<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเมินอสังหาฯย่านเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ หลังการมาของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2564 ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมิน การพัฒนาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) เป็นอีกหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนตาม (Crowding-in Effects) โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่คอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ ราคาต่ำกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านบาทต่อ&amp;nbsp; ยูนิต และ&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;ล้านบาทต่อยูนิต ในบริเวณโดยรอบเส้นทางมีโอกาสได้รับการพัฒนามากที่สุด เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่แล้ว ราคาที่ดินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถนำไปพัฒนาโครงการได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ&amp;nbsp;ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าการลงทุนในโครงการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;แสนล้านบาทของภาครัฐ&amp;nbsp;นอกจากจะเป็นการขยายโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาก่อสร้างราว&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ซึ่งส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งงานระบบรถไฟฟ้า นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการรถไฟฟ้ายังก่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา&amp;nbsp;(Crowding-in effect)&amp;nbsp;โดยเฉพาะในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในอดีต การก่อสร้างรถไฟฟ้าในอดีตทั้งสายสีเขียวตอนเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)&amp;nbsp;สายสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่ภาครัฐใช้เม็ดเงินลงทุนเองกว่า&amp;nbsp;115,000&amp;nbsp;ล้านบาท ได้ส่งผลให้ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า&amp;nbsp;81,500&amp;nbsp;ล้านบาท คิดเป็น&amp;nbsp;Multiplier Effects&amp;nbsp;อย่างน้อย&amp;nbsp;0.7&amp;nbsp;เท่า ส่วนในอนาคต เมื่อการแพร่ระบาดของ&amp;nbsp;COVID-19&amp;nbsp;คลี่คลาย คาดว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในเตาปูน-ราษฎร์บูรณะมีมูลค่าการพัฒนาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;80,000&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เช่นเดียวกับที่ผ่านมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;รถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ)&amp;nbsp;มี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่&amp;nbsp;1)&amp;nbsp;การมีเส้นทางที่พาดผ่านทั้งสถานที่ทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และโซนที่อยู่อาศัย ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อไปย่านธุรกิจ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ จะช่วยส่งเสริมให้การเดินทางของคนในพื้นที่มากขึ้น&amp;nbsp;2)&amp;nbsp;การมีสถานีที่เป็นจุดตัดกับโครงข่ายรถไฟฟ้าอื่นๆ อีกหลายเส้นทาง เช่น จุดตัดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีวงเวียนใหญ่ ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่ย่านคลองสาน ประชาอุทิศ-พุทธบูชา เดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจ เช่น สาทร สีลม สุขุมวิท ได้สะดวกขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการต่อยอดสู่&amp;nbsp;Hub&amp;nbsp;ในการเดินทางและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้หลายรูปแบบ และ&amp;nbsp;3)&amp;nbsp;การมีอาคารจอดแล้วจรที่สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ได้มากถึงราว&amp;nbsp;7,900&amp;nbsp;คัน ซึ่งมากกว่าเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ &amp;nbsp;รวมถึงสถานที่ตั้งของอาคารจอดแล้วจรที่กระจายอยู่ทั้งตอนเหนือและใต้ของเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การมีเส้นทางรถไฟฟ้าที่พาดผ่านสถานที่สำคัญ อีกทั้งยังมีจุดตัด (Interchange) ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายรถไฟฟ้าในเส้นทางอื่นๆ รวมถึงการมีอาคารจอดแล้วจรที่มีความจุ และมีสถานที่ตั้งที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในภาพรวมให้สูงขึ้น และส่งผลบวกต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณรอบๆ อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกณิศ อ่ำสกุล&amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญให้ยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่เตาปูน-ราษฎร์บูรณะมีแนวโน้มสูงขึ้น&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;จากปีละ&amp;nbsp;7,700&amp;nbsp;ยูนิต ในช่วงปี&amp;nbsp;2018-2020&amp;nbsp;มาอยู่ที่&amp;nbsp;9,600&amp;nbsp;ยูนิต เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;คลี่คลายลง โดย การพัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเลบางซื่อ และคลองสาน รวมถึงทาวน์เฮ้าส์ในทำเลประชาอุทิศ-พุทธบูชาที่ระดับราคาต่ำกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านบาทต่อยูนิต และ&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;ล้านบาทต่อยูนิต มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่มากที่สุดแล้ว ราคาที่ดิน ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาโครงการ โดยที่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่&amp;nbsp;30-40% ได้ตามปกติ นอกจากนี้ หากพิจารณาในระยะถัดไป คาดว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนสาขาขึ้นอีก&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;จากปัจจุบันที่&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;สาขาต่อประชากร&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;คน เพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119736</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, ราษฎร์บูรณะ, อสังหา, เตาปูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6167f6f15aa3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คริปโตกับอสังหาฯจะเกิดจริงมั๊ย ? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีหลายสื่อให้ความสนใจสอบถามถึงความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง การใช้เหรียญสกุลเงินดิจิทัล หรือ Crypto currency กับวงการอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก ว่าจะมีความเป็นไปได้และจะได้รับความนิยมมากน้อยขนาดไหน &amp;nbsp; การจะนำ Crypto currency รวมไปถึง Token Digital มาประยุกต์ใช้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ที่พูดถึงกันมีหลายมุมมากๆ ทั้ง ใช้ Crypto currency เป็นสื่อกลางในการชำระค่าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น จ่ายค่าซื้อบ้าน ซื้อคอนโด หรือ บางธุรกิจมีการบริการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง บ้านและ คอนโดโดยจ่ายค่าเช่าเป็น Crypto currency ล่าสุดกำลังมีการจะนำอสังหาริมทรัพย์มาแปลงสภาพเป็น Token Digital กลายเป็นการออก Token Digital ที่มี Asset จริงๆมาเป็นเหมือนหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อการลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าตอบข้อแรกถึงความเป็นไปได้ ต้องตอบว่า &amp;ldquo;มีความเป็นไปได้แน่นอน&amp;rdquo; เพราะถ้าดูแนวโน้มของความสนใจคนรุ่นใหม่ๆ แล้วจะเห็นว่ามีความสนใจลงทุนใน Digital Asset กันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงความชอบในการลงทุนที่มี Leverage สูง เช่น Option, Forex ,Tfex &amp;nbsp;ต่างๆจะค่อนข้างต่างจากนักลงทุนยุค Baby Boomer รวมไปถึง Gen X หรือ Gen Y ยุคต้นๆ ที่ยังเชื่อในการลงทุนสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ผันผวนน้อยกว่า มีอัตราทดไม่สูง และความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น ที่ดิน หุ้น ทองคำ พันธบัตร หุ้นกู้ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ถ้าให้ตอบข้อ 2 ว่าจะได้รับความนิยมมากน้อยขนาดไหน &amp;nbsp;ข้อนี้ความคิดเห็นส่วนตัวของผมต้องตอบว่า ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ เช่นภายใน 1 ปีนับจากนี้ การใช้ Crypto currency ยังไม่น่าจะได้รับความนิยม หรือเกิดธุรกรรมจริงๆ กันแพร่หลายมากนัก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ โดยเฉพาะเหตุผลด้านเทคนิคข้อกฎหมาย ภาษี และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่น่าจะยังไม่สามารถเอื้อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกรรมแบบนี้ได้ง่ายๆ และกว้างขวาง &amp;nbsp;อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องของความผันผวนในมูลค่าของตัว Crypto currency เอง หลายๆคนคงยังจำได้ว่า แค่ไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของเหรียญที่เป็นที่นิยมอย่าง บิทคอยน์ มูลค่าขึ้นสูงสุดไปถึง 2 ล้านบาทต่อเหรียญ &amp;nbsp;แล้วก็ลดฮวบลงมาเหลือประมาณ 1 ล้านเศษๆ ได้ในเวลาไม่นาน จากปัจจัยเพียงแค่การทวีตของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกคนหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากปัจจัยเรื่องความผันผวนของมูลค่านี้ ผมว่าน่าจะเป็นอีกข้อที่ทำให้คนที่ถือเหรียญ Crypto currency สกุลต่างๆไว้ ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าควรจะเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ ให้เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริงอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ ณ จังหวะเวลาใด เพราะบางครั้งการตัดสินใจเปลี่ยนการถือเหรียญเป็นอสังหาริมทรัพย์ อาจจะกลายเป็นได้เปรียบผู้ขายอสังหาฯมหาศาลหรือเสียเปรียบมหาศาลได้ในเวลาเพียงข้ามคืน &amp;nbsp;แม้ว่าการที่หลายๆผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะเตรียมการไว้แล้วในการรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ซื้อขายเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปเป็นเงินจริงในเวลาอันสั้นก็ตาม &amp;nbsp;แต่การที่ต้องมาวางแผนการบริหารความเสี่ยงจากมูลค่าขึ้นเร็ว-ลงเร็ว ของ Crypto currency แบบนี้ ก็ไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น ในช่วงสั้นยังไม่น่าจะเกิดธุรกรรมที่มีการซื้อขายโดยใช้ Crypto currency จำนวนมากๆอย่างแพร่หลาย &amp;nbsp;เพียงแต่เป็นแนวคิด ของการต่อยอดในอนาคตระยะยาวว่า น่าจะเกิดธุรกรรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติของการซื้อขายแน่นอน &amp;nbsp;เพราะเอาจริงๆคงต้องรอให้ทั้งหลักเกณฑ์และผู้ควบคุมหลักเกณฑ์รวมไปถึงผู้ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น กลต. กรมสรรพากร กรมที่ดิน และผู้ที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจตรงกันและมองการแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากธุรกรรมเหล่านี้ได้ตรงกันเสียก่อน &amp;nbsp;ขนาดช่วงหลายปีก่อนที่มีบางบริษัทจัดโปรโมชั่นให้เอาหุ้นที่ถือไว้ในตลาดหลักทรัพย์มาแลกกับคอนโดได้ แคมเปญแบบนี้ก็ยังไม่ได้เกิดเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าพูดถึงในอีกมุมหนึ่งของการที่หลายผู้ประกอบการจะมีการออก Token Digital โดยมีการนำ อสังหาริมทรัพย์จริงๆมาผูกกันไว้ หรือที่เรียกว่า Asset-backed Token ดีลแบบนี้ กลับน่าจะเกิดขึ้นได้ก่อน และน่าสนใจในการที่จะเป็นกิมมิคเสริมสภาพคล่องให้ตลาดและสร้างอิมแพ็คกับตลาดได้ง่ายกว่าการที่จะซื้อขายกันด้วยเหรียญ &amp;nbsp;เพราะมันจะคล้ายการซื้อกองทุนรวม หรือกอง REIT ที่คนส่วนใหญ่พอจะนึกภาพออก และเป็นการลงทุนที่ง่าย มีตลาดรองเปลี่ยนมือได้ ทำให้มองเห็นว่าจะมีนักลงทุนสามารถเข้ามาเล่นในตลาดนี้ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยกตัวอย่าง มีบริษัทตัวกลางบริษัทหนึ่งเอาอาคารสำนักงานมาตีมูลค่าออกเป็นเหรียญให้คนซื้อเหรียญลงทุน &amp;nbsp;แล้วเมื่ออาคารสำนักงานมีรายได้จากค่าเช่าแล้ว ก็นำเอาค่าเช่า มาหารแบ่งกับกับจำนวนคนที่ถือเหรียญไว้ เสมือนได้เงินปันผล และเมื่อใครไม่อยากถือเหรียญต่อ เพราะนานเกินหรือต้องการสภาพคล่อง ก็สามารถนำเหรียญไปขายในตลาดที่เปิดไว้รองรับได้ &amp;nbsp;เป็นการสร้างสภาพคล่องให้ผู้ถือเหรียญ &amp;nbsp;และเหรียญยังสามารถนำไปต่อยอดในการบริการอื่นๆได้อีก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเหรียญต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับจากนี้ก็คงต้องคอยจับตาดูบริษัทต่างๆที่ประกาศไปแล้วว่ามีการพัฒนาความร่วมมือในการนำ Crypto currency มาใช้ได้ ทั้ง อนันดา แสนสิริ ออริจิ้น 1.6 ดีเวลลอปเมนท์ และอีกหลายรายที่กำลังซุ่มศึกษาเรื่องนี้อยู่จะมีความคืบหน้าขนาดไหนในเรื่องนี้ออกมาเพิ่มเติมบ้าง แต่คิดว่ายังไม่ต้องรีบร้อนหาทางเอาเหรียญไปแลกอสังหาช่วงนี้เพราะ ยังเหลืออีกหลายด่านที่ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าจะฮอทฮิตหรือไม่ &amp;nbsp;แต่ที่แน่ๆ &amp;nbsp;ยังไม่ใช่ในปีสองปีนี้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คอลัมน์ จับชีพจรอสังหาฯ เดือน มิถุนายน 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105634</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโต, คริปโตกับอสังหาฯจะเกิดจริงมั๊ย, จับชีพจรอสังหาฯ, อสังหา, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bed9c097129.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อีอีซี”ปลุกอสังหาฯคึก  หวังรัฐส่งเสริมไม่ใช่แค่เคาะระฆัง (สถานี...อีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo;ปลุกอสังหาฯคึก &amp;nbsp;หวังรัฐส่งเสริมไม่ใช่แค่เคาะระฆัง (สถานี...อีอีซี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อพูดถึงตลาดของ อสังหาริมทรัพย์ การเปรียบเทียบของผู้เล่นในด้านนี้ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมืออย่าง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เห็นว่าเหมือนเด็กกำลังโต ซึ่งบางปีก็โตเยอะมากสูงขึ้นหลายเซนติเมตรแต่บางปีก็โตน้อยหน่อยอยู่ที่พัฒนาการ และการมองว่าที่ผ่านมาธุรกิจด้านนี้มีการอัตราลดลงและกำลังแย่แล้วก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะถ้าดูดี ๆ ก็จะเห็นว่ายังมีการเติบโตอยู่แต่อาจจะมีสัดส่วนที่น้อยลงเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนา ผู้ที่ให้คำนิยามดังกล่าวมา และจากการพูดคุยกันก็ยังกล่าวให้เห็นถึงปัจจัยบวกและลบของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปีที่ผ่านมาและอนาคตข้างหน้าด้วยว่าจะสามารถก้าวไปในทางไหน และผลกระทบหรือผลบวกจากสถานการณ์โลกหรือแม้แต่เศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสังหาฯมีทั้งปัจจัยบวกและลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่มีผลกระทบหลัก ๆ ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน (แอลทีวี) และเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้สถานการณ์ซื้อขายบ้านในปัจจุบันอาจจะหวือหวามากนัก จากเดิมที่จะเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์โตสูงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการซื้อขายเพื่อลงทุนเป็นกลุ่มที่ทำให้ตลาดเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อขายบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ๆ คงไม่มีใครซื้อและขายเพื่อย้ายที่กันบ่อย ๆ แต่กลุ่มซื้อเพื่อลงทุนต่างหากที่จะมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้บรรยากาศการซื้อขายที่อยู่อาศัยคึกคัก แต่ในเมื่อจากผลกระทบต่าง ๆ ทำให้กลุ่มดังกล่าวนี้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการเข้ามาเล่นในตลาดซื้อขายบ้านแล้วก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบและความวูบวาบของตัวเลขทีผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นั่นเป็นเพียงในแง่มุมของปัจจัยลบอย่างเดียว แต่ถ้าเรามาพูดถึงปัจจัยบวกบ้าง ในปีที่ผ่านมา รวมถึงปีใหม่นี้ก็ยังมีปัจจัยที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง รวมถึงอาจจะทำให้การซื้อขายที่อยู่อาศัยกลับมาคึกคักอีกด้วย อย่างแรกก็คงเป็นการที่ประเทศไทยกำลังมีโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งได้มีการสนับสนุนให้เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวไว้หลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
รวมถึงเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่มีมากขึ้น เนื่องจากต้องการพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ส่งผลให้เกิดตลาดมากขึ้น เพื่อที่จะให้ผู้เล่นในหลาย ๆ ธุรกิจไปร่วม ขณะเดียวกันประเด็นของการเก็บภาษีที่ดิน ที่กระทรวงการคลังกำลังทำกฎหมายเพื่อกำหนดใช้ในการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2563 นั้น ก็จะทำให้ผู้ที่มีที่ดินจำนวนมากอยู่ในมือ หากไม่ขายออกมาก็ต้องเสียค่าภาษีรายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;และนั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่จะทำให้เกิดการขายที่ดินมากขึ้น และอาจจะส่งผลให้ราคาที่ดินถูกลง เป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการใช้งานอย่างคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม เสนา จะมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ตั้งใจมาตลอดว่าการสร้างบ้านหรือโครงการต่าง ๆ อย่าตั้งใจที่จะทำออกมาขายเพื่อนักลงทุนอย่างเดียว เนื่องจากมีความผันผวนที่สูง เพราะจะขึ้นลงตามปัจจัยบวกลบต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยง&amp;quot; นางสาวเกษรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุขุมวิทาเลทอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวว่า พื้นฐานของราคาที่ดินที่มีการขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาส่วนใหญ่จะต้องแบ่งเป็นย่าน ๆ ไป ซึ่งราคาจะถูกหรือจะแพงก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้พื้นที่ การตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และความนิยมของพื้นที่นั้น ๆ ขณะเดียวกันก็จะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเสริมอย่างเช่นการคมนาคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ยกตัวอย่างเช่นที่ดินในย่านสุขุมวิท ที่มีหลายธุรกิจเข้าไปดำเนินการ แบ่งเป็นหลายวัตถุประสงค์ อย่างเช่นในย่านศูนย์การค้าที่เป็นศูนย์กลางในพื้นที่นั้น ๆ หากจะมีคนขายพื้นที่ 1 ไร่ในบริเวณนั้น ก็จะเห็นกลุ่มผู้ที่สนใจหลายกลุ่มมากที่อยากได้อย่างเช่นธุรกิจทำคอนโดที่พักอาศัย ธุรกิจทำโรงแรม ตั้งเป็นออฟฟิศ คนทั่วไปที่จะเปิดร้านค้าหรือโชว์รูมต่าง ๆ ก็อยากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่ในขณะเดียวกันหากมองภาพกลับกันจากพื้นที่ในย่านอื่น ๆ ที่สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความนิยมน้อยกว่าเช่น พื้นที่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ถึงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างรถไฟฟ้า ก็อาจจะมีเพียงธุรกิจทำคอนโดเท่านั้นที่สนใจ เพราะหากมองถึงความเหมาะสมในการใช้งานพื้นที่ไปในเรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะไม่มีคนมองว่ามันเป็นย่านที่ดีพอหากจะทำการลงทุน ทั้งโรงแรม ออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งโชว์รูม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ขณะที่ราคาที่ดินจะสูงขึ้นก็ต้องดูถึงวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินด้วย หากหลากหลายก็มีคนสนใจมาก และราคาก็สูงมากตามมา ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวหากราคาที่ดินขึ้นไปสูงมาก การลงทุนจะทำอะไรสักอย่างก็จะมีความเสี่ยงเข้ามาเพราะราคาต้นทุนในเรื่องที่ดินก็สูงมากพอสมควรแล้วยังไม่รวมการพัฒนาพื้นที่ไปในรูปแบบต่าง ๆ และยิ่งเป็นที่พักอาศัยเชื่อว่าคนที่มีกำลังพอจะสามารถซื้อได้มีไม่กี่คนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้การทำธุรกิจของเสนาจึงยังเกาะกลุ่มกับคนที่ไม่ใช่อยู่ระดับสูงที่สุด เนื่องจากเชื่อว่าคนในโลกนั้นมีสมการเป็นสามเหลี่ยม ที่คนรวมมาก ๆ จะอยู่บนยอดสูงสุดและมีน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ ขณะที่คนที่พอมีรายได้ขึ้นมาหน่อยอยู่ระดับกลาง ๆ ซึ่งเสนาจะทำธุรกิจกับกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา เพราะว่าการเข้ามาเล่นในตลาดระดับกลางนั้นถึงจะมีผู้ซื้อมาก แต่ก็มีคู่แข่งมากเช่นกัน จึงทำให้การแข่งขันทางด้านราคานั้นสูงกว่ากลุ่มระดับบน ที่มีกำลังซื้อแน่นอนอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน้นลงทุนในกรุงเทพเป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรากล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2562 ว่าบริษัทจะลงทุนโครงบ้านพักที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพ โดยเตรียมพัฒนาและเปิดคอนโดมิเนียมรวม 13 โครงการ &amp;nbsp;และโครงการบ้านจัดสรร 5-6 โครงการ ขณะเดียวกันมีแผนที่จะไปพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรในต่างจังหวัดรวม 6 โครงการ โดยเป็นในพื้นที่ตะวันออก 2-3 โครงการ ซึ่งรวมมูลค่า โครงการทั้งหมดที่เสนาจะทำในปีนี้เป็นเงินกว่า 30,000 - 40,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;บริษัทยังตั้งใจที่จะใช้การติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) เป็นกลยุทธ์ในการทำธุรจกิต่อไป และจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ในโครงการในกรุงเทพ ขณะที่โครงการในต่างจังหวัดการติดตั้งโซลาร์ตามบ้านอาจจะยังไม่ใช้การสนับสนุนที่ชัดเจน รวมถึงเป็นการทำงานต่างพื้นที่ของเสนาด้วย อาจจะใช้โมเดลเดิมเมื่อ 5 &amp;nbsp;ปีก่อนที่เราจะติดโซลาร์ไว้ในส่วนกลางก่อนและค่อย ๆ พัฒนาต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามยอมรับว่ากรุงเทพมีที่มาของการหารายได้ดีกว่าต่างจังหวัด จึงเป็นแรงจูงใจที่จะให้คนเข้ามาอยู่ในนี้มากขึ้น เห็นว่าความต้องการบ้านและคอนโดในเขตกรุงเทพยังมีความต้องการที่สูงอยู่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพก็มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจราจร รถไฟฟ้า ก็มีมากกว่าต่างจังหวัด แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ เสนา ก็ยังมีโครงการที่จะเข้าไปพัฒนานต่างจังหวัดด้วย แต่ก็จะไปในแบบโครงการไม่ใหญ่ ราคาไม่แพง และปริมาณไม่เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาที่ดินอีอีซีพุ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวถึงนโยบายการส่งเสริมโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ว่าถ้ามองยาว ๆ เป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมอยู่แล้ว เนื่องจากเมื่อดูรูปแบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะแยกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มที่ซื้อมาขายไป กลุ่มขายบ้านขายคอนโด กลุ่มโรงแรม กลุ่มทำออฟฟิศ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งถ้ามองในมุมของการพัฒนาพื้นที่อีอีซีที่จะมีการลงทุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย รวมถึงจะต้องมีการใช้แรงงานในพื้นที่ด้วยนั้น คนเหล่านั้นก็จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย คนขายบ้านก็ขายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และเมื่อคนเยอะขึ้นเกิดการเป็นอยู่ที่เป็นสังคมมากขึ้น ห้างก็จะต้องไปเปิด เพราะห้างไม่สามารถไปตั้งก่อนคนได้ แต่บ้านสามารถไปตั้งก่อนห้างได้ และขณะเดียวกันหากมีคนทำงานเยอะ จะมีการตั้งออฟฟิศ สร้างบริษัท และจะส่งผลไปยังการตั้งโรงแรมเพื่อรองรับความต้องการคนทำงาน ไปสัมมนา หรือจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่งการที่จะเดินหน้าให้เป็นโมเดลดังกล่าวได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารองรับ เช่นการทำถนน หรือด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการทำกิจกรรมในพื้นที่แบบขยายวงกว้างเพื่อให้เกิดการลงทุนอื่น ๆ ตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันกำลังเคาะระฆังเพื่อบอกว่ากำลังทำสิ่งต่าง ๆ อยู่ แต่การเคาะระฆังครั้งนี้เป็นการเคาะที่เสียงดังมาก และเคาะทุกวัน จนกระทั่งทำให้ราคาที่ดินแถวนั้นเพิ่มขึ้นสูงไปดักเหมือนกับว่าความเจริญต่าง ๆ หรือโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และขึ้นไปสูงเหมือนมีโรงงานตั้งขึ้นแล้วเป็นร้อยแห่ง หรือมีคนไปอยู่เกิดกิจกรรมทั้งสังคมครบวงจรหมดแล้วทั้งที่อยู่อาศัยและห้างสรรพสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และนี่เป็นหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น แม้กระทั่งยังไม่มีกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เกิดขึ้นก็ตาม แต่ทำให้คนที่อยู่เดิมตรงนั้นไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ได้ เพราะราคาเพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้ อันนี้เป็นเพียงผลกระทบในแง่ลบเท่านั้น แต่ในระยะยาวนั้นหากโครงการต่าง ๆ เรียบร้อยจริง ๆ แล้วก็จะเป็นผลดีแน่นอนกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ต้องยอมรับว่าราคาที่ดินตรงนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากจริง ๆ เหมือนกันโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเสร็จแล้ว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปิดซองไปไม่นาน แต่ก็ต้องเข้าใจหากเราเป็นคนที่มีที่ดินและเห็นว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่แบบนั้นเข้ามาในพื้นที่ เป็นเราก็ต้องขาย และยิ่งที่ประเทศไทยที่ดินเป็นสิ่งที่ไม่มีเพิ่มอีกแล้ว บางบ้านมีที่แปลงเดียวที่อาจจะตกทอดมาจากรุ่นก่อน จึงไม่มีใครยอมขายในราคาถูกแน่นอน เราก็ต้องขายราแพงที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะมีของอยู่ชิ้นเดียวและไม่สามารถทดแทนได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหากบรรยากาศเป็นแบบนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับคนที่ทำธุรกิจอย่างเราเพราะต้นทุนแพง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผนึกพันธมิตรลุยต่างจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรากล่าวว่าที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเข้าไปถือหุ้นในบริษัท พราว วานิจ จำกัด โดยถือหุ้น 55% ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว ก็เป็นหนึ่งในการปรับแผนเพื่อที่จะลุยในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งอาศัยความเชี่ยวชาญของเสนาและความชำนาญของวานิจเพื่อที่จะขยายไปในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มี เสนา อาจจะยังไม่มีความชำนาญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยเราเชื่อว่าพื้นที่ไหนที่มีการแข่งขันสูง ก็จะเกิดการพัฒนามากขึ้นอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ จึงอาศัยศักยภาพที่มีของเสนาที่ผ่านการแข่งขันในการทำธุรกิจในกรุงเทพแล้ว ออกไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการแข่งขันน้อยกว่า ซึ่งปัจจุบัน เสนา ก็ได้มีการเตรียมพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในพื้นที่อีอีซีแล้วประมาณ 2-3 โครงการ แต่ก็ต้องดูความเคลื่อนไหวของพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลือกตั้งโปร่งใสนโยบายต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงจะมีการเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลชุดใหม่ในปี 2562 &amp;nbsp;นี้ในมุมมองของเอกชนที่ดำเนินธุรกิจทุกวันนี้ ต้องการแค่อยากให้ดำเนินการต่อไปจริง ๆ และขอให้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส รวมถึงการต่อเนื่องของนโยบายที่เอื้อต่อประโยชน์การลงทุน ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตามซึ่งจะสามารถเป็นจุดที่สนับสนุนการลงทุนของเอกชนได้อย่างดี รวมถึงการพัฒนาประเทศให้แข่งขันกับคนอื่นได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;เราเชื่อว่ารัฐบาลทุกยุคที่เข้ามาทำงานก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กันที่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะต้องดำเนินไปข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนมือก็ไม่มีใครอยากใช้โครงการของชุดเดิม ส่วนใหญ่ก็รื้อใหม่ ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เพราะมองว่าไม่ใช่ผลงานตัวเอง แต่ในมุมของเอกชนถือจะมีการเปลี่ยนผู้นำเท่าไหร่ แต่ถ้าของสิ่งนั้นมีประโยชน์และเป็นของที่ดีสามารถดำเนินการต่อยอดได้ เราก็จะทำไปเลยโดยไม่ได้คิดว่าของใครเป็นของใคร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามนางสาวเกษรากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า รัฐที่ดีไม่ต้องช่วยเหลือเอกชนมากก็ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือการผลักดัน และเดินหน้าเสียงระฆังที่เคาะออกไปแล้ว ออกมาเป็นวัดเร็วขึ้น และกลไกตลาดก็จะเดินหน้าไปได้เอง เพราะมองกันจริง ๆ หน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้การมาเพิ่มยอดขายให้เอกชน แต่เป็นการสนับสนุนให้เอกชนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่ติดขัด ตอนนี้นโยบายต่าง ๆ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถึงจะเป็นเรื่องใหญ่และยากแต่ก็อยากให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า.รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26324</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), สุขุมวิท, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์, อีอีซี, เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์, เมกะโปรเจกต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c38892704dcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯโตต่อฮาบิแททสบช่องครึ่งหลังปี 61 เปิด 3 โครงการใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮาบิแทท เล็งอสังหาฯครึ่งหลังปี 61 ยังโตต่อเนื่อง หลังพบสัญญาณบวกเศรษฐกิจฟื้น หนุนแรงซื้อนักลงทุนเพิ่มปีละ 10-20% เผยแผนจ่อเปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานครึ่งปีแรกกวาดยอดขายรวม 1,900 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 ก.ค. 61- นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกปี 2561 ที่ผ่านมาว่า ยังคงมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดี และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจมีทิศทางขยายตัวได้ดี ขณะที่ภาพรวมการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางที่ดี ปัจจุบันการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการเติบโตขึ้นปีละ 10-20% ทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ และในช่วงครึ่งหลังบริษัทมีแผนเตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาในทำเลกรุงเทพและทำเลพัทยา โดยในไตรมาส 3 จะเปิดตัว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 39 พัฒนาบนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ สูง 8 ชั้น จำนวน 116 ยูนิต มูลค่า 950 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5.6 ล้านบาท และ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 31 พัฒนาบนที่ดินเกือบ 1 ไร่ สูง 8 ชั้น จำนวน 104 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในไตรมาสที่ 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม 1 โครงการ ในทำเลพัทยาเหนือ มูลค่าประมาณ 1,250 ล้านบาท โดยการพัฒนานั้นบริษัทจะยังคงยึดรูปแบบโมเดลการลงทุนแบบการันตีการเช่า สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถทำยอดขายอยู่ที่ 1,900 ล้านบาท หรือ 63% ของเป้าหมายยอดขายรวม ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้ที่ 3,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 1,298 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 131% และคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 400-500 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีแบล๊คล๊อกกว่า 3,500 ล้านบาท และสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนินทร์, นักลงทุน, วานิชวงศ์, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์., ฮาบิแทท, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c7930b9205.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออลล์ อินสไปร์ ผุด”ไรส์ พหล – อินทามระ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ออลล์ อินสไปร์ เล็งอสังหาฯครึ่งปีแรกยังโต มั่นใจความต้องการยังมีสูง เผยตลาดคอนโดฯย่านสุทธิสารมาแรง สบช่องผุดโครงการ&amp;rdquo;ไรส์ พหล-อินทามระ&amp;rdquo;มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท คาดก่อสร้างแล้วเสร็จปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มิ.ย.61 นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เฉพาะคอนโดมิเนียมในครึ่งแรกปี 2561 เริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ซึ่งในปีที่ผ่านมาคอนโดมิเนียมในหลายโซนปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว และยังมีดีมานด์ตอบรับสูง ทั้งในโซนกรุงเทพฯ ชั้นในจนถึงชั้นนอก อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทเชื่อมั่นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับภาพรวมตลาดในย่านสุทธิสารเป็นทำเลใจกลางเมืองที่สามารถเชื่อมผ่านถนนหลักสายใหญ่ถึง 4 สาย ทำให้มีอาคารสำนักงานจำนวนมากตลอดจนมีประชากรหนาแน่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานวัยกลางคนที่ต้องการพักอาศัยในทำเลใจกลางเมือง นอกจากนั้นยังเป็นทำเลที่เหมาะแก่การลงทุนเพราะมีอัตราการเติบโตของราคาที่ดินสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ และเป็นทำเลที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างสม่ำเสมอ และยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ภายใต้แบรนด์ ไรส์ พหล &amp;ndash; อินทามระ คอนโดมิเนียม สูง 40 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 384 ยูนิตราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลในซอยสุทธิสารวินิจฉัย บริเวณปากซอยอินทามระ 4 โดยโครงการจะเริ่มก่อสร้างประมาณเดือน ก.พ.ปี 2562 และคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ธ.ค.ปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11206</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดมิเนียม, ธนากร ธนวริทธิ์, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์, ออลล์ อินสไปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1f80db04edb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ORI ลุยตลาดต่างประเทศตั้งเป้า3ปียอดขายแตะ 1.5 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออริจิ้น รุกตลาดต่างประเทศ ดึง&amp;rdquo;ฟัลครัม โกลบอล&amp;rdquo;บริหารงานขาย พร้อมเปิดออฟฟิตสาขาฮ่องกง หวังสร้างการรับรู้ดึงนักลงทุนคาดภายใน 3 ปี คาดสร้างยอดขายต่างชาติที่ระดับ 15,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 61 -นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจโดยได้ขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ฟัลครัม โกลบอล จำกัด บริษัทผู้ดำเนินธุกิจด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ฮ่องกง ให้เป็นผู้ลงทุน และ ผู้บริหารงานขาย โครงการขนาดใหญ่ของออริจิ้นในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตามบริษัทได้รุกตลาดต่างประเทศตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2561 นี้บริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการขยายตลาดต่างประเทศไปยัง จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมไปถึงตลาดใหม่ในทวีปยุโรป โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายจากต่างประเทศไว้ที่ 4,000 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายส่วนของตลาดต่างประเทศในช่วง 3 ปีหลังจากนี้จะอยู่ที่ระดับรวมกว่า 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวสำนักงานของบริษัท สาขาฮ่องกง เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มช่องทางขายของบริษัทในตลาดต่างประเทศและช่วยให้ผู้สนใจมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับโครงการของบริษัท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่นักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสนใจ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติมีมูลค่าประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีการเติบโตได้ถึง 40% ในปี 2561 นี้ นอกจากนี้จากผลสำรวจของ Juwai.com พบว่า กรุงเทพได้รับการจัดอันดับ 2 ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อชาวจีนที่สนใจอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ ที่มีความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเป็นหนึ่งในสถานที่เป้าหมายหลักภายใต้นโยบาย One Belt One Road ของจีน อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9800</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างประเทศ, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์, ออริจิ้น, ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, ฮ่องกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0524f3c80d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GOLDผุด&quot;โกลเด้นทาวน์บางแค&quot;โวสิ้นปีโกย16,000 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ เล็งตลาดแนวราบปี 61 ขยายตัว เชื่อความต้องการผู้บริโภคโตต่อเนื่อง ล่าสุดผุดอาณาจักร&amp;rdquo;โกลเด้น เอ็มไพร์ บางแค&amp;rdquo;มูลค่ากว่า 6,100 ล้านบาท คาดสิ้นปีนี้รับรู้รายได้จากโครงการแนวราบที่ระดับ 16,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 61 - นายภวรัญชน์ อุดมศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2561 นี้โดยมองว่าตลาดทาวน์โฮมจะมีการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งนี้บริษัทจึงได้มีการนำนวัตกรรม และการพัฒนารูปแบบบ้านให้ทันสมัยให้มีความหลากหลาย ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาอาณาจักรแห่งที่ 3 ภายใต้ชื่อโครงการ&amp;rdquo;โกลเด้น เอ็มไพร์ บางแค&amp;rdquo;ซึ่งภายในโครงการประกอบไปด้วย 4 โครงการ บนพื้นที่กว่า 170 ไร่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 6,100 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปีนี้จะเปิดตัว 3 โครงการ บนพื้นที่รวม 135 ไร่ จำนวน 846 ยูนิต มูลค่า 4,915 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ โกลเด้น นีโอ บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 166 ยูนิต มูลค่า 1,080 ล้านบาท เปิดจองในเดือน มิ.ย. นี้ ราคาขายเริ่ม 5-6 ล้านบาท โครงการ แกรนดิโอ บนพื้นที่ 71 ไร่ จำนวน 284 ยูนิต มูลค่า 2,670 ล้านบาท เปิดจองในเดือน ก.ค.นี้ ราคาขายเริ่ม 7-10 ล้านบาท และ โครงการ โกลเด้น ทาวน์ บนพื้นที่ 34 ไร่ จำนวน 396 ยูนิต มูลค่า 1,165 ล้านบาท เปิดจอง ก.ค. นี้ ราคาขายเริ่ม 2-3 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้มีการนำโมเดลการพัฒนาอาณาจักร รวม 3 แห่ง มูลค่ารวมโครงการกว่า 14,000 ล้านบาท โดยอาณาจักรแรก คือ โกลเด้นท์ เลค โคโม อ่อนนุช-พัฒนาการ พัฒนาเป็นโครงการบ้าน 5 โครงการ บนพื้นที่ 180 ไร่ จำนวน 1,038 ยูนิต มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท อาณาจักรที่สอง ภายใต้ชื่อ บริติช อเวนิว ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ ภายในประกอบไปด้วย 5 โครงการ บนพื้นที่กว่า 120 ไร่ จำนวน 950 ยูนิต มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้ บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้จากโครงการแนวราบอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาด, ทาวน์โฮม, บ้าน, พร็อพเพอร์ตี้, อสังหา, แผ่นดินทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b03d53d2c4cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
