<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เร่งผลักดันอาเซียนสู่ยุคดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมฯ เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 20 ในวันที่ 18 ต.ค.2564 โดยมีไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือ การประชุมครั้งแรกของ AEC Council กับรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล เพื่อร่วมหาแนวทางผลักดันอาเซียนให้ไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) โดยจะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ของผู้นำอาเซียนว่าด้วยการยกระดับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน ก่อนเสนอผู้นำอาเซียนรับรองและประกาศในการประชุมซัมมิต ปลายเดือนต.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นอื่น ๆ จะมีการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตลอดปีที่ผ่านมา เช่น ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจที่บรูไน ในฐานะประธานอาเซียนผลักดันให้สำเร็จในปีนี้ การทบทวนแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint 2025) ระยะครึ่งทาง และการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี ค.ศ.2025&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะมีการร่วมรับรองเอกสารสำคัญ เช่น กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นแนวทางที่อาเซียนสามารถนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แผนงานในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลของอาเซียน (แผนงานบันดาร์เสรีเบกาวัน) เป็นแผนดำเนินการในระยะสั้นและระยะกลางให้อาเซียนเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการสร้างความเข้มแข็งของนโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกอาเซียนสร้างความเข้มแข็งของกลไกในการเก็บข้อมูลทางธุรกิจของผู้ประกอบการ และการพัฒนาระบบการจดทะเบียนธุรกิจให้ทันสมัย โดยการนำเลขทะเบียนนิติบุคคลเดียวมาใช้ร่วมกันทั้ง 10 ประเทศสมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ส.ค.) การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่า 72,546 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.25% โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 42,024.88 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.91% และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 30,521.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.17% ตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119786</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, อาเซียนดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168f04780e9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เกาะติดจีนขอเป็นสมาชิก CPTPP ชี้ทำให้ตลาดรวมใหญ่ขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่จีนได้ยื่นขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้รับฝากความตกลง เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2564 ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจ และจับตามอง ว่า ผลจากการที่จีนขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก จะทำให้ CPTPP กลายเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมที่มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ GDP 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อนับรวมจีน จะส่งผลให้จำนวนประชากรในตลาด CPTPP ใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 1,900 ล้านคน (25% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP ประมาณ 25.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (30% ของ GDP โลก) แต่ขนาดของ CPTPP ยังเล็กกว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ประเทศ และปัจจุบันเป็นความตกลง FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดประชากรกว่า 2,300 ล้านคน (30% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP 28.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (33.6% ของ GDP โลก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากการสมัครเข้าร่วม CPTPP ของจีน จะเป็นการเพิ่มพันธมิตร และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของจีนกับสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตของกลุ่มประเทศ CPTPP ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน ในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบ และฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกันเป็นการแสดงความพร้อมของจีนที่จะยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศสมาชิก CPTPP ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นมาตรฐานของโลกใหม่ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิแรงงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางการค้า และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยต้องประเมินประโยชน์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใหม่อย่างรอบคอบ หลังจีนและสหราชอาณาจักร ได้ขอเข้าเป็นสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะประโยชน์จากการเข้าสู่ตลาด CPTPP ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งเรื่องการลด เลิกภาษีศุลกากร กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้าทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้ จะทำให้สมาชิก CPTPP ได้เปรียบประเทศที่มิใช่สมาชิก แต่ก็มีเรื่องมาตรฐานโลกใหม่ เช่น สิทธิแรงงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่ต้องติดตาม เพราะการเข้าร่วมของจีน อาจเป็นการนำเทร์นด์ใหม่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ว่ามีความพร้อมที่จะรับและปฏิบัติตามมาตรฐานโลกใหม่นี้ เพื่อก้าวข้ามการที่ประเทศผู้นำเข้าอ้างเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือกีดกันการค้า&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมี FTA กับสมาชิก CPTPP แล้ว รวม 9 ประเทศ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบทวิภาคี คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม บูรไน มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู โดยยังขาดเม็กซิโก กับแคนาดาที่ไทยไม่มี FTA ด้วย แต่ไทยก็อยู่ระหว่างเตรียมการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในเร็วๆ นี้ จึงถือได้ว่า ไทยมีช่องทางในการเข้าสู่ตลาดประเทศสมาชิก CPTPP ผ่าน FTA ที่มีอยู่ ส่วนการเข้าร่วมเจรจา FTA ของไทย จะมีกระบวนการศึกษาความพร้อม ประเมินผลประโยชน์ ผลกระทบ รับฟังความเห็น ก่อนขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนเรื่อง CPTPP ได้ถูกยกระดับการพิจารณาไปที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ กนศ. ซึ่งมีกรรมการ เป็นผู้แทนระดับสูงจากหลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจมาช่วยพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ กนศ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117271</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea6b301150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ศึกษาเปิด &#039;FTA ไทย-ฮ่องกง&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดสัมมนา เรื่อง &amp;ldquo;ความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ฮ่องกง&amp;rdquo; ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเรื่องการจัดทำ FTA ไทย&amp;ndash;ฮ่องกง ของศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจระหว่างไทย&amp;ndash;ฮ่องกง ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมทั้งเปิดรับฟังความเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาในประเด็นหากไทยจะจัดทำ FTA ฉบับใหม่กับฮ่องกง ไทยจะได้ประโยชน์หรือมีผลกระทบอะไรเพิ่มเติมจาก FTA อาเซียน&amp;ndash;ฮ่องกง หรือไม่ และหากในอนาคตฮ่องกงเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งไทยเป็นสมาชิก RCEP อยู่แล้ว FTA ฉบับใหม่นี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลการสัมมนา พบว่า ด้านการเปิดตลาดสินค้า ไทยจะไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม เนื่องจากฮ่องกงได้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรในสินค้าทุกรายการให้ไทยภายใต้ FTA อาเซียน&amp;ndash;ฮ่องกงแล้ว แต่ในส่วนของภาคบริการ จะสามารถทำให้ฮ่องกงสนใจที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจและลงทุนเพิ่มเติมในไทย เช่น สาขาอสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเงิน ประกันภัย และโลจิสติกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ ยังเห็นว่า ระหว่างนี้ไทยควรเร่งใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน-ฮ่องกง ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ประโยชน์จากการที่ฮ่องกงและจีนมียุทธศาสตร์ความร่วมมืออ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area &amp;ndash; GAB) ซึ่งจีนกำหนดให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง รวมทั้งควรเร่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับฮ่องกงให้เป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเงินและประกันภัย เทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ เพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตูการค้าสู่จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้มีกลไกการหารือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-ฮ่องกง เช่น คณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ระหว่างภาครัฐ และสภาธุรกิจไทย-ฮ่องกง ระหว่างภาคเอกชน เพื่อใช้เป็นเวทีหารือส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่ฮ่องกงในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร ผลไม้ อาหารที่ทำจากพืช สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและการทำงานอยู่บ้าน ตลอดจนสินค้าในภาคบริการ เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง สุขภาพ และอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทย ในปี 2563 การค้าของไทยกับฮ่องกงมีมูลค่า 13,298 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปฮ่องกงมูลค่า 11,292 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากฮ่องกงมูลค่า 2,006 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ และข้าว สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ผ้าผืน เคมีภัณฑ์ เครื่องประดับ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ฮ่องกง, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ้มออกการค้าไทยกับคู่เจรจา FTA ช่วง 4 เดือนมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐโต 13.18%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA)&amp;nbsp;ด้วยจำนวน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี และเปรู ในช่วง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนของปี&amp;nbsp;2564 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า&amp;nbsp;108,826.75&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;13.18%&amp;nbsp;คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;63.84%&amp;nbsp;ของการค้ารวมของไทย โดยเป็นการส่งออกไป&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ประเทศคู่&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;52,627.81&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;6.45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อแยกการส่งออกเป็นรายกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร (กสิกรรม ปศุสัตว์และประมง) เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเป็นทั้งอาหารและวัตถุดิบ โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;6,097&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;22%&amp;nbsp;คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;74.56%&amp;nbsp;ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย โดยตลาดที่มีการขยายตัว เช่น จีน เพิ่ม&amp;nbsp;46%&amp;nbsp;อาเซียน เพิ่ม&amp;nbsp;4%&amp;nbsp;ญี่ปุ่น เพิ่ม&amp;nbsp;6%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ เพิ่ม&amp;nbsp;23%&amp;nbsp;และอินเดีย เพิ่ม&amp;nbsp;71%&amp;nbsp;เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ยางพารา เพิ่ม&amp;nbsp;47%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม&amp;nbsp;49%&amp;nbsp;และยังมีสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารอื่นๆ ที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เครื่องเทศและสมุนไพร และข้าวโพด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่า&amp;nbsp;40,161.2&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม&amp;nbsp;5.25%&amp;nbsp;มีสัดส่วน&amp;nbsp;58.65%&amp;nbsp;ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยตลาดส่งออกมีการขยายตัว เช่น จีน เพิ่ม&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;เวียดนาม เพิ่ม&amp;nbsp;24%&amp;nbsp;มาเลเซีย เพิ่ม&amp;nbsp;59%&amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ เพิ่ม&amp;nbsp;18%&amp;nbsp;สปป.ลาว เพิ่ม&amp;nbsp;41%&amp;nbsp;ญี่ปุ่น เพิ่ม&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ เพิ่ม&amp;nbsp;36%&amp;nbsp;ออสเตรเลีย เพิ่ม&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;อินเดีย เพิ่ม&amp;nbsp;28%&amp;nbsp;และนิวซีแลนด์ เพิ่ม&amp;nbsp;56%&amp;nbsp;ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต สินค้าป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสินค้า&amp;nbsp;Work From Home&amp;nbsp;และมีสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม&amp;nbsp;37%&amp;nbsp;คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพิ่ม&amp;nbsp;13%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม&amp;nbsp;37%&amp;nbsp;เม็ดพลาสติก เพิ่ม34%&amp;nbsp;เคมีภัณฑ์ เพิ่ม&amp;nbsp;27%&amp;nbsp;วงจรไฟฟ้า เพิ่ม&amp;nbsp;12%&amp;nbsp;และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เพิ่ม&amp;nbsp;13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 3,736 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.16%&amp;nbsp;แต่ยังมีสินค้าที่ส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม&amp;nbsp;23%&amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่ม&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;เครื่องดื่ม เพิ่ม&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม&amp;nbsp;143%&amp;nbsp;และไอศกรีม เพิ่ม&amp;nbsp;29%&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออกของไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้ากลุ่มอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคการผลิต เนื่องจากปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และที่สำคัญ ความตกลงการค้าเสรี ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทยจากการที่ประเทศคู่ค้าลดภาษีให้ไทย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105073</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ค้า FTA, ส่งออก 4 เดือน, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; เตรียมร่วมประชุมเอเปกหารือการฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 4-5 มิ.ย.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปก (APEC Business Advisory Council : ABAC) ซึ่งเป็นกลุ่มภาคเอกชนจาก 21 เขตเศรษฐกิจของเอเปก และการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ร่วมกันทำงาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้กลับมาขยายตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุม ABAC จะหารือในประเด็นสำคัญ เช่น การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็นข้ามพรมแดน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และการรับมือทางเศรษฐกิจต่อวิกฤตโควิด-19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก จะหารือในประเด็นการฟื้นเศรษฐกิจภูมิภาคจากสถานการณ์โควิด-19 และการสนับสนุนให้ระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นกลไกให้เกิดการค้าเสรีที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยนางเอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่ WTO จะเข้าร่วมการประชุมด้วย เพื่อรายงานความคืบหน้าการปฏิรูป WTO และการเตรียมการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 12 ที่จะจัดขึ้นที่นครเจนีวาปลายปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ในฐานะเจ้าภาพการประชุม ได้กำหนดให้เรื่องความร่วมมือ การทำงาน และการเติบโตไปด้วยกัน เป็นประเด็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการประชุมเอเปกปีนี้ &amp;nbsp;เอเปกเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี เปรู เม็กซิโก รัสเซีย จีน จีนฮ่องกง จีนไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ปาปัวนิวกินี บูรไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในปี 2563 การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 315 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.8 ล้านล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปเอเปกมูลค่า 165 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.1 ล้านล้านบาท) และไทยนำเข้าจากเอเปกมูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (4.7 ล้านล้านบาท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5a2426c974.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ดันโคนมไทยส่งออกตลาด FTA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA&amp;rdquo; ปี 4 ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยในปีนี้ จะมีความพิเศษและต่างไปจากโครงการที่จัดขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 จึงปรับกิจกรรมบางอย่างให้เป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งโครงการยังคงมีเนื้อหาอบรมที่เข้มข้น ฝึกปฏิบัติทำการตลาดจริง และตั้งเป้าให้ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าและการจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีตลาดจีนเป็นเป้าหมายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ จะเปิดให้สหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการนมโคแปรรูปจากทั่วประเทศ สมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในเดือนมิ.ย.2564 โดยผู้ผ่านการคัดเลือก 20 ราย จะได้เข้าร่วม Boot Camp จำนวน 4 วัน 3 คืน เพื่อติวเข้มกลยุทธ์การตลาดในจีน การสร้างแบรนด์ กฎระเบียบทางการค้าในจีน ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าโคนมในจีน และเทคนิคการทำตลาดออนไลน์ จากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรงในการทำตลาดจีน จากนั้นจะคัดเลือกผู้ประกอบการให้เหลือ 5 ราย เพื่อร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจแบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) กับผู้นำเข้าชาวจีน ตลอดจนร่วมกิจกรรม Live Sale หรือขายสดตรงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมของจีน โดยจะมี Influencer ชาวจีนที่มีชื่อเสียงมาร่วมกิจกรรม เพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายและสร้างการจดจำสินค้าของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดไปจีนให้กับผู้ประกอบการโคนมของไทยที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมฯ ได้รับความร่วมมือจากกรมปศุสัตว์ในการนำผู้เชี่ยวชาญร่วมเป็นวิทยากรและวางแผนโครงการ โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกนมโคและผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปในภูมิภาคอาเซียน สามารถส่งออกไปตลาดอาเซียน ฮ่องกง และจีน โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และที่สำคัญยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับสหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปของไทยที่จะต้องแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศในยุคการค้าเสรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความตกลง FTA ที่ไทยทำกับอาเซียน ฮ่องกง และจีน ได้ลดภาษีศุลกากรที่เก็บจากนม และผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปที่ส่งออกจากไทยเหลือ 0% แล้ว จึงเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการโคนมไทยที่จะรุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ฮ่องกง และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง มีความต้องการผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพให้กับเด็กและคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 7 ของโลก โดยในปี 2563 ไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมสู่ตลาดโลก มูลค่า 562.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5.0% ตลาดส่งออกหลัก เช่น อาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 84.7% ของการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดของไทย ตามด้วยจีน มีสัดส่วน 4.4% และฮ่องกง มีสัดส่วน 4.0% และในช่วง 3 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) ไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมสู่ตลาดโลก มูลค่า 141.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.6% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย คือ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นม UHT นมถั่วเหลืองที่มีนมผสม และนม ครีมที่ไม่เติมน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104213</URL_LINK>
                <HASHTAG>อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, โคนม บุกตลาดจีน, โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adc4b0c5b6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกผักไปคู่เจรจาFTA รุ่งชี้ไตรมาสแรกมูลค่าโต 71% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าผักสดแช่เย็น แช่แข็งและแห้งของไทยไปตลาดโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวม 506 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 71% และในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 18 ประเทศ ที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA)&amp;nbsp;ด้วย มีมูลค่า 471 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 96% ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนถึง 81% ของการส่งออกผักไปโลก และนอกจากจีนแล้ว ยังมีตลาด&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น อาเซียน มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 60% ฮ่องกง มูลค่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1%&amp;nbsp;เกาหลีใต้ มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 23% และอินเดีย มูลค่า 0.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 12% ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าพืชผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งอันดับที่ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 11 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยส่งออกไปตลาด&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ได้เพิ่มขึ้น เช่น มันสำปะหลังสดแห้งหรืออัดแข็ง มูลค่า 387 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 86% โดยมีจีนและญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก พริกสดและแช่เย็น มูลค่า 31 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 708% โดยมีจีน และมาเลเซียเป็นตลาดหลัก และข้าวโพดอ่อนสดหรือแช่เย็น มูลค่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 13% โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์เป็นตลาดหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า ปัจจุบัน 13 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ชิลี เปรู และอาเซียน 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา และบรูไน ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากับผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่ส่งออกจากไทยแล้ว ส่วนอีก 5 ประเทศ ยังคงเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าผักบางชนิดจากไทย เช่น เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้า มะเขือเทศ กะหล่ำปลี 5% พริกหวาน 270% กระเทียม 360% รวมทั้งใช้โควตาภาษีกับมันสำปะหลังสดแช่เย็นและแห้ง อินเดีย เก็บภาษีนำเข้ามะเขือเทศ พริก แครอท ข้าวโพดหวานแช่แข็ง ถั่วแช่แข็ง 30% กระเทียม 100% และหอมหัวใหญ่ 5% กัมพูชา เก็บภาษีนำเข้ามะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี ถั่ว แครอท 5% สปป.ลาว เก็บภาษีนำเข้า มะเขือเทศ หัวหอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วและข้าวโพดหวานแช่แข็ง 5% และฟิลิปปินส์ เก็บภาษีนำเข้ามันเทศ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)&amp;nbsp;ซึ่งมีการลงนามไปเมื่อเดือนพ.ย. 2563 ไทยสามารถเจรจาและผลักดันให้คู่เจรจา&amp;nbsp;FTA&amp;nbsp;ลดภาษีให้ไทยได้เพิ่มขึ้น เช่น เกาหลีใต้ จะทยอยลดภาษีนำเข้ามันสำปะหลังแช่แข็ง จาก 45% เหลือ 0% ภายใน 20 ปี กัมพูชา จะทยอยลดภาษีนำเข้ามะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี และถั่ว เหลือ 0% ภายใน 20 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104006</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่ค้า FTA, ผู้ส่งออกผักและผลไม้, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
