<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับโฉมแบรนด์อสังหาเตรียมฝ่าทุกวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ทุกธุรกิจในโลกต้องปรับตัวกันอย่างโกลาหล คิดโครงการและแนวทางการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จะสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลดีต่อองค์กร เช่นเดียวกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเรียกว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างเต็มที่ไม่แพ้กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากรายได้ของคนในสังคมที่ลดลง ฉุดให้ความต้องการในการลงทุนหรือจับจ่ายซื้อขายในด้านต่างๆ ลดลงตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงทุนหรือจะใช้เงินต้องมีการวิเคราะห์และทบทวนให้รอบคอบกว่าทุกเวลาที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองที่เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ และต้องใช้เงินลงทุนที่มีการวางแผนเยอะอยู่แล้ว จึงได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่อาจจะไม่ใช่กับ บริษัท แอสทิน เอสเตท จำกัด ที่ตลอดท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้ ได้ผู้นำคนเก่งขึ้นมากุมบังเหียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรชัย กฤษฎาวรกุลปรับโฉมแบรนด์อสังหาเตรียมฝ่าทุกวิกฤติอไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ทุกธุรกิจในโลกต้องปรับตัวกันอย่างโกลาหล คิดโครงการและแนวทางการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จะสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลดีต่อองค์กร เช่นเดียวกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเรียกว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างเต็มที่ไม่แพ้กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากรายได้ของคนในสังคมที่ลดลง ฉุดให้ความต้องการในการลงทุนหรือจับจ่ายซื้อขายในด้านต่างๆ ลดลงตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงทุนหรือจะใช้เงินต้องมีการวิเคราะห์และทบทวนให้รอบคอบกว่าทุกเวลาที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองที่เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ และต้องใช้เงินลงทุนที่มีการวางแผนเยอะอยู่แล้ว จึงได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่อาจจะไม่ใช่กับ บริษัท แอสทิน เอสเตท จำกัด ที่ตลอดท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้ ได้ผู้นำคนเก่งขึ้นมากุมบังเหียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรชัย กฤษฎาวรกุล&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสทิน เอสเตท จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้สืบทอดธุรกิจในเครือ &amp;ldquo;ภัทรา เอสเตท&amp;rdquo; (ชื่อเดิม) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับชั้นนำของไทยที่มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มายาวนานกว่า 40 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านถือว่าเป็นเสือซุ่มที่ค่อยๆ เติบโต จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้าในทำเลของคนเมือง ย่านทำเลพระราม 3 สาธุประดิษฐ์ ลาดพร้าว ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...และท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ &amp;lsquo;พรชัย&amp;rsquo; ผู้บริหารคนเก่ง ก็เตรียมนำทัพสู้ศึก พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทอง โดยการยกระดับองค์กรรีแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อใหม่ &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ASTIN ESTATE&amp;rdquo;!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่า พรชัย เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่มีแนวคิดใหม่ๆ มีความสามารถอย่างเด่นชัดและน่าจับตามอง ทั้งการมองธุรกิจได้อย่างเฉียบคม วิเคราะห์และประเมินตลาดได้อย่างถูกต้อง แม้จะไม่ได้เรียนจบทางด้านวิศวะโดยตรง แต่พรชัยได้เห็นและได้เรียนรู้งานด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาโดยตลอดมากกว่า 30 ปี เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเรียนรู้งานด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ ทั้งงานภาคสนาม งานก่อสร้าง ตอกเสาเข็ม ฯลฯ เรียกได้ว่าความรู้และความเก่งแน่นครบเครื่องไม่แพ้ใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมา การบริหารงานของ พรชัย คือการยกให้ทุกคนที่ทำงานให้บริษัท เป็นเสมือนครูผู้สอนที่แม่ทัพใหญ่ได้สั่งสมองค์ความรู้และซึมซับว่าจุดไหนควรดูแล จุดควรใส่ใจ พิถีพิถันกับทุกโครงการที่พัฒนา ด้วยนิยามของคำว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; คือโครงสร้างความแข็งแรงที่มั่นคง มาพร้อมความปลอดภัยและมีสังคมที่ดีด้วย เพราะตระหนักดีว่าผู้คนซื้อบ้านได้แค่ครั้งเดียว จึงมุ่งมั่นและตั้งใจสร้างบ้านที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจตนารมณ์ที่มั่นคงแน่วแน่ ผสมผสานฝีมือการทำงานที่ครอบคลุมทำให้เป็นที่ยอมรับจากลูกค้ามากขึ้น และจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนสมัยนี้ เป็นรูปแบบนิวนอร์มอล การรีแบรนด์องค์กรใหญ่ครั้งนี้ ก็มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมและมุ่งขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว โดยแบรนด์ใหม่ &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ASTIN ESTATE&amp;rdquo; ถูกยกระดับภาพลักษณ์องค์กรขึ้นสู่ระดับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพและมากฝีมือ ตอกย้ำความน่าเชื่อถือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรชัย พลิกโฉมแบรนด์ &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; สู่รูปลักษณ์ใหม่ที่ดูสมาร์ท เท่ เรียบหรู ดูดี ถ่ายทอดออกมาผ่านทางแนวคิดและการออกแบบโครงการที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ครบทุกรูปแบบเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และคอนโดมิเนียม ฯลฯ มุ่งเน้นตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทำเลเมืองที่ไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์โดดเด่น เข้าถึงง่าย ทันสมัย มีสไตล์และเป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่ง &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; มีแนวคิดในการปรับโฉมแบรนด์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย มีสไตล์มากยิ่งขึ้น แนวคิดการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่มุ่งเน้นรายละเอียดการดีไซน์ พร้อมไปกับนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ให้ประโยชน์สูงสุดสำหรับชีวิตเมือง จึงเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินงาน รวมถึงแอสทิน เอสเตท ยังมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในทุกรายละเอียดและสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตให้มีความหมายและความสุขสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; มีโครงการภายใต้การบริหาร 5 แบรนด์ มูลค่ารวมกัน 5,650 ล้านบาท ในปี 2564 เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกับการรีแบรนด์ คือ เวอริทซ์ (Veritz) สาธุประดิษฐ์ 34 ลักชัวรีทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศ 4 ชั้น จำนวน 35 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 20.9-25 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการที่อยู่ภายใต้การพัฒนาของบริษัทอื่นๆ ได้แก่ โครงการเดอะพณา (The Pana) เพชรเกษม-สาย 3 บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น บนทำเลสะดวกสบายในทุกการเดินทางย่านเพชรเกษม-พุทธมณฑลสาย 3 และบิซ แกลเลอเรีย (Biz Galleria) นวลจันทร์-เกษตรนวมินทร์ ออฟฟิศเรสิเดนซ์ สไตล์โมเดิร์นลักชัวรีที่ใหญ่ที่สุด บน ถ.เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้เหลือขายเพียงแค่ 4 ยูนิต คาดว่าจะปิดการขายได้ทั้งหมดภายในปี 2564 นี้ นอกจากนั้น ยังมีโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บริษัท ภัทรนันท์ แอสเซท จำกัด คือ ไฮป์ (HYPE) สาทร-ธนบุรี คอนโดมิเนียมขนาด 8 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 911 ยูนิต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้การันตีได้ว่าเวลานี้ &amp;ldquo;แอสทิน เอสเตท&amp;rdquo; ภายใต้การนำทัพของพรชัย ไม่ธรรมดาจริงๆ และยังก้าวหน้าไปอีกระดับแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริหารคนเก่งจะไม่หยุดนิ่งเพียงแค่นี้.. เพื่อจะขับเคลื่อนบริษัทให้ก้าวผ่านวิกฤติไปได้อีกครั้ง พร้อมมุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดและยุคสมัยที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ.. อย่างแน่นอน!!.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114143</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรชัย กฤษฎาวรกุล, พระราม3, ภัทรา เอสเตท, ลาดพร้าว, สาธุประดิษฐ์, อสังหาริมทรัพย์, แอสทิน เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6121fff487b79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชีวิตบาลานซ์ด้วยงานและดนตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ชีวิตบาลานซ์ด้วยงานและดนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากมิตรภาพของ 3 หนุ่มเพื่อนสนิท แม้ว่าในฐานะนักธุรกิจจะมีภารกิจรัดตัวด้วยหน้าที่การงานที่เป็นถึงผู้บริหารระดับสูง และเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ที่มีตารางงานแน่นเต็มทุกวัน ต้องมีความรับผิดชอบมากมาย แต่ทั้งสามกลับสามารถบาลานซ์ความสุขให้กับชีวิตได้ ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทคอเดียวกัน ที่แม้ไม่ได้ทำธุรกิจด้วยกันยังสามารถจัดเวลาทำกิจกรรมที่เป็นความฝัน ความชอบตั้งแต่วัยเด็กของทั้ง 3 คนได้ นั่นคือ &amp;ldquo;การเล่นดนตรี&amp;rdquo; ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ใหญ่-โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด ที่ปรึกษาสื่อการตลาดด้านอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบรนด์&amp;nbsp;MAXXI CONDO&amp;nbsp;วนเวียนอยู่ในวงการมากว่า 20 ปี ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้าง นักลงทุนคอนโดฯ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จนมาเป็นสื่อและที่ปรึกษา ด้วยสภาพเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวลง ทำให้ปีนี้สิ่งที่ท้าทายที่สุดคงเป็นเรื่อง&amp;nbsp;&amp;ldquo;การปรับตัวและองค์กรให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก รวมทั้งการคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ มาตอบสนองลูกค้าในตลาดที่การแข่งขันมากขึ้นด้วย&amp;rdquo; ส่วนคติการทำงานที่ทำให้เอาตัวรอดมาตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้งปี 40 ที่ยังคงยึดถือมาตลอด คือ การทำธุรกิจต้องอึดให้พอและกัดไม่ปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทางด้านของ&amp;nbsp;&amp;ldquo;เอก-เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน&amp;nbsp;บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ&amp;nbsp;JWD&amp;nbsp;จากการเป็น&amp;nbsp;CFO&amp;nbsp;จึงมีหน้าที่ดูแลเรื่องการวางแผนการเงินการลงทุนทั้งองค์กร รวมไปถึงแผนการขยายธุรกิจกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ถ้าไม่ติดว่ามีการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ปกติจะมีภารกิจเดินทางไปประชุมต่างประเทศทุกๆ เดือน โดยเขาบอกว่าความท้าทายของปีนี้คือ &amp;ldquo;ต้องขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทในเครือ ส่วนตัวแล้วมีคติในการทำงานว่า อย่ากลัวที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ความท้าทายจะเป็นบันไดให้เราก้าวต่อไปเสมอ ทำให้ธุรกิจของ&amp;nbsp;JWD&amp;nbsp;โตขึ้นทุกปีนั่นเอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับอีกหนึ่งสมาชิกเพื่อนซี้อย่าง&amp;nbsp;&amp;ldquo;เอ-ประวีณ ปัญญาสกุลวงศ์&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยุทธพร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากมาย ซึ่งปีที่ผ่านมาแน่นอนว่าเป็นปีที่ยากมาก โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม แต่เจ้าตัวก็สามารถรับมือได้ด้วยการปรับตัวที่รวดเร็วและเป็นระบบ สามารถปรับโรงแรมในเครือมาเป็นโรงแรมที่ใช้กักตัว และเปลี่ยนเป็นการรับแขกเป็นกลุ่มเฉพาะแทน&amp;nbsp;ความท้าทายของธุรกิจในปัจจุบันคือ &amp;ldquo;การพัฒนาความสามารถขององค์กรที่จะปรับตัวเข้ากับธุรกิจยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และความสามารถในการพาองค์กรผ่านพ้นในภาวะวิกฤติให้ได้ โดยยึดคติในการทำงานว่า วินัยในความคิดและการทำงาน วินัยของการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานทุกภาคส่วนต่องานที่ตัวเองรับผิดชอบ คือสิ่งสำคัญที่จะพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้ง 3 หนุ่มต่างธุรกิจ ที่มาเป็นเพื่อนสนิทกันจากการที่ได้รู้จักกันในหลักสูตรอบรมนักธุรกิจ&amp;nbsp;จึงชักชวนมาตั้งวงเล่นดนตรีด้วยกัน เพราะมีความชื่นชอบเล่นดนตรีเหมือนกัน อยากมีโอกาสได้กลับมาเล่นดนตรีอีกครั้งหลังจากที่เคยมีวงดนตรีเล่นสมัยเด็กๆ และหยุดไปนานเพราะภารกิจการงานที่มากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สมัยเด็กๆ ผมเคยเรียนดนตรีนะ ก็เริ่มจากเปียโนก่อน แต่ไม่ค่อยอิน กลับมาถนัดและชอบเล่นเบสมากกว่า ก็เลยกลายเป็นมือเบส เล่นเบสกับเพื่อนมาเรื่อยๆ ด้วยความที่ผมเป็นคริสเตียน จึงมีโอกาสตั้งวงได้เล่นดนตรีในโบสถ์เป็นประจำ ชอบเล่นดนตรีขนาดที่ว่า ลงทุนจ้างมืออาชีพมาออกแบบสร้างห้องซ้อมดนตรีที่บ้าน และทำห้องอัดเสียงเป็นเรื่องเป็นราวที่สามารถใช้อัดเสียงทำอัลบั้มได้จริงจังเลย&amp;rdquo; ประวีณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เอกพงษ์เล่าเสริมว่า เริ่มสนใจเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 14 ปี เริ่มจากหัดกีตาร์โปร่ง แล้วก็ลองมาเล่นกีตาร์ไฟฟ้า และตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เข้าประกวดวงดนตรีของโรงเรียนได้รางวัลชนะเลิศสมัยอยู่ ม.5 พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังคงจับกลุ่มกับเพื่อนๆ ตั้งวงดนตรีเล่นในงานและกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมาเรื่อยๆ จนเรียนจบเริ่มทำงานก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นดนตรีมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมไม่เคยเรียนดนตรีเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่อยากเล่นกีตาร์มาก เพราะรู้สึกว่าคนเล่นกีตาร์เป็นจะเท่ ตอน ป.6 มีพี่แถวบ้านมาสอนจับคอร์ดกีตาร์อยู่ 4 คอร์ดแค่นั้น เลยซื้อหนังสือสอนกีตาร์มาหัดเล่นกีตาร์โปร่งเอง เด็กๆ ก็ไม่มีกีตาร์ดีๆ ต้องหัดเล่นกีตาร์สายแข็งๆ ตัวเดียวอยู่หลายปี จนตอน ม.ปลายก็ได้ตั้งวงกับเพื่อนๆ แต่ด้วยความอัดอั้นที่อยากมีกีตาร์ดีๆ ตอนเด็กๆ เลยชอบซื้อกีตาร์มาเก็บสะสมแทน พอตอนมีโอกาสปลูกบ้านเลยออกแบบทำห้องซ้อมดนตรีไว้ในบ้านด้วย เผื่อไว้เล่นดนตรีกับลูกๆ&amp;rdquo; โอภาสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับทั้ง 3 นักธุรกิจ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันด้วยตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ การทำงานก็ยังคงยุ่งทุกวัน มีภารกิจแน่นทั้งวัน ทั้งการประชุม การบริหารกิจการ การพบปะลูกค้า รวมถึงการเดินทางที่มีบ่อยมาก แต่ก็ต้องถือว่าพอจะบริหารเวลาได้ดีมากขึ้น&amp;nbsp;พอมารู้จักกันแล้วก็รู้สึกถูกชะตาและเคมีตรงกันมาก นอกจากชอบเล่นดนตรีเหมือนกันแล้ว แนวทางการเล่นดนตรีของพวกเขายังเหมือนกัน คือ เน้นสนุกสนาน ผ่อนคลายให้หายเครียดจากการทำงานที่หนักและต้องรับผิดชอบสูงมากทุกคน และทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คนลงความเห็นตรงกันว่าการได้มาเล่นดนตรีของพวกเขาเหมือนการได้มาชาร์จแบตเพิ่มพลังให้ชีวิต ทำให้พร้อมลุยกับหน้าที่ของตัวเองในการขยายธุรกิจต่อไป.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97532</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประวีณ ปัญญาสกุลวงศ์, พร็อพทูมอร์โรว์, ยุทธพร ดีเวลลอปเม้นท์, อสังหาริมทรัพย์, เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์, เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_60602760cfbe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สายเชีย&#039;ตัวประกอบที่เริ่มจากศูนย์ สู่นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครจะรู้ว่าชีวิตของนักแสดงคิวบู๊ อย่าง สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ที่กว่าจะมีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านความยากจน ชีวิตเริ่มจากศูนย์ ไม่มีต้นทุนใดๆ&amp;nbsp; จากลูกชาวนายากจน ต้องดิ้นรนทำทุกอย่าง เคยเป็นทั้งกรรมกร&amp;nbsp; เป็นคนขุดส้วม เป็นตัวประกอบ&amp;nbsp; ฝ่าฟันจนได้เล่นหนังโฆษณา และได้เป็นสตั๊นท์แมนไทยที่เคยร่วมงานกับหนังดังระดับโลกมากมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในวันนี้กลายเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp; ค้าขายที่ดินกว่า 500 ไร่ที่จังหวัดนครปฐม&amp;nbsp; โดยเจ้าตัวพร้อมมาเปิดเผยเรื่องราวให้ฟังกลางรายการเจาะใจว่า &amp;ldquo;ด้วยความยากจนทำให้เราต้องทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก และตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ตอนนั้นเราชอบหนังจีนกำลังภายในบวกกับร่างกายที่ยังแข็งแรงอยู่ พอเข้ากรุงเทพมา จึงได้เข้าไปชกมวยเพราะอยากเป็นนักมวย จากนั้นก็ทำงานหาเงินทุกอย่าง มีงานอะไรก็ทำหมดให้ได้เงิน จนได้เข้ามาเป็นตัวประกอบใหม่ แรกๆ ไม่มีข้าวกิน&amp;nbsp; เงินก็ไม่มีสักบาท&amp;nbsp; ต้องเอาข้าวบูดที่ขึ้นราจนเป็นดอกเห็ดเอาไปล้างน้ำ มาต้มกินใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่เป็นตัวประกอบสักพัก ก็อัพเกรดตัวเองเพื่อไม่ให้เขาเรียกเราว่าตัวประกอบ &amp;nbsp;ก็ไปฝึกเพิ่มเพราะเรามีพื้นฐานมวยก็ฝึกไม่ยาก จนเริ่มได้เป็นสตั๊นท์แมน&amp;nbsp; และมีงานโฆษณาก็เริ่มเข้าเรื่อยๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผมมองว่าความลำบากมันดีนะ มันได้ความอดทน ที่ทำให้เราได้สบายตอนนี้&amp;nbsp; เหมือนเราจบลำบากศาสตร์มา ผมไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเลยนะว่าทำไมเราจน เพราะมันมีคำตอบอยู่ อย่ามามัวนั่งน้อยใจโชคชะตา&amp;nbsp; คนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวกู ของกู&amp;nbsp; มากจนเกินไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผมไม่มีตัวกูของกูเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะแม้แต่ตัวเรามันก็ไม่ใช่ของเรา&amp;nbsp; ของบางอย่างต้องมีบ้างแต่ไม่ต้องเยอะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้อายุมากขึ้นอาชีพนักแสดงมันก็ไม่ได้มีมาตลอด จึงได้มองหาอาชีพเสริม จนได้มาเจอกับหุ้นส่วนจึงร่วมกันทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp; จัดสรรที่ดินขาย ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บนที่ดินกว่า 500 ไร่&amp;nbsp; ถ้าถามว่าวันนี้ผมรวยไหม ผมก็ยังไม่รวย ผมก็ยังมีหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ยิ่งจนเราก็ต้องหาโอกาส&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเรามันไม่ยอมให้ตัวเองตายหรอก อยู่ที่มันจะออกมาลบหรือบวกแค่นั้นเองครับ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดตามชมเรื่องราวที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้สู้ชีวิต ของนักบู๊ &amp;nbsp;สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ที่ผ่านความยากลำบากจนมีวันนี้&amp;nbsp; ได้ในรายการเจาะใจ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2563 เวลา 22.00 น.&amp;nbsp; ทาง ช่อง 9 MCOT HD&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78953</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวประกอบ, สายเชีย วงศ์วิโรจน์, อสังหาริมทรัพย์, เจาะใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f72b03f8fe20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯเร่งปรับเกมรับปัจจัยลบปี63 เน้นบลูโอเชียนลดเปิดโครงการใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค. 2563 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทได้ทำการปรับแผนงานโดยลดจำนวนโครงการเปิดใหม่เหลือ 14 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท เน้นแนวราบที่เป็นบ้านจัดสรร 10 โครงการ และคอนโดมีเนียม 4 โครงการ ขณะที่เป้ายอดขายเหลือ 21,500 ล้านบาท จากปี 2562 มียอดขาย 29,000 ล้านบาท และมีรายได้ 16,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดรับกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คาดว่าหาสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลายมีโอกาสจะเปิดคอนโดมีเนียมเพิ่มอีก 4 โครงการใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้นับว่ามีความท้าทายต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;แต่บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบดตในตลาดบลู โอเชี่ยน มุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษามากขึ้นผ่านแบรนด์ KAVE ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการในรูปแบบแคมปัสคอนโด มาแล้ว 4 โครงการ ในบริเวณมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต &amp;nbsp;ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าที่สนใจในศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ ถนนคู้บอน กรุงเทพฯ &amp;nbsp;จะเป็นศูนย์การค้าที่มีพื้นที่พัฒนาใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 ซึ่งรูปแบบของศูนย์การค้าแห่งใหม่จะประกอบด้วยศูนย์การค้าชุมชน และโครงการพัฒนาอสังหาฯ ให้เช่าระยะยาว รวมถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ &amp;ldquo;The Jas Village อมตะ&amp;rdquo; ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะเปิดตัวโครงการภายในไตรมาส 2/2563 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58924</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน), พีระพงศ์ จรูญเอก, อสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0524f3c80d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2020 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2020 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสนสิริอัดแสนสิริอัดแคมเปญปลุกตลาดอสังหาปี63 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสนสิรินำทัพปลุกตลาดต้นปี 63 ประเดิมแคมเปญ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo;จบทุกค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน แสนสิริจ่ายให้หมดในบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโด ครอบคลุมทุกราคาเริ่ม 1.09-30 ล้านบาท ตั้งเป้าปิดยอดขายแคมเปญ 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 63 - นายอุทัย &amp;nbsp;อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่องอาทิ การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิม 2% และค่าธรรมเนียมการจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% เฉพาะในที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทหรือโครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นต้น แสนสิริได้ตอบรับมาตรการโดยการเปิดตัวแคมเปญต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บริษัทได้เปิดเกมส์กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต้นปี 2563 ด้วยการเปิดตัวแคมเปญรับปีใหม่ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo; เพื่อต่อยอดมาตรการรัฐให้ลูกค้าเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ในทุกระดับราคา โดยบริษัทซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายในการโอนที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการโอน พร้อมค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งยังมอบโปรโมชั่นที่คัดมาให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละกลุ่มเพิ่มเติม อาทิ รับเงินคืนสูงสุดถึง 300,000 บาทหรือ ทองคำหนักสูงสุด 30 บาท ฯลฯ โดยแคมเปญครั้งนี้ได้รวมที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ ทั้งคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ดีคอนโด,เดอะเบส และเดอะไลน์ ทาวน์โฮม สิริ เพลส และบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ต่างๆ จาก 61 โครงการทั่วประเทศ ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1.09 &amp;ndash; 30 &amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรชั้นนำเพื่อมอบอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยแคมเปญได้เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคมนี้มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยวางเป้าหมายปิดยอดขายแคมเปญนี้ไว้ &amp;nbsp;5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 ยังเป็นตลาดของเรียล ดีมานต์ หรือการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งนับว่าในช่วงต้นปี มีปัจจัยที่สนับสนุนจากการได้รับเงินพิเศษหรือโบนัสที่จะช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้า การจัดแคมเปญ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo; จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมอบสิทธิพิเศษ ให้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหม่จากแสนสิริได้ง่ายที่สุดโดยแสนสิริได้รวบรวมที่อยู่อาศัยคุณภาพพร้อมอยู่ ครอบคลุมทุกความต้องการบนทำเลศักยภาพต่างๆ ทั่วประเทศ มาตอบรับความต้องการของลูกค้าพร้อมด้วยการมอบสิทธิพิเศษต่างๆให้แก่ลูกค้า ซึ่งมั่นใจว่าแคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ทำให้คาดว่าจะทำให้ตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 นี้เริ่มมีความคึกคักตั้งแต่ต้นปีแสนสิริได้ส่งมอบที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จให้กับลูกค้าได้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นและมีแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่ดีตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; นายอุทัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54006</URL_LINK>
                <HASHTAG>อสังหาริมทรัพย์, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e142d6f8818a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อากาศร้อนหนุนความต้องการวัสดุประหยัดพลังงานโต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาร์ทคอนกรีต เล็งอานิสงส์สภาพอากาศร้อนดันความต้องการใช้วัสดุลดความร้อนและประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น ปลื้มผลงานไตรมาสแรกโกย กำไรสุทธิ 2.717 ล้านบาท รายได้รวม 107.198 ล้านบาท พร้อมคาดสิ้นปีรายได้เป็นไปตามเป้า 400 ล้านบาท เติบโตอ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บมจ.สมาร์ทคอนกรีต (SMART) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 บริษัทคาดว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ปริมาณวัสดุลดความร้อนและประหยัดพลังงานมีความต้องการเพิ่มขึ้น อีกทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน ทั้งแนวราบและแนวสูง ทยอยเปิดโครงการต่อเนื่อง ในส่วนของงานภาครัฐ บริษัทยังคงได้รับงานขนาดกลางที่มีการลงทุน และบริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศทุกช่องทาง เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตลาดต่างประเทศในกลุ่ม เออีซี ปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากดีลเลอร์ในประเทศกัมพูชาและลาวต่อเนื่อง โดยนำสินค้าเข้าไปใช้กับงานโครงการต่างๆ และนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยในปี 2562 นี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 400 ล้านบาท เติบโตอย่างน้อย 10% และคาดว่าจะเริ่มกลับมามีกำไรสุทธิและล้างขาดทุนสะสมภายในปี 2562 &amp;nbsp;สัดส่วนรายได้จะมาจากงานภาครัฐ &amp;nbsp;28 % ภาคเอกชน 70 % และต่างประเทศ 2 %.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 107.198 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 88.447 &amp;nbsp;ล้านบาท จำนวน 18.751 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;21.20 % และมีกำไรสุทธิ 2.717 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 8.058 ล้านบาท โดยผลประกอบการของบริษัทมีการปรับตัวดีขึ้นและสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ เนื่องจากปริมาณความต้องการวัสดุอิฐมวลเบาของโครงการภาครัฐและเอกชน และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35521</URL_LINK>
                <HASHTAG>รังสี ทีปกรสุขเกษม, วัสุดลดความร้อน, สมาร์ทคอนกรีต, อสังหาริมทรัพย์, เออีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd555cb6ae73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯแนะรัฐขยายเพดานมาตรการภาษีฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท ชี้มาตรการลดการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ หลังพบสินค้าในตลาดมีน้อย พร้อมแนะภาครัฐขยายเพดาน&amp;quot;เพิ่มให้ครอบคลุมถึงระดับสินค้าราคา 3-4ล้าน หวังกระตุ้นภาคอสังหาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค. 62 นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท เปิดเผยถึงการพัฒนาโครรงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน โดยมองว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีราคามากกว่า 1 ล้านบาท โดยในส่วนของราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทนั้นแทบจะไม่ค่อยได้เห็นผู้ประกอบการมีการพัฒนาโครงการ ซึ่งเป็นผลจากราคาที่ดินที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และสัดส่วนของตลาดกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีไม่ถึง 2-3% ของมูลค่าตลาดรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการที่ภาครัฐได้ออกมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นมาตรการเพื่อดูแลผู้มีรายได้ปานกลางและน้อย มองว่าประสิทธิภาพจากมติดังกล่าว ไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพียงโครงการที่อยู่อาศัยของภาครัฐเช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และธนาคารอาคารสงเคระห์(ธอส.) แต่โดยปกติแล้ว ทั้งสองหน่วยงงานก็มีโปรโมชั่นดูแลค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทนผู้ซื้อและผู้กู้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามหากภาครัฐจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้มีรายได้เพื่อให้มีที่อยู่อาศัย มองว่าควรจะขยายระดับราคาบ้านจากกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท จนถึง 3-4 ล้านบาท ซึ่งจะได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่แนวทางที่ได้มีการประกาศออกมานั้นไม่ได้กระตุ้นภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35514</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิทย์ กุลธนวิภาส, อสังหาริมทรัพย์, แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd54877d779b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
