<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แพทย์แผนไทยส่งทีมไปสุโขทัยตรวจคน อ้างใช้อังกาบหนูรักษามะเร็งหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.61- ที่กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย ในฐานะรองโฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วย ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกันแถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูล สมุนไพรอังกาบหนู ที่มีข้อมูลจากสื่อออนไลน์อวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคมะเร็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า สมุนไพรอักกาบหนูมีรสเย็น โดยมีสรรพคุณเพื่อลดการอักเสบ และมีรสเมาเบื่อน้อยๆ ซึ่งตามตำราสมุนไพรไทยโบราณ ระบุว่าสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมา จะมีพิษในตัวเรื่องความคล้ายกับฤทธิ์ของเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในตำรับยามะเร็งหลายตำรับมีการใช้สมุนไพรที่มีรสเบื่อเมามาเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้มีการวิจัยสมุนไพรรักษามะเร็งอยู่หลายตำรับ เช่น ตำรับวัดคำประมง ที่มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู จากการศึกษาพบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ แต่ก็ฆ่าเซลล์ร่างกายที่ดีๆ เช่นกัน ดังนั้นถึงต้องเอามาทำเป็นตำรับที่มีสมุนไพรกว่า 25 ตัว ก็พบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดี ฆ่าเซลล์ร่างกายน้อยลง ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาที่ใช้ฤทธิ์ของสมุนไพรตัวหนึ่งไปแก้พิษของสมุนไพรอีกตัวหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า โดยสรุปของสมุนไพรอังกาบหนูสรุปเป็น 2 ข้อ คือ1 .สมุนไพรมีประโยชน์ ใช้ดื่มได้ แต่ต้องให้ถูกวิธี &amp;nbsp;2. ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ารักษามะเร็งได้ ซึ่งการที่มีผู้ป่วย 5-13 คนที่มีข่าวว่าใช้สมุนไพรดังกล่าวแล้วมะเร็งหายขาดได้นั้น คำว่ามะเร็งเป็นคำที่กว้างมาก ต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งที่อวัยวะใด ชนิด ระยะลุกลามแค่ไหน โดยต้องมีข้อมูลจากโรงพยาบาลยืนยันเพราะหลายครั้งคนไข้ก็เข้าใจผิดว่าป่วยเป็นมะเร็ง และคำว่าหายตามตะวันตกคือ ฆ่าเซลล์มะเร็งให้หายไปได้ หากกินแล้วพบว่าแค่มีอาการดีขึ้น รับประทานได้ นอนได้ เช่นนี้ไม่เรียกว่าหาย ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงไปที่ จ.สุโขทัย เพื่อตรวจสอบหากมีข้อชี้บ่งว่าหายจริง ก็จะได้มีการพิจารณานำสมุนไพรอังกาบหนูมาทำการศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ในหลักของการใช้สมุนไพร ทุกครั้งที่เริ่มใช้ต้องใช้ทีละน้อย เพื่อดูปฏิกิริยาของร่างกายว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง โดยมีคำศัพท์ทางแพทย์แผนไทย คือ ลางเนื้อ ชอบลางยา หมายความว่าแต่ละคนการตอบสนองต่อสมุนไพรไม่เหมือนกัน บางคนใช้และดี บางคนใช้แล้วมีปฏิกิริยาควรงดเว้นทันที และหากใช้แล้วดีแต่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยอาจจะใช้ต่อเนื่อง 7-10 วัน แล้วพัก 3 วัน ค่อยกินใหม่ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับพิษได้ทัน ไม่สะสมเรื้อรังในร่างกาย&amp;quot;นพ.ขวัญชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวอีกว่า ในการนำสมุนไพรแต่ละชนิดมาศึกษาทดลองนั้น ใช้ระยะเวลานาน 5- 10 ปี โดยการทดลองในผู้ป่วยหลายร้อยราย เพื่อพิสูจน์ว่ารักษาได้จริง การบอกว่าคนจำนวนน้อย 5-10 คนหายขาดข้อมูลไม่เพียงพอ และที่สำคัญใช้งบประมาณจำนวนมาก ประมาณ 10 ล้านบาท ดังนั้นในการคัดเลือกมาทำการวิจัย ก็จะต้องเลือกสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพ โดยการวิจัยนั้นมี 2 แนวทาง คือ 1.ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ตะวันตก มุ่งหาสารออกฤทธิ์สำคัญในการออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง ส่วน2.ตามหลักการองค์ความรู้แพทย์แผนไทย คือการตรวจสอบตำราไทยโบราณว่ามีสรรพคุณรักษาโรคที่สื่อถึงมะเร็ง เช่น น้ำเหลืองเสียหรือฝี หากมีสรรพคุณก็จะเลือกนำมาใช้ &amp;nbsp;โดยในการรวบรวมของเจ้าหน้าที่นั้น ขณะนี้กำลังคิดว่าต้องการเชิญหมอพื้นบ้านที่มีการใช้จริง เพราะต้องศึกษาทั้งในสัตว์ ในคน ต้องมีการเก็บข้อมูลจริงจากผู้ป่วย มาร่วมเสวนาระดมความคิดเห็นว่าสมุนไพรมีการใช้อย่างไร ใช้กับอาการไหน ต้องนำมาใช้ในงานวิจัยอย่างไร หากสมมติมี 10 คน 9 ใน 10 บอกว่ามีการใช้ก็จะเดินหน้าต่อในการวิจัย แต่หากบอกว่าไม่เคยเห็น ไม่เคยใช้การพิจารณานำมาวิจัยก็จะเก็บไว้ท้ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากข้อมูลความเป็นพิษของอังกาบหนูนั้นซึ่งเคยศึกษาทั้งในสารสกัดน้ำมัน และในน้ำ และทดลองในหนูไม่พบความผิดปกติดังนั้นขอให้สบายใจได้ หรืออีกกรณีมีการศึกษาพบว่ารากของต้นอังกาบหนู &amp;nbsp;หากกินมากมีผลทำให้สเปิร์มลดลง เอาจะทำให้เป็นหมัน อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรต่างๆ ต้องมีความรู้ และใช้ให้ถูก อย่างอังกาบหนูนั้นมีความสามารถในการแก้อักเสบ รักษาแผลเปื่อยต่างๆ เช่น ถ้าต้มกินก็ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงริดสีดวง เป็นต้น หรือต้มดื่มเป็นชาแก้หวัด ไอ เจ็บคอโดยใช้อังกาบหนูประมาณ 30 กรัมต้มหม้อเล็กดื่มวันละ 3 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มติดต่อกันระยะเวลานาน อย่างไรก็ตามทางรพ.อภัยภูเบศรเล็งศึกษาเป็นเจลรักษาแผลที่เกิดจากโรคมือ เท้า ปาก แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16016</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รักษามะเร็ง, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, อังกาบหนู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e77c373ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังไม่มีผลวิจัยยืนยัน&quot;อังกาบหนู&quot;รักษามะเร็งได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ส.ค.61-ภญ.ผศ.ดร.มยุรี &amp;nbsp;ตั้งเกียรติกำจาย จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว.) กล่าวถึง กรณีมีข่าวสมุนไพรอังกาบหนูว่ารักษามะเร็งได้ว่า อังกาบหนู มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Barleria prionitis เป็นสมุนไพรที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเดีย ศรีลังกา แอฟริกาใต้ และเริ่มเป็นที่สนใจในประเทศไทย จากงานวิจัยในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ทางยา 3 ด้านหลัก คือ 1) สารสำคัญ iridoids fraction ซึ่งสกัดจากส่วนของใบและ ลำต้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง 2) เมื่อให้หนูกินสารสกัดจากรากอังกาบหนูเป็นเวลา 60 วัน พบว่าลดการสร้างอสุจิและทำให้อสุจิเคลื่อนไหวได้ลดลง มีผลทำให้มีบุตรยาก ต้องระวังการใช้ในชายวัยเจริญพันธุ์ สำหรับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดมีข้อควรระวังคือไม่สามารถคุมกำเนิดได้ 100% 3) สารสกัดจากส่วนของใบ ลำต้นและรากมีงานวิจัยในหลอดทดลองพบว่า สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบได้ เช่น ข้ออักเสบ ควรใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดเท่านั้น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในขนาดสูง เพราะอาจทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน และแผลในทางเดินอาหาร ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 และผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามสมุนไพรนี้ยังไม่มีการศึกษาในคน จึงยังไม่ทราบขนาดการใช้ที่แน่นอน และฤทธิ์ทางยาที่กล่าวถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ในคน เช่นอาจมีฤทธิ์ลดลง หรือมีฤทธิ์ไม่มากพอที่จะใช้ในการรักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การใช้สมุนไพรแต่ละชนิด เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ จะมีวิธีใช้และส่วนของสมุนไพรที่ใช้แตกต่างกันไป บางต้นต้องใช้ใบ บางต้นใช้เหง้าเป็นต้น ถ้าใช้ไม่ถูกส่วนหรือไม่ถูกวิธี นอกจากจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโทษได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจใช้สมุนไพรเพื่อประโยชน์ใด ควรศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจใช้ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไตเรื้อรัง โรคตับ หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือ เภสัชกรก่อนตัดสินใจใช้&amp;rdquo; ภญ.มยุรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15952</URL_LINK>
                <HASHTAG>#มศว, ภญ.ดร.มยุรี ตั้งเกียรติกำจร, สมุนไพรรักษามะเร็ง, อังกาบหนู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d2c6547e82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
