<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธุรกิจยักษ์ใหญ่ไทยตั้งเป้า Net Zero  การผลิตไร้&quot;คาร์บอน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยที่ร่วมเสวนาออนไลน์ ถึงแผนการผลิตขององค์กร ที่ตั้งเป้าที่จะให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็น 0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคนี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ต้องมีการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในวงเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ภาคธุรกิจไทย TBCSD : พลังความร่วมมือ มุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ สู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ สู่อนาคตที่ยั่งยืน&amp;rdquo; โดยองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ได้จัดขึ้นเพื่อให้ภาคธุรกิจได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึง บทบาทของภาครัฐ ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ (Country Issue) ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(TBCSD) กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกใน TBCSD กว่า 40 องค์กร ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ พลังงานและสาธารณูปโภค ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และการเงินการธนาคาร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาครัฐและภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปัจจุบันภาคธุรกิจไทยความตื่นตัวและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนาธุรกิจบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลอันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

&amp;nbsp; ในภาพรวมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ รองผู้อํานวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เผยว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 354 ล้านตัน ในจำนวนนี้มาจากภาคพลังงาน 71% ภาคพลังงานผลิตไฟฟ้า 42% ภาคขนส่ง 28% ภาคพลังงานที่ใช้ในอุตสาหกรรม 20% ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 8.9% โดยทั้งหมดเป็นปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณกว่า 80% จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งประเทศ ซึ่งแนวทางในการทำธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน เป็นการทำธุรกิจที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคยุคใหม่ที่กังวลถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ดังนั้นภาพจำใหม่ที่เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจคือ เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นได้พร้อมกับการลดก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างที่ประเทศสวีเดน ตั้งแต่ปี 1990-2013 มีจีดีพีเพิ่มขึ้น 58% ในขณะเดียวกันมีการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 23% ดังนั้นหากมีการลดใช้พลังงานในภาคพลังงานหรืออุตสาหกรรมก็เท่ากับลดต้นทุนในการผลิต ไทยก็จะเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;rdquo; ดร.พงษ์วิภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราฟแสดงแผนการลดคาร์บอนของปตท.

ด้าน อรวดี โพธิสาโร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปตท.ได้ให้ความสำคัญกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก โดยในกลุ่มบริษัท ปตท.ด้านพลังงาน ทั้งในและต่างประเทศ มีการปลดปล่อยคาร์บอนประมาณ 39 ล้านตัน &amp;nbsp;จึงต้องเน้นการดำเนินธุรกิจแบบ Net Zero ปรับวิสัยทัศน์ให้สอดรับกับทิศทางอนาคต โดยขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต (Powering Life with Future Energy and Beyond) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืนในด้านต่าง ๆ ในมิติของสิ่งแวดล้อม และได้กำหนดกลยุทธ์ PTT Group Clean and Green Strategy ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดําเนินธุรกิจ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดเป้าหมายการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 ลงร้อยละ 15 จากระดับปี 2020 &amp;nbsp;การดำเนินงานตามกลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดําเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพและใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต การปลูกและดูแลป่าเพื่อช่วยในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

นําพล ลิ้มประเสริฐ ผู้อํานวยการ สํานักงานพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี ได้ให้มุมมองว่า โดยรวมแล้วในภาคธุรกิจของเอสซีจี มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 23.34 ล้านตัน ดังนั้นเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ในปี 2568 &amp;nbsp;และ 28% ในปี 2573 &amp;nbsp;และลดการใช้พลังงานลง 13% ในปี 2568 เทียบกับ BAU ในปี &amp;nbsp;2550 และตั้งเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ผ่านการดำเนินงานด้านกลไกราคาระบบซื้อขายการปล่อยมลพิษ (ETS) เพิ่มส่วนแบ่งของชีวมวลและพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ของเทคโนโลยี &amp;nbsp;รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวทางแก้ไขปัญหา และการให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ การฟื้นฟูสภาพป่า และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ &amp;nbsp;ผลิต-ใช้-วนกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของเอสซีจี

สำหรับบทบาทของคนรุ่นใหม่ จรินทร์พร จุนเกียรติ ดารานักแสดง และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีอีซี (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ความสมดุลที่ควรจะมีก็สั่นคลอน เกิดการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ สัตว์บก อย่างเต่าก็อาจจะมีโอกาสในการวางไข่ในน้ำน้อยลงได้ จึงมีความสนใจและศึกษาอย่างลึกซึ้งเพราะแต่ละคนก็มีหนทางในการช่วยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน &amp;nbsp;โดยอีอีซีจะทำให้การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สนุก บูรณาการ Education &amp;amp; Entertainment เข้าด้วยกัน ขยับไปถึงภาคส่วนอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชนที่ต้องช่วยกันดูแลและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111122</URL_LINK>
                <HASHTAG>Net Zero Emission, กลุ่ม ปตท., นําพล ลิ้มประเสริฐ, ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD), อรวดี โพธิสาโร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fe1e4ca425e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.ทุ่ม8หมื่นล้านลุยโรงงานผลิตแบตเตอรี่-รถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย. 2563 นางอรวดี โพธิสาโร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปตท.ตั้งเป้าใช้งบประมาณลงทุนเบื้องต้นในปี 64 มากกว่าระดับปกติที่มีการลงทุนประมาณปีละ 80,000 ล้านบาท เนื่องจากมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อหาโอกาสในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง และมีแนวโน้มเติบโต เช่น การเข้าสู่ธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตยาในต่างประเทศ โซนเอเชีย คาดว่าจะสรุปได้ในปี 64 ขณะเดียวกัน ปตท.เตรียมเดินหน้าลงทุนในธุรกิจใหม่(นิว เอ็นเนอจี) จากปัจจุบันที่ร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็ง กับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะครอบคลุมในธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น เช่น การขนส่งโลจิสติกส์ สุขภาพ-อนามัย ดิจิทัลแพลตฟอร์ม สมาร์ทแพลตฟอร์ม ซึ่งจะต้องมีการทำร่วมกับพาทเนอร์เพื่อให้เกิดศักยภาพการลงทุนที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่น กริด เน็ตเวิร์ค รวมถึงธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และโรงงานแบตเตอรี่ต้นแบบ เพื่อต่อยอดตั้งโรงงานรถอีวีในอนาคตด้วย นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่(แห่งที่ 7) ในประเทศ เพื่อทดแทนโรงแยกก๊าซฯ แห่งที่ 1 คาดใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 &amp;nbsp;ล้านบาท เริ่มการก่อสร้างในปี 64 และก่อสร้างเสร็จในปี 66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ปตท. จึงวางแผนเริ่มศึกษาในภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถอีวีนอกเหนือจากการเดินหน้าทำสถานีประจุไฟฟ้า(ชาร์จจิ้ง สเตชั่น) ซึ่งต้องติดตามปริมาณการใช้รถอีวีในอนาคตว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับการลงทุน ขณะเดียวกันยังเตรียมจะศึกษาระบบกักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์ยี่ สตอเรจ) โดยให้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน)หรือจีพีเอสซี ดำเนินการศึกษาทั้งแนวโน้นตลาดและแนวทางการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท. ยังสนใจที่จะเข้าร่วมผลิตรถอีวี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอุตสาหกรรมดังกล่าวให้เกิดขึ้นในประเทศไทย กระตุ้นให้เกิดการใช้และการลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์สันดาป และเป็นฐานการผลิตอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว ซึ่งการเข้าร่วมการผลิตรถอีวีนั้นจะใช้ปัจจัยส่วนนี้เพื่อผลักดันประเทศให้ไปสู่ศูนย์การผลิตได้ง่าย ทั้งนี้อยู่ระหว่างพิจารณาที่ต้องดูความชัดเจนของนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันยังมีแต่เอกชนที่ทำการนำเข้าเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทิศทางความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะลดลงในช่วงปี 2573 หรือในช่วง 10 ปีข้างหน้า แต่ ปตท. ยังมองว่าภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันในประเทศยังมีอยู่ โดยคาดว่ายังมีความต้องการใช้ต่อเนื่องไปอีกหลังจากปี 73 ซึ่งยอมรับว่าที่สถานการณ์การใช้น้ำมันที่ลดลงเนื่องจากในอนาคตจะมีการใช้อีวีเพิ่มมากขึ้น เพราะราคาจะเทียบเท่ากับรถยนต์สันดาป รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่ให้ความสำคัญมากขึ้น&amp;rdquo;นางอรวดี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83280</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี), อรวดี โพธิสาโร, โรงงานแบตเตอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89fa70f17a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
