<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อังคณา&#039; ปราม 3 นิ้วหยุดคุกคามครอบครัวผู้พิพากษา ชี้ลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์-ละเมิดสิทธิฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.64 - นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ไม่เห็นด้วย และต่อต้านการคุกคามผู้พิพากษาชนาธิป&amp;nbsp;โดยการเผยแพร่ข้อมูลบุคคลในครอบครัว ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการคุกคาม เหยียดหยาม และสร้างความเกลียดชัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลัก Presumtion of innocence เราก็ต้องไม่ตีตรา ประนามหยามเหยียด หรือคุกคามใครต่อใครเพียงเพราะเราไม่ชอบคนในครอบครัวเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#การตีตราและการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัว นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ &amp;quot;เพนกวิน&amp;quot; พร้อมพวกอีก 6 คนประกอบด้วย นายอานนท์ นําภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์, นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง , นายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน และนายปริญญา ชีวินกุลปฐม หรือพอร์ท วงไฟเย็น เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งมีความเคลื่อนไหวบนโซเชียลฯ โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า &amp;quot;ราษฎร&amp;quot;หรือ 3 นิ้ว ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับจำเลยทั้ง 7 คน&amp;nbsp;เช่นทวิตเตอร์เยาวชนปลดแอก@FreeYOUTHth&amp;nbsp;ได้โพสต์ประวัติผู้พิพากษาที่ตัดสินไม่ให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 7 คน ทั้งยังโพสต์รูปภาพบุตรชายของผู้พิพากษาท่านนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101405</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกคามผู้พิพากษา, ชนาธิป เหมือนพะวงศ์, บูลลี่, มาตรา 112, ล่าแม่มด, สิทธิมนุษยชน, อดอาหาร, อดอาหารประท้วง, อังคณา นีละไพจิตร, เพนกวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d15552b3ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉะ &#039;บิ๊กตู่&#039; ให้ความหวังลมๆแล้งๆ ถามลั่นจะอยู่อีกนานไหม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อกรณี พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถึงแผนบริหารจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-16 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กภายหลังฟังนายกฯแถลงว่า &amp;quot;โดนแกงกันทั้งประเทศ นึกว่าจะประกาศมาตรการสำคัญ ไม่มีอะไรใหม่ ให้ความหวังลมๆแล้งๆ #จะอยู่อีกนานไหม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(อ่านข่าวประกอบ นายกฯปลุกประชาชนไทยสู้ไปด้วยกัน ลั่นจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะโรคร้ายโควิดให้ได้)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100901</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อังคณา นีละไพจิตร, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087ab5eabffb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อังคณา&#039; นำนักสิทธิฯเรียกร้องรัฐบาลยึดหลักมนุษยธรรม เปิดรับผู้ลี้ภัยจากเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64 - &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาลตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน 62 องค์กร นำโดยนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการอิสระด้านสันติภาพ นายศิววงศ์ สุขทวี เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ ยื่นแถลงการณ์ &amp;ldquo;ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าคือเพื่อนบ้านของประชาชนไทย&amp;rdquo; พร้อมข้อเสนอจากภาคีองค์กรภาคประชาชน 5 เม.ย. 2564 ถึงนายกรัฐมนตรี มีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา กล่าวว่า มีการใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธปราบปรามชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ที่ถูกกดดันให้กลับประเทศ และหากปราบปรามมากขึ้นก็จะมีการอพยพเข้ามาในไทย ท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมสถานที่ก็อาจมีปัญหาดังนั้นเราต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในการส่งสิ่งของช่วยเหลือ จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยในการรับมือกับการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยคือ 1.รัฐจะต้องไม่ปฏิเสธการเข้าลี้ภัย โดยหน่วยงานความมั่นคงจะต้องเปิดให้ผู้ลี้ภัย เข้าพักภายในประเทศตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่รัฐได้จัดไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เมื่อหน่วยงานความมั่นคงเปิดรับให้ผู้ลี้ภัยเข้าสู่พื้นที่พักพิงแล้วก็ต้องมอบความรับผิดชอบให้กับกระทรวงมหาดไทยระดับอำเภอและจังหวัดในการดูแลให้ความคุ้มครอง ซึ่งจะได้ประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นให้มีบทบาทนำในด้านงานควบคุมโรคและองค์กรมนุษยธรรมซึ่งมีประสบการณ์และความพร้อมในด้านงบประมาณ 3.รัฐจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาชนไทยที่ประสงค์จะช่วยเหลือผู้ลี้ภัย 4.รัฐควรอนุญาตให้สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สามารถเข้าถึงผู้ลี้ภัยกลุ่มดังกล่าวและสามารถใช้กลไกคณะกรรมการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับความคุ้มครองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 เพื่อคัดกรองผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเป็นการเฉพาะเนื่องจากบุคคลเหล่านี้อาจยังไม่สามารถกลับคืนถิ่นฐานพร้อมกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนชายแดนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา กล่าวว่า และ 5.การตัดสินใจที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้หนีภัยกลุ่มใดหรือบุคคลใดกลับคืนถิ่นฐานจะต้องเป็นบทบาทรวมของหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัยไม่ใช่บทบาทของฝ่ายความมั่นคงแต่เพียงฝ่ายเดียว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98916</URL_LINK>
                <HASHTAG>สิทธิมนุษยชน, อังคณา นีละไพจิตร, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fe4971513f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคีนักกฎหมายฯยื่นฟ้อง&#039;ตร.&#039;สลายการชุมนุมละเมิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 26 มี.ค. เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง ภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน นำโดยนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมทางการเมือง แนวร่วมกลุ่มราษฏร พร้อมด้วยตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ด้านหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2563 ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยุติการใช้กำลังจัดการการชุมนุมที่เกินสมควรแก่เหตุกับผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรและกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดเสรีภาพการชุมนุมผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความ เปิดเผยว่า การยื่นฟ้องคดีวันนี้เพื่อต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบการใช้อำนาจของตำรวจเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการกำกับดูแลการทำหน้าที่ของตำรวจในการคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุมการดูแลความปลอดภัยทั้งของผู้ชุมนุมและประชาชน โดยท้ายคำร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี ยุติการใช้กำลังจัดการการชุมนุมที่เกินกว่าเหตุ อันเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้กำลังโดยไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 &amp;nbsp;ไม่เป็นไปตามแผนดูแลการชุมนุมสาธารณะและคู่มือการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ โดยเฉพาะการใช้กำลังและเครื่องมืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล เช่น ห้ามฉีดน้ำแรงดันสูงผสมแก๊สน้ำตาหรือสารเคมี &amp;nbsp;และหรือห้ามใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ห้ามวางสิ่งกีดขวางขัดขวางการใช้เสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าเหตุโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอังคณา ลีนะไพจิตร กล่าวว่า ในวันดังกล่าวตนเดินทางไปเพื่อจะเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมาธิการที่รัฐสภา และได้มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทางโดยได้รับคำยืนยันว่าสามารถเดินทางเข้าอาคารได้ การจราจรปกติ ซึ่งตนเดินทางไปก่อนที่การชุมนุมจะเริ่ม ก็พบว่ามีการปิดกันเส้นทางแล้ว เมื่อเจรจากับเจ้าหน้าที่ขอเปิดช่องทางเล็ก ๆ เพื่อผ่านเจ้าหน้าที่ก็ไม่รับฟัง และมีการขู่ว่าหากเข้าใกล้แนวกั้นก็จะทำการฉีดน้ำ ใช้แก๊สน้ำตา &amp;nbsp;กระสุนยาง &amp;nbsp;ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว เห็นว่าบริเวณรัฐสภา เป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นแสดงออกได้ &amp;nbsp;พื้นที่หน้ารัฐสภาไม่ควรที่จะถูกจำกัด &amp;nbsp;หากมีเหตุการณ์ที่จะต้องปิดกั้น เจ้าหน้าที่ควรมีความยืดหยุ่น &amp;nbsp;แต่การกระทำของเจ้าหน้าที่วันดังกล่าวเหมือนพยายามที่จะใช้ความรุนแรง ปราบปรามอย่างเดียวโดยที่ไม่การผ่อนปรน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุที่เพิ่งมาฟ้องส่วนหนึ่งเพราะหลายๆ คนกังวล หวาดกลัว เรื่องความปลอดภัยว่าจะถูกแก้แค้นหรือไม่ถ้ามาฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจริงๆ ควรมีกลไกตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และเราพบว่าหลังจากวันที่ 17พ.ย. 63เจ้าหน้าที่เองก็ใช้กำลังมาโดยตลอด แม้เจ้าหน้าที่ออกมาขอโทษแต่ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ อะไรไม่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ไม่มีการชดใช้หรือเยียวยา และในวันนั้นไม่มีกระทั่งรถพยาบาล ที่จะนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล มีแต่การช่วยเหลือกันเองของผู้ชุมนุม ส่วนตัวก็หวัง ว่าศาลปกครองจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในการที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น&amp;rdquo;นางอังคณากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว กล่าวว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผุ้ชุมนุมที่ผ่านมาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายการชุมนุม &amp;nbsp;แต่กลับใช้กฎหมายมาดำเนินคดีกับพวกเรา ทั้งกฎหมายพ.ร.บ.การชุมนุม และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าหน้าที่ได้พยายามขัดขวางการชุมนุมด้วยการใช้แท่งแบริเออร์ และลวดหนามมาสกัดผุ้ชุมนุมไว้ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเจรจาซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่จะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้มีการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือเจตจำนงค์ของประชาชนที่ต้องการให้สภารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์นั้นได้หายไปแล้ว ไม่สามารถเรียกย้อนวลากลับมาได้ ทั้งนี้ตนมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองในฐานะผู้เสียหาย จากการไปร่วมชุมนุมในวันดังกล่าว ซึ่งโดนแรงดันน้ำ และสารเคมีที่อยู่ในน้ำที่เจ้าหน้าที่ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งหลังจากวันเกิดเหตุตนได้ไปพบแพทย์เนื่องจากมีอาการผิวหนังแพ้สารเคมี และไอเป็นเลือด ซึ่งตนเองมีหลักฐานเป็นใบรับรแงแพทย์ที่จะนำมายื่นประกอบการฟ้องต่อศาลปกครองด้วย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าวิธีการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อผุ้ชุมนุมขัดต่อกฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชลธิชา ยังกล่าวอีกว่า ตนมีหน้าที่รับผิดชอบติดตามประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ที่ได้รับความเสียหายจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ชุมนุม โดยจากข้อมูลพบว่าหลายรายมีแผลพุพอง และมีอย่างน้อย 4 คนที่ต้องเข้าแอดมิดในโรงพยาบาล 2-3 วัน และที่สำคัญมีแนวโน้มว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังกับผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่จะเห็นได้ว่าหลังจากวันที่ 17 พ.ย. 2563 ได้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งหวังว่าการยื่นฟ้องศาลปกครองในวันนี้จะเป็นบรรทัดฐานเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้ปกครองเด็ก 3 ขวบที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า วันดังกล่าวคิดว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ &amp;nbsp;ตนและลูกไม่ได้มีเจตนาจะเข้าไปร่วมชุมนุมเลยเพียงแค่ผ่านไป ซึ่งตอนที่ไปเจ้าหน้าที่ยังเปิดแบริเฮอร์ให้เข้าอยู่ &amp;nbsp;เมื่อเข้าไปถึงเสรีไทยราว 300 เมตร ก็เจอกับผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่ง ก็วนกลับคิดว่าจะออกทางเก่าได้ แต่เมื่อกลับมาตำรวจปิดทางเก่าแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุม 2 กลุ่มกำลังดันกันเข้ามา ทำให้ตนและลูกไม่สามารถออกมาได้ แล้วไปปรากฏเป็นภาพข่าวที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดกล่าวหาว่า ผู้ปกครองพาเด็กเข้าไปเพื่อที่จะให้เป็นโล่มนุษย์ &amp;nbsp;รับแรงดันน้ำสูง ซึ่งแค่รถน้ำธรรมดาก็รุนแรงพอแล้ว แต่กลับมีการผสมสารเคมีเข้าไป เด็ก 3 ขวบทนไม่ไหวแน่ จึงอยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณามาตราการในการควบคุมฝูงชนให้ดีกว่าที่ผ่านมา ผลกระทบที่เกิดขึ้น ถ้าไปโดนกับลูกหลานตำรวจขึ้นมาบ้าง จะรู้สึกอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97350</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟ้องตร., ภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน, ม็อบราษฎร, ศาลปกครอง, สลายการชุมนุม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.), อังคณา นีละไพจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d800fd6959.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตกรรมการสิทธิฯออกโรง ถามลั่น หลักสากลของตำรวจคืออะไร กระสุนยางยิงกราดประชาชน นักข่าวหรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.64 &amp;nbsp;จากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่ม &amp;quot;รีเดม&amp;quot; เครือข่ายกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า &amp;quot;ราษฎร&amp;quot; หรือม็อบ 3 นิ้ว กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน บริเวณสนามหลวง ถนนราชดำเนิน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดนางอังคณา นีละไพจิตร อดีคกรรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่า &amp;quot;หลักสากลของ สตช. คืออะไร #กระสุนยางยิงกราดประชาชน นักข่าว #ควบคุมตัวห้ามญาติเยี่ยม แถลงแต่ตัวเลขเจ้าหน้าที่เจ็บ #ไม่เคยแถลงตัวเลขผู้ชุมนุม ประชาชนบาดเจ็บ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96761</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิ, ม็อบ20มีนาคม, สิทธิมนุยชน, อังคณา นีละไพจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056d10ecef55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อังคณา&#039; ปลื้ม ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก ม.อุบลราชธานี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค.63 -&amp;nbsp;นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่าหลายปีมานี้ได้เห็นการท้าทายต่อบทบาทของมหาวิทยาลัยในการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูง ทั้งการละเมิดสิทธิชุมชน โครงการธุรกิจที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน #BizHRs รวมถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้เห็นความพยายามของท่านคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี Titipol Phakdeewanich ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการริเริ่มการจัดตั้ง #ศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้การสนับสนุนจากท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ชาติ (กสม.) หวังอย่างยิ่งว่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ และให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่พี่น้องชาวอีสานต่อไปค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สำหรับการให้เกียรติ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;ในครั้งนี้ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85942</URL_LINK>
                <HASHTAG>สิทธิมนุษยชน, สิทธิเสรีภาพ, อังคณา นีละไพจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fc9b81d77b20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล &#039;อดีตกสม.&#039; ชี้พ่นสีใส่ป้ายยังไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ประชาชนถูกพ่นสารเคมีใส่หน้าใส่ตาใส่ปาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.63 - &amp;nbsp;นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หลังทราบผลการตรวจสอบน้ำสีม่วงที่ตำรวจใช้ฉีดใส่ผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ทำให้ไม่แปลกใจที่อาการแสบตา แสบจมูกจนถึงปอดจึงทุเลาช้า เลยกลับมาดูคลิปที่ตำรวจฉีดน้ำ (water cannon) ใส่ผู้ชุมนุมในช่วงตั้งแต่ประมาณ 14 น. ที่ตัวเองโดยเต็มๆหลายระลอกทั้งที่พยายามช่วยผู้ชุมนุมเจรจากับ จนท. ตำรวจเพื่อขอให้ จนท. จัดสถานที่ให้ประชาชนได้ร่วมลุ้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในสภาฯ ตำรวจระดับสูงหลายนายที่คอยบัญชาการก็คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ งานนี้บอกได้เลยว่า #ตำรวจไม่ปฏิบัติตามหลักสากล เพราะสถานการณ์ขณะนั้น #ไม่มีความจำเป็นที่ต้องฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ขอขอบคุณอย่างสูงต่อทีมการ์ด ที่ช่วยดูแลปกป้องตอนที่ตำรวจฉีดสารเคมีใส่ และหากมีโอกาสจะไปขอบคุณด้วยตัวเองนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากถึงผู้ชุมนุมที่ยังมีอาการแสบตา แนะนำให้ล้างตาด้วยน้ำเกลือ (normal saline) และประคบเย็นนะคะ หากใครยังมีอาการแสบปอด หรือแสบจมูก ควรพบแพทย์ หรือควรใช้ยาพ่นจมูก หรือปอดจะช่วยได้มากค่ะ ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่าในระยะยาวสารเคมีเหล่านี้จะยังตกค้างในร่างกายหรือไม่ และจะสามารถสะสมในร่างกายนานแค่ไหน ที่สำคัญ #ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พ่นสีใส่ป้ายยังไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ประชาชนถูกพ่นสารเคมีใส่หน้าใส่ตาใส่ปาก นะคะ.&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ดร.กิตติธัช-เตชะ&amp;#39; อบรม &amp;#39;ป้าวีรพร-ลายจุด&amp;#39; ว่าด้วยความรู้พื้นฐานเรื่อง &amp;#39;สี&amp;#39;
	ไปไกลแล้ว &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; หลงคำคน!
	แนะจัดการ &amp;#39;ส.ส.&amp;#39; ช่วยประกันตัวแกนนำม็อบ 3 นิ้วออกมาก่อความวุ่นวาย
	แค่ได้ยินแว่วๆถึงเลข 112 ก็ถึงกับมือตีนอ่อนกันแล้วหรือ
	&amp;#39;หนุ่มเสื้อเหลือง&amp;#39; ขอโทษ &amp;#39;ไทยภักดี&amp;#39;
	112 มารัวๆ &amp;#39;ส.ว.สมชาย&amp;#39; เผยช่องทางธรรมชาติถูกปิดหมดแล้ว&amp;nbsp;
	จะมี &amp;#39;บิ๊กเซอร์ไพรส์&amp;#39; อีกแล้ว&amp;nbsp;


&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84555</URL_LINK>
                <HASHTAG>สลายการชุมนุม, สิทธิมนุษยชน, อังคณา นีละไพจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d443c2ac06b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
