<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อังคณา-เตือนใจ&#039;ทิ้งเก้าอี้&#039;กสม.&#039;! เหตุอึดอัดไม่อิสระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 62 &amp;ndash; ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา&amp;nbsp; นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แล้วในช่วงเช้าวันนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่ 09.30 น. เป็นต้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า&amp;nbsp; เหตุผลในการลาออกเนื่องจากบรรยากาศและระบบการทำงานไม่เอื้ออำนวย ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน แต่งานที่เราได้รับผิดชอบ ก็ได้มีการจัดทำเสร็จเป็นส่วนใหญ่แล้ว และจริงๆแล้ว กสม.ชุดปัจจุบันถือว่าพ้นจากตำแหน่งแล้ว&amp;nbsp; นับแต่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วย กสม.ฉบับใหม่ แต่ที่อยู่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น&amp;nbsp; และการลาออกไม่ได้ทำให้องค์กรเสียหายเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp; 22&amp;nbsp; กำหนดให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งคณะขึ้นมาทำหน้าที่แทนให้ครบองค์ประชุมได้ จนกว่า กสม.ชุดใหม่ที่กำลังสรรหาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะเข้าปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp; ทราบว่าคณะกรรมการสรรหากสม.ชุดใหม่ก็จะมีการสัมภาษณ์ผู้สมัคร&amp;nbsp; ในวันที่&amp;nbsp; 2-3 ส.ค.นี้ หากคัดเลือกได้ครบ 4 คน&amp;nbsp; จะมีการเสนอวุฒิสภาให้พิจารณาได้ คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ&amp;nbsp; ได้อธิบายถึงบรรยากาศที่ไม่สร้างสรรค์ในการทำงานว่า นับแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้บังคับ และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.ฉบับใหม่ประกาศใช้ มีการกำหนดให้ กสม.สามารถตั้งอนุกรรมการได้เท่าที่จำเป็น แตกต่างจากในอดีตที่ กสม.ขณะนั้นจะต้องอนุกรรมการฯขึ้นมาหลากหลาย&amp;nbsp; และมีผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นอนุกรรมการ ทำให้การทำงานของ กสม.เชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมในทุกกลุ่มทุกภาค เมื่อมีการร้องเรียน ตรวจสอบ ลงพื้นที่ ก็จะมีบรรยากาศเป็นไปในเชิงสมานฉันท์ หลายครั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีเมื่อมีการลงพื้นที่&amp;nbsp; แต่เมื่อการกำหนดให้มีการตั้งอนุกรรมการเท่าที่จำเป็น กสม.ชุดนี้จึงตีความว่าไม่ควรมีการตั้งคณะอนุกรรมการเลย เพราะอาจขัดต่อกฎหมาย&amp;nbsp; แล้วแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ กสม.ให้เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ ทำให้หลังจากนั้นความเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคม และเครือข่ายวิชาการต่างๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; เรื่องร้องเรียนก็ลดลง หลายเรื่องที่มีการร้องเรียน&amp;nbsp; ซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ก็จะไม่รับเป็นคำร้องเสียมากกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำให้คิดว่าการทำงานของ กสม.ลอยจากฐานของประชาชน มากกว่าในช่วงก่อนการประกาศใช้ พ.ร.ป. กสม.ฉบับใหม่&amp;nbsp; อีกทั้งการออกระเบียบต่างรองรับกฎหมายใหม่ก็ทำให้รู้สึกว่าการทำงานของเราไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; การลงพื้นที่เมื่อก่อนเราจะแจ้งสื่อเพื่อเป็นการเปิดประเด็นว่าเราจะทำเรื่องอะไร ผู้ถูกร้องเกิดการตื่นตัวทำให้แก้ปัญหามีประสิทธิภาพ แต่เมื่อมีมติของ กสม. เรื่องแนวปฏิบัติการให้ข่าว การแจ้งสื่อก็ทำไม่ได้ ทำให้หลังปลายปี 61 ต่อเนื่องปี 62 การทำงานของกสม.ก็จะเงียบมาก สถิติเรื่องร้องเรียนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการรับเป็นคำร้องก็น้อยลง ดังนั้นจึงคิดว่าแม้จะเหลือเวลาในหน้าที่อีกเพียง 2-3 เดือน แต่ลาออกก่อนก็จะทำให้เราได้ไปทำงานที่เราตั้งใจและไปเป็นประชาชนเต็มขั้น&amp;rdquo; นางเตือนใจ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การลาออกสะท้อนว่าคนที่เคยทำงานภาคประชาชนไม่สามารถที่จะมาทำงานด้านบริหารได้ใช่หรือไม่ นางเตือนใจ กล่าวว่า อยู่ที่องค์ประกอบของการทำงานของ กสม.ว่าแนวคิดของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หนุนเกื้อกูลให้เราทำงานได้หรือไม่ ในชุดที่ 1 มีนายเสน่ห์ จามริก และชุดที่ 2 มีนางอมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธาน แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่กรรมการก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ชุดที่ 3 ถึงจะมีความหลากหลายเราพยายามประคับประคองให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดแล้ว คิดว่า 3 ปี 7 เดือน งานที่เรารับผิดชอบได้รับการแก้ไขปัญหา การมีข้อเสนอแนะมาตรการเชิงนโยบาย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับไปปฏิบัติ ถือว่าพอใจการทำงานที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า เป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายหรือการปฏิบัติของประธาน กสม.ทำให้การทำงานเกิดปัญหา นางอังคณา กล่าวว่า กฎหมายขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจตีความกฎหมาย เมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.ประกาศใช้&amp;nbsp; กสม.ก็มีการใช้ดุลพินิจออกระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัด ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ยาก&amp;nbsp; อย่างใครมาร้องเรียน แม้มาด่าเราก็จะออกไปรับ แต่เมื่อกฎหมายบัญญัติให้ทุกเรื่องต้องเป็นการตัดสินใจของกรรมการ บางทีก็ทำให้เราทำงานยาก อย่างการให้ข่าวซึ่งเป็นเสรีภาพของการแสดงความเห็นของกรรมการก็ถูกจำกัด ทำให้อึดอัด เพราะการให้ข่าวไม่ได้อยากเป็นข่าว แต่เป็นการให้ข่าวเพื่อเป็นการพูดแทนผู้เดือดร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา&amp;nbsp; กล่าวว่า เรา 2 คนไม่ใช่คนแรกที่ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ กสม. ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. 2560&amp;nbsp; นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ก็ได้ลาออกด้วยเหตุคล้ายคลึงกัน คือ การบริหารงานไม่ได้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เอื้อต่อการปฏิบัติงาน&amp;nbsp; และเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา นายชาติชาย สุทธิกลม ได้ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่การทำงานเนื่องจากเรามาจากภาคประชาสังคม พยายามปรับตัวเยอะในการศึกษาระเบียบ และได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่ใช่ว่างอนแล้วตัดสินใจปุ๊ปปั๊ปออก&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อเข้ามาทำงาน ทำงานไม่ได้ง่ายและมีความคาดหวังจากประชาชน เข้ามาให้เราแบกรับ&amp;nbsp; จนมาถึงวันหนึ่งที่เราคิดว่า&amp;nbsp; ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และการหยุดปฏิบัติหน้าที่หน้าจะเป็นประโยชน์มากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเข้ามาวันแรกก็มีความหวัง เพราะส่วนตัวก็ทำงานกับ กสม.ตั้งแต่ชุดแรก จนรู้สึกมุ่งหวังว่าจะต้องเป็น กสม.ในวันหนึ่ง แล้วจะทำโน้นนี่นั้น แต่เมื่อเข้ามาแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิด และบรรยากาศการทำงานก็ไม่ได้สนับสนุนให้เราทำงานของเราได้ จึงต้องตัดสินใจ แต่การทำงานที่ผ่านมาถือว่าดีใจและพอใจ ถือว่าได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองสิทธิ แม้ว่าบางเรื่องได้รับการตอบสนองช้าจากหน่วยงานรัฐ&amp;rdquo; นางอังคณา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42390</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., ลาออก, อังคณา, เตือนใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d413af37d20c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2018 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2018 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.โวยรัฐใช้วิธีตอบโต้นักปกป้องสิทธิด้วยการฟ้องร้อง ชี้กระทบจิตใจทำลายหลักปชต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 61 - นางอังคณา นีละไพจิตร &amp;nbsp;กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์กรณีการแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากนโยบายของรัฐของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ แล้วนั้น เห็นว่ามีกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียงและคล้ายคลึงกัน กล่าวคือสืบเนื่องจากปี 2559 &amp;nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) &amp;nbsp;ได้รับเรื่องร้องเรียนเพื่อขอให้มีการตรวจสอบและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในลักษณะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ถูกคุกคามในหลายรูปแบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิ การร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกฟ้องร้องจากการเคลื่อนไหวคัดค้านกลุ่มผลประโยชน์ หรือจากการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชน รวมถึงการไม่ได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนหลักทรัพย์เป็นหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวจากกองทุนยุติธรรม โดยกองทุนยุติธรรมมักจะให้เหตุผลว่าการกระทำของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ขอรับความช่วยเหลือมีมูลน่าเชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ขอรับความช่วยเหลือเป็นบุคคลที่มีเงินหรือหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว หรือมีความสามารถที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยตนเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา กล่าวว่ากสม. ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเรื่องการคุกคามนักปกป้องนักสิทธิมนุษยชน ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มีผลทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อสิทธิพลเมืองต้องได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิต ทั้งความกังวลต่อความปลอดภัย โดย กสม. มีข้อสังเกตต่อการใช้ช่องทางการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายว่าสร้างผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสภาพจิตใจของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการทำให้เกิดความหวาดกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในคราวประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องลักษณะดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ต่อคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานศาลยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานศาลยุติธรรม ควรเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาการใช้กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงอาจหารือร่วมกับองค์อื่นๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีและองค์กรนิติบัญญัติในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือการบัญญัติกฎหมายฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาในการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของประชาชน (Anti &amp;ndash; SLAPPs Law) รวมถึงควรดำเนินการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย พ.ศ. 2559 โดยการยกเลิกข้อความที่ให้อำนาจคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือคำนึงถึงสาเหตุหรือพฤติการณ์ของผู้ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้ที่น่าเชื่อว่ามิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้เช่นนี้ถือเป็นการให้อำนาจวินิจฉัยความผิดของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือล่วงหน้าแทนศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนในการดำเนินคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอ กล่าวว่า ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือเป็นเรื่องน่ากังวลที่ปัจจุบัน SLAPPs ในทางอาญา ถูกนำมาใช้ในการฟ้องคดีมากขึ้นทั่วประเทศ รวมถึงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยผู้ประกอบการหรือบริษัทขนาดใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ หรือการตรวจสอบรัฐ ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการฟ้องเช่นนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก จะทำให้เกิดการสูญเสียคุณค่าที่สำคัญของหลักประชาธิปไตย คือ คุณค่าของการคุ้มครองและการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสเพื่อประโยชน์สาธารณะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2803</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, กสม., สิทธิมนุษยชน, อังคณา, อังคณา นีละไพจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180210/image_big_5a7e7b64cef9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
