน เพราะช่วงไตรมาสสองปีก่อนก็ล็อกดาวน์ และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปเฉียดศูนย์ แต่ที่เรากำลังคิดต่อคือจะให้กำลังซื้อกลับเป็นปกติก่อนวิกฤติโควิด ซึ่งหากขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมากเราก็ฟื้นได้ด้วยกำลังซื้อคนไทย ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขาดการลงทุน &amp;nbsp;โดยปกติแล้ว หากเอกชนขายสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะรอบนี้ที่การส่งออกเริ่มฟื้นตัว โรงงานต่างๆ ก็จะมีการผลิตที่มากขึ้น จะมีการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ให้พนักงานทำโอที คนงานได้เงินเพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อไปจับจ่ายซื้อของได้มากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะคึกคักขึ้น แต่ผมกลับมองว่าเอกชนยังชะลอการลงทุน นั่นเพราะโรงงานต่างๆ อาจยังเลือกที่จะระบายสต๊อกสินค้าก่อนเร่งผลิตของ หรือแม้กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ทำให้การลงทุนใหม่ๆ ยังเลื่อนออกไปได้ ซึ่งเราน่าจะเห็นในช่วงไตรมาสสามมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขาดความเชื่อมั่น &amp;nbsp;โดยปกติคนจะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเมื่อมีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ กล้านำเงินออมออกมาใช้ แต่รอบนี้เรายังเห็นคนออมเงินกันค่อนข้างมาก ซึ่งแม้เป็นเรื่องดี แต่ก็สะท้อนภาพความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย เรื่องการออมที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ชัดเจนในกลุ่มคนรายได้น้อย เพราะโดยมากก็มักใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่แล้ว แต่ที่น่าจะชัดเจนน่าจะเป็นกลุ่มคนพอมีเงิน มีฐานะที่ดี กลุ่มนี้กลับลังเลที่จะใช้เงิน อาจห่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ ซึ่งความเชื่อมั่นจะมีผลต่อสินค้าคงทน มากกว่ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้แต่เสื้อผ้าดังที่กล่าวไปข้างต้น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ของตกแต่งบ้านอาจไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ มีผลต่อการใช้จ่ายในสินค้าเกี่ยวเนื่องนี้ คงหวังให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่นการเพิ่มการลดหย่อนภาษี หรือการลดภาษีรายได้ไปเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขาดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย &amp;nbsp;มาตรการรัฐในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินโอนจากรัฐบาลกำลังจะสิ้นสุดลงภายในวันที่ 31 พฤษภาคม และหากไม่มีการต่ออายุมาตรการเหล่านี้และให้เงินเพิ่มเติม ผมเกรงว่าคนจะไม่ใช้จ่ายมากเท่าที่เป็นอยู่ เรียกง่ายๆ ว่าภาพที่เห็นบางส่วนอาจเป็นภาพลวงตา กำลังซื้อของคนยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่มาจากรัฐช่วย หากรัฐถอนมาตรการเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่าบางส่วนอาจไม่มีรายได้มากพอที่จะใช้จ่ายได้เท่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เราอาจต้องรอดูว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ดีขึ้นจนคนกลุ่มอื่นๆ ใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสสอง และอาจพอชดเชยบางกลุ่มที่การใช้จ่ายอาจลดลงไปบ้าง แต่แน่นอนว่าการใช้จ่ายคงไม่ลดลงไปหมดแม้สิ้นสุดมาตรการเงินโอนจากรัฐตามเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นได้บ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การระบาดรอบนี้มีผลต่อการบริโภคที่อาจชะลอในเดือนเมษายนในแทบทุกหมวด แต่หมวดอาหาร เครื่องดื่มอาจไม่ลดลงแรงเท่ากลุ่มอื่น เพราะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากรัฐบาล และเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ที่น่าห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ การใช้จ่ายของคนไทยยังเติบโตช้าด้วยปัจจัยอื่นนอกจากโควิด ซึ่งน่าจะมีผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำอยู่ในปีนี้&amp;rdquo; นายอมรเทพ จาวะลา กล่าวสรุป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98872</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย, อมรเทพ จาวะลา, เศรษฐกิจไทย, โควิดระลอกสาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ซีไอเอ็มบีแนะไทยงัดกลยุทธ์&#039;เอียงจีน อ่อนตามสหรัฐฯ&#039; ไม่เลือกข้าง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ย. 2563 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต มีนัยต่อการวางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ต่อการวางตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก การวางตัวระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และจะมีผลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะทั้งคู่มีมุมมอง และนโยบายแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสำนักวิจัยฯ ประเมินผลกระทบต่อไทยหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากทรัมป์ชนะ น่าจะเป็นผลบวกต่อประเทศไทย เนื่องจาก 1.สงครามการค้าใกล้จบ 2. นโยบายของทรัมป์ส่งผลให้บริษัทจีนย้ายฐานซึ่งทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ 3. ไทยยังเป็นห่วงโซ่อุปทานกับจีนจึงยังต้องสานต่อความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP ) แต่หากไบเดนชนะ ไทยจะได้ประโยชน์หากเข้าร่วม CPTPP เนื่องจาก 1. ไบเดนจะอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรในการโอบล้อมจีน 2. การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯและจีนไม่ได้ลดทอนความเข้มข้นลง และ 3. ไทยอาจไม่ได้ประโยชน์จากย้ายฐานการผลิตหากไม่ร่วม CPTPP&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไปจะเป็นใคร สหรัฐฯจะกลายเป็นมหาอำนาจเบอร์ 2 (America Second) และจีนจะขึ้นเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐฯ (China Number One) เพราะทั้งทรัมป์และไบเดนไม่ใช่ผู้นำโลกการค้าเสรี ทั้งคู่ไม่ได้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ แต่จะผลักดันกระแสชาตินิยม เน้นการสร้างงานให้สหรัฐฯ Made in USA เกิดการทวนกระแสโลกาภิวัตน์หรือกระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ (Deglobalization) ทั้งนี้ กระแสชาตินิยมในสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกการค้าเสรีแทน&amp;quot; นายอมรเทพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักวิจัยฯ คาดว่าภายในปี 2573 หรืออีกไม่เกิน 10 ปี จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯ แม้จีดีพีของจีนยังมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ภาคการค้าระหว่างประเทศในปี 2563 พบว่า จีนแซงหน้าสหรัฐฯขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่สหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากไม่มีวัคซีนเศรษฐกิจสหรัฐฯจะโตช้ากว่าที่คาดการณ์ ดังนั้น จึงน่าจับตาว่า สหรัฐฯภายใต้ผู้นำคนใหม่จะยอมอยู่ร่วมกับจีนได้หรือไม่ อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอมรเทพ กล่าวว่า ในส่วนของไทยต้องเปิดรับทั้งคู่และอยู่ร่วมกับสหรัฐฯและจีนให้ได้ ไม่ควรเลือกข้าง เพราะวันนี้ไทยต้องค้าขายกับจีน แม้จีนยังเป็นมหาอำนาจเบอร์ 2 แต่เรื่องการค้าจีนเป็นเบอร์ 1 ของโลก ไทยจึงต้องเพิ่มการเป็นห่วงโซ่อุปทานการผลิตกับจีนให้มากขึ้น เปิดรับการย้ายฐานจากจีนให้เข้ามาไทยให้มากขึ้น เพื่อหาทางส่งออกไปสหรัฐฯ และส่งออกไปประเทศอื่น ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเช่นนี้เรียกว่า &amp;lsquo;เอียงจีน อ่อนตามสหรัฐฯ&amp;rsquo; คือ เปิดรับทั้งสองด้าน เดินหน้า RCEP และร่วม CPTPP แม้ว่าความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯจะยังมีอยู่ภายใต้ผู้นำสหรัฐฯคนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไทยไม่สามารถหนีกระแสโลกาภิวัตน์ ผมเชื่อว่าไทยและอาเซียนยังสามารถอยู่รอดได้ภายใต้ความขัดแย้งตรงนี้ แต่หากบริหารไม่ดี กระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพได้ และไทยต้องเน้นเรื่องการเป็นหุ้นส่วนกับจีน ผ่านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ขณะเดียวกันต้องเน้นอุปสงค์ในประเทศจีนคือ อาหาร ยาง สินค้าเกษตร และเปิดรับทั้งสองประเทศผ่านกลุ่มอาหาร เกษตร การแพทย์สุขภาพ เป็นซัพพลายเชน กลุ่มยานยนต์ชิ้นส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเดินหน้าเน้นเรื่องการท่องเที่ยวต่อไป&amp;quot; นายอมรเทพ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82691</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ, ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c106b07ee256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2020 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2020 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CIMB จับตาเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 4 ปัจจัย &#039;R.E.S.T&#039; เข้ามากระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค. 2563 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย

ครึ่งปีหลังน่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นไตรมาสต่อไตรมาส และมีเรื่องที่น่าจับตา โดยเปรียบได้กับ ตัวอักษรย่อ 4 ตัว ได้แก่ &amp;lsquo;R&amp;rsquo; &amp;lsquo;E&amp;rsquo; &amp;lsquo;S&amp;rsquo; &amp;lsquo;T&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R ย่อมาจาก Reshuffle คือ การปรับคณะรัฐมนตรี การเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจหากทำให้ชัดเจน ทำให้แข็งแกร่ง มีนโยบายที่ทำให้เห็นว่าจะนำเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทมาพยุงเศรษฐกิจ กระตุ้นกำลังซื้อต่างๆให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ดีทางด้านการเมืองจะสามารถทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;E ย่อมาจาก Exchange Rate อัตราแลกเปลี่ยน วันนี้ค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งแรงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าจะไม่ใช้การลดดอกเบี้ย แต่จะดูแลค่าเงินให้ผันผวนไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;S ย่อมาจาก Second Wave ประเทศไทยทำได้ค่อนข้างดีเรื่องโควิด แต่ต้องติดตามดูกันต่อว่าถ้ามีความเสี่ยงจากต่างประเทศเข้ามาลุกลามเป็น travel bubble และเข้ามาสู่เรื่องการส่งสินค้า เราจะรับมืออย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;T ย่อมาจาก Trade War สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กำลังจะตกลงกันได้ สุดท้ายจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยถ้ามีความชัดเจนได้ การค้าการส่งออกของไทยกับภูมิภาคน่าจะดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยน่าจะฟื้นตัวได้ จากตัวเลขการส่งออกล่าสุดที่ติดลบถึง -22%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุป แม้ 4 คำ รวมกันเป็นคำว่า R E S T ที่แปลว่าพักผ่อน แต่เศรษฐกิจไทยตอนนี้อาจจะยังไม่สามารถพักผ่อนได้ อย่างไรก็ดี ภาพครึ่งหลังของปีน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้จะหดตัวเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่น่าจะฟื้นตัวไตรมาสต่อไตรมาส&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70834</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, CIMB, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05512bb91a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
