<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครเมลเบิร์นเตรียมยุติการล็อกดาวน์ยาวนานที่สุดในโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นครเมลเบิร์นของออสเตรเลียซึ่งใช้มาตรการล็อกดาวน์มายาวนานที่สุดในโลกรวมแล้วเกือบ 9 เดือน เตรียมจะยกเลิกคำสั่งบังคับประชาชนอยู่กับบ้านในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เมื่ออัตราการฉีดวัคซีนครบโดสสูงถึงระดับที่น่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย่านเบิร์กสตรีทมอลล์ของนครเมลเบิร์นไร้รถราสัญจรระหว่างการล็อกดาวน์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 แดเนียล แอนดรูว์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียประกาศจะยุติการล็อกดาวน์หลังเที่ยงคืนวันพฤหัสบดีหน้า (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย ซึ่งมีเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง ว่าเมืองที่มีประชากร 5 ล้านคนแห่งนี้จะยกเลิกข้อบังคับบางอย่างตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในรัฐวิกตอเรียจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า อัตราการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสของรัฐนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ 70 ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเปิดทางให้ทางการสามารถผ่อนคลายข้อจำกัดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมลเบิร์นล็อกดาวน์มาแล้ว 6 รอบนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงกำหนดยกเลิกการล็อกดาวน์ในวันศุกร์จะเป็นการล็อกดาวน์รวมทั้งสิ้น 262 วัน สื่อของออสเตรเลียกล่าวกันว่า เป็นการล็อกดาวน์เมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก นานกว่าการล็อกดาวน์กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินาที่ล็อกดาวน์นาน 234 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสถานบริการและธุรกิจบางอย่างกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังการยกเลิกล็อกดาวน์แล้ว แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดด้านความจุในการรองรับผู้คน โดยคาดว่ารัฐบาลวิกตอเรียจะผ่อนคลายข้อบังคับเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการเปิดร้านค้าปลีกจำนวนมากอีกครั้ง เมื่อประชากรในรัฐนี้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วถึงร้อยละ 80 โดยประเมินว่าจะเป็นภายในวันที่ 5 พฤศจิกายนอย่างช้าที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันอาทิตย์ รัฐวิกตอเรียรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหมี 1,838 คน เสียชีวิตเพิ่ม 7 คน ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์เพื่อนบ้านติดกันซึ่งยุติการล็อกดาวน์ยาวนาน 100 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 301 คน เสียชีวิตอีก 10 คน รัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งมีนครซิดนีย์เป็นเมืองหลวง มีประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้วถึง 80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า ออสเตรเลีย ซึ่งเคยใช้ยุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์ในการควบคุมโรคระบาดอย่างได้ผล กำลังเดินหน้าเข้าสู่การใช้ชีวิตอยู่กับไวรัสผ่านการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวาง ยุทธศาสตร์ใหม่จะทำให้ไม่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกหากประชากรร้อยละ 80 ฉีดวัคซีนครบแล้ว นับถึงสุดสัปดาห์นี้มีชาวออสเตรเลียที่อยู่ในข่าย ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 68%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119998</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์นยกเลิกล็อกดาวน์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616bf802d0091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครซิดนีย์เปิดเศรษฐกิจ ยุติการล็อกดาว์นาน 106 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นครซิดนีย์ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเริ่มเปิดเศรษฐกิจยุติการล็อกดาวน์ยาวนาน 106 วัน สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบแล้วตั้งแต่วันจันทร์ ขณะออสเตรเลียตั้งเป้าหมายเริ่มต้นการใช้ชีวิตร่วมกับไวรัสโคโรนาและทยอยเปิดประเทศเมื่ออัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับสูงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวออสเตรเลียในนครซิดนีย์นั่งสังสรรค์ดื่มกาแฟมื้อเช้าที่สแตรนด์อาร์เคต หลังจากมาตรการยุติล็อกดาวน์เปิดเศรษฐกิจสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียซึ่งมีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน เริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์และออกข้อกำหนดที่เข้มงวดเพื่อควบคุมโรคระบาดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน หลังจากเกิดการแพร่เชื้อของสายพันธุ์เดลตา แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงและอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรอายุ 16 ปีขึ้นไป ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจยุติการล็อกดาวน์ และอนุญาตให้ธุรกิจกลับมาเปิดบริการได้อย่างเสรีอีก สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคมว่า ผับบาร์ในนครซิดนีย์เริ่มเปิดรับลูกค้าตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่โดมินิก เพอร์ร็อตเต็ต ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ ใช้คำเรียกว่าเป็นวันแห่งเสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; เพอร์ร็อตเต็ตกล่าวว่า นิวเซาท์เวลส์กำลังเป็นผู้นำพาออสเตรเลียพ้นจากโรคระบาด ซึ่งจะเป็นเรื่องท้าทาย โดยเตือนว่า อัตราการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นหลังการเปิดเศรษฐกิจ และรัฐที่ปลอดการติดเชื้อเช่น เวสเทิร์นออสเตรเลียและควีนส์แลนด์กำลังจับตาดูว่าการใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 นั้นจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางความกังวลว่าระบบสาธารณสุขอาจรองรับไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐควีนส์แลนด์ยังคงปิดพรมแดนที่ติดกับรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยรัฐบาลของรัฐนี้ใช้ยุทธศาสตร์กำจัดไวรัสด้วยการล็อกดาวน์อย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมการระบาด อัตราการฉีดวัคซีนของควีนส์แลนด์มีแค่ 52% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นิวเซาท์เวลส์รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 496 ราย ซึ่งลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่รัฐวิกตอเรีย ซึ่งมีเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,612 คน ต่ำที่สุดในรอบ 5 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายใต้กฎข้อบังคับที่ผ่อนคลายลงของนิวเซาท์เวลส์ ร้านค้าปลีกและร้านอาหารสามารถเปิดบริการได้แต่ลดจำนวนความจุลง และผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วสามารถรวมตัวกันได้ในจำนวนมากขึ้นทั้งในเคหสถานและการเข้าร่วมงานแต่งงานและงานศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐนี้ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 80% ของประชากรภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะมีการผ่อนคลายข้อบังคับเพิ่มเติมอีก แต่ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนนั้นยังคงถูกห้ามออกจากบ้านไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน กล่าวถึงการยกเลิกล็อกดาวน์ของซิดนีย์ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าเฉลิมฉลอง ผู้คนสามารถอยู่กันพร้อมหน้ากับครอบครัวและมิตร ออกไปตัดผม รับประทานอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวผับดื่มเบียร์กับเพื่อนได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อห้ามการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก และโรงเรียนกับการเดินทางระหว่างประเทศจะยังไม่เปิดอย่างเต็มรูปแบบภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ออสเตรเลียปิดประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งช่วยให้คุมจำนวนผู้ติดเชื้อไว้ในระดับต่ำได้ โดยอยู่แค่ราว 130,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 1,448 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มอร์ริสัน ซึ่งต้องจัดเลือกตั้งทั่วไปก่อนเดือนพฤษภาคมปีหน้า ถูกบีบให้กดดันรัฐต่างๆ ยอมเปิดพรมแดนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ครอบครัวที่อยู่ต่างรัฐได้พบหน้ากันอีกครั้งก่อนเทศกาลคริสต์มาส ถึงขณะนี้บางรัฐที่มีผู้ติดเชื้อเพียงไม่รายยังไม่ประกาศว่าจะเปิดพรมแดนเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลออสเตรเลียกำลังวางแผนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยจะอนุญาตให้ผู้มีถิ่นพำนักที่ฉีดวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางเข้าและออกประเทศได้อย่างเสรีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119441</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยุติล็อกดาวน์ซิดนีย์, รัฐนิวเซาท์เวลส์, ออสเตรเลีย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_61641c52e3325.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออสเตรเลียเตรียมเปิดพรมแดนครั้งแรกในรอบ18เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ประกาศว่าออสเตรเลียจะกลับมาเปิดพรมแดนอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน เป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือนนับแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ที่พลเมืองจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หากฉีดวัคซีนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเช็กอินของสายการบินแควนตัสที่สนามบินระหว่างประเทศคิงส์ฟอร์ดสมิธในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า ออสเตรเลียเริ่มใช้มาตรการปิดพรมแดนเมื่อวันที่ 20 มีนาคมปีที่แล้ว โดยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการควบคุมพรมแดนที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยห้ามแม้แต่พลเมืองของตนไม่ให้ออกนอกประเทศ เพื่อควบคุมการระบาดไวรัสโคโรนา นโยบายนี้ได้รับคำชมว่าช่วยหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ แต่ก็ทำให้หลายครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมอร์ริสันกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียที่ฉีดวัคซีนแล้วจะสามารถเดินทางกลับเข้าประเทศและเดินทางไปต่างประเทศได้ &amp;quot;ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์&amp;quot; เมื่อเป้าหมายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทำได้ครบ 80% ของประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเมินกันว่า มีราว 30,000 คนที่เป็นพลเมืองออสเตรเลียที่ตกค้างอยู่ในต่างแดนและชาวต่างชาติที่ติดอยู่ในออสเตรเลียโดยไม่สามารถกลับไปพบหน้าญาติมิตรได้ ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า มีคำร้องมากกว่า 100,000 คำร้องเพื่อขอเข้าหรือเดินทางออกนอกประเทศ แต่ถูกปฏิเสธ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มอร์ริสันกล่าวด้วยว่า ชาวออสเตรเลียหรือผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรที่ฉีดวัคซีนแล้ว เมื่อเดินทางกลับประเทศจะสามารถกักตัวอยู่ที่บ้านได้เป็นเวลา 7 วัน โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ต้องกักตัวอยู่ในโรงแรม 14 วันที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองเช่นในปัจจุบัน แต่ผู้เดินทางเข้ามาที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ยังคงต้องกักตัวในโรงแรม 14 วันตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเวลาที่แน่นอนว่าจะเปิดพรมแดนได้เมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐต่างๆ บรรลุเป้าหมายในการฉีดวัคซีนได้ 80% เมื่อใด และการอนุมัติจากการเมืองแต่ละท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐนิวเซาท์เวลส์ที่มีประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย ขณะนี้ประชากรอายุมากกว่า 16 ปี ฉีดวัคซีน ครบแล้ว 64% บ่งชี้ว่ารัฐนี้น่าจะฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 70-80% ภายในเดือนนี้ แต่รัฐส่วนใหญ่ของออสเตรเลีย โดยเฉพาะรัฐเวสต์ออสเตรเลียและรัฐควีนส์แลนด์ ที่ไม่พบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนเป็นวงกว้าง ยังคงใช้ยุทธศาสตร์ &amp;quot;โควิดเป็นศูนย์&amp;quot; และปิดพรมแดนจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ออสเตรเลีย, เปิดพรมแดน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_615711a801ea6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 19:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออสเตรเลียตื่นแผ่นดินไหวรุนแรงสุดในรอบหลายสิบปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงขนาด 6.0 ใกล้กับนครเมลเบิร์นเมื่อช่วงสายของวันพุธ แรงสั่นสะเทือนรุนแรงสุดในรอบกว่า 30 ปีสร้างความเสียหายแก่อาคารหลายหลัง ผู้คนแตกตื่นวิ่งออกมากลางถนน แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศษซากจากอาคารหล่นลงมาเกลื่อนถนนชาเปลในนครเมลเบิร์น ภายหลังแผ่นดินไหวเมื่อวันพุธ (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีและเอเอฟพีรายงานว่า แผ่นดินไหวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียครั้งนี้เกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.15 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธที่ 22 กันยายน ศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมืองแมนส์ฟีลด์ในรัฐวิกตอเรีย ห่างจากนครเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐนี้ ราว 200 กิโลเมตร โดยเกิดที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร รายงานระบุว่า แรงสั่นไหวมีขนาด 5.9 และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง ครั้งรุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านข่าวรอยเตอร์อ้างสำนักงานธรณีศาสตร์ออสเตรเลียว่า วัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ขนาด 6.0 โดยรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ไกลถึงเมืองแอดิเลดในรัฐเซาท์ออสเตรเลียที่อยู่ห่างไปทางตะวันตก 800 กม. และถึงนครซิดนีย์ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ห่างออกไปทางทิศเหนือ 900 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีรายงานความเสียหายนอกเหนือจากในนครเมลเบิร์น และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรง วิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นเศษซากก้อนอิฐจากอาคารพังลงมาขวางถนนสายหลักสายหนึ่งของเมลเบิร์น ผู้ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองบอกว่าที่นั่นไฟฟ้าดับ บางคนบอกว่าพวกเขาต้องอพยพออกจากอาคารลงมาอยู่กลางถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราไม่ได้รับรายงานผู้บาดเจ็บสาหัส หรือเลวร้ายกว่านั้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีมาก&amp;quot; นายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเยือนกรุงวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริการฉุกเฉินของรัฐวิกตอเรียกล่าวว่า ได้รับโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือราว 100 สาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเชิงโครงสร้างเล็กน้อยที่ปล่องไฟและด้านหน้าของอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออสเตรเลียไม่ค่อยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรง เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของไมค์ แซนดิฟอร์ด นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นว่า แผ่นดินไหวขนาด 5.9 ครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียในช่วงเวลายาวนาน ครั้งล่าสุดที่มีแผ่นดินไหวระดับใกล้เคียงกับ 6 เกิดเมื่อปลายทศวรรษ 1800&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์อ้างข้อมูลจากสำนักงานธรณีศาสตร์ออสเตรเลียว่า แผ่นดินไหวเมื่อวันพุธรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวที่เมืองนิวคาสเซิลเมื่อ 32 ปีก่อน ครั้งนั้นวัดขนาดได้ 5.6 และมีคนเสียชีวิต 13 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ออสเตรเลีย, แผ่นดินไหว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614b27a13d3ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจออสซี่สลายม็อบแรงงานต้านบังคับฉีดวัคซีน-ปิดไซต์ก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจปราบจลาจลออสเตรเลียในนครเมลเบิร์นสลายการชุมนุมของกลุ่มคนงานก่อสร้างเมื่อวันอังคาร ที่ประท้วงคำสั่งบังคับให้คนงานต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 และมาตรการปิดไซต์ก่อสร้างในเมืองนี้นาน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนงานก่อสร้างหลายพันคนเดินขบวนกลางนครเมลเบิร์นเมื่อวันอังคาร ประท้วงประกาศของรัฐที่สั่งปิดไซต์ก่อสร้างนาน 2 สัปดาห์ในวันอังคาร และบังคับให้คนงานต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า คนงานก่อสร้างมากกว่า 1,000 คน สวมเสื้อกั๊กนิรภัยและรองเท้าทำงาน รวมตัวชุมนุมกลางนครเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย เมื่อวันอังคารที่ 21 กันยายน หลายคนจุดพลุแฟลร์, ขว้างขวดและทุบทำลายรถตำรวจหลายคัน และตะโกนต่อต้านคำสั่งบังคับให้คนงานฉีดวัคซีนและมาตรการล็อกดาวน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองใหญ่อันดับ 2 ของออสเตรเลียแห่งนี้อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดมานาน 7 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา มีรายงานว่า พบหลายคลัสเตอร์เชื่อมโยงกับไซต์ก่อสร้าง ซึ่งมาตรการควบคุมโควิด-19 หย่อนยาน และทำให้ทางการออกข้อกำหนดที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ด้วยการสั่งปิดห้องพักดื่มชาในสถานที่ก่อสร้าง, ประกาศบังคับให้แรงงานต้องฉีดวัคซีน และล่าสุดยังสั่งปิดไซต์ก่อสร้างเกือบทุกแห่งนาน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประท้วงที่คัดค้านมาตรการเหล่านี้เผชิญหน้ากับตำรวจนานหลายชั่วโมง โดยไม่ฟังเสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้สลายตัว และคำเตือนครั้งสุดท้ายของตำรวจที่ว่าจะไม่มีการเตือนอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชน แพตตัน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า ตำรวจประมาณ 500 นายรับมือกับสถานการณ์ &amp;quot;ท้าทาย&amp;quot; นี้ และจำเป็นใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ได้แก่ สเปรย์พริกไทย, กระสุนยาง และระเบิดรับเบอร์บอล ในการสลายการชุมนุม มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นายในเหตุการณ์รุนแรงและมีคนถูกจับกุมมากกว่า 40 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันจันทร์ มีคนงานก่อสร้างมากกว่า 100 คนสวมเสื้อกั๊กนิรภัยก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำลายกระจกด้านนอกอาคารของสหภาพแรงงานกลางนครเมลเบิร์น ซึ่งทำให้รัฐบาลของรัฐวิกตอเรียประกาศปิดไซต์ก่อสร้างชั่วคราว 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันอังคาร และทำให้แรงงานหลายหมื่นคนไม่ได้ทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐวิกตอเรียมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงเมื่อวันอังคาร 603 ราย นครเมลเบิร์นที่เป็นเมืองหลวงของรัฐนี้กำลังอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เช่นเดียวกับนครซิดนีย์ โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งฉีดวัคซีนแก่ประชากรให้ถึงร้อยละ 80 ตามเป้าหมายสำหรับการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 เดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117438</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประท้วงบังคับฉีดวัคซีน, ปิดไซต์ก่อสร้าง, สลายม็อบแรงงานก่อสร้าง, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149d13a6912b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาหลีเหนือจวกสหรัฐ ทำข้อตกลง&#039;ออคัส&#039;ปลุกแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือแถลงประณามการจับมือเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย ที่จะทำให้สหรัฐถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย ว่าอาจกระตุ้นให้เกิด &amp;quot;การแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์&amp;quot; ในภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศการทำความตกลงออคัสระหว่างสหรัฐ, อังกฤษ และออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือรายหนึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กันยายน โจมตีข้อตกลงด้านความมั่นคง 3 ฝ่ายในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกระหว่างสหรัฐ, อังกฤษ และออสเตรเลีย (ออคัส) ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อาจกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและบีบีซีกล่าวว่า ตามข้อตกลงฉบับนี้ สหรัฐและอังกฤษจะถ่ายทอดเทคโนโลยีในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่สหรัฐถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวแก่ประเทศอื่น หลังจากก่อนหน้านี้เคยแบ่งปันกับอังกฤษเพียงชาติเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งออสเตรเลียวางแผนจะสร้าง 8 ลำ มีข้อได้เปรียบจากเรือดำน้ำที่ใช้พลังงานแบบอื่นคือ สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นและตรวจจับได้ยากขึ้น เรือดำน้ำนิวเคลียร์ยังสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานหลายเดือน และยิงมิสไซล์ที่มีพิสัยไกลขึ้น แม้ออสเตรเลียจะกล่าวว่าไม่มีความตั้งใจจะติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำไม่พึงปรารถนาและอันตรายอย่างยิ่ง ที่จะทำลายสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกระตุ้นให้เกิดห่วงโซ่การแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์&amp;quot; เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือผู้นี้กล่าว &amp;quot;นี่แสดงให้เห็นว่า สหรัฐเป็นหัวโจกในการทำลายระบบไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังกล่าวถึงปฏิกิริยาไม่พอใจจากจีนด้วยว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ รวมถึงจีน จะประณามการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นการกระทำขาดความรับผิดชอบที่ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลฝรั่งเศสก็ไม่พอใจที่ออสเตรเลียยกเลิกสัญญาซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศสเพื่อไปจับมือสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์กับสหรัฐซึ่งฝรั่งเศสมองว่าเป็นการโดนแทงข้างหลัง โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือผู้นี้กล่าวว่า ข้อตกลงฉบับนี้ยังก่อให้เกิด &amp;quot;วิกฤติร้ายแรง&amp;quot; ระหว่างชาติพันธมิตรเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบอาวุธขนาดใหญ่ 2 ครั้ง หนึ่งคือการยิงทดสอบมิสไซล์ครูซพิสัยไกล และอีกครั้งเป็นการทดสอบขีปนาวุธ วันพุธที่แล้วซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ เกาหลีใต้ก็ยิงทดสอบขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (เอสแอลบีเอ็ม) ประสบความสำเร็จ คล้อยหลังการทดสอบของเกาหลีเหนือไม่กี่ชั่วโมง และทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ 7 ในโลกที่มีขีดความสามารถนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์อีกฉบับของเกาหลีเหนือ ที่เคซีเอ็นเอรายงานเมื่อวันจันทร์ จาง ชางฮา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการจัดหาและพัฒนาอาวุธของทางการเกาหลีเหนือ กล่าวถึงการทดสอบอาวุธของเกาหลีใต้ครั้งล่าสุดนี้ว่า จากภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางสื่อแสดงให้เห็นถึงอาวุธที่ชุ่ย และไม่มีรูปร่างของเอสแอลบีเอ็มแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เอสแอลบีเอ็มที่ผลิตเองของเกาหลีใต้จะไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือโจมตีที่มีประสิทธิภาพในการทำสงครามได้&amp;quot; เขากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117311</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อตกลงออคัส, สหรัฐปลุกแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์, ออสเตรเลีย, เกาหลีเหนือ, เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_614486f79f1f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 23:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 23:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ขอเคลียร์&#039;มาครง&#039; ต้นเหตุออสซี่ฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำฝรั่งเศส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐขอคุยกับประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสในเร็ววันนี้ เพื่อปรับความเข้าใจ ภายหลังฝรั่งเศสโกรธจัดที่โดนสหรัฐหักหลังด้วยการช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ 8 ลำ เป็นเหตุให้ออสเตรเลียฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า การตัดสินใจของรัฐบาลออสเตรเลียที่ฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำระบบดีเซล-ไฟฟ้าจากฝรั่งเศส มูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ที่สองฝ่ายลงนามกันไว้เมื่อปี 2559 ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำออสเตรเลียและสหรัฐกลับประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่พอใจทางการทูตแบบไม่เคยปรากฏมาก่อนระหว่างชาติพันธมิตรเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาเบรียล อัตตาล โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า มาครงและไบเดนจะสนทนากันทางโทรศัพท์ &amp;quot;ในไม่กี่วันข้างหน้า&amp;quot; ตามคำร้องขอจากไบเดน โดยมาครงจะขอ &amp;quot;คำชี้แจง&amp;quot; จากประธานาธิบดีสหรัฐ ภายหลังคำประกาศความตกลงด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐ-ออสเตรเลีย-อังกฤษ ที่ทำให้ออสเตรเลียยกเลิกสัญญาซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องการคำอธิบาย&amp;quot; อัตตาลกล่าว และว่า สหรัฐต้องตอบคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการละเมิดความไว้วางใจครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศนัดเคลียร์ใจระหว่างผู้นำทั้งสองมีออกมาหลังจากนายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ปฏิเสธคำกล่าวหาของฝรั่งเศสที่ว่าออสเตรเลียโกหกเกี่ยวกับแผนดังกล่าวเพื่อยกเลิกสัญญาซื้อเรือดำน้ำ โดยมอร์ริสันอ้างว่า เขาได้แจ้งให้ฝรั่งเศสรับรู้ข้อกังวลเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว ตัวเขาและรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาไม่เคยปิดบังประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรือดำน้ำของฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มอร์ริสันกล่าวด้วยว่า ออสเตรเลียตัดสินใจดังกล่าวโดยอิงอยู่บนผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีไบเดนประกาศการจับมือทำความตกลงด้านความมั่นคงสามฝ่ายที่เรียกว่า AUKUS เมื่อวันพุธที่แล้ว โดยทั่วไปมองว่ามีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการแผ่อิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ นอกจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์แล้ว ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุมถึงการป้องกันทางไซเบอร์, ปัญญาประดิษฐ์และขีดความสามารถใต้น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนมีปฏิกิริยาตอบโต้การจับมือเป็นพันธมิตรระหว่าง 3 ชาติทันทีว่าเป็นภัยคุกคามที่ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง และเตือนว่าประเทศเหล่านี้เสี่ยงที่จะยิงเท้าตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117214</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำ, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ฝรั่งเศส, สหรัฐ, ออสเตรเลีย, เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_61475f325a6c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
