<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อผ่อนคลาย4.5พันโรงเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ไทยติดโควิดใหม่อีก 4 รายจากสหรัฐฯ-ไต้หวัน เตรียมผ่อนคลายกว่า 4,500 โรงเรียนให้&amp;nbsp; นร.กลับมาเรียนในห้องปกติ สธ.ดันจ่ายค่าตอบแทนเป็นกำลังใจให้ อสม. 500 บาทต่อคนยาวตลอด 19&amp;nbsp; เดือน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; งัดมติ ครม.แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 27 ก.ค.63 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 4 รายในสถานที่กักตัวของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,295&amp;nbsp; ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย และในสถานที่กักตัวของรัฐ 358 ราย หายป่วยสะสม 3,111 ราย ผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 126 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ รายที่&amp;nbsp; 1-3 กลับจากสหรัฐอเมริกา โดยรายที่ 1 เป็นหญิงไทยอายุ 44 ปี นักท่องเที่ยว ถึงไทยวันที่ 20 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อวันที่ 25 ก.ค. ไม่มีอาการ
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า รายที่ 2 และ 3 เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 25 ปี และหญิงไทยอายุ 21 ปี&amp;nbsp; เดินทางถึงไทยวันที่ 25 ก.ค. ผ่านการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคพบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค&amp;nbsp; (pui) โดยผู้ป่วยชายมีไข้ เจ็บคอ ผู้ป่วยหญิงมีไข้ จมูกไม่ได้กลิ่น ตรวจหาเชื้อใหม่วันที่ 25 ก.ค.ตรวจพบเชื้อ และรายที่ 4 กลับจากไต้หวัน เป็นชายไทยอายุ 30 ปี พนักงานโรงงาน เดินทางมาถึงวันที่ 21 ก.ค.&amp;nbsp; เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐในกรุงเทพฯ ผลตรวจพบเชื้อวันที่ 25 ก.ค. มีอาการถ่ายเหลว สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อรวม 16,412,794 ราย รักษาหายแล้ว 10,042,362 ราย เสียชีวิต 652,039 ราย
โฆษก ศบค.กล่าวอีกว่า ในส่วนของแนวทางมาตรการผ่อนคลาย ประเด็นแรกการใช้รถโดยสารประจำทางที่เว้นระยะห่าง มีประชาชนจำนวนมากใช้บริการในช่วงวันหยุดยาวนี้ โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้รายงานต่อที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ โดยยังยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและขนส่งทั้งภาคเอกชนและรัฐเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการจองตั๋วล่วงหน้า พนักงานขับรถและผู้ประจำรถต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอด มาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้รับการยืนยันว่ามีชัดเจน ส่วนการกำกับดูแลจะมีผู้กำกับและประเมิน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุด Checking Point ทุกๆ 90 กิโลเมตร รวม 99 จุด ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ โดยจะดูทั้งเรื่องการใส่หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจล การเว้นระยะ การมีคิวอาร์โค้ดไทยชนะ เพื่อความมั่นใจในระบบต่างๆ
โฆษก ศบค.กล่าวว่า จากการประเมินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ของรถโดยสารระหว่างจังหวัดในช่วงวันที่ 28 มิ.ย.-19 ก.ค. มีการรายงานว่าใส่หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย 99.67&amp;nbsp; เปอร์เซ็นต์ แอลกอฮอล์เจล 98.22 เปอร์เซ็นต์ การเว้นระยะห่าง 99.97 เปอร์เซ็นต์ และการใช้คิวอาร์โค้ดไทยชนะ 98.74 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นภาพจากภาครัฐและผู้ประกอบการเป็นผู้ประเมิน ดังนั้นตนขอให้ภาคประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการได้ประเมินตรงนี้ด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีความปลอดภัยกับท่าน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการผ่อนคลายมาตรการของสถานศึกษาซึ่งเปิดมาร่วม 1&amp;nbsp; เดือน จากที่มีความกังวลว่าเด็กๆ ที่มีความใกล้ชิดกันอาจติดโรคกันได้ ตอนนี้ ศบค.ชุดเล็กได้ให้กรมควบคุมโรคร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลองประเมินดูชุดทิศทางงานการข่าวว่ามีอะไรบ้าง ที่ผ่านมาเกือบ 1 เดือนยังไม่มีการติดเชื้อในกลุ่มนี้เลย เมื่อมาดูข้อมูลจากคณะกรรมการด้านวิชาการตาม&amp;nbsp; พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 พบข้อมูลสถิติผู้ป่วยสะสมโรคโควิด-19 ของไทย เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อค่อนข้างต่ำ จากรายงานมีเพียง 1-6 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มอายุ 0-9 ปี มี 62 ราย หรือ 1.9 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มอายุ 10-19 ปี 126 ราย หรือ 3.87 เปอร์เซ็นต์ และไม่เคยพบการป่วยเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนและยังไม่มีการระบาดในโรงเรียน ทั้งนี้เป็นเพราะตัวรับเชื้อในโพรงจมูกของเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่&amp;nbsp; ทำให้การรับเชื้อในเด็กน้อยไปด้วย แต่สิ่งที่กังวลไม่ใช่ว่าการไม่รับเชื้อแล้วจะไม่มี เขาอาจสัมผัสเชื้อมาแล้วนำไปติดกับผู้ใหญ่ที่บ้านซึ่งมีตัวรับเชื้อได้ง่ายกว่า
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีกว่า 4,500 โรงเรียนที่ต้องใช้วิธีการสลับเวลาเรียน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียนนานๆ เช่น การเรียนรู้ที่ถดถอยลง ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงทางทรัพยากรทางการศึกษา ผลกระทบของโภชนาการ การออกจากโรงเรียนกลางคัน ผู้ปกครองอาจจะต้องลางานหรือสูญเสียรายได้ จึงมีการประชุมร่วมกันของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีข้อพิจารณาในการผ่อนคลาย คือให้นักเรียนไปเรียนได้ตามปกติแต่ต้องมีมาตรการเสริมที่เข้มข้นขึ้น จัดห้องเรียนให้มีโต๊ะเรียนที่ห่างกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กรณีห้องแอร์ให้เปิดประตูหน้าต่างช่วงพักเที่ยงหรือช่วงที่ไม่มีการเรียนการสอน โดยภาพของมาตรการนี้จะผ่านการกำกับดูแลโดยมีศบค.เป็นหลัก และมีคณะกรรมการสถานศึกษาและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ทั้งคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ทุกๆ ระดับต้องดูแลเด็กตามลำดับขั้นลงไป
โฆษก ศบค.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เข้าไปตรวจประเมินและติดตามหลังการเปิดภาคเรียน แนวปฏิบัติกรณีสถานการณ์การเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 และแนวทางการผ่อนคลายมาตรการของสถานศึกษา พบว่าสถานศึกษามีมาตรการความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค 99.47 เปอร์เซ็นต์ มีไม่ครบแค่ 0.53 เปอร์เซ็นต์ หรือ 132 แห่งทั่วประเทศ จาก 25,140 แห่ง&amp;nbsp; ทั้งนี้ได้รับคำชี้แนะให้ไปปรับปรุงแล้ว ส่วนข้อมูลพบเด็กป่วยเพียง 687 ราย แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคโควิดแต่อย่างใด สำหรับแผนการรองรับของสถานศึกษาพบว่ามี 96 เปอร์เซ็นต์ ไม่มี 3.75 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเข้าไปแนะนำเพิ่มเติม มีการตั้งแผนเผชิญเหตุเพื่อไม่ให้การเรียนการสอนสะดุดและการควบคุมโรคเป็นไปได้ด้วยดี
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อสม.ได้มีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มแข็ง จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนและให้กำลังใจในความทุ่มเท เสียสละ ตรากตรำทำงานอย่างหนักของพี่น้อง อสม. กระทรวงสาธารณสุขเห็นควรให้ อสม.ได้รับค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยในการป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 500 บาท เป็นระยะเวลา 19 เดือน (มี.ค.63 - ก.ย.64) ตามระยะเวลาพระราชกำหนดกู้เงิน ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19 จะดีขึ้น แต่ อสม.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และการดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ของประชาชนอันเกิดจากผลกระทบของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะการฟื้นฟูเยียวยาด้านจิตใจแก่คนในชุมชน
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ กรณีสภาพัฒน์ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ได้พิจารณาตัดเงินช่วยเหลือ อสม.จาก 19 เดือน เหลือ 7 เดือนนั้น&amp;nbsp; คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จึงมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; 2019&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในชุมชน ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับค่าใช้จ่าย ค่าเยียวยา ค่าชดเชยและค่าเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขรวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (แผนงานหรือโครงการที่ 1) เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษคนละ 500&amp;nbsp; บาทต่อเดือน ให้แก่ อสม.และ อสส. รวมจำนวนไม่เกิน 1,054,729 คนต่อเดือน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงกันยายน 2563 กรอบวงเงินไม่เกิน 3,622.3195&amp;nbsp;ล้านบาท เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 และหนังสือเวียนของกระทรวงการคลังที่กำหนดให้จ่ายเงินเพิ่มพิเศษถึงเดือนกันยายน 2563
&amp;nbsp;ทั้งนี้ หากกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าสถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสี่ยงของการระบาดมากขึ้น ก็ให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งนำเสนอเหตุผลความจำเป็น เพื่อขยายเวลาการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72666</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อสม. 500 บาท, เรียนในห้องปกติ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1ee0cb4e4ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
